มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ขอความสุขความจำเริญและศานติจงประสบแด่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและเป็นศาสนทูตของพระองค์
อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า
  
ความว่า "บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่วงศ์วานอิสรออีลนั้นได้ถูกสาปโดยถ้อยคำของดาวูดและอีซาบุตรของมัรยัม นั่นก็เนื่องจากการที่พวกเขาฝ่าฝืน และที่พวกเขาเคยละเมิดกัน ปรากฏว่าพวกเขาต่างไม่ห้ามปรามกันในสิ่งไม่ชอบที่พวกเขาได้กระทำมันขึ้น ช่างเลวร้ายจริงๆ สิ่งที่พวกเขากระทำ” (อัล-มาอิดะฮฺ: 78-79)
อบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

ความว่า “ผู้ใดในหมู่ท่านเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็จงเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นด้วยมือของเขา ถ้าหากเขาไม่มีความสามารถก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยลิ้นของเขา แต่ถ้าหากเขาไม่มีความสามารถก็จงเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นด้วยหัวใจของเขา และนั่นคือขั้นต่ำที่สุดของระดับความศรัทธา” (บันทึกโดยมุสลิม: 49)
ทั้งนี้ ความชั่วร้ายที่เป็นอันตรายต่อหลักศรัทธาและคำสอนของศาสนามากที่สุดประการหนึ่ง คือฟิตนะฮฺความหลงผิดที่เกิดจากกลุ่ม “ชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ” ซึ่งเผยแพร่หลักความเชื่อของพวกเขาไปทั่วทุกหนแห่ง โดยที่พวกเขาแสดงออกให้ผู้คนเข้าใจว่าความเท็จความบิดเบือนของพวกเขานี่แหละคือหลักการอิสลามที่ถูกต้อง!
ที่แย่ไปกว่านั้นคือมีผู้คนบางกลุ่มซึ่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ออกมาเรียกร้องเชิญชวนไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ระหว่างชาวสุนนีย์และชาวชีอะฮฺ โดยอ้างว่าความแตกต่างระหว่างเรากับเขานั้นเป็นเพียงในส่วนของเรื่องปลีกย่อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นความแตกต่างในประเด็นที่ถือเป็นแก่นสำคัญของหลักยึดมั่นศรัทธา เพราะแนวคิดของกลุ่มรอฟิเฎาะฮฺนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นการตั้งภาคีและปฏิเสธศรัทธา ซึ่งเข้าข่ายที่จะส่งผลให้สิ้นสภาพความเป็นมุสลิมเสียด้วยซ้ำ และเป็นที่น่าเศร้าใจว่ายังมีชาวสุนนีย์ทั่วไปอีกจำนวนมากที่ไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ เพราะอุละมาอ์ชีอะฮฺมิได้เผยแพร่ตำราสำคัญๆ ที่ระบุถึงหลักความเชื่อของพวกเขาให้คนทั่วไปได้ศึกษาหาอ่านได้ (หนังสือ บุฏลาน อะกออิด อัชชีอะฮฺ โดย มุหัมมัด อัต-ตูนิสีย์ หน้า 5-6)
ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอชี้แจงหลักอะกีดะฮฺที่บิดเบือนหลงผิดบางประการของพวกเขาในภาพรวม โดยอ้างอิงข้อมูลจากตำรับตำราและหนังสือที่พวกเขาเชื่อถือและให้การยอมรับ
ประการแรก: แนวคิดและความเชื่อที่พวกเขามีต่ออิมามจำนวนสิบสองท่าน
อัล-กุลัยนีย์ ได้ระบุใน อุศูล อัล-กาฟีย์  ซึ่งเป็นตำราที่มีความถูกต้องมากที่สุดในมุมมองของพวกเขา เปรียบได้กับ เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ ของชาวสุนนีย์ ว่า “บรรดาอิมามทั้งหลายนั้น หากว่าพวกท่านประสงค์ที่จะรู้สิ่งใดพวกท่านก็สามารถที่จะรู้ได้ และพวกท่านยังรู้ด้วยว่าตัวเองจะตายเมื่อไร ทั้งนี้ พวกท่านจะตายก็ต่อเมื่อพวกท่านสมัครใจที่จะตายเท่านั้น” (เล่ม 1 หน้า 258-260)
ในขณะที่ ฮาชิม อัล-บะหฺรอนีย์ ได้มอบคุณลักษณะของความเป็นพระเจ้าแก่บรรดาอิมามเหล่านั้น โดยเขากล่าวในหนังสือชื่อ ยะนาบีอฺ อัล-มะอาญิซ วะ อุศูล อัด-ดะลาอิล  ว่า “พวกท่านเหล่านั้นมีความรอบรู้ในสิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า และสิ่งที่อยู่บนพื้นดิน พวกท่านรอบรู้ในสิ่งที่เคยเกิดขึ้น และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น รู้สิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินไปไม่ว่าจะเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวันอย่างทันท่วงที นอกจากนี้พวกท่านเหล่านั้นยังมีความรู้เหมือนกับความรู้ของบรรดานบี และมีมากกว่าเสียอีก” (บทที่สี่ หน้า 35-42) ส่วนอับดุล หุสัยนฺ อัล-อะมีนีย์ อัน-นะญะฟีย์ (นักวิชาการร่วมสมัยของพวกเขา) ได้กล่าวในหนังสือ อัล-เฆาะดีร (الغدير) ว่า “บรรดาอิมามคือลูกหลานของอัลลอฮฺ และเป็นทายาทผู้สืบสันดานของท่านอะลี” (เล่ม 1 หน้า 214-216)  
นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ยินนักวิชาการของพวกเขาบางคนกล่าวในเทปเสียงตอนหนึ่งว่า “อัล-มะฮฺดีย์ได้ลงไปในชั้นใต้ดินตั้งแต่ท่านมีอายุได้ห้าขวบ โดยที่ท่านยังคงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วอณูจักรวาล!”
ประการที่สอง: ความเชื่อที่พวกเขามีต่ออัลกุรอาน
กลุ่มรอฟิเฎาะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานที่มีอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่
อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม แต่เป็นอัลกุรอานที่ถูกบิดเบือนแก้ไขด้วยการเพิ่มเติมหรือตัดทอนแล้ว โดยอุละมาอ์ของพวกเขาส่วนใหญ่ยืนยันความคิดนี้ ดังที่ อัน-นูรีย์ อัฏ-ฏ็อบเราะสีย์ ได้ระบุไว้ในหนังสือ ฟัศลฺ อัล-คิฏอบ ฟี อิษบาต ตะหฺรีฟิ กิตาบ ร็อบบิล อัรบาบ
ในขณะที่ อัล-กุลัยนีย์ ได้กล่าวในหนังสือ อุศูล อัล-กาฟีย์ ว่า “อัลกุรอานที่ญิบรออีลนำลงมายังมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นมีจำนวนหนึ่งหมื่นเจ็ดพันอายะฮฺ” (เล่ม 2 หน้า 134-242) นั่นก็หมายความว่าอัลกุรอานที่
รอฟิเฎาะฮฺกล่าวอ้างนั้น มีความยาวมากกว่าอัลกุรอานที่เรามีอยู่ เพราะอัลกุรอานที่มีอยู่ มีเพียงหกพันกว่าอายะฮฺเท่านั้น ซึ่งเป็นอัลกุรอานที่อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าจะปกปักษ์รักษา โดยพระองค์ตรัสว่า
ความว่า “แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน” (อัล-หิจญรฺ: 9)
ทั้งนี้ แม้จะมีอัลกุรอานบางส่วนที่พวกเขายอมรับ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทำการอรรถาธิบายความหมายไปในทางที่สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขา ดังเช่นอายะฮฺต่อไปนี้
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” (อันนิสาอ์: 116)
ซึ่ง อัศ-ศอฟีย์ ได้กล่าวอธิบายในตัฟสีรของเขาว่า พระดำรัสของพระองค์ที่ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์” นั้น หมายถึง พระองค์จะไม่ทรงอภัยให้แก่ผู้ที่ปฏิเสธ ‘วิลายะฮฺ’ (อำนาจการปกครองและความเป็นผู้นำ – ผู้แปล)ของท่านอะลี ส่วนคำตรัสของพระองค์ที่ว่า “แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” นั้นหมายถึง สำหรับผู้ที่ยอมรับในวิลายะฮฺของท่านอะลี (เล่ม 1 หน้า 156-163)
และอีกตัวอย่างหนึ่งของการตีความอัลกุรอานตามอารมณ์ความต้องการของพวกเขาคือ ในอายะฮฺที่ว่า
ความว่า “และได้มีวะฮีย์มายังเจ้า (มุหัมมัด) และมายังบรรดา นบีก่อนหน้าเจ้า หากเจ้าตั้งภาคี แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อัซ-ซุมัรฺ: 65) 
อัศ-ศอฟีย์ กล่าวอธิบายว่า “หากเจ้าใช้ให้ผู้ใดมีอำนาจการปกครองและเป็นผู้นำเคียงคู่กับอะลี แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (ตัฟสีรฺ อัศ-ศอฟีย์ เล่ม 1 หน้า 156-361 และ นูร อัษ-ษะเกาะลัยน์ เล่ม 1 หน้า 151-488)
ส่วนโองการที่ว่า
ความว่า “โดยที่พวกเขาศรัทธาต่ออัล-ญิบตฺ (เจว็ดและทุกสิ่งที่ถูกเคารพสักการะ) และอัฏ-ฏอฆูต (ชัยฏอน)” (อันนิสาอ์: 51)
พวกเขากล่าวอธิบายว่า “หมายถึงอบูบักรฺและอุมัรฺ” (ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์ เล่ม 4 หน้า 416)
ประการที่สาม: หลักความเชื่อที่พวกเขามีต่อบรรดา
เศาะหาบะฮฺและภริยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ 
อะลัยฮิวะสัลลัม
แนวทางของกลุ่มรอฟิเฎาะฮฺวางอยู่บนพื้นฐานของการด่าทอสาปแช่ง และกล่าวหาว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัล
ลอฮุอันฮุม ล้วนเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา โดยพวกเขาเชื่อว่า
เศาะหาบะฮฺทั้งหมดได้กลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ยกเว้นสามท่านเท่านั้น ดังที่ อัล-กุลัยนีย์ ระบุไว้ในหนังสือ อัล-กาฟีย์ ที่พวกเขาให้การยอมรับ โดยเขากล่าวว่า “หลังจากที่ท่านนบี ศ็ฮลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากไป ผู้คนทั้งหมดต่างก็สิ้นสภาพความเป็นมุสลิม (ริดดะฮฺ) ยกเว้นบุคคลสามคน คือ อัล-
มิกดาด บิน อัล-อัสวัด, อบูซัรฺ อัล-ฆิฟารีย์ และสัลมาน อัล-
ฟาริสีย์” (อัล-กาฟีย์ เล่ม 12 หน้า 312-322)
และในหนังสือ มะฟาตีหฺ อัล-ญินานของ อับบาส อัล-กุมมีย์ ได้ระบุถึงดุอาอ์บทหนึ่งที่มีรายงานมาจากอุละมาอ์ชีอะฮฺที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นคำวิงวอนขอให้อัลลอฮฺทรงสาปแช่งท่านอบูบักรฺ, อุมัรฺ และบุตรสาวของท่านทั้งสองคือ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม โดยถือเป็นบทอัซการฺที่ควรกล่าวทุกเช้าเย็น ซึ่งมีบทขอขึ้นต้นว่า
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงเศาะลาวาตต่อมุหัมมัด และวงศ์วานของมุหัมมัด และขอพระองค์ทรงสาปแช่งเจว็ดทั้งสองรูปแห่งกุร็อยชฺ (หมายถึงท่านอบูบักรฺและท่านอุมัร - ผู้แปล) ผู้เป็นรูปเคารพสักการะ เป็นชัยฏอนมารร้าย และความมดเท็จบิดเบือนของชาวกุร็อยชฺ พวกเขาทั้งสองฝ่าฝืนคำบัญชาของพระองค์ และได้ปฏิเสธวะฮีย์ของพระองค์ และขอพระองค์ทรงสาปแช่งบุตรสาวของเขาทั้งสองด้วย...จนจบบท” (หน้า 114)
  นอกจากนี้ พวกเขายังเรียกท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรว่า “ฟิรเอาน์และฮามาน” (หนังสือกุรเราะตุลอุยูน โดยอัล-กาชานีย์ หน้า 432-433) บางครั้งก็เรียกว่า “ผู้บูชาเจว็ดทั้งสอง” (ตัฟสีรอัล-อัยยาชีย์ เล่ม 2 หน้า 116 และบิหารุลอันวาร หน้า 27-58) หรือ “อัล-ลาต และอัล-อุซซา” (อิกมาลุดดีน โดย อิบนุ บาบะวัยฮฺ อัล-กุมมีย์ หน้า 246 และ มุก็อดิมะฮฺ อัล-บุรฮาน โดย อบุล หะสัน อัล-อามิลีย์ หน้า 294)
ผู้รู้ของชีอะฮฺบางคนถึงกับระบุว่า อัล-มะฮฺดีย์ ที่พวกเขารอคอยจะดลบันดาลให้อบูบักรฺและอุมัรฟื้นคืนชีพ จากนั้นก็จะตรึงทั้งสองไว้กับลำต้นอินทผลัม แล้วทำการสังหารทั้งสองหนึ่งพันครั้งต่อวัน! (อัล-อีกอซฺ มิน อัล-ฮัจญฺอะฮฺ โดย อัล-หุร อัล-อามิลีย์ หน้า 287) และข้าพเจ้ายังเคยได้ยินผู้รู้ของพวกเขากล่าวในเทปเสียงหนึ่งว่า “อบูบักรฺ, อุมัรฺ, อุษมาน บรรดาผู้ร่วมให้สัตยาบัน อัล-อะเกาบะฮฺครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง และเก้าจากสิบคน (หมายถึงสิบท่านที่ท่านนบีรับรองว่าจะได้สวรรค์ – ผู้แปล) ล้วนเป็นชาวนรกทั้งสิ้น”
อับดุลลอฮฺ บิน มุหัมมัด อัล-อันดะลุสีย์ กล่าวว่า
   

   รอฟิเฎาะฮฺนั้นชั่วช้าเป็นที่สุด เกินมนุษย์และญินทั้งหลาย
   หมิ่นนบีใส่ไคล้เศาะหาบะฮฺ ทั้งให้ร้ายอย่างไม่เป็นธรรม
   แสร้งรักวงศ์วานแต่ด่าทอสหาย มันช่างขัดแย้งกันเสียเหลือเกิน
อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า
   
จงหลีกห่างแนวรอฟิเฎาะฮฺและ      บิดอะฮฺที่จะนำท่านสู่ไฟนรก
แล้วจงตามบรรดาเศาะหาบะฮฺ       พวกท่านคือดวงดาวส่องนำทาง
จงปฏิเสธแนวทางรอฟิเฎาะฮฺ         ซึ่งวางอยู่บนความปฏิเสธศรัทธา
มีสองตัวเลือกเท่านั้นคือทางนำ      และความหลงผิดบิดเบือน
กลุ่มใดหรือที่จะรอดปลอดภัย        ในวันที่อัลลอฮฺทรงตัดสิน
พวกที่สาปแช่งเศาะหาบะฮฺ            ทั้งยังฝ่าฝืนอัลกุรอานและหะดีษ
หรือผู้ที่ยึดตามแนวทางวะฮีย์         รักเศาะหาบะฮฺและวงศ์วานนบี
ประการที่สี่: จุดยืนของพวกเขาต่ออะฮฺลุสสุนนะฮฺ
กลุ่มชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺมีความเชื่อว่าทรัพย์สินและชีวิตของอะฮฺลุสสุนนะฮฺเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา ในหนังสือ อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานิยะฮฺ ระบุว่า อะฮฺลุสสุนนะฮฺ คือผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เป็นนะญิสสกปรก และชั่วร้ายน่ารังเกียจยิ่งกว่าพวกยะฮูดีย์หรือนัศรอนีย์ ด้วยความเห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ของอุละมาอ์ชีอะฮฺอิมามิยะฮฺ (อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานิยะฮฺ ของ อัล-ญะซาอิรีย์ เล่ม 2 หน้า 206-207)
ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ยังระบุอีกว่า “นาศิบีย์” ซึ่งเป็นคำที่พวกเขาใช้เรียกชาวสุนนีย์นั้นอนุญาตให้ฆ่าได้ โดยพวกเขาแนะนำเชิญชวนให้ฆ่าชาวสุนนีย์ ไม่ว่าจะด้วยการทำให้จมน้ำ พังกำแพงให้ถล่มทับ หรือจะด้วยวิธีการอื่นใดที่เป็นการลับ เพื่อจะได้ไม่มีผู้ใดเป็นพยานได้ โดยพวกเขาเห็นว่าทรัพย์สินและเกียรติศักดิ์ศรีของชาวสุนนีย์นั้น เป็นที่อนุญาตให้ละเมิดได้ (ริญาล อัล-กิชชีย์ หน้า 529, ตะฮฺซีบ อัล-อะห์กาม เล่ม 1 หน้า 384 และวะสาอิล อัช-ชีอะฮฺ เล่ม 6 หน้า 340)
และประการสุดท้าย: บรรดาผู้รู้ชีอะฮฺเหล่านั้นเชื่อว่าพวกเขากับพวกเรา อะฮฺลุสสุนนะฮฺ มีพระเจ้าองค์เดียวกัน มี
นบีคนเดียวกัน หรือมีผู้นำคนเดียวกันหรือไม่?
ผู้รู้ของพวกเขาที่ชื่อ นิอฺมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรีย์ ได้ไขข้อสงสัยนี้ไว้ในหนังสือ อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานิยะฮฺ โดยกล่าวว่า “ในความเป็นจริงแล้วพวกเรากับพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ) มิได้มีพระเจ้าองค์เดียวกัน และมิได้มีนบี หรือผู้นำคนเดียวกันแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะพวกเขากล่าวว่า พระเจ้าของพวกเขาคือผู้ที่มีมุหัมมัดเป็นนบี และมีอบูบักรฺเป็นเคาะลีฟะฮฺต่อจากท่าน ในขณะที่พวกเราไม่ศรัทธาต่อพระเจ้าหรือนบีที่มีลักษณะเช่นนี้ เพราะพวกเรามั่นใจว่าพระเจ้าที่มีอบูบักรฺเป็นเคาะลีฟะฮฺถัดจากนบี ย่อมไม่ใช้พระเจ้าของพวกเรา และนบีคนนั้นก็ไม่ใช่นบีของพวกเรา” (เล่ม 2 หน้า 278-279)