ท่านญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า
«إنَّ أَهْلَ الجَنَّةِ يَأْكُلُونَ فِيْـهَا، وَيَشْرَبُونَ، وَلا يَتْفِلُونَ، وَلا يَبُولُونَ، وَلا يَتَغَوَّطُونَ، وَلا يَـمْتَـخِطُون» قالوا: فما بال الطعام؟ قال: «جُشَاءٌ وَرَشْحٌ كَرَشْحِ المسْكِ يُلْـهَـمُونَ التَّسْبِيْـحَ وَالتَّحْـمِيدَ كَمَا يُلْـهَـمُونَ النَّفَسَ» [أخرجه مسلم برقم 2853]
ความว่า “แท้จริง ชาวสวรรค์นั้นจะกินอาหารในสวรรค์ จะดื่ม จะไม่ถ่มน้ำลาย จะไม่ถ่ายปัสสาวะ ไม่ถ่ายอุจจาระ และจะไม่สั่งน้ำมูก” บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ถามว่า “แล้วอาหารที่กินไปล่ะ (ส่วนเกินของมันจะกลายเป็นอะไร)?” ท่านตอบว่า “จะเป็นเสียงเรอและหยาดเหงื่อหอมประหนึ่งกลิ่นชะมดเชียง พวกเขาจะได้รับการดลใจให้เปล่งคำตัสบีหฺ (สุบหานัลลอฮฺ) และคำตะหฺมีด (อัลหัมดุลิลลาฮฺ) ออกมาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเสมือนดั่งที่พวกเขาพ่นลมหายใจ”   (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2835)

และมีรายงานจากท่านอบีฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า  
«إنَّ أوَّلَ زُمْرَةٍ يَدْخُلُونَ الجَنَّةَ عَلَى صُورَةِ القَمَرِ لَيْلَةَ البَدْرِ، ثُمَّ الَّذِينَ يَلُونَـهُـمْ عَلَى أشَدِّ كَوْكَبٍ دُرِّيٍّ فِي السَّمَاءِ إضَاءَةً، لا يَبُولُونَ وَلا يَتَغَوَّطُونَ، وَلا يَتْفِلُونَ وَلا يَـمْتَـخِطُـونَ، أمْشَاطُهُـمُ الذَّهَـبُ، وَرَشْحُهُـمُ المِسْـكُ، وَمَـجَامِرُهُـمُ الأُلُـوَّةُ -الألَنْجُوجُ، عُودُ الطِّيبِ- وَأزْوَاجُهُـمُ الحُورُ العِينُ، عَلَى خَلْقِ رَجُلٍ وَاحِدٍ، عَلَى صُورَةِ أبِيهِـمْ آدَمَ، سِتُّونَ ذِرَاعًا فِي السَّمَاءِ» [أخرجه البخاري برقم 3327 واللفظ له، ومسلم برقم 2834] 
ความว่า  “กลุ่มคนแรกที่ได้เข้าสวรรค์นั้น (มีความงดงาม) ดั่งภาพของดวงเดือนในคืนจันทร์เพ็ญ จากนั้นผู้คนถัดไปจากพวกเขา (จะมีความงดงาม) เจิดจ้ายิ่งกว่าดวงดาวที่ทอแสงประกายบนท้องฟ้า พวกเขาไม่ถ่ายปัสสาวะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ถ่มน้ำลาย ไม่สั่งน้ำมูก หวีของพวกเขาเป็นหวีทอง เหงื่อที่ไหลออกมามีกลิ่นหอมดั่งกลิ่นชะมดเชียง ไม้หอมที่พวกเขาจุดเป็นควันคือไม้อุลวะฮฺ (ไม้หอมอินเดีย) คู่ครองของพวกเขาคือนางงามแห่งแดนสวรรค์ สัดส่วนเรือนร่างพวกเขาเป็นสัดส่วนของชายคนเดียว คืออยู่ในรูปทรงเรือนร่างของอาดัม บิดาของพวกเขา ซึ่งสูงหกสิบศอก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลขหะดีษ 3327 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 3834)

และในอีกสายรายงานหนึ่ง 
«آنِيَتُهُمْ فِيهَا الذَّهَبُ، أَمْشَاطُهُمْ مِنَ الذَّهَبِ وَالفِضَّةِ، وَمَجَامِرُهُمُ الأَلُوَّةُ، وَرَشْحُهُمُ المِسْكُ، وَلِكُلِّ وَاحِدٍ مِنْهُمْ زَوْجَتَانِ، يُرَى مُخُّ سُوقِهِمَا مِنْ وَرَاءِ اللَّحْمِ مِنَ الحُسْنِ، لاَ اخْتِلاَفَ بَيْنَهُمْ وَلاَ تَبَاغُضَ، قُلُوبُهُمْ قَلْبٌ وَاحِدٌ، يُسَبِّحُونَ اللَّهَ بُكْرَةً وَعَشِيًّا» [أخرجه البخاري برقم 3245] 
ความว่า  “ภาชนะที่พวกเขาใช้ผลิตจากทองคำ หวีที่พวกเขาใช้ผลิตจากทองคำและเงิน ไม้หอมที่พวกเขาจุดเป็นควันคือไม้อุลวะฮฺ (ไม้หอมอินเดีย) เหงื่อที่ไหลออกมามีกลิ่นหอมดั่งกลิ่นชะมดเชียง แต่ละคนจะมีภรรยาสองคน นางมีผิวพรรณขาวนวลผ่องใส พวกเขาจะไม่พิพาทและไม่โกรธเคืองซึ่งกันและกัน และพวกเขาจะรำลึกถึงอัลลอฮฺตลอดเวลาทั้งยามเช้าและยามเย็น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขหะดีษ 3245)