สตรีต้องดูแลตัวเองตามกมลสันดานที่เรียกว่า ฟิฏเราะฮฺ ที่เหมาะสมและเจาะจงเฉพาะกับเธอ อาทิเช่น การตัดและการดูแลเล็บ เพราะการตัดเล็บเป็นจริยวัตร (แบบอย่างสุนนะฮฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตามมติเอกฉันท์ของบรรดาปวงปราชญ์ ดังที่มีปรากฏอยู่ในคำสอนของท่าน เพราะการตัดเล็บเป็นการทำความสะอาดและตกแต่งให้สวยงาม ถ้าปล่อยให้เล็บยาวจะทำให้เกิดความภาพลักษณ์ที่ไม่น่าดู เป็นเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรก น้ำไม่สามารถเข้าไปได้อย่างทั่วถึง สตรีบางคนไว้เล็บยาวเพราะเลียนแบบต่างศาสนิกและไม่เข้าใจในแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ยังมีสุนนะฮฺอื่นๆ ให้สตรีปฏิบัติด้วย เช่น การขจัดขนรักแร้ ขนในที่ลับ ตามที่มีปรากฏในหะดีษของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลตนเองให้สวยงามอีกด้วย และทางที่ดีควรขจัดขนดังกล่าวทุกๆ สัปดาห์ หรือไม่ก็อย่าปล่อยให้มันล่วงเลยไปมากกว่าสี่สิบวัน
สอง ข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเส้นผมและขน
ก. สตรีต้องไว้ผม และไม่อนุญาตให้โกนผม ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็น
ท่านชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อาล อัช-ชัยค์ มุฟตีแห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย กล่าวว่าไม่อนุญาตให้โกนผมของผู้หญิง เพราะมีหะดีษจากอะลี ซึ่งบันทึกโดยอิมามอัน-นะสาอีย์(5064) และจากอุษมาน ซึ่งบันทึกโดย อัล-บัซซาร และจาก
อิกริมะฮฺ ซึ่งบันทึกโดยอิบนุ ญะรีรฺ พวกเขากล่าวว่า
نَهَى رسول الله أَنْ تَحْلِقَ الْمَرْأَةُ رَأْسَهَا
ความว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้ผู้หญิงโกนศีรษะของเธอ”
    การห้ามใดที่มีปรากฏจากหะดีษของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ให้ถือว่าเป็นข้อวินิจฉัยสั่งห้ามและไม่อนุญาตให้ทำ ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานอื่นมาหักล้าง 
มุลลา อะลี กอรี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-มิรกอต ชัรห์ อัล-มิชกาต ว่า “คำว่า “ห้ามไม่ให้ผู้หญิงโกนศีรษะของเธอ” เนื่องจากเส้นผมสำหรับผู้หญิงนั้นเทียบได้เหมือนกับเคราสำหรับผู้ชายในด้านบุคลิกและความสวยงาม...” (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา อัช-ชัยค์ มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อาล อัช-ชัยค์ : 2/49)
ส่วนการตัดผมออกให้สั้นสามารถกระทำได้หากมีความจำเป็น แต่ไม่ใช่เป็นการประดับตกแต่ง เช่น ไม่สามารถที่จะดูแลรักษาได้ หรือยาวมากจนสร้างความยากลำบาก ดังนั้นการจะตัดออกบางส่วนถือว่าไม่เป็นไร ดังที่ภรรยาบางคนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปฏิบัติหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิต เนื่องจากพวกเธอไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประดับประดาโดยการไว้ผมยาวอีกต่อไป
  แต่ถ้าหากเป้าหมายของการตัดผมสั้นเพื่อเป็นการเลียนแบบผู้หญิงต่างศาสนิก หรือบรรดาผู้หญิงฟาสิกบกพร่องศีลธรรม หรือเพื่อเลียนแบบผู้ชาย ก็ย่อมเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) โดยไม่มีข้อสงสัยแต่ประการใด ด้วยเหตุผลของการห้ามไม่ให้เลียนแบบต่างศาสนิกโดยภาพรวม และห้ามไม่ให้ผู้หญิงเลียนแบบผู้ชาย และหากตั้งใจว่าทำเพื่อเป็นการประดับตกแต่ง ทัศนะเท่าที่เห็นมีน้ำหนักกว่าก็คือไม่เป็นที่อนุญาต 
ท่านชัยค์มุหัมมัด อัล-อะมีน อัช-ชันกีฏีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า “แท้จริงการตัดผมสั้นจนกระทั่งถึงโคนผมนั้น เป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายของพวกฝรั่ง ซึ่งค้านกับแบบอย่างของสตรีมุสลิมและสตรีชาวอาหรับยุคก่อนอิสลาม การกระทำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เบี่ยงเบน ซึ่งเป็นปัญหาที่แพร่ระบาดในวงกว้างต่อศาสนา ภาพลักษณ์ จรรยามารยาท และพฤติกรรมอื่นๆ” 
หลังจากนั้นท่านได้ชี้แจงเกี่ยวกับหะดีษที่ว่า
وَكَانَ أَزْوَاجُ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَأْخُذْنَ مِنْ رُءُوسِهِنَّ حَتَّى تَكُونَ كَالْوَفْرَةِ.
ความว่า “บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ตัดผมของพวกเธอออกจนกระทั่งถึงบริเวณสองติ่งหู” (บันทึกโดยมุสลิม : 726) 
พวกนางตัดผมให้สั้นหลังจากที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เสียชีวิต เพราะว่าพวกนางได้ตกแต่งและดูแลตัวเองในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และส่วนหนึ่งจากการตกแต่งที่มีเสน่ห์สวยงามที่สุดของพวกนางก็คือเส้นผมของพวกนาง 
แต่หลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว พวกนางมีบทบัญญัติเฉพาะซึ่งแตกต่างกับผู้หญิงทั่วไป นั่นคือพวกนางจะไม่สามารถแต่งงานได้อีกต่อไป พวกนางเปรียบเสมือนผู้หญิงที่มีอิดดะฮฺซึ่งถูกกักไว้จนกระทั่งเสียชีวิต เนื่องจากพวกนางเป็นภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَمَا كَانَ لَكُمۡ أَن تُؤۡذُواْ رَسُولَ ٱللَّهِ وَلَآ أَن تَنكِحُوٓاْ أَزۡوَٰجَهُۥ مِنۢ بَعۡدِهِۦٓ أَبَدًاۚ إِنَّ ذَٰلِكُمۡ كَانَ عِندَ ٱللَّهِ عَظِيمًا ٥٣ ﴾ [الأحزاب : ٥٣]  
ความว่า “และไม่เป็นการบังควรแก่พวกเจ้าที่จะก่อความรำคาญแก่ศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกเจ้าจะต้องไม่แต่งงานกับบรรดาภรรยาของท่าน ภายหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้วเป็นอันขาด แท้จริง เรื่องนี้สำหรับอัลลอฮฺเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก” (อัล-อะห์ซาบ : 53)
และการหมดหวังที่จะแต่งงานอีก อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการผ่อนปรนให้งดจากการประดับประดาตกแต่งในบางเรื่องได้ ซึ่งไม่เป็นที่อนุญาตให้ทำหากเป็นเพราะเหตุอื่นๆ นอกจากสาเหตุดังกล่าวเท่านั้น (อัฎวาอ์ อัล-บะยาน : 5 / 598-601) 
ดังนั้น จำเป็นที่สตรีผู้ศรัทธาจะต้องรักษา เอาใจใส่ดูแลผมของพวกเธอ และถักเปีย และไม่อนุญาตให้ม้วนทำทรงไว้บนศีรษะ หรือมุมหนึ่งมุมใดของท้ายทอย
ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า “เสมือนกับพวกโสเภณีบางคนที่ตั้งใจถักเปียผมของนางเป็นส่วนเดียว และปล่อยไว้โชว์ให้เห็นระหว่างบ่าทั้งสอง" (มัจญ์มูอฺฟะตาวา : 22/14)
ท่านชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อาล อัช-ชัยค์ กล่าวไว้ว่า “สำหรับสิ่งที่สตรีบางคนได้กระทำในยุคปัจจุบัน เช่น การแยกผมบนศีรษะไว้ด้านหนึ่ง และรวบไว้ที่ท้ายทอยด้านหลัง หรือมัดเกลียวไว้ข้างบน เหมือนกับที่พวกผู้หญิงฝรั่งทำ ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำ เนื่องจากเป็นการเลียนแบบสตรีต่างศาสนิก ”
 เนื่องจากมีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ –ในหะดีษบทหนี่งที่มีความยาว- กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«صِنْفَانِ مِنْ أَهْلِ النَّارِ لَمْ أَرَهُمَا : قَوْمٌ مَعَهُمْ سِيَاطٌ كَأَذْنَابِ الْبَقَرِ يَضْرِبُونَ بِهَا النَّاسَ وَنِسَاءٌ كَاسِيَاتٌ عَارِيَاتٌ  مُمِيلاَتٌ مَائِلاَتٌ رُءُوسُهُنَّ كَأَسْنِمَةِ الْبُخْتِ الْمَائِلَةِ لاَ يَدْخُلْنَ الْجَنَّةَ وَلاَ يَجِدْنَ رِيحَهَا وَإِنَّ رِيحَهَا لَيُوجَدُ مِنْ مَسِيرَةِ كَذَا وَكَذَا» 
ความว่า “ชาวนรกสองจำพวกที่ฉันยังไม่เคยเห็นพวกเขา พวกหนึ่งมีแส้คล้ายกับหางวัวคอยเฆี่ยนตี (ลงโทษ) มนุษย์ และอีกพวกหนึ่งคือสตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่มิดชิด เดินเอนไปเอนมา ศีรษะของพวกเธอเหมือนกับโหนกอูฐ พวกเธอจะไม่ได้เข้าสวนสวรรค์ และจะไม่ได้ดม (สัมผัส) กลิ่นไอของมัน ทั้งๆ ที่กลิ่นไอของมันจะดม (สัมผัส) ได้ในระยะทางเท่านั้นเท่านี้” (บันทึกโดยมุสลิม 5547)

นักปราชญ์บางท่านได้ขยายความคำว่า “เอนไปเอนมา” คือ พวกเธอได้หวีผมในลักษณะเอน ซึ่งเป็นการหวีของหญิงโสเภณี และการหวีลักษณะเช่นนี่เป็นการกระทำของพวกผู้หญิงฝรั่ง และผู้หญิงมุสลิมที่ดำเนินตามแนวทางของพวกเธอ (มัจญ์มูอฺ ฟะตาวาของชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม เล่มที่ 2/47 และอัล-อีฎอห์ วะ อัต-ตับยีน ของหะห์มูด อัต-ตุวัยญิรีย์ หน้าที่ 85)
ดังที่ห้ามไม่ให้สตรีโกนศีรษะหรือตัดผมออกโดยไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็ยังมีบัญญัติห้ามไม่ให้เธอต่อผม หรือเอาผมอื่นมาเสริม ดังที่มีหลักฐานที่ปรากฏในตำราของอิมามอัล-บุคอรีย์ (5934) และมุสลิม (5530)
«لَعَن رسول اللَّهُ الْوَاصِلَةَ وَالْمُسْتَوْصِلَة»
ความว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่งผู้หญิงที่ต่อผมให้ผู้อื่น และผู้หญิงที่ขอให้ผู้อื่นต่อผมให้”
อันเนื่องจากการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการปลอมแปลง  นอกจากนี้การใช้ผมปลอมในปัจจุบันก็เข้าข่ายการต่อผมเช่นกัน 
อัล-บุคอรีย์ มุสลิม และท่านอื่นๆ ได้รายงานว่า “เมื่อ
มุอาวิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้มายังนครมะดีนะฮฺ ท่านได้เอาผมมากำหนึ่ง แล้วกล่าวตักเตือนว่า 
مَا بَالُ نِسَائِكُمْ يَجْعَلْنَ فِي رُؤُوسِهِمْ مِثْلَ هَذَا ، سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، يَقُولُ : «مَا مِنِ امْرَأَةٍ تَجْعَلُ فِي رَأْسِهَا شَعْرًا مِنْ شَعْرِ غَيْرِهَا إِلا كَانَ زُورًا»
ความว่า "บรรดาสตรีของพวกท่านเป็นอะไรกัน ถึงได้เอาของพวกนี้มาใส่บนศีรษะของพวกนาง ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “ไม่มีสตรีคนใดเอาผมของผู้อื่นมาต่อกับผมของนาง นอกจากนั่นถือว่าเป็นการปลอมแปลง” (บันทึกโดยอัล-
บุคอรีย์ : 3468 , 5932 และมุสลิม : 5543)
และคำว่า “ผมปลอม” คือ ผมเทียมที่ถูกผลิตขึ้นมา ซึ่งเหมือนกับผมจริง และการสวมใส่มันนั้นถือว่าเป็นการกระทำเชิงหลอกลวง

ข. ไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมกำจัดขนคิ้ว 
ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม จะด้วยการโกน หรือการตัด หรือการใช้เครื่องมือ หรือการใช้น้ำยาขจัดทั้งหมดหรือบางส่วน เพราะนั่นเข้าข่ายการถอนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ดุอาอ์สาปแช่งผู้หญิงที่ถอนขนคิ้ว และผู้หญิงที่ให้คนอื่นถอนขนคิ้วให้ (บันทึกโดยอัน-นะสาอีย์ : 5111) โดยเข้าใจว่าเป็นการเสริมสวย
และนี่คือการเปลี่ยนแปลงการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺ ซึ่งชัยฏอนมารร้ายได้สัญญาไว้ว่ามันจะสั่งให้มนุษย์กระทำการดังกล่าว ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿وَلَأٓمُرَنَّهُمۡ فَلَيُغَيِّرُنَّ خَلۡقَ ٱللَّهِۚ ﴾ [النساء : ١١٩]  
ความว่า “และแน่นอนยิ่ง ข้า (ชัยฎอน) จะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง” (อัน-นิสาอ์ : 119)

และในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์ มีรายงานจากอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
«لَعَنَ اللَّهُ الْوَاشِمَاتِ وَالْمُسْتَوْشِمَاتِ وَالنَّامِصَاتِ وَالْمُتَنَمِّصَاتِ وَالْمُتَفَلِّجَاتِ لِلْحُسْنِ الْمُغَيِّرَاتِ خَلْقَ اللَّهِ»
ความว่า “อัลลอฮฺได้สาปแช่งผู้หญิงที่สัก ผู้หญิงที่ให้ผู้อื่นสักให้ ผู้หญิงที่ถอนขนคิ้ว ผู้หญิงที่ให้ผู้อื่นถอนขนคิ้วให้ ผู้หญิงที่ตกแต่งฟันเพื่อความสวยงาม ผู้ที่เปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 5931และมุสลิม : 5538)

หลังจากนั้นท่านยังได้กล่าวว่า
وَمَا لِي لَا أَلْعَنُ مَنْ لَعَنَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَهُوَ فِي كِتَابِ اللَّهِ.
“ฉันจะไม่สาปแช่งผู้ที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยสาปแช่งไว้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีนเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน?” ท่านหมายถึงคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿وَمَآ ءَاتَىٰكُمُ ٱلرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَىٰكُمۡ عَنۡهُ فَٱنتَهُواْۚ ﴾ [الحشر: ٧]  
ความว่า “และสิ่งใดที่เราะสูลได้นำมายังพวกเจ้า ก็จงยึดเอาไว้ และสิ่งใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าไว้ ก็จงละเว้นเสีย” (อัล-หัชรฺ : 7)
อิบนุ กะษีรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือตัฟซีรฺของท่าน (2/359) ว่า “สตรีจำนวนมากในทุกวันนี้ได้รับการทดสอบด้วยโรคร้ายเหล่านี้ ซึ่งเป็นบาปใหญ่ชนิดหนึ่ง จนกระทั่งการขจัดขนคิ้วได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นรายวัน และไม่อนุญาตให้ภรรยาเชื่อฟังสามีถ้าเขาสั่งให้กระทำในเรื่องดังกล่าว เพราะเขากำลังสั่งให้ทำสิ่งที่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือมะอฺศิยะฮฺนั่นเอง”

ค. ไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมผ่าแยกฟันโดยการถูด้วยตะไบเพื่อการเสริมสวย
 แต่หากว่าในกรณีที่ฟันมีความผิดปกติ และมีความจำเป็นต้องขจัดสิ่งรบกวนให้หมดไป หรือเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการรักษาเยียวยา และขจัดความรำคาญให้หมดไป และต้องให้แพทย์หญิงผู้มีความรู้เฉพาะทางเป็นผู้รักษา

ง. ไม่อนุญาตให้สตรีสักบนร่างกาย หรือให้ผู้อื่นสักให้ 
การสัก คือ การใช้เข็มที่มีน้ำหมึกทิ่มแทงตามมือหรือใบหน้า เพราะท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่งผู้หญิงที่เป็นช่างสักและผู้หญิงที่ให้คนอื่นสักให้ การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นบาปใหญ่ เพราะว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ 
อะลัยฮิวะสัลลัม ได้สาปแช่งผู้ที่กระทำหรือผู้ที่ให้คนอื่นกระทำให้ และการสาปแช่งจะไม่เกิดขึ้น นอกจากในสิ่งที่เป็นบาปใหญ่เท่านั้น

จ. บทบัญญัติหรือข้อชี้ขาดเกี่ยวกับการย้อมสีด้วยใบเทียน การย้อมผม และการใช้เครื่องประดับที่เป็นทองคำ
1. การย้อมด้วยใบเทียน 
อิมามอัน-นะวะวีย์ กล่าวไว้ในหนังสือ อัล-มัจญ์มูอฺ  (เล่ม1 หน้า 324) “การย้อมมือและเท้าด้วยใบเทียนสำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำอันเนื่องจากมีหะดีษต่างๆ ดังเป็นที่รับรู้กัน...” ดังรายงานจากอบู ดาวูด (4164) และอัน-
นะสาอีย์ (5095) ว่า “แท้จริงมีผู้หญิงคนหนึ่งได้ถามท่านหญิง
อาอิชะฮฺ ถึงการย้อมเล็บด้วยใบเทียน เธอตอบว่า “ไม่มีปัญหาอะไร ทว่าฉันไม่ชอบมัน เพราะท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่รักของฉันก็รังเกียจกลิ่นของมัน” 
และมีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า “มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ยื่นมือมาจากหลังม่านเพื่อส่งหนังสือให้แก่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ไม่รับ และกล่าวว่า “ฉันไม่ทราบว่าเป็นมือของผู้ชายหรือมือของผู้หญิง?” เธอกล่าวว่า “เป็นมือของผู้หญิง” แล้วท่านก็กล่าวว่า “หากเธอเป็นผู้หญิง แน่นอนเธอย่อมย้อมเล็บของเธอด้วยใบเทียน” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 4166 และอัน-นะสาอีย์ : 5089) แต่การย้อมเล็บจะต้องไม่ใช้วัตถุหรือสารที่ติดแข็งจนไม่สามารถทำความสะอาดได้

2. การย้อมผมของสตรี
 หากกรณีเป็นผมหงอก สามารถย้อมได้ทุกสีที่ไม่ใช่สีดำ เนื่องจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีคำสั่งห้ามมิให้ใช้สีดำในการย้อม 
อัน-นะวะวีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ (ริยาฎ อัศ-ศอลิฮีน : 626) บทว่าด้วยเรื่องการห้ามผู้ชายและผู้หญิงไม่ให้ย้อมผมด้วยสีดำ และได้กล่าวไว้ในหนังสือมัจญ์มูอฺ (1/324) ว่า “ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในการห้ามมิให้ย้อมด้วยสีดำ และนี่คือทัศนะของมัซฮับเรา..” 
 ส่วนการย้อมผมสีดำของสตรีเพื่อให้เปลี่ยนเป็นสีอื่นนั้น ฉัน(ผู้เขียน)มีความเห็นว่า กรณีนี้ไม่เป็นที่อนุญาต เพราะไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องกระทำอย่างนั้น เพราะสีดำของผมนั้นเป็นความสวยงามอยู่แล้ว ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดปกติจนต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน และการกระทำเช่นนั้นเป็นการเลียนแบบผู้หญิงต่างศาสนิก
 
3. อนุญาตให้สตรีใช้เครื่องประดับที่ทำจากทองคำและเงินตามประเพณีที่ปฏิบัติกัน 
 และนี่เป็นมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ แต่ไม่อนุญาตให้เธอนำเอาเครื่องประดับออกมาเผยให้เห็นแก่ผู้ชายที่สามารถแต่งงานกันได้ จำเป็นที่จะต้องปกปิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาออกจากบ้านและอยู่ในที่ที่อาจจะทำให้บุรุษหันมามองเธอ  เพราะนั่นเป็นการยั่วยวน แท้จริงแล้วเธอถูกห้ามไม่ให้ผู้ชายได้ยินเสียงของกำไลหรือเครื่องประดับที่เธอใส่อยู่ที่เท้า ซึ่งมันอยู่ใต้เสื้อผ้า แล้วนับประสาอะไรกับการเปิดเผยเครื่องประดับที่อยู่นอกเสื้อผ้าอีกเล่า
อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَلَا يَضۡرِبۡنَ بِأَرۡجُلِهِنَّ لِيُعۡلَمَ مَا يُخۡفِينَ مِن زِينَتِهِنَّۚ ﴾ [النور : ٣١]  
ความว่า “และพวกเธออย่าได้กระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้รู้ถึงเครื่องประดับที่พวกเธอปกปิดไว้” (อัน-นูรฺ : 31)