ครอบครัว
อิสลามต้องการให้ครอบครัวมีความเป็นปึกแผ่นซึ่งที่ทั้งสามีและภรรยามีส่วนร่วมในการสร้าง สามีภรรยาเปรียบเสมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ที่อยู่บนร่างเดียวกัน  ดังนั้นทั้งสองต้องให้เกียรติยศซึ่งกันและกัน  และจะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขในทุกสถานการณ์ ดังนั้นชีวิตคู่ในอิสลามต้องมีความปรองดองกันเพื่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ความรักความผูกพันทำให้คู่สามีภรรยาต้องดูแลห่วงใยซึ่งกันและกัน  โดยเฉพาะเมื่อยามเจ็บป่วยและยามทุกข์ยาก  หลักการพื้นฐานของชีวิตสมรสดังกล่าวถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสถาบันครอบครัวในอิสลาม  เมื่อกล่าวถึงครอบครัวอิสลามแล้ว  สามีคือผู้นำ ส่วนภรรยามีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในครอบครัว ถึงแม้ว่าสามีต้องรับผิดชอบในหน้าที่ แต่นั้นก็มิได้หมายความเขามีเกียรติมากกว่านางแต่อย่างใด ดังที่อัลลอฮฺตรัสในอัล-กุรอานว่า
﴿ وَلَا تَتَمَنَّوۡاْ مَا فَضَّلَ ٱللَّهُ بِهِۦ بَعۡضَكُمۡ عَلَىٰ بَعۡضٖۚ لِّلرِّجَالِ نَصِيبٞ مِّمَّا ٱكۡتَسَبُواْۖ وَلِلنِّسَآءِ نَصِيبٞ مِّمَّا ٱكۡتَسَبۡنَۚ وَسۡ‍َٔلُواْ ٱللَّهَ مِن فَضۡلِهِۦٓۚ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ بِكُلِّ شَيۡءٍ عَلِيمٗا ٣٢ ﴾ [النساء: ٣٢]  
ความว่า และจงอย่าปรารถนาในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงให้แก่บางคนในหมู่พวกเจ้าเหนือกว่าอีกบางคน สำหรับผู้ชายนั้นมีส่วนได้รับจากสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และสำหรับผู้หญิงนั้นก็มีส่วนได้รับจากสิ่งที่พวกนางได้ขวนขวายไว้ และพวกเจ้าจงขอต่ออัลลอฮฺเถิด จากความกรุณาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง
เชคมุฮัมหมัดอับดุฮ ได้อธิบายว่าอายะฮฺข้างต้นมิได้หมายถึงว่าเพศชายจะดีกว่าเพศหญิง  หรือเพศหญิงจะดีกว่าเพศชายทั้งหมด แต่ที่สำคัญก็คือเพศทั้งสองต่างก็มีข้อดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาทของแต่ละฝ่าย  นักวิชาการมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายของบทบาทดังกล่าว  นักวิชาการบางท่านให้ทัศนะว่าหมายถึงคุณภาพของความเป็นผู้นำ ตลอดจนการปกป้องดูแลครอบครัวและการแสวงหาปัจจัยยังชีพ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสามี  บางท่านให้ทัศนะว่าหมายถึงความอดทนของสามีในการดูแลเอาใจใส่ภรรยา นอกจากนี้มีนักวิชาการที่ให้ความเห็นว่าคืออำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ชายทุกคนในการจัดการกิจการต่างๆ ภายในครอบครัว ส่วนนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่า บทบาทดังกล่าวก็คือ  ความเป็นผู้นำของสามีในครอบครัวนั้นเอง
มุฮัมหมัดอับดุฮ ยังได้อธิบายต่อไปว่าผู้นำครอบครัวต้องมีองค์ประกอบสี่ประการ ได้แก่ การปกป้อง การดูแล การปกครอง และการหาปัจจัยยังชีพ ส่วนอับดุลอาตีให้ความเห็นว่า นอกจากองค์ประกอบทั้งสี่ดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบที่สำคัญก็คือ  การเชื่อฟังของภรรยาต่อสามีซึ่งจะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1) ภรรยาต้องไม่รับผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาในบ้านและไม่รับสิ่งของจากเขาโดยปราศจากความเห็นชอบชองสามี
2) สามีมีสิทธิจำกัดอิสรภาพการเคลื่อนไหวของภรรยา โดยห้ามนางมิให้ออกจากบ้านก่อนได้รับอนุญาต ยกเว้นในกรณีที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม  สามีจะต้องให้ความเอื้ออาทรและไม่จำกัดเสรีภาพของภรรยาโดยปราศจากเหตุผลที่เพียงพอ  ถ้าหากเกิดความขัดแย้งระหว่างสิทธิดังกล่าวของสามีกับสิทธิของพ่อแม่ในการเยี่ยมเยียนลูกสาวซึ่งเป็นภรรยาของสามีดังกล่าว หรือสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมเยียนจากลูกสาว  ดังนี้ถือว่าสามีมีสิทธิเหนือกว่า ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ภายในครอบครัว อย่างไรก็ตาม อิสลามได้แนะนำให้สามีมีความยืดหยุ่นในบางกรณี ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกที่อาจเกิดขึ้นภายในครอบครัว
3)  ภรรยาที่มีความประพฤติไม่ดีไม่มีสิทธิคัดค้านสิทธิของสามีที่จะวางกรอบเพื่อควบคุมความประพฤติของนาง  อิสลามให้สิทธิแก่สามีในการลงโทษภรรยาที่ไม่เชื่อฟัง
4)  ภรรยาไม่มีสิทธิคัดค้านสิทธิของสามีที่จะสมรสกับหญิงและไม่มีสิทธิคัดค้านสิทธิของสามีในการหย่า  การสมรสถือว่าหญิงยอมรับสิทธิดังกล่าวของชาย  อย่างไรก็ตาม ถ้าหญิงต้องการจำกัดสิทธิดังกล่าวของชายหรือต้องการมีสิทธิเช่นเดียวกันกับชายก็อาจจะทำได้โดยสัญญาและระบุในหนังสือสมรสว่านางขอมีสิทธิหย่าหรือคงความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาตราบใดที่นางเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของสามี เมื่อสามีสมรสกับภรรยาคนที่สอง ภรรยามีสิทธิที่จะร้องขอให้สามีหย่าตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้ในหนังสือสมรสดังกล่าว    

ความพอดี
ความพอดีเป็นสิ่งที่อิสลามต้องการให้เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยาอายะฮฺอัล-กรุอานที่กล่าวในเรื่องนี้ได้แก่ อายะฮฺในซูเราะฮ์ อัน-นูร 
﴿ وَقُل لِّلۡمُؤۡمِنَٰتِ يَغۡضُضۡنَ مِنۡ أَبۡصَٰرِهِنَّ وَيَحۡفَظۡنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبۡدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنۡهَاۖ وَلۡيَضۡرِبۡنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَىٰ جُيُوبِهِنَّۖ وَلَا يُبۡدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوۡ ءَابَآئِهِنَّ أَوۡ ءَابَآءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوۡ أَبۡنَآئِهِنَّ أَوۡ أَبۡنَآءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوۡ إِخۡوَٰنِهِنَّ أَوۡ بَنِيٓ إِخۡوَٰنِهِنَّ أَوۡ بَنِيٓ أَخَوَٰتِهِنَّ أَوۡ نِسَآئِهِنَّ أَوۡ مَا مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُهُنَّ أَوِ ٱلتَّٰبِعِينَ غَيۡرِ أُوْلِي ٱلۡإِرۡبَةِ مِنَ ٱلرِّجَالِ أَوِ ٱلطِّفۡلِ ٱلَّذِينَ لَمۡ يَظۡهَرُواْ عَلَىٰ عَوۡرَٰتِ ٱلنِّسَآءِۖ وَلَا يَضۡرِبۡنَ بِأَرۡجُلِهِنَّ لِيُعۡلَمَ مَا يُخۡفِينَ مِن زِينَتِهِنَّۚ وَتُوبُوٓاْ إِلَى ٱللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ لَعَلَّكُمۡ تُفۡلِحُونَ ٣١ ﴾ [النور: ٣١]  
ความว่า  และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอและอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอและอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอหรือบิดาของพวกเธอหรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอหรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอเพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงลุแก่โทษต่ออัลลอฮเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ
 
การเปิดเผยรูปร่างของหญิงหรือการใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปทำให้รูปร่างของพวกนางถูกเปิดเผยออกมา  เว้นแต่การสวมใส่เสื้อผ้าดังกล่าวได้เปิดเผยต่อหน้าบุคคลเหล่านี้ได้แก่ 1)  สามี  2) ญาติที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันซึ่งอิสลามอนุญาตให้เปิดเผยได้  3) หญิงที่ศรัทธา 4)  คนใช้เพศชายที่ชราภาพ และ 5)  เด็กที่ยังไม่มีความรู้สึกทางเพศ
ในขณะที่ชายมุสลิมจะต้องปกปิดร่างกายระหว่างสะดือและเข่า ส่วนหญิงมุสลิมะฮฺจะต้องปกปิดร่างกายทั้งหมด ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ ท่านนบีที่กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ห้ามหญิงที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันอาคีเราะฮฺเปิดเผยมือของนางมากกว่านี้” และหลังจากนั้นท่านนบีไว้วางมือของนางบนข้อมืออีกข้างหนึ่ง
“เมื่อหญิงใดบรรลุนิติภาวะห้ามร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของนางถูกเปิดเผยออกมายกเว้นใบหน้าและฝ่ามือจนถึงข้อมือ”
ท่านหญิงอาอีชะฮฺได้รายงานว่า  ครั้งหนึ่งนางได้ยืนต่อหน้าหลานชายของนางที่ชื่ออับดุลลอฮฺ บิน อัต-ตุฟัยลฺ โดยสวมเสื้อผ้าที่หรูหรา ปรากฏว่าท่านนบีได้ห้ามปรามการกระทำดังกล่าว  “ฉันได้กล่าวว่า  โอ้ท่าน ศาสนทูตของอัลลอฮฺ เขาเป็นหลานชายของฉันเอง”  ท่านนบีตอบว่า  “เมื่อหญิงบรรลุนิติภาวะแล้ว  ห้ามร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของนางถูกเปิดเผยออกมา ยกเว้นใบหน้าและส่วนนี้”  และหลังจากนั้นท่านนบีได้วางมือของนางบนข้อมืออีกข้างหนึ่งเพื่อทิ้งช่องว่างระหว่างส่วนที่ท่านจับกับฝ่ามือ
ท่านหญิงอัสมาอฺซึ่งเป็นพี่สาวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ปรากฏต่อหน้าท่านนบีด้วยชุดแต่งกายที่บางทำให้เปิดเผยรูปร่างของนาง  ท่านนบีหลบสายตาและพูดว่า  “โอ้อัสมาอ! เมื่อหญิงได้บรรลุนิติภาวะแล้ว  ห้ามร่างกายส่วนหนึ่งส่วนใดของนางเปิดเผยออกมา ยกเว้นส่วนนี้และส่วนนี้”  และหลังจากนั้นท่านนบีได้ชี้ไปที่ใบหน้าและฝ่ามือของนาง
ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺบุตรสาวของอัลดุรเราะฮฺมาน ครั้งหนึ่งได้ปรากฏต่อหน้าท่านหญิงอาอีชะฮฺ โดยสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะที่บาง ดังนั้นท่านหญิงอาอีชะฮฺจึงได้ฉีกทิ้งผ้าคลุมศีรษะนั้นและให้ผ้าคลุมศีรษะที่หนากว่าแทน
ท่านนบียังได้กล่าวอีกว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่งหญิงที่ถึงแม้นางว่าสวมใส่เสื้อผ้าแล้ว แต่ยังถือว่าเปลือยกายอยู่”
ท่านคอลีฟะฮุอุมัรเคยกล่าวว่า “จงอย่าให้หญิงของพวกเจ้าสวมใส่เสื้อผ้าคับซึ่งเปิดเผยรูปร่างออกมา”
หะดีษของท่านนบีข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  การแต่งกายของหญิงมุสลิมะฮฺนั้นต้องปกคลุมร่างกายทั้งหมด  ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ  ไม่ว่านางจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน แม้กระทั่งเมื่ออยู่ต่อหน้าญาติสนิทก็ตาม  นางจะต้องไม่เปิดเผยเรือนร่างแก่บุคคลอื่นยกเว้นสามีของนางเท่านั้น  และนางจะต้องไม่สวมใส่เสื้อผ้าบางที่สามารถเห็นถึงเรือนร่างอย่างเด็ดขาด
นักวิชาการศาสนาบางท่าน  เช่น  มุฮัมมัด  นาซีรุดดีน  อัล-บานีย์ให้ทัศนะว่า เนื่องจากโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยฟิตนะฮฺ  ดังนั้นสตรีสมควรหลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ด้วยการปิดใบหน้าเพราะใบหน้าสามารถกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของชายได้
เชค อัล-บานีย์ ยังได้กล่าวอีกว่า “เรายอมรับว่าใบหน้าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะต้องปกปิด  แต่ในปัจจุบันการเปิดเผยใบหน้าถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะสังคมเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย  ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหยุดยั้งความชั่วร้ายดังกล่าว” อย่างไรก็ตาม เรายอมรับว่าในสมัยของท่านนบีนั้นสตรีเพียงแต่ปกปิดร่างกาย  โดยเปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือไปจนถึงข้อมือ  เนื่องจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นยุคที่อิสลามกำลังเผยแผ่ ซึ่งบางครั้งหญิงจำเป็นต้องติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นโดยเปิดเผยใบหน้า  อย่างไรก็ตามถ้าหญิงเต็มใจที่จะปิดใบหน้าของนางแล้ว ก็สมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดในศาสนาและความยำเกรงต่อพระเจ้า
กฎเกณฑ์การแต่งกายจะผ่อนคลายลงเมื่อหญิงเข้าสู่วัยชราภาพและเมื่อความเสน่ห์ทางเพศของนางได้ลดลง  ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿ وَٱلۡقَوَٰعِدُ مِنَ ٱلنِّسَآءِ ٱلَّٰتِي لَا يَرۡجُونَ نِكَاحٗا فَلَيۡسَ عَلَيۡهِنَّ جُنَاحٌ أَن يَضَعۡنَ ثِيَابَهُنَّ غَيۡرَ مُتَبَرِّجَٰتِۢ بِزِينَةٖۖ وَأَن يَسۡتَعۡفِفۡنَ خَيۡرٞ لَّهُنَّۗ وَٱللَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٞ ٦٠ ﴾ [النور: ٦٠]  
ความว่า และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปราถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้าของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ 

อย่างไรก็ตามถ้าหญิงที่อยู่ในวัยชราแต่ยังมีอารมณ์ทางเพศอยู่ก็ไม่เป็นที่อนุมัติแก่นางที่จะไม่สวมใส่ผ้าคลุม  หญิงชราที่หมดเสน่ห์ทางเพศเท่านั้นที่จะได้รับการผ่อนคลายในเรื่องการสวมใส่เสื้อผ้าและอาจอยู่ในบ้านโดยไม่ต้องคลุมศีรษะ

การลดสายตาลงต่ำ  (ฆ็อด อัล-บะศ็อร)
อิสลามสั่งให้ผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงหลีกเลี่ยงการผิดประเวณีด้วยทุกวิถีทาง เนื่องจากอารมณ์ทางเพศกำเนิดจากการมองของบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ดังนั้นอิสลามจึงห้ามการมองผู้อื่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นหลักการของการลดสายตาลงลง (ฆ็อด อัล-บะศ็อร)  เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะลดสายตาลงมองพื้นดินอยู่ตลอดเวลาและเป็นไปไม่ได้เช่นเดียวกันที่ชายจะไม่มองหญิงและหญิงจะไม่มองชายเลย ด้วยเหตุนี้ อิสลามได้อนุโลมสำหรับการมองครั้งแรก แต่ห้ามการมองครั้งที่สองหรือการจ้องมองใบหน้าเป็นเวลานานติดต่อกัน
หะดีษของท่านนบีที่จะกล่าวต่อไปนี้ได้อธิบายถึงเรื่องการลดสายตาลงต่ำเป็นอย่างดี
ญะรีรได้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ถามท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺว่า  ข้าพเจ้าควรทำอย่างไรถ้าหากว่าเห็น (สตรี) โดยบังเอิญ”   ท่านได้ตอบว่า “จงหลบสายตาของเจ้าลงต่ำ”
ส่วนบุรัยดะฮฺ ได้เล่าว่า  ท่านนบีได้ห้ามมิให้อะลีย์มองใบหน้าหญิงอื่นเป็นครั้งที่สอง  สำหรับการมองเห็นครั้งแรกเป็นที่อนุโลม  แต่การมองครั้งที่สองเป็นสิ่งต้องห้าม
อย่างไรก็ตามมีสถานการณ์บางอย่างที่อนุญาตให้ชายมองหญิงได้   เช่นเมื่อหญิงมีความจำเป็นที่จะต้องให้นายแพทย์ทำการรักษาโรคหรือต้องปรากฏตัวต่อหน้าศาล เพื่อให้การเป็นพยาน  หรือในสถานการณ์ที่ผู้หญิงติดอยู่ในบ้านที่เกิดไฟไหม้  หรือกำลังจะจมน้ำหรือเมื่อนางตกอยู่ในภยันตราย ในสถานการณ์ดังกล่าว การถูกอวัยวะต้องห้ามส่วนหนึ่งส่วนใดของนางเป็นที่อนุมัติ เนื่องจากในกรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของชายที่จะต้องช่วยชีวิตของนางให้รอดพ้นจากภยันตรายเหล่านั้นถึงแม้ว่าจำเป็นต้องแตะเนื้อต้องตัวบ้างก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ชายจะต้องช่วยเหลือด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์  ในกรณีที่ชายดังกล่าวเกิดอารมณ์เล็กน้อยตามธรรมชาติ เขาไม่สมควรถูกตำหนิ  เนื่องจากการสัมผัสเนื้อต้องตัวในกรณีดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ตั้งใจ  แต่เกิดจากสถานการณ์บังคับ เป็นไปไม่ได้ที่ชายที่จะควบคุมมิให้เกิดอารมณ์ที่มีตามธรรมชาติ
นอกจากนี้อิสลามยังอนุญาตให้ชายมองหญิงโดยจุดประสงค์เพื่อการสมรส ดังหะดีษของท่านนบีที่จะกล่าวต่อไปนี้ 
ท่านมุฆีเราะฮฺ อิบนุ ชุอฺบะฮฺ ได้กล่าวว่า “ฉันได้ส่งข้อความไปยังหญิงคนหนึ่งเพื่อขอนางแต่งงาน” ท่านนบีได้กล่าวแก่ฉันว่า  “จงมองไปยังนางเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความผูกพันซึ่งกันและกันได้”
ท่านอะบูฮุรัยเราะฮฺได้กล่าวว่าในขณะที่ฉันกำลังนั่งสนทนากับท่านนบีอยู่นั้นได้มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี และบอกว่าเขาต้องการแต่งงานกับหญิงชาวอันศอรฺคนหนึ่ง (หญิงชาวมะดีนะฮฺดั้งเดิม) ท่านนบีจึงบอกให้เขาไปดูหญิงคนนั้นก่อน  เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วชาวอันศอรฺจะมีโรคเกี่ยวกับสายตา
ส่วนญาบิร  อิบนุ  อับดุลลอฮฺได้รายงานว่าท่านนบีได้กล่าวว่าเมื่อชายใดขอหญิงแต่งงาน  เขาควรมองนางเสียก่อน เผื่อว่าเขาอาจจะพบข้อบกพร่องบางอย่างที่อาจจะทำให้เขาปฏิเสธแต่งงานกับนางได้
จากหะดีษข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าอนุมัติให้ชายมองหญิงเพื่อการสมรส เหตุผลหลักของการห้ามมองผู้หญิงก็คือเพื่อป้องกันการผิดประเวณี เพราะการมองดังกล่าวจะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และคำสั่งห้ามดังกล่าวบังคับใช้ทั้งชายหญิงโดยไม่จำกัดแก่เพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น
เมาลานา  เมาดูดี  ได้พูดถึงความแตกต่างทางจิตวิทยาระหว่างการมองของหญิงที่มีต่อชายและการมองของชายที่มีต่อหญิง โดยกล่าวว่า “….โดยธรรมชาติแล้วชายจะมีความก้าวร้าว ถ้าเขาได้รับข้อเสนอบางอย่าง ก็จะพยายามไขว่คว้าข้อเสนอดังกล่าว ในทางตรงกันข้ามหญิงจะมีความยับยั้งชั่งใจตามธรรมชาติและไม่มีความก้าวร้าว และไม่กล้าหาญพอที่จะไปหาชายซึ่งนางแอบสนใจอยู่ เว้นแต่หญิงคนนั้นมีพฤติกรรมที่ไม่ดี เนื่องจากความแตกต่างดังกล่าวนี้เองท่านนบีจึงเห็นว่าการมองของหญิงที่มีต่อชายไม่อันตรายเท่ากับการมองของชายที่มีต่อหญิง  มีหลายหะดิษที่รายงานว่าท่านนบีอนุญาตให้ท่านหญิงอาอีชะฮฺชมการแสดงของชายผิวดำ แสดงให้เห็นว่าไม่มีคำสั่งห้ามที่เด็ดขาดสำหรับหญิงในการมองชาย แต่สิ่งต้องห้ามสำหรับหญิงก็คือนั่งปะปนกับชายและมองชายด้วยสายตาที่อาจจะนำไปสู่การกระทำสิ่งชั่วร้ายในที่สุด”
“ท่านนบีได้สั่งให้ฟาตีมะฮฺซึ่งเป็นบุตรสาวของก๊อยซฺพำนักในช่วงระยะเวลารออิดดะฮฺอยู่ในบ้านของอิบนุมักตูม ซึ่งเป็นชายตาบอด กอฎี อบูบักรฺ อิบนุ อัล-อะรอนีย์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือของท่านที่ชื่อ อะหฺกาม อัล-กุรอาน ว่า  ฟาตีมะฮฺซึ่งเป็นบุตรสาวของก็อยซฺต้องการอยู่ที่บ้านของอุมมู ชะรีก ในช่วงที่นางรออิดดะฮฺ แต่ท่านนบีไม่อนุญาตเพราะบ้านหลังดังกล่าวพลุกพล่านด้วยผู้คน ดังนั้นท่านนบีจึงสั่งให้ฟาตีมะฮฺพักอยู่ที่บ้านของอิบนุมักตูม ชายตาบอด ซึ่งที่นี่นางสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องของความเป็นส่วนตัว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของคำสั่งดังกล่าวก็คือ เพื่อหลีกเลี่ยงความชั่วร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงห้ามมิให้ผู้หญิงอยู่ในบ้านที่อาจเกิดสิ่งชั่วร้าย แต่อนุญาตให้อยู่ในบ้านที่มีโอกาสเกิดสิ่งชั่วร้ายดังกล่าวน้อยกว่าในทางกลับกันถ้าไม่ใช่เพราะการรออิดดะฮฺแล้ว ห้ามมิให้หญิงอยู่สองต่อสองกับชายอื่นที่อนุญาตให้แต่งงานได้”  
จุดมุ่งหมายหลักของการลดสายตาลงต่ำ (ฆ็อด อัล-บะศ๊อร)  คือการยับยั้งมิให้ผู้คนเกิดกิเลศตัณหาซึ่งเกิดจากการมองไปยังเพศตรงข้ามด้วยความเสน่หา บุคคลหนึ่งอาจจะมองคนอื่นครั้งแรกด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนการมองครั้งที่สองจะเกิดจากความเสน่หาซึ่งจะนำไปสู่การผิดประเวณีในที่สุด  อิสลามสนับสนุนให้มีความรักความผูกพันภายในครอบครัว เพราะจะทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขและเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งต่อไป อิสลามรังเกียจการผิดประเวณีซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครอบครัว  ดังนั้นอิสลามจึงหาทางป้องกันหนทางที่อาจนำไปสู่การเกิดอารมณ์ทางเพศด้วยการสั่งห้ามไม่ให้บุคคลหนึ่งมองไปยังบุคคลเพศตรงข้าม ยกเว้นด้วยความบังเอิญเท่านั้น

พฤติกรรมทางสังคม
อิสลามจำกัดมิให้ชายพบกับหญิงเป็นการส่วนตัว และไม่อนุญาตให้ชายสัมผัสส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายหญิงยกเว้นสามีของนาง ท่านนบีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในหะดิษซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้
ท่านนบีกล่าวไว้ว่า “จงอย่าเรียกหญิงที่อยู่คนเดียว” (ติรมีซีย์, บุคอรีย์และมุสลิม)  
“จงอย่าเรียกหญิงในเวลาที่สามีของนางไม่อยู่ เพราะชัยฎอนอาจล้อมรอบพวกเจ้าดังเช่นสายเลือด” (ติรมีซี)
อิสลามต้องการให้ผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านด้วยความสงบและมีความเป็นส่วนตัว ดังนั้นจึงได้กำชับให้มุสลิมที่ไปเยี่ยมเยียนมิตรสหายหรือญาติ ให้ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านก่อนอัล-กุรอานได้บัญญัติสั่งห้ามมิให้ชายเข้าบ้านดังกล่าว โดยที่หญิงไม่รับรู้ เพื่อจะทำให้นางไม่ทันได้ระวังตัว
อย่างไรก็ตาม การขออนุญาตดังกล่าวไม่จำเป็นสำหรับเด็กจนกว่าเขาจะบรรลุศาสนภาวะและเริ่มมีความต้องการทางเพศ ดังที่อัล-กุรอานบัญญัติไว้ว่า
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لِيَسۡتَ‍ٔۡذِنكُمُ ٱلَّذِينَ مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُكُمۡ وَٱلَّذِينَ لَمۡ يَبۡلُغُواْ ٱلۡحُلُمَ مِنكُمۡ ثَلَٰثَ مَرَّٰتٖۚ مِّن قَبۡلِ صَلَوٰةِ ٱلۡفَجۡرِ وَحِينَ تَضَعُونَ ثِيَابَكُم مِّنَ ٱلظَّهِيرَةِ وَمِنۢ بَعۡدِ صَلَوٰةِ ٱلۡعِشَآءِۚ ثَلَٰثُ عَوۡرَٰتٖ لَّكُمۡۚ لَيۡسَ عَلَيۡكُمۡ وَلَا عَلَيۡهِمۡ جُنَاحُۢ بَعۡدَهُنَّۚ طَوَّٰفُونَ عَلَيۡكُم بَعۡضُكُمۡ عَلَىٰ بَعۡضٖۚ كَذَٰلِكَ يُبَيِّنُ ٱللَّهُ لَكُمُ ٱلۡأٓيَٰتِۗ وَٱللَّهُ عَلِيمٌ حَكِيمٞ ٥٨ ﴾ [النور: ٥٨]  
ความว่า โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงให้บรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง และบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะในหมู่พวกเจ้า ขออนุญาตพวกเจ้าสามเวลาคือ ก่อนเวลาละหมาดฟัจญ์ริและเวลาพวกเจ้าเปลื้องเสื้อผ้าในเวลากลางวันและหลังจากเวลาละหมาดอิชาอ ทั้งสามนี้เป็นเวลาส่วนตัวสำหรับพวกเจ้า หลังจากนี้แล้วไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกเจ้าและแก่พวกเขา เพราะพวกเขาวนเวียนรับใช้บางคนในหมู่พวกเจ้า เช่นนั้นแหละอัลลอฮฺทรงชี้แจงโองการทั้งหลายให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้า และอัลลอฮเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ 
  
ในช่วงแรกของอิสลามชาวอาหรับไม่เข้าใจคำสั่งดังกล่าวอย่างแท้จริง  ดังนั้นพวกเขาจึงแอบมองเข้าไปในบ้านผู้อื่นอยู่เสมอ  ครั้งหนึ่งในขณะที่ท่านนบีกำลังอยู่ในบ้านปรากฏว่าได้มีบุคคลคนหนึ่งแอบมองผ่านหน้าต่าง  ท่านนบีจึงกล่าวว่า  :
“ถ้าฉันรู้ว่าเจ้ากำลังแอบมอง  แน่นอนฉันจะต้องเอาอะไรบางอย่างมาทิ่มตาของเจ้า” (บุคอรี) คำสั่งให้ขออนุญาตก่อนเข้าบ้านคนอื่นนั้นจะทำให้มนุษย์ปลอดภัยจากการถูกมอง” 
หลังจากนั้นท่านนบีจึงได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า  “ถ้าบุคคลใดแอบมองบุคคลอื่นซึ่งอยู่ภายในบ้านโดยไม่ขออนุญาตก่อน ถ้าหากตาของเขาถูกทำร้าย  ผู้กระทำจะไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย “(มุสลิม)
ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่รีบเร่ง ก็ไม่อนุญาตให้เข้าบ้านโดยไม่ขออนุญาต  ดังที่อัล-กุรอานได้บัญญัติไว้ว่า  : 

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَدۡخُلُواْ بُيُوتَ ٱلنَّبِيِّ إِلَّآ أَن يُؤۡذَنَ لَكُمۡ إِلَىٰ طَعَامٍ غَيۡرَ نَٰظِرِينَ إِنَىٰهُ وَلَٰكِنۡ إِذَا دُعِيتُمۡ فَٱدۡخُلُواْ فَإِذَا طَعِمۡتُمۡ فَٱنتَشِرُواْ ﴾ [الأحزاب: ٥٣]  
ความว่า โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปในบ้านทั้งหลายของนะบี เว้นแต่จะเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า เพื่อรับประทานอาหารโดยมิต้องคอยการปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน แต่เมื่อพวกเจ้าได้รับเชิญก็จงเข้าไป ครั้นเมื่อพวกเจ้ารับประทานเสร็จแล้ก็จงแยกย้ายกันออกไป…… 

หลักการข้างต้นจะบังคับใช้กับสาวใช้ที่อยู่ในบ้านเช่นเดียวกัน ครั้งหนึ่งบิลาลและอะนัสได้ขอให้ฟาตีมะฮฺซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านนบียื่นบุตรของนางให้แก่พวกเขา ฟาตีมะฮฺได้ยื่นจากหลังม่านซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าชายทั้งสองเป็นแขกส่วนตัวของท่านนบีและได้รับความเมตตาจากท่านนบีในการเรียกขาน เพราะท่านนบีเรียกบุคคลทั้งสองว่า “ยาบุนัยยา”  (โอ้ บุตรชายของฉัน)
จุดประสงค์หลักของคำสั่งดังกล่าวคือเพื่อป้องกันชายและหญิงจากสิ่งชั่วร้ายที่อาจเกิดขึ้น  เพราะการที่หญิงและชายอยู่ใกล้ชิดกันนั้นจะทำให้เพศทั้งสองเกิดความสนิทสนมซึ่งอาจนำไปสู่การผิดประเวณีในที่สุด

การเสริมสวยและการใส่สิ่งประดับ
อัล-กุรอานได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสริมสวยและการใส่สิ่งประดับสำหรับหญิงไว้ดังนี้
﴿ وَقَرۡنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجۡنَ تَبَرُّجَ ٱلۡجَٰهِلِيَّةِ ٱلۡأُولَىٰۖ وَأَقِمۡنَ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتِينَ ٱلزَّكَوٰةَ وَأَطِعۡنَ ٱللَّهَ وَرَسُولَهُۥٓۚ إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣ ﴾ [الأحزاب: ٣٣]  
ความว่า และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอ และอย่าได้โอ้อวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ อัลลอฮเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้ สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์ 
อบูบักรฺ อัล-ญัศศอส อธิบายอายะฮฺข้างต้นไว้ว่า “สตรีถูกสั่งให้มีบทบาทเพียงแต่ในบ้านและห้ามนางเดินเตร่ออกนอกบ้าน” เมื่อรัฐอิสลามกำเนิดเป็นครั้งแรกที่นครมะดีนะฮฺได้มีความพยายามในการทำลายประเพณีเก่แก่ ญาฮีลียะฮฺ  (ชาวอาหรับในสมัยก่อนอิสลาม) ท่านอุมัร อิบนุ ค๊อฏฏอบได้กล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ในสมัยญาฮีลียะฮฺเราไม่เคยมอบหมายบทบาทใด ๆ แก่สตรี จนกระทั่งอัลลอฮฺได้ทรงรับสั่งเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของพวกนาง” (มุสลิม)
ในการแบ่งหน้าที่ดังกล่าวทำให้สตรีมีบทบาทสำคัญ คือการทำให้บ้านเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น สตรีไม่สมควรออกนอกบ้านเพื่ออวดเรือนร่างและเครื่องประดับของนาง ท่านนบีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า:
“สำหรับหญิงที่ถือว่าเปลือยกายถึงแม้ว่านางจะสวมใส่เสื้อผ้าก็ตามและหญิงที่เดินเพื่ออวดรูปร่างและหญิงที่ถักผมคล้ายกับหลังอูฐเพื่อสร้างจุดสนใจแก่ผู้พบเห็น พวกนางเหล่านั้นจะไม่มีสิทธิเข้าสวนสวรรค์และจะไม่ได้รับกลิ่นสวรรค์  ถึงแม้ว่ากลิ่นหอมของสวรรค์จะขจรไปทั่วก็ตาม”  (มุสลิม)
อย่างไรก็ตาม  อิสลามมิได้ห้ามหญิงการทำเสริมสวย(ซีนะฮฺ) ตราบใดที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายของนาง
ในอดีตมีการเสริมตบแต่งอวัยวะของคนและสัตว์ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อทางไสยศาสตร์และส่วนหนึ่งเกิดจากสมัยนิยม เช่นการสักบนร่างกาย การทำฟันให้แหลม  โกนผม  และใส่ผมปลอม  เป็นต้น  ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบันและนับวันจะยิ่งเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
การกระทำข้างต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างขึ้นมา ดังนั้นท่านนบีจึงได้สาปแช่งผู้ที่กระทำการดังกล่าว มีหะดีษของท่านนบีกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ท่านนบีได้ประณามหญิงที่ทำรอยสักให้แก่ผู้อื่น หญิงที่มีรอยสักบนร่างกาย ตลอดจนผู้ที่ทำให้ฟันผู้อื่นหรือฟันตัวเองมีความแหลม  (เพื่อความสวยงาม)”  (บุคอรีย์และมุสลิม)
ท่านนบีได้ประณามหญิงที่ทำให้ฟันของนางเกิดช่องว่างเพื่อความสวยงามและเปลี่ยนแปลงลักษณะเดิมที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างไว้
หะดีษที่สามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รายงานว่า “ท่านนบีได้ประณามหญิงที่โกนผมและคิ้ว”  (อาบูดาวูด)
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สตรีมีขนอยู่บนใบหน้าซึ่งได้สร้างปัญหาและความอับอายให้กับนาง นางอาจถอนขนดังกล่าวได้ เมื่อภรรยาของอบูอิสหากไปหาท่านหญิงอาอีชะฮฺเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการถอนขนบนใบหน้า ปรากฏว่าท่านหญิงอาอีชะฮฺบอกว่าอนุมัติให้ทำได้  (รายงานโดยเฎาะบะรอนีย์)  จากรายงานดังกล่าวนักกฎหมายในมัซฮับหะนะฟีย์บางท่านให้ทัศนะว่าการถอนขนบนใบหน้าของสตรีตลอดจนการตบแต่งด้วยเครื่องสำอางเป็นสิ่งที่อนุมัติ ถ้าหากว่านางได้รับอนุญาตจากสามีของนางก่อน ทั้งนี้เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่สามีมากขึ้น  อย่างไรก็ตามอิมามอัน-นะวะวีย์ไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเหมือนกับการโกนผมนั่นเอง
หะดีษที่สี่รายงานว่า  “ท่านหญิงอาอีชะฮฺกล่าวว่า ท่านนบีประณามหญิงที่สวมผมปลอมและหญิงที่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว”
มุอาวียะฮฺในขณะที่มือของเขาถือผมปลอม ได้ปราศัยต่อหน้าฝูงชนโดยประณามผู้รู้ว่า  “บรรดาผู้รู้ของพวกเจ้าอยู่ไหน?  (หมายความว่าทำไมบรรดาอุละมาอ.จึงไม่ห้ามหญิงที่ใส่ผมปลอม)  ฉันได้ฟังท่านนบีห้ามมิให้หญิงสวมผมดังกล่าว”  เขายังได้กล่าวต่อไปว่า  “ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าทำไมชาวยิวจึงประสบกับความหายนะเมื่อบรรดาหญิงของพวกเขาพากันใส่ผมปลอม” (บุคอรีย์)
นอกจากนี้อิสลามยังสั่งให้หญิงละเว้นการใส่เครื่องประดับยกเว้นต่อหน้าบุคคลที่อิสลามอนุญาตเท่านั้น ดังที่อัล-กุรอานบัญญัติไว้ว่า
﴿ وَقُل لِّلۡمُؤۡمِنَٰتِ يَغۡضُضۡنَ مِنۡ أَبۡصَٰرِهِنَّ وَيَحۡفَظۡنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبۡدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنۡهَاۖ وَلۡيَضۡرِبۡنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَىٰ جُيُوبِهِنَّۖ وَلَا يُبۡدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوۡ ءَابَآئِهِنَّ أَوۡ ءَابَآءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوۡ أَبۡنَآئِهِنَّ أَوۡ أَبۡنَآءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوۡ إِخۡوَٰنِهِنَّ أَوۡ بَنِيٓ إِخۡوَٰنِهِنَّ أَوۡ بَنِيٓ أَخَوَٰتِهِنَّ أَوۡ نِسَآئِهِنَّ أَوۡ مَا مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُهُنَّ أَوِ ٱلتَّٰبِعِينَ غَيۡرِ أُوْلِي ٱلۡإِرۡبَةِ مِنَ ٱلرِّجَالِ أَوِ ٱلطِّفۡلِ ٱلَّذِينَ لَمۡ يَظۡهَرُواْ عَلَىٰ عَوۡرَٰتِ ٱلنِّسَآءِۖ وَلَا يَضۡرِبۡنَ بِأَرۡجُلِهِنَّ لِيُعۡلَمَ مَا يُخۡفِينَ مِن زِينَتِهِنَّۚ وَتُوبُوٓاْ إِلَى ٱللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ لَعَلَّكُمۡ تُفۡلِحُونَ ٣١ ﴾ [النور: ٣١]  
ความว่า และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอมินะฮฺให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอและอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอและอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอหรือบิดาของพวกเธอหรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอหรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอเพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงลุแก่โทษต่ออัลลอฮเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ
จากอายะฮฺข้างต้น หญิงสามารถสวมใส่เครื่องประดับต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้
สามี
บิดา ปู่และตาผู้สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป
บิดาของสามี
บุตรชาย  และหลานชายซึ่งเป็นบุตรของบุตรชายหรือบุตรสาว
บุตรชายของสามีที่เกิดจากภรรยาอื่นในกรณีที่เขาอาศัยอยู่กับนางและนางเลี้ยงดูเหมือนกับลูกของตัวเอง
พี่ชายหรือน้องชายบิดามารดาเดียวกันหรือบิดาเดียวกันหรือมารดาเดียวกัน
บุตรชายของพี่ชายหรือน้องชาย
บุตรชายของพี่สาวหรือน้องสาว
หญิงมุสลิมะฮฺและหญิงอื่นที่มีจริยธรรมดีงาม
ทาสหรือคนใช้ที่เป็นเพศหญิง  อย่างไรก็ตามอุลามาอ.บางท่านให้ทัศนะว่ารวมทั้งทาสหรือคนรับใช้ที่เป็นเพศชายด้วย
ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ (เช่น  ขันที)
เด็กชายที่ยังไม่มีความรู้สึกทางเพศ

เป็นที่น่าสังเกตว่าอายะฮฺข้างต้นมิได้กล่าวถึงลุง อย่างไรก็ตามลุงถือว่าอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ได้รับการยกเว้น ดังมีของอัล-หะดีษของท่านนบีที่กล่าวว่า “ลุง (ทั้งฝ่ายแม่หรือฝ่ายพ่อ)  มีศักดิ์เหมือนกับบิดาคนหนึ่ง” (มุสลิม)
บรรดาหญิงที่หญิงอื่นสามารถสวมใส่เครื่องประดับต่อหน้าพวกนางได้นั้น ได้แก่ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด และหญิงที่มีจริยธรรมงดงามเท่านั้น ส่วนการสวมใส่เครื่องประดับต่อหน้าหญิงที่มีความประพฤติเสื่อมเสียไม่เป็นที่อนุมัติอย่างเด็ดขาด เนื่องจากการกระทำดังกล่าวว่ามีโอกาสที่จะนำไปสู่ความชั่วร้ายในที่สุด ดังที่ท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏอบเคยส่งหนังสือให้แก่ อบูอุบัยดะฮฺ อิบนุ อัล-ญัรรอฮฺ ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐซีเรียในขณะนั้นให้มีคำสั่งห้ามหญิงมุสลิมะฮฺอาบน้ำร่วมกับหญิงชาวคัมภีร์ (หญิงชาวยิวและคริสเตียน) อิบนุอับบาสแสดงทัศนะว่า “…ไม่อนุญาตให้หญิงมุสลิมะฮฺเปิดเผยตัวต่อหน้าหญิงต่างศาสนิกและหญิงต่างศาสนิกซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐอิสลาม  (อัฮฺล  อัซ-ซิมมะฮฺ)  มากกว่าที่นางเปิดเผยต่อหน้าชายอื่นที่เป็นมุสลิม”   (อัฏ–เฎาะบะรีย์)
การห้ามดังกล่าวก็เพื่อป้องกันมิให้หญิงมุสลิมะฮฺได้รับอิทธิพลของหญิงที่มีจริยธรรมเสื่อมและหญิงที่นับถือศาสนาต่างกัน อย่างไรก็ตามอิสลามอนุญาตให้หญิงมุสลิมะฮฺติดต่อสัมพันธ์กับต่างศาสนิกที่มีจริยธรรมงดงาม การอนุญาตให้เปิดเผยซีนะฮฺ (เครื่องประดับ)นั้นมิได้หมายถึงอนุญาตให้หญิงเปิดเผยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่นางต้องปกปิดซีนะฮฺนั้นครอบคลุมถึงเครื่องประดับ เสื้อผ้า ผม และอื่นๆ ที่หญิงชื่นชอบโดยธรรมชาติ แต่สำหรับกางเกงยีนส์รัดรูป เสื้อครึ่งตัว เสื้อแขนสั้นไม่ถือว่าเป็นซีนะฮฺ เนื่องจากว่าการสวมเครื่องแต่งกายดังกล่าวจะเป็นการเปิดเผยอวัยวะร่างกายของนาง
นอกจากนี้อิสลามห้ามมิให้หญิงย่ำเท้ากับดินในขณะที่นางกำลังเดินเพราะจะทำให้เครื่องประดับที่นางกำลังสวมใส่อยู่นั้นถูกเปิดเผยออกมาและจะสร้างจุดสนใจให้แก่ผู้พบเห็น
เกี่ยวกับเรื่องข้างต้น ท่านเมาดูดีย์ได้กล่าวว่า  “การเปิดเผยเครื่องประดับของหญิงจะนำไปพวกนางไปสู่การเป็นหญิงโสเภณีและชายทุกคนที่เห็นพวกนางจะกลายเป็นชายชู้  แต่ในเวลาเดียวกันไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่าหญิงที่ชอบแต่งหน้าและคบค้าสมาคมกับชายอย่างอิสระเสรีอยู่เป็นประจำจะสร้างความหายนะอย่างรุนแรงให้แก่สังคม” อย่างไรก็ตามนักวิชาการชาวอียิปต์ที่ชื่อ  อับบาส มะหฺมูด อัล อัก-กอด ไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าวโดยให้ความเห็นว่าการจำกัดดังกล่าวจะใช้กับบรรดาภรรยาของท่านนบีเท่านั้นส่วนหญิงมุสลิมะฮฺทั่วไปไม่ผูกพันกับข้อจำกัดดังกล่าว อัก-กอด ได้กล่าวว่า   “เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้บนพื้นฐานของความจริงที่ว่าคำสั่งให้อยู่แต่ในบ้านจะใช้เฉพาะกับบรรดาภรรยาของท่านนบีเท่านั้น  โดยไม่ผูกพันหญิงมุสลิมะฮฺทั่วไปเนื่องจากอัลลอฮฺได้ตรัสในอัล-กรุอานว่า
﴿ يَٰنِسَآءَ ٱلنَّبِيِّ لَسۡتُنَّ كَأَحَدٖ مِّنَ ٱلنِّسَآءِ ﴾ [الأحزاب: ٣٢]  
ความว่า โอ้ บรรดาภริยาของนะบีเอ๋ย พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใดๆในเหล่าสตรีอื่น 

เราจะต้องยอมรับว่าทัศนะของอัก-กอดไม่น่าเชื่อถือเพราะ มีหลายอายะฮฺของอัล–กรุอานที่สั่งให้กระทำและละเว้นโดยที่อายะฮฺดังกล่าวเจาะจงกับท่านนบีมุฮัมมัดและนบีคนก่อนๆ แต่อายะฮฺเหล่านั้นบังคับใช้กับมุสลิมและมนุษยชาติทั้งหมด นอกจากนี้อัก-กอดยังขัดแย้งกับตัวเองเมื่อเขาอ้างถึงอายะฮฺอัล-กุรอานดังต่อไปนี้
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَدۡخُلُواْ بُيُوتَ ٱلنَّبِيِّ إِلَّآ أَن يُؤۡذَنَ لَكُمۡ إِلَىٰ طَعَامٍ غَيۡرَ نَٰظِرِينَ إِنَىٰهُ وَلَٰكِنۡ إِذَا دُعِيتُمۡ فَٱدۡخُلُواْ فَإِذَا طَعِمۡتُمۡ فَٱنتَشِرُواْ ﴾ [الأحزاب: ٥٣]  
ความว่า โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปในบ้านทั้งหลายของนบี เว้นแต่จะเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า เพื่อรับประทานอาหารโดยมิต้องคอยการปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน แต่เมื่อพวกเจ้าได้รับเชิญก็จงเข้าไป ครั้นเมื่อพวกเจ้ารับประทานเสร็จแล้ก็จงแยกย้ายกันออกไป……  
 
อายะฮฺข้างต้นได้วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับหลักปฏิบัติในขณะที่อยู่ในบ้านของท่านนบีและรับประทานอาหาร
หลังจากอ้างถึงอายะฮฺข้างต้น อัล-อักกอดได้กล่าวว่า “นี่คือส่วนหนึ่งของมารยาทที่ดีของแขกที่จะต้องปฎิบัติ” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเขามีทัศนะว่าอายะฮฺนี้ได้เจาะจงบ้านท่านนบีและการรับประทานอาหารในบ้านของท่าน อายะฮฺนี้ได้วางกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลายที่ต้องเข้าไปในบ้านของผู้อื่นเมื่ออัล-อักกอดมีความเห็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลเลยว่าทำไมเขาจึงไม่เห็นด้วยกับอายะฮฺที่เจาะจงกับภรรยาท่านนบีแล้วจะกลายเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปสำหรับหญิงมุสลิมะฮฺทุกคน ยิ่งกว่านั้นยังมีหะดีษของท่านนบีสนับสนุนความคิดเห็นดังกล่าว โดยท่านนบีกล่าวว่า “…หญิงที่อยู่ปะปนกับชายอื่นอย่างอิสระและเปิดเผยเครื่องประดับของนางจะไม่ได้รับแสงสว่างและคุณงามความดี”  (อัต-ติรมีซี)
ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่าหญิงมุสลิมะฮฺไม่สามารถเปิดเผยซีนะฮฺ (เครื่องประดับ) ของนางต่อหน้าชายอื่น แต่นางไม่จำเป็นต้องปกปิดบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ในตัวนางตามธรรมชาติอยู่แล้ว เช่นความสูงโปร่ง รูปร่าง ท่าทางการเดิน เป็นต้น ตลอดจนฝ่ามือหรือใบหน้าซึ่งเปิดเผยเท่าที่จำเป็น โดยมิได้ตั้งใจที่จะดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม ในกรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของชายมุสลิมที่จะต้องไม่มองผู้หญิงด้วยความเสน่หา 

การต้อนรับแขก
ถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติที่บางครั้งสามีต้องรับแขกผู้ชายที่มาเยี่ยมเยียนที่บ้าน  ในสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดคำถามตามมาว่า ภรรยาสามารถออกมาบริการอาหารและเครื่องดื่มแก่แขกเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าสามีไม่อยู่ในขณะที่แขกมาถึงนั้นห้ามภรรยาออกไปต้อนรับแขกเหล่านั้น ในกรณีที่สามีอยู่บ้านและแขกเป็นคนรู้จัก หรือเป็นเพื่อนสนิท ญาติหรือผู้ประสงค์ดี กรณีเช่นนี้ภรรยาสามารถออกมาบริการอาหารและเครื่องดื่มให้แก่แขกดังกล่าวได้ โดยมีเงื่อนไขว่าว่านางต้องแต่งกายให้เหมาะสมและสงวนกริยาท่าทางโดยไม่ใช้คำพูดที่มีลักษณะยั่วยวนแขกผู้มาเยือนซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายได้ในที่สุด
มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้างต้นคือ เมื่ออับดุรรอชีด อัซ-ซะอฺดีแต่งงานเขาได้เชิญท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺท่านอื่นๆ โดยภรรยาของเขาที่ชื่อ อุมมู อาชาด เป็นผู้จัดเตรียมอาหารและบริการ นางได้แช่ลูกอินทผลัมจำนวนหนึ่งในชามหินตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาหลังจากที่ท่านนบีได้รับประทานอาหารเสร็จแล้ว นางได้ยื่นน้ำอินทผลัมดังกล่าวให้แก่ท่านนบี  (อัต-ติรมีซีย์และอบูดาวุด)
ในกรณีข้างต้น ถ้าหญิงแต่งกายไม่เหมาะสม นางไม่สมควรออกมาบริการแขก สิ่งที่นางควรปฏิบัติก็คือ ส่งอาหารและเครื่องดื่มให้แก่สามีเพื่อบริการแก่แขกแทน

สถานที่อาบน้ำสาธารณะและสระว่ายน้ำ
หญิงมุสลิมะฮฺไม่ควรใช้บริการสถานที่อาบน้ำสาธารณะหรือสระว่ายน้ำเนื่องจากว่าสถานที่เหล่านี้เป็นสาเหตุที่จะทำให้นางต้องเปิดเผยตัวเองแก่สิ่งชั่วร้าย ดังหะดีษกล่าวว่า “มีหญิงกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากชาม (ในปัจจุบันคือประเทศซีเรีย)ได้มาหาท่านหญิงอาอิชะฮฺและท่านหญิงอาอิชะฮฺได้ถามว่า “พวกเจ้าเคยใช้ห้องน้ำสาธารณะหรือไม่? ฉันเคยได้ยินท่านนบีกล่าวว่า หญิงที่ไม่สวมเสื้อผ้าในสถานที่อื่นนอกจากบ้านของนางเองจะเป็นผู้ทำลายกำแพง (ซัตรฺ) ระหว่างนางกับพระเจ้าของนาง” (อัต-ตัรมีซีย์และอะบูดาวุด)
ในกรณีห้องน้ำสาธารณะและสระว่ายน้ำดังกล่าวมีทั้งชายและหญิงใช้ปะปนอย่างอิสระ ก็ยิ่งเป็นที่ต้องห้ามสำหรับหญิง ท่านนบีเคยห้ามชายและหญิงมิให้ใช้ห้องน้ำสาธารณะ แต่ต่อมาภายหลังท่านได้อนุญาตให้ชายเข้าไปใช้ห้องน้ำสาธารณะ โดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขาจะต้องไม่เปลือยกาย
ในกรณีที่หญิงมีสระว่ายน้ำส่วนตัว นางและสามีสามารถร่วมใช้สระดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี ถ้าชายมีภรรยาหลายคน เขาไม่ควรอาบน้ำร่วมกับภรรยาเหล่านั้นในเวลาเดียวกันและถ้าเขามีบุตรชายที่โตแล้ว บุตรชายดังกล่าวไม่ควรอาบน้ำร่วมกับมารดาหรือภรรยาของบิดา
หอเต้นรำและยิมเนเซี่ยม
สถานที่จัดไว้สำหรับชายและหญิงเต้นด้วยกันนั้นถือว่าเป็นสถานที่ที่ขัดกับหลักการอิสลามอย่างชัดเจน นอกจากนี้ อิสลามไม่อนุญาตให้ชายและหญิงอยู่ร่วมกันในสถานที่ดังกล่าว เนื่องจากการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การกระทำสิ่งชั่วร้าย เช่น การผิดประเวณี เป็นต้น ส่วนการเต้นรำนั้นจะขัดกับวิถีชีวิตมุสลิมที่มีความเรียบง่ายแต่มีเป้าหมายที่ชัดเจน
ดังที่ทราบแล้วว่าในโรงยิมเนเซี่ยมหญิงต้องเปลี่ยนชุดแต่งกายโดยใส่ชุดที่แนบเนื้อแทนซึ่งถือว่าขัดกับหลักการของชะรีอะฮฺเช่นเดียวกัน

การไปมัสยิด
ท่านนบีอนุญาตให้หญิงมุสลิมะฮฺไปมัสยิดเพื่อทำการละหมาดแถวหลังของผู้ชาย ท่านนบีเคยแนะนำแก่บรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านว่า “จงอย่าห้ามบ่าวหญิงของอัลลอฮฺที่จะไปมัสยิด” ท่านนบีกำชับสามีว่า “เมื่อบรรดาหญิงของพวกเจ้าขออนุญาตไปยังมัสยิด จงอย่าห้ามพวกนาง”
จากหะดีษข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการอนุญาตให้หญิงไปมัสยิดจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เช่น ต้องแต่งตัวอย่างเหมาะสม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าท่านนบีต้องการให้หญิงทำการละหมาดที่บ้านของนางมากกว่าละหมาดที่อื่น ส่วนการละหมาดที่มัสยิดนั้นเหตุการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ครั้งหนึ่งภรรยาของอบูหะมีด ซะอฺดีได้วิงวอนท่านนบีเพื่อทำการละหมาดที่มัสยิดของท่าน (มัสยิด อัน-นะบีย์) ซึ่งตั้งอยู่ในนครมะดีนะฮฺ) เนื่องจากว่านางต้องการละหมาดหลังท่านนบี ท่านนบีได้กล่าวแก่นางว่า “สิ่งที่เจ้าพูดนั้นถูกต้องแล้ว แต่สำหรับเจ้าแล้วการละหมาดในห้องที่ปกปิดมิดชิดจะดีกว่าการละหมาดในห้องที่โล่ง ส่วนการละหมาดในห้องที่โล่งของเจ้าจะดีกว่าการละหมาดที่ระเบียงบ้าน และการละหมาดในมัสยิดประจำหมู่บ้านของเจ้าจะดีกว่าการละหมาดที่มัสยิดของเรา”หลังจากนั้นเป็นต้นมานางได้จัดห้องสำหรับทำการละหมาดโดยเฉพาะและได้ละหมาดในห้องดังกล่าวมาตลอดจนกระทั่งนางเสียชีวิตลง
มีอีกหะดีษหนึ่งของท่านนบีสนับสนุนให้หญิงละหมาดในบ้าน โดยกล่าวว่า “มัสยิดที่ดีสุดของหญิงคือพื้นที่ในของบ้านของพวกนาง”
เนื่องจากว่าท่านนบีไม่เคยห้ามหญิงละหมาดที่มัสยิดอย่างเด็ดขาด ดังนั้น  บรรดาหญิงดังกล่าวจึงไปละหมาดที่มัสยิดอย่างสม่ำเสมอ แต่หลังจากที่ท่านนบีได้เสียชีวิตลง สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้การไปละหมาดที่มัสยิดของบรรดาหญิงโดยเฉพาะในเวลากลางคืนเป็นเรื่องที่ล่อแหลมต่อการถูกผู้ชายรังควาน   ดังนั้นท่านอุมัร อิบนุ ค็อฎฎอบจึงห้ามมิให้หญิงละหมาดที่มัสยิด และให้ละหมาดในบ้านแทน คำสั่งดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสตรีที่อาศัยอยู่ในนครมะดีนะฮฺเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องทุกข์ไปยังท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้กล่าวแก่พวกนางว่า  “ถ้าท่านนบีรู้ในสิ่งที่ท่านอุมัรรู้แล้ว ท่านก็คงไม่อนุญาตให้พวกเจ้าออกจากนอกบ้าน  (ไปมัสยิด)  อย่างแน่นอน”
ท่านหญิงอาอิชะฮฺห้ามมิให้หญิงไปยังมัสยิดเช่นเดียวกัน เมื่อนางฟังข้ออ้างของบรรดาหญิงที่ว่าท่านนบีเคยอนุญาตให้พวกนางไปละหมาดที่มัสยิด ท่านหญิงอาอิชะฮฺจึงตอบว่า “ถ้าหากว่าสถานการณ์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการจากไปของท่านนบีเกิดขึ้นในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ แน่นอนท่านนบีก็จะห้ามพวกเจ้าเช่นเดียวกัน”
ท่านหญิงอาอิชะฮฺพูดในเชิงตักเตือนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี แต่จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเลวร้ายยิ่งกว่าสมัยนั้นหลายเท่า  ซึ่งแน่นอนถ้าหากท่านนบีรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าท่านอาจตักเตือนที่เข้มงวดยิ่งกว่านี้ อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงก็ยังคงมีอยู่ว่าท่านนบีเคยอนุญาตให้หญิงไปยังมัสยิดได้
ดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไป มีมุสลิมมากมายอาศัยอยู่ในประเทศตะวันตก ซึ่งรูปแบบวัฒนธรรมของประเทศเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อหญิงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การบีบคั้นของภาวะเศรษฐกิจทำให้หญิงต้องมุ่งทำงานโดยไม่สนใจการละหมาด ดังนั้น เราในฐานะเป็นมุสลิมคนหนึ่งควรหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว วิธีแก้ก็คือ เราควรกลับคืนไปสู่หะดีษของท่านนบีที่อนุญาตให้หญิงมุสลิมะฮฺไปมัสยิดเพื่อทำการละหมาดภายใต้เงื่อนไขที่ว่าพวกนางต้องแต่งกายอย่างเหมาะสมตามที่อิสลามได้กำหนดไว้
การเรียนรู้ที่มีผลมากที่สุดเกิดจากการดูตัวอย่างที่ดี ดังนั้นถ้าหากหญิงละหมาดที่มัสยิดจะเป็นการกระตุ้นให้หญิงมุสลิมะฮฺคนอื่นๆ ไปละหมาดที่มัสยิด ซึ่งจะทำให้ปัญหาของการละทิ้งการละหมาดจะหมดไป และเงื่อนไขอีกประการหนึ่งของการไปมัสยิดของบรรดาหญิงก็คือจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นจะต้องไม่เดินปะปนกับผู้ชายและแถวละหมาดของพวกนางจะต้องแยกต่างหากจากแถวของชาย  โดยแถวของหญิงจะต้องอยู่หลังแถวของชาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ อะบูฮุรัยเราะฮฺได้รายงานว่า ท่านนบีได้กล่าวว่า “แถวที่ดีที่สุดสำหรับชายคือแถวหน้าสุด ส่วนแถวที่แย่ที่สุดสำหรับพวกเขาคือแถวหลังสุด ส่วนแถวที่ดีที่สุดสำหรับหญิงคือแถวหลังสุด  และแถวที่แย่ที่สุดสำหรับพวกนางคือแถวหน้าสุด”  (มุสลิม)
เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางว่าในสมัยของท่านนบีนั้นหญิงสามารถไปมัสยิดภายใต้เงื่อนไขว่านางจะต้องแต่งกายอย่างถูกต้องตามหลักการของศาสนา กล่าวคือ นางต้องสวมชุดที่ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดและสวมเสื้อผ้าที่เรียบร้อยและเรียบง่าย กล่าวคือสีของเสื้อไม่ฉูดฉาด ต้องไม่ใส่น้ำหอม หลีกเลี่ยงการใส่เครื่องประดับ เป็นต้น ดังนั้นถ้าหากทัศนะดังกล่าวสามารถเป็นที่ยอมรับได้แล้ว เราก็จะต้องพยายามชักชวนหญิงมุสลิมะฮฺที่ต้องการไปมัสยิดให้แต่งกายถูกต้องตามหลักการดังกล่าว อย่างไรก็ตามคำแนะนำดังกล่าวเฉพาะสำหรับหญิงมุสลิมะฮฺที่ต้องการละหมาดที่มัสยิดเท่านั้น แต่สำหรับหญิงที่ต้องการละหมาดที่บ้านก็ให้นางละหมาดที่บ้านต่อไป