อัลลอฮฺทรงสร้างชายและหญิงให้เป็นของคู่กันเพื่อให้กำเนิดลูกหลานและสามารถดำเนินชีวิตด้วยความสงบตามคำสั่งของพระเจ้าและทางนำของศาสนทูตของพระองค์  อัลลอฮฺตรัสในอัล-กุรอานไว้ว่า
﴿ وَمِنۡ ءَايَٰتِهِۦٓ أَنۡ خَلَقَ لَكُم مِّنۡ أَنفُسِكُمۡ أَزۡوَٰجٗا لِّتَسۡكُنُوٓاْ إِلَيۡهَا وَجَعَلَ بَيۡنَكُم مَّوَدَّةٗ وَرَحۡمَةًۚ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَأٓيَٰتٖ لِّقَوۡمٖ يَتَفَكَّرُونَ ٢١ ﴾ [الروم: ٢١]  
ความว่า และหนึ่งจากสัญญาทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ

อัลลอฮยังได้ตรัสอีกว่า
﴿ وَٱللَّهُ جَعَلَ لَكُم مِّنۡ أَنفُسِكُمۡ أَزۡوَٰجٗا وَجَعَلَ لَكُم مِّنۡ أَزۡوَٰجِكُم بَنِينَ وَحَفَدَةٗ وَرَزَقَكُم مِّنَ ٱلطَّيِّبَٰتِۚ أَفَبِٱلۡبَٰطِلِ يُؤۡمِنُونَ وَبِنِعۡمَتِ ٱللَّهِ هُمۡ يَكۡفُرُونَ ٧٢ ﴾ [النحل: ٧٢]  
ความว่า และอัลลอฮทรงกำหนดคู่ครองแก่พวกเจ้าซึ่งมาจากหมู่พวกเจ้า และทรงทำให้พวกเจ้ามีลูกและหลานจากคู่ครองของของพวกเจ้า และทรงประทานริซกีจากสิ่งดีๆ แก่พวกเจ้า 

อายะฮฺข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งแตกต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่ถือว่าความเป็นโสดหรือความเป็นพระที่ตัดกิเลศจากโลกภายนอกเป็นเรื่องที่สำคัญในศาสนา เช่น คริสเตียน พุทธและยิว
ท่านนบีได้ประกาศว่า “ความเป็นพระไม่มีในอิสลาม” ท่านนบียังได้กล่าวต่อไปว่า “โอ้บรรดาชายหนุ่มทั้งหลาย! ใครก็ตามที่มีความสามารถในการแต่งงาน  จงแต่งงานเถิดเพราะจะช่วยทำให้พวกเขาลดสายตาลงต่ำและมีความพอดี” (อัล-บุคอรีย์)  
ท่านนบีถือว่าความพอดีเป็นคุณงามความดีที่ประเสริฐยิ่งโดยกล่าวว่า “ความพอดีเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อ” (อัล-บุคอรีย์)   
ความสำคัญของการแต่งงานสามารถเห็นได้จากหะดีษของท่านนบีที่มีใจความดังนี้  “การแต่งงานคือซุนนะฮฺของฉัน ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามถือว่าเขาไม่ใช่พวกของฉัน”
จากคำสั่งของอัล-กุรอาน และทางนำของท่านนบี เราควรให้ความสำคัญกับสถาบันการแต่งงาน ดังนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาขอบเขตของการแต่งงานในกฎหมายอิสลาม
คำว่า  ซะวาจญ์  ถูกบัญญัติในอัล-กุรอานเพื่อให้ความสำคัญของความเป็นคู่หรือความเป็นสามีภรรยา ตามหลักภาษา ซะวาจญ์หมายถึงการแต่งงาน เนื่องจากสถาบันครอบครัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมและการแต่งงานเป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะนำครอบครัวไปสู่ความมั่นคง ดังนั้นท่านนบีจึงได้กำชับให้ประชาชาติของท่านแต่งงาน
อิสลามได้วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของครอบครัวเพื่อให้คู่สามีภรรยาดำรงชีวิตด้วยความรักและความสงบสุข การแต่งงานในอิสลามนั้นเป็นทั้งอิบาดะฮฺ (การภักดี)  ต่ออัลลอฮฺและมุอามะลัต  (การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์)  ในด้านของอิบาดะฮฺ การแต่งงานเป็นการกระทำที่สร้างความโปรดปรานแก่อัลลอฮฺ เนื่องจากสอดคล้องกับคำสั่งของพระองค์ที่ให้สามีและภรรยามีความรักซึ่งกันและกัน เพื่อสืบเผ่าพันธ์ของมนุษย์ให้คงอยู่ต่อไปและอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานให้เป็นบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺต่อไป
ในส่วนของ มุอามะลัต การแต่งงานเป็นการตอบสนองความต้องการธรรมชาติของมนุษย์และการให้กำเนิดผู้สืบวงศ์ตระกูล ดังนั้นอิสลามจึงวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ตามสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง
คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นไปตามหะดีษของท่านนบีที่รายงานโดยอนัสซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า “ชายใดที่แต่งงาน ถือว่าเขาได้ทำให้ภารกิจของศาสนาบรรลุไปครึ่งหนึ่งแล้ว  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับความยำเกรงของเขาที่มีต่ออัลลอฮฺ”
ท่านนบีถือว่าการแต่งงานของชาวมุสลิมเท่ากับครึ่งหนึ่งของภารกิจศาสนาทั้งหมด เนื่องจากการแต่งงานสามารถป้องกันพวกเขาให้พ้นจากความความผิดประเวณี ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำชั่วร้ายอื่นๆ อีกมากมาย เช่น  การนินทา  การวิวาท การฆ่าตัวตาย  การสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินและความแตกแยกภายในครอบครัว
ท่านนบียังได้อธิบายต่อไปว่าภารกิจศาสนาที่เหลือนั้นสามารถบรรลุได้ด้วยความยำเกรง (ตักวา) ต่ออัลลอฮฺ

เงื่อนไขของการแต่งงาน
เมื่อพิจารณาคำสั่งของอัล-กุรอานและหะดีษของท่านนบี จะเห็นว่าการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็น (วายิบ) สำหรับชายที่มีความสามารถในการจ่ายค่าสินสอดและเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆและชายที่มีสุขภาพสมบูรณ์และหวั่นเกรงว่าถ้าไม่แต่งงานแล้ว เขาอาจทำผิดประเวณี นอกจากนี้ การแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหญิงที่หวั่นเกรงว่าอารมณ์ทางเพศอาจทำให้นางกระทำผิดประเวณีได้ ส่วนหญิงที่มีจิตใจที่เข้มแข็งและสามารถควบคุมตัวเองได้ ตลอดจนผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรและมีความรู้สึกว่าการแต่งงานจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเพื่ออิสลาม เช่นนี้การแต่งงานเป็นสิ่งที่ควรกระทำเท่านั้น (มันดูบ)แต่ไม่ใช่วายิบ 
อย่างไรก็ตาม มัซฮับมาลิกีย์แสดงทัศนะว่าภายใต้เงื่อนไขบางอย่างการแต่งงานเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมถึงแม้ว่าเขาไม่มีรายได้ก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวได้แก่
(1) ถ้าวิตกว่า การไม่แต่งงานจะทำให้กระทำผิดประเวณี  (ซีนา)
(2) ถ้าไม่สามารถถือศีลอด เพื่อลดอารมณ์ทางเพศ หรือว่าการถือศีลอดไม่สามารถช่วยให้เขาหลุดพ้นจากการผิดประเวณี  (ซินา)
(3) ถ้าไม่สามารถหาทาสหญิงหรือผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วย 
อย่างไรก็ตามนักกฎหมายอิสลามบางท่านแสดงทัศนะว่าถ้าชายไม่สามารถสร้างความเป็นอยู่ที่ดีภายในครอบครัวด้วยการประกอบอาชีพสุจริต เขาไม่สมควรแต่งงานเนื่องจากการขาดรายได้ดังกล่าวอาจนำไปสู่การกระทำสิ่งชั่วร้ายได้ เช่น การลักทรัพย์ เป็นต้น 
ส่วนมัซฮับหะนะฟีย์ถือว่าการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชายที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
1. ถ้าเขามั่นใจว่าถ้าเขาไม่แต่งงานแล้วเขาจะทำผิดประเวณี
2. ถ้าเขาไม่สามารถถือศีลอดเพื่อควบคุมอารมณ์ทางเพศหรือการถือศิลอดของเขาไม่สามารถช่วยให้เขาควบคุมวามต้องการทางเพศได้
3. ถ้าเขาไม่สามารถหาทาสหญิงเพื่อแต่งงานด้วย
4. ถ้าเขาสามารถจ่ายค่าสินสอด (มะฮฺรฺ) และหาปัจจัยยังชีพได้
การแต่งงานเป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) สำหรับชายที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูภรรยาและบุตรหรือชายที่มีโรคประจำตัวร้ายแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภรรยาและลูกได้
ส่วนการแต่งงานของชายที่ขาดอารมณ์ทางเพศหรือขาดความรักในตัวเด็กหรือผู้ที่มั่นใจว่าการแต่งงานจะสร้างอุปสรรคในการทำงานด้านศาสนา ไม่ควรสนับสนุน (มักรูฮ) ในหะดีษหนึ่ง ท่านนบีได้วางเป้าหมายสำคัญในการเลือกคู่ครองเอาไว้ว่า “ผู้ใดแต่งงานกับหญิงเพราะฐานะและตำแหน่งของนาง อัลลอฮฺ จะทรงเพิ่มความอับอายให้แก่เขา ส่วนผู้ใดที่แต่งงานกับหญิงเพราะความร่ำรวยของนาง  อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มความยากจนให้แก่เขา และผู้ใดแต่งงานกับหญิงเนื่องจากความสวยของนางเท่านั้น อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มความขี้เหร่ให้แก่เขา แต่ถ้าผู้ใดแต่งงานกับหญิงเพื่อลดสายตาและเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดประเวณีและเพื่อทนุถนอมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้ดำเนินไปด้วยดี อัลลอฮฺจะทรงสรรเสริญแก่ภรรยาเพื่อสามีและสามีเพื่อภรรยา”
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังการแต่งงาน ท่านนบีจึงแนะนำว่าในการเลือกเจ้าสาวนั้นฝ่ายชายควรดูนางก่อนที่จะหมั้น แต่ไม่ใช่การเกี้ยวพาราสีตามแบบของชาวตะวันตก กล่าวคือชายต้องไม่มองหน้าว่าที่เจ้าสาวด้วยอารมณ์ตัณหา แต่ให้มองใบหน้าและแขนของนางอย่าง ระมัดระวังเพื่อสังเกตบุคลิกและหน้าตาของนาง อย่างไรก็ตาม  ผู้ชายอาจมอบหมายให้ผู้หญิงคนหนึ่งไปสอบถามว่าที่เจ้าสาว  เพื่อจะได้ทราบถึงพฤติกรรมของเจ้าสาวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงถูกกล่าวในอัล-กุรอานอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นหญิงจึงมีสิทธิดูว่าที่สามีของนางเช่นเดียวกัน  การอนุญาตดังกล่าวให้ชายและหญิงดูซึ่งกันและกันก็เพื่อจุดประสงค์ของการแต่งงานถือว่าไม่ขัดกับหลักการที่ส่งเสริมให้ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิงลดสายตาลงต่ำดังที่บัญญัติไว้ในอัล-กรุอาน

อิจญ์บาร (การบังคับ)
ความยินยอมของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการแต่งงานและอัล-กุรอาน ได้มอบหมายบทบาทที่สำคัญให้แก่ผู้หญิงในการเลือกคู่ชีวิต  พระองค์อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَإِذَا طَلَّقۡتُمُ ٱلنِّسَآءَ فَبَلَغۡنَ أَجَلَهُنَّ فَلَا تَعۡضُلُوهُنَّ أَن يَنكِحۡنَ أَزۡوَٰجَهُنَّ إِذَا تَرَٰضَوۡاْ بَيۡنَهُم بِٱلۡمَعۡرُوفِۗ ذَٰلِكَ يُوعَظُ بِهِۦ مَن كَانَ مِنكُمۡ يُؤۡمِنُ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۗ ذَٰلِكُمۡ أَزۡكَىٰ لَكُمۡ وَأَطۡهَرُۚ وَٱللَّهُ يَعۡلَمُ وَأَنتُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ ٢٣٢ ﴾ [البقرة: ٢٣٢]  
ความว่า และเมื่อพวกเจ้าหย่าบรรดาหญิง แล้วนางเหล่านั้นได้ถึงกำหนดเวลาของพวกนางแล้วก็จงอย่าขัดขวางพวกนาง ในการที่พวกนางจะแต่งกับบรรดาคู่ครองของพวกนาง เมื่อพวกเขาต่างพอใจกันระหว่างพวกเขาโดยชอบธรรม นั่นแหละคือสิ่งที่จะถูกนำมาแนะนำตักเตือนแก่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นแหละคือสิ่งที่บริสุทธิ์กว่า และสะอาดกว่า สำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ แต่พวกเจ้าไม่รู้
อย่างไรก็ตาม อิมามมาลิกได้อธิบายเกี่ยวกับอายะฮฺข้างต้นว่าการเลือกคู่ครองของหญิงมุสลิมะฮฺ ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการบังคับของผู้เป็นบิดาหรือผู้ปกครอง ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของหญิงเอง
บางครั้งหญิงต้องการแต่งงานกับชายที่นางได้รับข้อมูลที่บิดเบือนหรือชายที่มีพฤติกรรมไม่ดีหรือชายที่ไม่มีปัจจัยยังชีพในชีวิต จึงเป็นหน้าที่ของบิดาหรือผู้ปกครองของหญิงที่ต้องยับยั้งมิให้หญิงแต่งงานกับชายที่มีลักษณะดังกล่าวและจัดการหาชายที่เหมาะสมแต่งงานกับนางต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการแต่งงานที่จัดการโดยบิดาและผู้ปกครองย่อมดีกว่าการแต่งงานที่ลอกเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก
กรณีของอบูญุฮาม บินฮุซัยฟะฮฺและมุอาวิยะฮฺ อิบนุอะบูซุฟยานเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ เขาทั้งสองคนได้สู่ขอฟาตีมะฮฺ บินติฆ็อยซฺ ท่านนบีจึงแนะนำมิให้ฟาตีมะฮฺรับข้อเสนอของชายทั้งสองเนื่องจากว่ามุอาวิยะฮฺเป็นคนที่มีฐานะยากจนมาก ส่วนอะบูญุฮามเป็นคนที่ค่อนข้างหยาบคาย ดังนั้นฟาตีมะอฺจึงเลือกแต่งงานกับอุซามะฮฺตามคำแนะนำของท่านนบี
ความยินยอมของคู่บ่าวสาว
อายะฮฺอัล-กุรอานที่ 21 ของซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ  ได้กล่าวถึงการแต่งงานโดยใช้คำว่ามีษากซึ่งได้แก่คำมั่นสัญญาระหว่างสามีภรรยา ซึ่งต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากว่าคำมั่นสัญญาที่สมบูรณ์นั้นต้องเกิดจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น การแต่งงานจึงต้องมีการยินยอมของทั้งฝ่ายชายและหญิง ท่านนบีได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การแต่งงานกับหญิงหม้ายที่สามีตายหรือถูกหย่าจะทำไม่ได้จนกว่าจะได้รับการยินยอมจากนางก่อน  และการแต่งงานกับหญิงที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อนจะเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะได้รับความยินยอมจากนางเช่นเดียวกัน”  (อัล-บุคอรีย์)
หลักการข้างต้นยืนยันโดยอิมามบุคอรีย์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ในบทหนึ่งของหนังสือหะดีษของท่านที่ชื่อเศาะหีหฺว่า“เมื่อชายใดสั่งให้บุตรสาวแต่งงาน แต่บุตรสาวไม่ยินยอม ดังนี้การแต่งงานดังกล่าวถือเป็นโมฆะ”
วันหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งมาหาท่านนบีและเล่าว่าบิดาของนางได้แต่งงานนางกับชายคนหนึ่งซึ่งนางไม่ชอบ ปรากฏว่าท่านนบีได้ให้สิทธิแก่นางในการยกเลิกการแต่งงาน (อะบูดาวูด)
หญิงที่ถูกหย่ามีอิสรภาพที่จะทำการแต่งงานเป็นครั้งที่สอง  อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِذَا طَلَّقۡتُمُ ٱلنِّسَآءَ فَبَلَغۡنَ أَجَلَهُنَّ فَلَا تَعۡضُلُوهُنَّ أَن يَنكِحۡنَ أَزۡوَٰجَهُنَّ إِذَا تَرَٰضَوۡاْ بَيۡنَهُم بِٱلۡمَعۡرُوفِۗ ذَٰلِكَ يُوعَظُ بِهِۦ مَن كَانَ مِنكُمۡ يُؤۡمِنُ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۗ ذَٰلِكُمۡ أَزۡكَىٰ لَكُمۡ وَأَطۡهَرُۚ وَٱللَّهُ يَعۡلَمُ وَأَنتُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ ٢٣٢ ﴾ [البقرة: ٢٣٢]  
ความว่า และเมื่อพวกเจ้าหย่าบรรดาหญิง แล้วนางเหล่านั้นได้ถึงกำหนดเวลาของพวกนางแล้วก็จงอย่าขัดขวางพวกนาง ในการที่พวกนางจะแต่งกับบรรดาคู่ครองของพวกนาง เมื่อพวกเขาต่างพอใจกันระหว่างพวกเขาโดยชอบธรรม นั่นแหละคือสิ่งที่จะถูกนำมาแนะนำตักเตือนแก่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก นั่นแหละคือสิ่งที่บริสุทธิ์กว่า และสะอาดกว่า สำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ แต่พวกเจ้าไม่รู้
  
นอกจากนี้ อัล-กุรอานยังได้บัญญัติเกี่ยวกับหญิงหม้ายที่สามีตายไว้ดังนี้ 
﴿ وَٱلَّذِينَ يُتَوَفَّوۡنَ مِنكُمۡ وَيَذَرُونَ أَزۡوَٰجٗا يَتَرَبَّصۡنَ بِأَنفُسِهِنَّ أَرۡبَعَةَ أَشۡهُرٖ وَعَشۡرٗاۖ فَإِذَا بَلَغۡنَ أَجَلَهُنَّ فَلَا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ فِيمَا فَعَلۡنَ فِيٓ أَنفُسِهِنَّ بِٱلۡمَعۡرُوفِۗ وَٱللَّهُ بِمَا تَعۡمَلُونَ خَبِيرٞ ٢٣٤ ﴾ [البقرة: ٢٣٤]  
ความว่า และบรรดาผู้ที่ถึงแก่ชีวิตในหมู่พวกเจ้าและทิ้งคู่ครองไว้นั้น พวกนางจะต้องรอคอยตัวของพวกนางเองสี่เดือนกับสิบวัน ครั้นเมื่อพวกนางครบกำหนดเวลาของพวกนางแล้ว ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกนางได้กระทำไปในส่วนตัวของพวกนางโดยชอบธรรม 
ดังนั้น หญิงหม้ายที่สามีตายมีสิทธิแต่งงานใหม่เมื่อพ้นระยะเวลาของการรอคอย (อิดดะฮฺ) ตามที่อัล-กุรอานได้บัญญัติไว้ อย่างไรก็ตาม บิดาหรือผู้ปกครองของนางยังมีสิทธิที่จะบังคับ (อิจญ์บาร)ในการเลือกคู่ครองให้แก่นางในทุกสถานการณ์ จะเห็นได้ว่าบิดาหรือผู้ปกครองมีสิทธิบังคับบุตรสาวหรือหญิงภายใต้การปกครองในการเลือกคู่ครองไม่ว่านางยังบริสุทธิหรือหม้าย

หญิงที่ชายแต่งงานไม่ได้
ภายใต้กฎหมายอิสลาม การแต่งงานระหว่างชายหญิงที่มีความสัมพันธ์กันจะกระทำมิได้ซึ่งอาจเป็นการห้ามที่ถาวรหรือชั่วคราว
อัล-กุรอานได้ห้ามมิให้ชายแต่งงานกับหญิงกลุ่มหนึ่งดังนี้
﴿ وَلَا تَنكِحُواْ مَا نَكَحَ ءَابَآؤُكُم مِّنَ ٱلنِّسَآءِ إِلَّا مَا قَدۡ سَلَفَۚ إِنَّهُۥ كَانَ فَٰحِشَةٗ وَمَقۡتٗا وَسَآءَ سَبِيلًا ٢٢ حُرِّمَتۡ عَلَيۡكُمۡ أُمَّهَٰتُكُمۡ وَبَنَاتُكُمۡ وَأَخَوَٰتُكُمۡ وَعَمَّٰتُكُمۡ وَخَٰلَٰتُكُمۡ وَبَنَاتُ ٱلۡأَخِ وَبَنَاتُ ٱلۡأُخۡتِ وَأُمَّهَٰتُكُمُ ٱلَّٰتِيٓ أَرۡضَعۡنَكُمۡ وَأَخَوَٰتُكُم مِّنَ ٱلرَّضَٰعَةِ وَأُمَّهَٰتُ نِسَآئِكُمۡ وَرَبَٰٓئِبُكُمُ ٱلَّٰتِي فِي حُجُورِكُم مِّن نِّسَآئِكُمُ ٱلَّٰتِي دَخَلۡتُم بِهِنَّ فَإِن لَّمۡ تَكُونُواْ دَخَلۡتُم بِهِنَّ فَلَا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ وَحَلَٰٓئِلُ أَبۡنَآئِكُمُ ٱلَّذِينَ مِنۡ أَصۡلَٰبِكُمۡ وَأَن تَجۡمَعُواْ بَيۡنَ ٱلۡأُخۡتَيۡنِ إِلَّا مَا قَدۡ سَلَفَۗ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ غَفُورٗا رَّحِيمٗا ٢٣ ۞وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلنِّسَآءِ إِلَّا مَا مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُكُمۡۖ كِتَٰبَ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡۚ وَأُحِلَّ لَكُم مَّا وَرَآءَ ذَٰلِكُمۡ أَن تَبۡتَغُواْ بِأَمۡوَٰلِكُم مُّحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَۚ فَمَا ٱسۡتَمۡتَعۡتُم بِهِۦ مِنۡهُنَّ فَ‍َٔاتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةٗۚ وَلَا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ فِيمَا تَرَٰضَيۡتُم بِهِۦ مِنۢ بَعۡدِ ٱلۡفَرِيضَةِۚ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمٗا ٢٤ ﴾ [النساء: ٢٢- ٢٤]  
ความว่า และจงอย่าแต่งงานกับบรรดาหญิงที่บิดาของพวกเจ้าได้แต่งงานมาแล้ว นอกจากที่ได้ผ่านพ้นมาเท่านั้น แท้จริงมันเป็นสิ่งลามกและน่าเกลียดยิ่ง และเป็นวิถีทางที่ชั่ว ที่ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้านั้นคือมารดาของพวกเจ้า ลูกหญิงของพวกเจ้า พี่น้องหญิงของพวกเจ้า พี่น้องหญิงแห่งบิดาของพวกเจ้า บุตรหญิงของพี่หรือน้องชายของพวกเจ้า และบุตรหญิงของพี่หรือน้องหญิงของพวกเจ้าและมารดาของพวกเจ้าที่ให้นมแก่พวกเจ้าและพี่น้องหญิงของพวกเจ้าเนื่องจากการดื่มนม และมารดาภรรยาของพวกเจ้าและลูกเลี้ยงของพวกเจ้าที่อยู่ในตักของพวกเจ้าจากภรรยาของพวกเจ้าที่พวกเจ้าได้สมสู่นาง แต่ถ้าพวกเจ้ามิได้สมสู่นางแล้ว ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้าและภรรยาของบุตรพวกเจ้าที่มาจากเชื้อสายของพวกเจ้า และการที่พวกเจ้ารวมระหว่างหญิงสองพี่น้องไว้ด้วยกัน นอกจากที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮ เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ และบรรดาหญิงที่อยู่ในปกครองของสามี นอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง เป็นบทบัญญัติของอัลลอฮที่มีแก่พวกเจ้า และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้น ในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า ในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่ในฐานะผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่กำหนดไว้ และไม่เป็นบาปใดๆ แก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าต่างยินยอมกันในสิ่งนั้น หลังจากที่มีกำหนดนั้นขึ้น แท้จริงอัลลอฮเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ

จากอายะฮฺข้างต้น ชายมุสลิมห้ามแต่งงานกับบุคคลต่อไปนี้
มารดา
ภรรยาของบิดา  
บุตรหญิง (รวมทั้งหลานหญิงและหญิงผู้สืบเชื้อหญิงสายโดยตรงลงไป)
พี่น้องหญิง (บิดามารดาเดียวกัน บิดาเดียวกันหรือมารดาเดียวกัน)
พี่สาวหรือน้องสาวของบิดา (รวมทั้งพี่สาวน้องสาวของปู่)
พี่สาวหรือน้องสาวของมารดา (รวมทั้งพี่สาวน้องสาวของยาย)
บุตรสาวของพี่ชายและน้องชาย
แม่นม
พี่สาวหรือน้องสาวของแม่นม
บุตรหญิงของพี่สาวและน้องสาว
พี่สาวหรือน้องสาวร่วมน้ำนม
มารดาของภรรยา
บุตรสาวของภรรยา (คือบุตรสาวของภรรยาซึ่งเกิดจากสามีคนก่อน ในกรณีที่เขาได้ร่วมประเวณีกับภรรยาคนดังกล่าวแล้ว แต่ถ้าหากเขายังไม่ได้ร่วมประเวณีกับภรรยา บุตรสาวของภรรยายังไม่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา)
ลูกสะใภ้

เหตุผลสำคัญของการห้ามดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานสามประการด้วยกัน ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต ความสัมพันธ์ทางการแต่งงานและความสัมพันธ์ทางน้ำนม เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดของการแต่งงานดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามในการแต่งงานกับบุคคลกลุ่มหนึ่งเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่ถ้าข้อจำกัดดังกล่าวเกิดเปลี่ยนแปลงในภายหลังข้อห้ามในการแต่งงานก็จะสิ้นสุดลงทันที ดั่งกรณีที่จะกล่าวต่อไปนี้
1.ชายไม่สามารถมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกันหรือมีความสัมพันธ์ระหว่างหลานกับป้า น้าหรืออาแล้วแต่กรณี
2. ห้ามชายแต่งงานกับหญิงที่มีสามีแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามดังกล่าวจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อการแต่งงานของหญิงนั้นได้สิ้นสุดลงไม่ว่าเป็นกรณีสามีเสียชีวิตหรือการหย่าที่ครบอิดดะฮฺ (ระยะเวลาการรอคอยของหญิงหลังจากการสมรสสิ้นสุดลง)
3. ห้ามชายแต่งงานมากกว่าสี่คนในเวลาเดียวกัน ข้อห้ามนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อมีการหย่าภรรยาคนใดคนหนึ่งหรือภรรยาคนใดคนหนึ่งได้เสียชีวิต
4. ห้ามชายแต่งงานกับหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาของอิดดะฮฺ
เกี่ยวกับข้อห้ามข้อสุดท้ายนี้ อัลลอฮฺได้ทรงสั่งให้มุสลิมปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด  โดยที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
﴿ وَلَٰكِن لَّا تُوَاعِدُوهُنَّ سِرًّا إِلَّآ أَن تَقُولُواْ قَوۡلٗا مَّعۡرُوفٗاۚ وَلَا تَعۡزِمُواْ عُقۡدَةَ ٱلنِّكَاحِ حَتَّىٰ يَبۡلُغَ ٱلۡكِتَٰبُ أَجَلَهُۥۚ ﴾ [البقرة: ٢٣٥]  
ความว่า แต่ทว่าพวกเจ้าอย่าได้สัญญาแก่นางเป็นการลับ นอกจากพวกเจ้าจะกล่าวถ้อยคำอันดีเท่านั้น และจงอย่าปลงใจซึ่งการทำพิธีแต่งงานจนกว่าเวลาที่ถูกกำหนดไว้จะบรรลุถึงความสิ้นสุดของมัน

จากอายะฮฺอัล-กุรอานข้างต้น อัลลอฮฺทรงห้ามสู่ขอหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงของอิดดะฮฺหลังการเสียชีวิตของสามีหรือหลังการหย่าที่ไม่อาจกลับคืนดีได้ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถส่งข้อความให้แก่หญิงเพื่อให้นางรู้ว่าเขาสนใจและประสงค์แต่งงานกับนาง เช่น “ฉันกำลังมองหาหญิงที่มีมารยาทงาม” แต่ถ้าหญิงยังอยู่ในช่วงอิดดะฮของการหย่าที่สามารถคืนดีได้แล้ว ชายไม่มีสิทธิเสนอข้อความใดๆที่แสดงถึงการขอนางแต่งงาน ทั้งนี้เนื่องจากว่าหญิงดังกล่าวยังถือว่าเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของสามีผู้หย่าอยู่ แท้จริงแล้วการห้ามเช่นว่านี้เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถป้องกันมิให้ชายเป็นต้นเหตุของความแตกแยกภายในครอบครัวอื่นที่ยังมีโอกาสประนีประนอมคืนดีกันหลังจากที่สามีภรรยาหันหลังให้แก่กัน

การสู่ขอหญิงคนเดียวกันของชายสองคน
ท่านนบีห้ามมิให้ชายสองคนสู่ขอหญิงคนเดียวกัน เนื่องจากการกระทำดังกล่าวจะสร้างความเป็นศัตรูระหว่างพี่น้องมุสลิมด้วยกัน
ท่านนบีได้กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาเป็นพี่น้องของผู้ศรัทธา” ดังนั้นห้ามมุสลิมต่อรองในสิ่งที่พี่น้องของเขาได้ต่อรองไปแล้ว และห้ามสู่ขอหญิงที่พี่น้องของเขาได้สู่ขอไปแล้ว ยกเว้นผู้ที่สู่ขอได้สละสิทธิด้วยความสมัครใจ
อิมามอบูหะนีฟะฮฺ อิมามชาฟิอีย์และอิมามมาลิกให้ทัศนะว่าการสู่ขอหญิงที่คนอื่นสู่ขอแล้วนั้นถือว่าเป็นบาป อย่างไรก็ตาม ถ้าการแต่งงานเกิดขึ้นในที่สุดก็ถือว่ามีผลตามกฎหมาย แต่ชายต้องขอโทษชายคนแรกพร้อมๆกับขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ แต่อีหม่ามซอฮิรีย์ ถือว่าการแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าทัศนะแรกน่าจะถูกต้องมากกว่า
   
ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาในชีวิตการสมรส
อิสลามได้กำชับให้สร้างสังคมที่มั่นคงโดยผ่านสถาบันครอบครัวที่สมบูรณ์ อิสลามได้มอบบทบาทหน้าที่ให้แก่ทั้งชายและหญิงในการสร้างครอบครัวที่มีความสุขและสมบูรณ์ อิสลามไม่สนับสนุนให้สามีภรรยาทำในเรื่องที่ไร้สาระหรือมัวแต่ขัดแย้งในเรื่องของความเท่าเทียมกัน แต่อิสลามได้กำชับให้สามีภรรยาดำเนินชีวิตอย่างราบรื่น ดังที่อัลลอฮฺตรัสในอัล-กรุอานไว้ว่า
﴿ ٱلرِّجَالُ قَوَّٰمُونَ عَلَى ٱلنِّسَآءِ بِمَا فَضَّلَ ٱللَّهُ بَعۡضَهُمۡ عَلَىٰ بَعۡضٖ وَبِمَآ أَنفَقُواْ مِنۡ أَمۡوَٰلِهِمۡۚ فَٱلصَّٰلِحَٰتُ قَٰنِتَٰتٌ حَٰفِظَٰتٞ لِّلۡغَيۡبِ بِمَا حَفِظَ ٱللَّهُۚ وَٱلَّٰتِي تَخَافُونَ نُشُوزَهُنَّ فَعِظُوهُنَّ وَٱهۡجُرُوهُنَّ فِي ٱلۡمَضَاجِعِ وَٱضۡرِبُوهُنَّۖ فَإِنۡ أَطَعۡنَكُمۡ فَلَا تَبۡغُواْ عَلَيۡهِنَّ سَبِيلًاۗ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ عَلِيّٗا كَبِيرٗا ٣٤ ﴾ [النساء: ٣٤]  
ความว่า บรรดาชายนั้น คือผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูผู้หญิง เนื่องด้วยการที่อัลลอฮฺได้ทรงให้บางคนของพวกเขาเหนือกว่าอีกบางคน และด้วยการที่พวกเขาได้จ่ายไปจากทรัพย์ของพวกเขา บรรดากุลสตรีนั้นคือผู้จงรักภักดี ผู้รักษาในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ลับหลังสามี เนื่องด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรักษาไว้ และบรรดาหญิงที่พวกเจ้าหวั่นเกรงในความดื้อดึงของนางนั้น ก็จงกล่าวตักเตือนนางและทอดทิ้งไว้แต่ลำพังในที่นอน และจงเฆี่ยนนางแต่ถ้านางเชื่อฟังพวกเจ้าแล้ว ก็จงอย่าหาทางเอาเรื่องแก่นาง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสูงส่งผู้ทรงเกรียงไกร

อายะฮฺข้างต้นได้ประกาศให้ชายเป็นเก๊าวามูน กล่าวคือเป็นผู้คุ้มครองและผู้หาปัจจัยยังชีพในครอบครัวเพื่อสร้างความสงบสุขและความสามัคคีปรองดองภายในครอบครัว เก๊าวามูนหมายถึงบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในการปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลอื่น
ด้วยร่างกายที่แข็งแรงและสามารถทำงานหนัก ทำให้ชายมีความเหมาะสมกับในการทำหน้าที่เก๊าวามูนเหนือหญิง ยิ่งกว่านั้น การมีหัวหน้าครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ทั้งนี้เพื่อความราบรื่นของกิจการในครอบครัว ในการนี้หัวหน้าครอบครัวต้องมีความสามารถในการจัดการระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวโดยสามารถสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามในสิ่งที่ต้องทำ ด้วยเหตุนี้ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามีและบุตรต้องเชื่อฟังบิดามารดา
อย่างไรก็ตาม เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าภรรยาไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังสามีถ้าหากเขาสั่งให้นางกระทำในสิ่งที่ขัดกับหลักการของศาสนาเนื่องจากการปฏิบัติตามหลักการศาสนามีความสำคัญกว่า
อายะฮฺข้างต้นได้อธิบายถึงมาตรการสำหรับใช้ในการคลี่คลายความขัดแย้งที่อาจขึ้นในชีวิตของการแต่งงาน  มาตรการดังกล่าวได้แก่
1.  การตักเตือน
ในขั้นแรกผู้เป็นสามีควรว่ากล่าวตักเตือนผู้เป็นภรรยาด้วยความสุภาพ  ถ้าหากมาตรการนี้เป็นผลสำเร็จก็ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการอื่นอีกต่อไป
2.  หยุดความสัมพันธ์ชั่วคราว
ถ้าหากการตักเตือนของสามีไม่เป็นผล สามีอาจปฏิเสธที่จะร่วมหลับนอนกับภรรยากล่าวคือ  เขาอาจระงับความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาเป็นการชั่วคราว  แต่การกระทำดังกล่าวนี้จะต้องจำกัดระยะเวลาที่เหมาะสมและไม่สมควรกระทำโดยไม่มีกำหนดเวลา
3.  การเฆี่ยนตีที่ไม่รุนแรง
นักกฎหมายอิสลามส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้มุสลิมเฆี่ยนตีภรรยา  อย่างไรก็ตามถ้าภรรยาขัดคำสั่งของอัลลอฮและคำสั่งสอนของท่านนบีแล้ว การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีที่ไม่รุนแรงอาจเป็นสิ่งจำเป็น  อย่างไรก็ตาม ท่านนบีกำชับไม่ให้ตบบนใบหน้าของภรรยาหรือการเฆี่ยนตีซึ่งอาจจะทำให้เกิดแผลบนเรือนร่างของนาง
ในกรณีการใช้มาตรการดังกล่าวข้างต้นประสบความสำเร็จในการแก้ไขพฤติกรรมของภรรยา  อัลลอฮทรงสั่งมิให้สามีหาข้อบกพร่องในตัวภรรยา  เพื่อหาสาเหตุลงโทษนางอีก
ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยาถูกอธิบายไว้ในอายะฮฺอัล-กรุอานดังต่อไปนี้
﴿هُنَّ لِبَاسٞ لَّكُمۡ وَأَنتُمۡ لِبَاسٞ لَّهُنَّۗ ﴾ [البقرة: ١٨٧]  
ความว่า นางทั้งหลายนั้นคือเครื่องนุ่งห่มของพวกเจ้า และพวกเจ้าก็คือเครื่องนุ่งห่มของพวกนาง

ในอายะฮฺอื่นอัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَلِبَاسُ ٱلتَّقۡوَىٰ ذَٰلِكَ خَيۡرٞۚ ذَٰلِكَ مِنۡ ءَايَٰتِ ٱللَّهِ لَعَلَّهُمۡ يَذَّكَّرُونَ ٢٦ ﴾ [الاعراف: ٢٦]  
ความว่า และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรงนั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮฺ เพื่อว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก 

จากการเปรียบเทียบดังกล่าว สามารถเข้าใจว่าสามีภรรยาควรจะเป็นเครื่องนุ่งห่มที่คอยให้ความคุ้มกัน ปลอบประโลมใจ ดังนั้นอัลลอฮจึงต้องการให้สามีและภรรยาให้ความรักซึ่งกันและกัน
อัลลอฮฺตรัสในอายะฮฺอื่นอีกว่า
﴿وَلِلرِّجَالِ عَلَيۡهِنَّ دَرَجَةٞۗ وَٱللَّهُ عَزِيزٌ حَكِيمٌ ٢٢٨ ﴾ [البقرة: ٢٢٨]  
ความว่า และสำหรับบรรดาชายนั้นมีฐานะเหนือกว่าพวกนางขั้นหนึ่งและอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ

คำกล่าวที่ว่าชายมีความเหนือกว่าหญิงนั้นหมายถึงอำนาจสูงสุดภายในบ้านจะเป็นของสามี  เนื่องจากภาระที่หนักอึ้งต่าง ๆ เป็นความรับผิดชอบของสามีดังที่อัลลอฮฺตรัสในอีกอายะฮฺหนึ่งว่า
﴿ ٱلرِّجَالُ قَوَّٰمُونَ عَلَى ٱلنِّسَآءِ بِمَا فَضَّلَ ٱللَّهُ بَعۡضَهُمۡ عَلَىٰ بَعۡضٖ وَبِمَآ أَنفَقُواْ مِنۡ أَمۡوَٰلِهِمۡۚ ﴾ [النساء: ٣٤]  
ความว่า บรรดาชายนั้น คือผู้ที่ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาหญิง เนื่องด้วยการที่อัลลอฮได้ทรงให้บางคนของพวกเขาเหนือกว่าอีกบางคน และด้วยการที่พวกเขาได้จ่ายไปจากทรัพย์ของพวกเขา 

เมื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของชายและหญิงภายในบ้านแล้วจะพบว่า  มีความสมดุลย์และเหมาะสมทุกประการ เนื่องจากเพศทั้งสองมีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันในการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้แก่สังคม
อัลลอฮทรงเคี่ยวเข็ญให้ชายปฏิบัติต่อภรรยาด้วยความเมตตา พระองค์ตรัสอีกว่า
﴿فَإِن كَرِهۡتُمُوهُنَّ فَعَسَىٰٓ أَن تَكۡرَهُواْ شَيۡ‍ٔٗا وَيَجۡعَلَ ٱللَّهُ فِيهِ خَيۡرٗا كَثِيرٗا ١٩ ﴾ [النساء: ١٩]  
ความว่า หากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง ก็อาจเป็นไปได้ว่าการที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่งขณะเดียวกันอัลลอฮฺก็ทรงให้มีในสิ่งนั้น ซึ่งความดีอันมากมาย 

ในคุตบะฮฺของท่านนบีที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺ ท่านได้กำชับให้มุสลิมมีความเมตตาและโอบอ้อมอารีต่อภรรยา  ดั่งใจความดังต่อไปนี้
โอ้  มนุษย์ทั้งหลาย!  พวกเจ้ามีสิทธิเหนือภรรยาเหมือนกับพวกนางมีสิทธิเหนือพวกเจ้า  สิทธิของพวกเจ้าก็คือพวกนางต้องดำเนินชีวิตด้วยความดีงาม  และไม่อนุญาตให้คนที่พวกเจ้าไม่ชอบเข้าบ้าน  และอีกสิ่งหนึ่งคือ  พวกนางจะต้องไม่ทำสิ่งชั่วร้าย  ถ้าหากว่าพวกนางกระทำสิ่งเหล่านี้  พระองค์อัลลอฮทรงอนุญาตให้พวกเจ้าแยกเตียงนอนกับพวกนาง  ทั้งนี้เพื่อให้พวกนางได้ปรับปรุงและแก้ไขวิถีชีวิตที่เลวร้ายเหล่านั้น  พวกเจ้าอาจลงโทษพวกนางด้วยการเฆี่ยนตีอย่างแผ่วเบาที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของพวกนาง  แต่ในกรณีที่พวกนางไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว  เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะต้องจัดหาอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้แก่พวกนางตามความสามารถของพวกเจ้า  จงจำไว้ !  การปฏิบัติต่อภรรยาของพวกเจ้าจะต้องเป็นไปด้วยความถูกต้องและมีความเมตตาในฐานะที่พวกนางอยู่ในความดูแลของพวกเจ้าและไม่สามารถปกป้องสิทธิของตัวเอง  ในวันที่พวกเจ้าแต่งงานกับพวกนาง  พวกเจ้าถือว่าพวกนางเป็น อามานะห์  ของพระองค์อัลลอฮที่มอบให้แก่พวกเจ้า ดังนั้น  พวกเจ้าจงนำพวกนางกลับไปยังบ้านและปฏิบัติต่อพวกนางตามคำสั่งของพระองค์

การสมรสกับผู้ตั้งภาคี (มุชริกะฮฺ)
ห้ามชายมุสลิมแต่งงานกับหญิงผู้ตั้งภาคีอย่างเด็ดขาด  ไม่ว่านางจะสักการะรูปเจว็ด  สัตว์  ต้นไม้ หรือก้อนหิน  ดั่งที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَلَا تَنكِحُواْ ٱلۡمُشۡرِكَٰتِ حَتَّىٰ يُؤۡمِنَّۚ وَلَأَمَةٞ مُّؤۡمِنَةٌ خَيۡرٞ مِّن مُّشۡرِكَةٖ وَلَوۡ أَعۡجَبَتۡكُمۡۗ ﴾ [البقرة: ٢٢١]  
ความว่า และพวกเจ้าจงอย่าแต่งงานกับหญิงมุชริกจนกว่านางจะศรัทธา และทาสหญิงที่เป็นผู้ศรัทธานั้นดีกว่าหญิงที่เป็นมุชริก แม้ว่านางได้ทำให้พวกเจ้าพึงใจก็ตาม

อายะฮฺข้างต้นกล่าวถึงกันนาซ  อิบนุฮาเซ็น  อัล-ฆอนาวียืที่ชมชอบหญิงผู้ตั้งภาคีซึ่งเขารู้จักนางก่อนเข้ารับอิสลาม หญิงคนดังกล่าวมีชื่อว่า อานาก หญิงคนนี้ได้ขอให้กันนาซแต่งงานกับนาง กันนาซจึงขออนุญาตจากท่านนบี ดังนั้น อัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺข้างต้น ท่านนบีได้แนะนำกันนาซว่าเขาไม่ควรแต่งงานกับนาง เนื่องจากเขาเป็นมุสลิมในขณะที่นางเป็นผู้ตั้งภาคี
อย่างไรก็ตาม  อัลดุลลอฮฺ อิบนุอับบาซ  มีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสาเหตุที่อัลลอฮฺทรงประทานอายะฮฺดังกล่าว โดยให้ทัศนะว่า สาเหตุของการประทานอายะฮฺข้างต้นเนื่องจากครั้งหนึ่งอับดุลลอฮฺ  อิบนุเราะวาหะฮฺ เกิดโกรธกริ้วทาสีของตัวเองและเมื่อท่านนบีได้ถามเขาเกี่ยวกับทาสีหญิงคนดังกล่าว เขาได้บอกแก่ท่านนบีว่านางถือศีลอด ทำการละหมาดอย่างถูกต้อง และมีความเชื่อว่าไม่มีพระเจ้าองค์ใดนอกจากอัลลอฮฺและท่านนบีมุฮัมหมัดคือศาสนทูตของพระองค์ เมื่อได้ฟังดังกล่าวแล้วท่านนบีได้บอกแก่อับดุลลอฮฺว่านางได้กลายเป็นผู้ศรัทธาแล้ว  หลังจากนั้นอับดุลลอฮฺประกาศให้นางเป็นอิสระและได้แต่งงานกับนาง  มีมุสลิมหลายคนเยาะเย้ยถากถางเขาที่แต่งงานกับทาสีเนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นชอบที่จะแต่งงานกับหญิงผู้ตั้งภาคีซึ่งมีวงศ์ตระกูลที่สูงศักดิ์ อายะฮฺข้างต้นแสดงให้เห็นว่าอัลลอฮฺทรงอนุญาตการแต่งงานของอับดุลลอฮฺดังกล่าว
ถ้าหญิงมุสลิมพ้นจากศาสนาอิสลาม นางก็จะกลายเป็นภรรยาที่ไม่ถูกต้องของชายมุสลิมทันที ดังนั้นความสัมพันธ์ของนางกับสามีมุสลิมจะสิ้นสุดลงแต่เวลาที่เขาพ้นจากศาสนาอิสลาม
เหตุผลที่อัลลอฮฺทรงห้ามชายมุสลิมมิให้แต่งงานกับหญิงผู้ตั้งภาคีในอายะฮฺ 221  ของซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ นั้น เนื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยามิได้มีเฉพาะในด้านเพศสัมพันธ์ท่านั้น  แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรม  มีความเป็นไปได้สูงที่ชายมุสลิมจะโน้มน้าวภรรยาผู้ตั้งภาคีและลูก ๆ หันมารับนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีความเป็นได้เช่นเดียวกันว่าหญิงผู้ตั้งภาคีจะนำสามีมุสลิมและลูก ๆ ไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ดังนั้นอิสลามไม่ยอมเสี่ยงในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้อย่างเด็ดขาด  อิสลามไม่ประสงค์ที่จะให้มุสลิมผสมผสานระหว่างความเป็นอิสลามกับไม่ใช่อิสลามภายในครอบครัว  ผู้ตั้งภาคีอาจเห็นดีเห็นงามในเรื่องดังกล่าวตามหลักการของเสรีภาพ  แต่สำหรับมุสลิมที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวแล้วการแต่งงานต้องคำนึงถึงศาสนามากกว่าความต้องการทางเพศ ทั้งนี้เพื่อให้ตัวเขาเองและลูกหลานหลุดพ้นจากการตั้งภาคีต่อพระเจ้าและหลุดพ้นจากไฟนรก

การแต่งงานกับหญิงแห่งคัมภีร์
อิสลามถือว่าผู้นับถือศาสนายิวและคริสเตียนเป็นชาวคัมภีร์(อัฮลฺ อัล-กีตาบ) เนื่องจากพวกเขาเชื่อในคัมภีร์เตารอฮฺและอินญีล ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่ศาสดามูซา(มเสส) และอีซา(พระเยซู) ตามลำดับ การแต่งงานกับหญิงซึ่งเป็นชาวคัมภีร์ (อัฮลฺ อัล-กีตาบ) เป็นสิ่งอนุมัติในอิสลามดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿ ٱلۡيَوۡمَ أُحِلَّ لَكُمُ ٱلطَّيِّبَٰتُۖ وَطَعَامُ ٱلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ حِلّٞ لَّكُمۡ وَطَعَامُكُمۡ حِلّٞ لَّهُمۡۖ وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلۡمُؤۡمِنَٰتِ وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ مِن قَبۡلِكُمۡ إِذَآ ءَاتَيۡتُمُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ مُحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَ وَلَا مُتَّخِذِيٓ أَخۡدَانٖۗ وَمَن يَكۡفُرۡ بِٱلۡإِيمَٰنِ فَقَدۡ حَبِطَ عَمَلُهُۥ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ ٥ ﴾ [المائ‍دة: ٥]  
ความว่า วันนี้สิ่งดีๆทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขาและบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิง และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนจากพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะฮฺรฺของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่เป็นผู้กระทำการซินาโดยเปิดเผย และมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อน โดยกระทำซินาลับๆ และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธาแน่นอนงานของเขาก็ไร้ผล ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน 

บรรดานักกฎหมายอิสลามของซุนนีย์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า  การแต่งงานกับหญิงที่นับถือศาสนายิวและคริสเตียนเป็นสิ่งอนุมัติ เศาะฮาบะฮฺหลายท่านที่ปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว เช่น อุสมาน  ฏ็อลหะฮฺ   อิบนุอับบาซ ญาบิร และหุซัยฟะฮฺ  รวมถึงมุสลิมหลังยุคเศาะฮาบะฮฺ (ตาบีอูน) เช่น ซะอีด อิบนุ อัล-มุซัยยิบ  อัล-หัซซัน  มุญาฮิด  ฏอวูส  อักเราะมะฮฺ และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายท่าน
อย่างไรก็ตาม  อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร  กลับให้ทัศนะว่า มุสลิมไม่ควรแต่งงานกับหญิงชาวยิวหรือคริสเตียน โดยกล่าวว่า  “อัลลอฮทรงห้ามเราแต่งงานกับผู้ตั้งภาคี  และฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมศาสนาดังกล่าวจึงไม่ถือว่านับถือในพระเจ้าหลายองค์ในเมื่อหญิงพูดว่าพระเจ้าของพวกเขาคืออีซา ซึ่งเป็นบ่าวของพระองค์อัลลอฮฺ”