ท่านหญิง ฟาฏิมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา บุตรีของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ มารดาของบรรดาผู้ศรัทธา เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า : “ฉันไม่เคยเห็นใครมีลักษณะนอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ มีบุคลิคดีเรียบร้อย และมีลักษณะสงบเสงี่ยม ทั้งขณะลุกขึ้นยืนหรือนั่ง คล้ายคลึงกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยิ่งไปกว่าฟาฏิมะฮฺบุตรีของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลย” (บันทึกโดย อบู ดาวูด หะดีษเลขที่ 5217 และอัต-ติรมิซียฺ หะดีษเลขที่ 3873) ด้วยสายรายงานที่หะสัน
อบู นุอัยมฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-หิลยะฮฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 39) ว่า “ส่วนหนึ่งของบรรดาสตรีที่ก้มศีรษะ (นอบน้อม) จากบรรดาผู้บริสุทธิ์ และเป็นผู้ที่กลัวเกรงคือ ฟาฏิมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เป็นสตรีที่ตั้งจิตมั่นต่ออัลลอฮฺอย่างแน่วแน่ เป็นก้อนเนื้อที่คล้ายคลึงกับท่านเราะสูล เป็นลูกที่มีความใกล้ชิดสนิทแนบแน่นกับท่านเราะสูลมากกว่าคนอื่นๆ และเป็นลูกคนเดียวที่ท่านยังคงผูกพันกันอยู่ หลังจากที่ท่านได้สิ้นชีวิตไปแล้ว เธอเป็นผู้ที่ไม่ใส่ใจ และไม่ให้ความสำคัญกับโลกดุนยา และความเพริดแพร้วของมัน และเป็นผู้ที่รู้ดีถึงความน่าละอายของโลกดุนยาที่มีความเสียหายมากมายแอบแฝง”
อัซ-ซะฮะบียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 118-119) ว่า “เธอเป็นผู้นำมวลสตรีในโลกนี้ ในยุคของเธอ เธอเป็นก้อนเนื้อแห่งนบี และเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากผู้ที่ถูกคัดเลือก “อุมมุ อะบีฮา” (ขื่อรองของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ) เป็นบุตรสาวของผู้นำมวลมนุษย์คือท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อบุล กอซิม มุหัมมัด อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ อิบนุ ฮาชิม อิบนุ อับดุมะนาฟ อัล-กุรอชียะฮฺ อัล-ฮาชิมียะฮฺ และเป็นมารดาของอัล-หะซะนัยนฺ”
และอัซ-ซะฮะบียฺ ยังได้กล่าวอีกเช่นเดียวกันว่า “แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รัก ให้เกียรติและภาคภูมิใจในตัวเธอมาก เธอมีคุณงามความดีมากมาย เธอเป็นผู้ที่มีความอดทน และเคร่งครัดศาสนา มีจิตใจกว้างขวาง สูงส่ง รักษาจิตใจให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีความสุภาพเรียบร้อย เป็นผู้สรรเสริญขอบคุณต่ออัลลอฮฺอยู่เสมอ”
อิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ” (เล่มที่ 9 หน้าที่ 485) ว่า “เธอ(ฟาฏิมะฮฺ) มีชื่อรองว่า “อุมมุ อะบีฮา” และท่าน(อิบนุ กะษีรฺ) ยังได้กล่าวอีกว่า และเธอเป็นบุตรีคนสุดท้องของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตามทัศนะที่ทราบกันโดยทั่วไป และเป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีบุตรของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คนใดมีชีวิตอยู่หลังจากท่านนบี ได้เสียชีวิตลงไปแล้วนอกจากเธอ (ฟาฏิมะฮฺ) คนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้รับผลบุญมากมาย เพราะเธอได้ประสบ(และอดทน)กับการสูญเสียท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง เคาะดีญะฮฺ บินตุ คุวัยลิด เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
อัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 109-110) ว่า “ท่านเคาะดีญะฮฺเป็นมารดาของบรรดามุอ์มินผู้ศรัทธา และเป็นผู้นำบรรดาสตรีแห่งโลกในยุคของท่าน เป็นมารดาของบรรดาลูกๆ ของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (นอกจากอิบรอฮีมเท่านั้น) เธอเป็นผู้ที่ศรัทธาอีมานต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเชื่อมั่นในการเป็นศาสนทูตของท่านก่อนผู้ใดทั้งสิ้น เธอช่วยทำให้ความกังวลที่มีอยู่ภายในจิตใจของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผ่อนคลายลง และทำให้ท่านมีความเข้มแข็งขึ้นตามมา คุณงามความดีของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺมีมากมาย เธอเป็นหญิงที่มีความสมบูรณ์พร้อมในบรรดาสตรีทั้งหลาย เป็นสตรีที่มีสติปัญญา มีความคิด เป็นสตรีที่สูงส่ง เคร่งครัดศาสนา รักษาจิตใจให้ใสสะอาด มีจิตใจเมตตากรุณา เป็นหนึ่งจากชาวสวรรค์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สรรเสริญชมเชยท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ท่านได้ให้ความรักแก่ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺอย่างล้ำเลิศ
และที่นับเป็นเกียรติแก่ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺที่ได้รับจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือ ท่านไม่เคยสมรสกับหญิงใดมาก่อนเลย ก่อนที่จะสมรสกับเธอ ท่านเราะสูลลุลลฮฺ มีบุตรกับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺหลายคนด้วยกัน และขณะที่อยู่กับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ มิได้สมรสกับใครอีก และท่านเราะสูลุลลอฮฺ ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรจนกระทั่งเมื่อท่านหญิงเคาะดีญะฮฺได้ถึงแก่กรรม จากการที่ท่านสูญเสียท่านหญิงไป ท่านเราะสูลได้พบว่าท่านหญิงเคาะดีญะฮฺนั้น เป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุด และแท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงมีคำสั่งให้ท่านเราะสูลแจ้งข่าวดีแก่ท่านหญิง ถึงปราสาทหลังหนึ่งในสวนสวรรค์สำหรับเธอ ที่สร้างมาจากทองคำและเงิน ในปราสาทหลังนั้นจะไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมใดๆ เลย และจะไม่ประสบกับความเหน็ดเหนื่อยอันใดเลย”
และจากท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 349) ว่า “คุณสมบัติ พิเศษของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ประการหนึ่งคือ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงฝากสลามมากับท่านญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ไปถึงท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ โดยญิบรีลได้กล่าวว่า : “และสิ่ง(สลาม)นี้ ฝากผ่านมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงนิรันดร์ โดยเฉพาะสิ่ง(สลาม)นี้ ไม่เคยปรากฏแก่ผู้ใดเลยนอกจากท่านหญิงเคาะดีญะฮฺเท่านั้น”
ท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า “คุณสมบัติพิเศษของท่านหญิงอีกประการหนึ่ง คือเป็นหญิงที่ยอดเยี่ยมแห่งประชาชาตินี้ นักวิชาการมีความเห็นไม่ตรงกันในกรณีที่ว่า ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺมีความประเสริฐเหนือกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ ออกเป็นสามทัศนะด้วยกัน ซึ่งทัศนะที่สามจากทัศนะเหล่านั้นก็คือ การตะวักกุฟ(ไม่แสดงความเห็นใดๆเกี่ยวกับกรณีนี้) และข้าพเจ้า (อิบนุล ก็อยยิม) ได้ถามเชคของข้าพเจ้า คือ ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะฮฺมะตุลลอฮิอะลัยฮฺ (เกี่ยวกับเรื่องนี้) ท่านตอบว่า “แต่ละท่านมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว สำหรับท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ จะคอยปลอบใจ และเป็นกำลังใจให้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่เสมอ และทำให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ มีจิตใจเข้มแข็ง ช่วยทำให้ท่านมีจิตใจสงบ ทำให้ท่านช่วยคลายกังวล ท่านหญิงจะเสียสละเงินทองส่วนตัวให้แก่ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ และยังได้มีโอกาสอยู่ทันยุคต้นของอิสลาม และท่านหญิงเองต้องทนรับอันตรายที่เกิดขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺและเกี่ยวกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม การช่วยเหลือสนับสนุนของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺที่มีต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ท่านหญิงจะให้การช่วยเหลือสนับสนุน และเสียสละทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่เป็นของผู้ใดเลยนอกจากของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺเท่านั้น
ส่วนท่านหญิง อาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา นั้น เธอมีบทบาทที่ส่งผลดีเยี่ยมในช่วงท้ายของอิสลาม ซึ่งเธอมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศาสนา และมีความรู้ความเข้าใจถึงการเผยแพร่ศาสนาให้แก่ประชาชาตินี้ และบรรดาลูกหลานแห่งประชาชาตินี้ ได้รับผลประโยชน์ในสิ่งที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่พวกเขาเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี นอกจากเธอเท่านั้น นี่คือความหมายในคำตอบของท่าน (อิบนุ ตัยมียะฮฺ)”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง อาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 140) ว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้ทำการสมรสกับหญิงสาวที่ยังไม่เคยผ่านการสมรสคนใดเลย นอกจากท่านหญิงอาอิชะฮฺเท่านั้น และท่านไม่เคยรักสตรีใด เสมือนกับที่ท่านรักท่านหญิงอาอิชะฮฺ และข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะมีสตรีคนใดในประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะมีความรู้ดียิ่งไปกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา”
และในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” เช่นกัน (เล่มที่ 2 หน้าที่ 181) จากอะลียฺ อิบนุ อักมัรฺ ได้กล่าวว่า “เมื่อท่านมัสรูก รายงานหะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านจะกล่าวว่า “อัศ-ศิดดีเกาะฮฺ” (อาอิชะฮฺ) บุตรี ของอัศ-ศิดดีก (อบูบักรฺ) ผู้เป็นที่รักยิ่งของผู้ที่เป็นที่รักของอัลลอฮฺ เป็นผู้ที่ทำให้เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องจากผู้ที่อยู่เหนือชั้นฟ้าทั้งเจ็ดชั้น ได้เล่าหะดีษให้ฉันฟัง ฉันจะไม่ปฏิเสธสิ่งที่ท่านเล่ามาอย่างแน่นอน”
ท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้ระบุไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (ในหน้าที่ 351 – 355) ว่า จากคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวโดยรวม พอสรุปได้คือ “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เป็นที่รักยิ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านนบีไม่เคยสมรสกับหญิงสาวบริสุทธิ์คนใดเลยนอกจากท่านหญิงเพียงคนเดียว และเคยมีวะหฺยู (วิวรณ์จากอัลลอฮฺ) ประทานลงมาให้แก่ท่านนบี ขณะกำลังนอนอยู่ในผ้านวมของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และเมื่อมีอายะฮฺ “อัต-ตัคยีรฺ” ถูกประทานลงให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้เริ่มต้นที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านเราะสูลุลลอฮฺ ก็ให้ท่านหญิงเลือก (ว่าจะเอาอย่างไร) ดังนั้น ท่านหญิงได้เลือกที่จะอยู่กับอัลลอฮฺ และเลือกที่จะอยู่กับเราะสูลของพระองค์ และบรรดาภรรยาที่เหลือท่านอื่นๆ ของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ก็เลือกดำเนินตามแนวทางของท่านหญิงอาอิชะฮฺเช่นกัน และอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงให้ท่านหญิงพ้นมลทิน เป็นผู้บริสุทธิ์จากการกล่าวร้ายป้ายสีของพวกุเรื่องเท็จขึ้นเพื่อให้ร้ายป้ายสี อัลลอฮฺได้ทรงประทานวะหฺยูลงมายืนยันเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเธอ และการให้อภัยแก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งได้ถูกนำมาอ่านตามห้องหับ ตามเฉลียงบ้านของบรรดามุสลิม และถูกนำมาอ่านในเวลาละหมาดของพวกเขาจวบจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงยืนยันว่า เธอเป็นคนหนึ่งจากบรรดาสตรีที่มีจิตใจงดงาม เป็นผู้บริสุทธิ์ และพระองค์ได้ทรงสัญญากับเธอที่จะประทานอภัยให้ ทรงสัญญาที่จะประทานริสกีที่มีคุณค่า ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งอันสูงเกียรตินี้ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ก็ยังทำตัวนอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮฺ โดยที่ท่านหญิงได้กล่าวว่า : “และแท้จริง เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวฉันนั้น ในความเห็นฉันแล้ว มันไม่มีคุณค่าสำคัญถึงขนาดว่าอัลลอฮฺจักต้องทรงประทานอัลกุรอานลงมาให้ได้อ่านกันเลยแม้แต่น้อย”
บรรดาเศาะหาบะฮฺอาวุโส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เมื่อมีกิจกรรมทางศาสนาที่เป็นที่สงสัยแก่ท่านเหล่านั้น ก็จะถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านเหล่านั้นก็จะได้พบคำตอบของเรื่องนั้นจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านเราะสูลุลลอฮฺได้เสียชีวิต ณ ที่บ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ในวันที่เป็นสิทธิ์ของท่านหญิง (ที่ท่านเราะสูลจะต้องมาอยู่กับเธอ)ได้เสียชีวิตอยู่ในอ้อมกอดของเธอ (ท่านหญิงอาอิชะฮฺ) และร่างของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้ถูกฝังอยู่ภายในบ้านของเธอ
ซึ่งครั้งหนึ่งก่อนที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะสมรสกับเธอนั้น มะลาอิกะฮฺได้นำรูปของเธอที่ติดอยู่กับผืนผ้าไหมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺดู แล้วท่านได้กล่าวว่า “หากว่าเรื่องนี้มาจากอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี” และบรรดาเศาะหาบะฮฺได้เลือกหาของขวัญ (ฮะดียะฮฺ) ให้กับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในวันที่เป็นสิทธิของท่านหญิงอาอิชะฮฺในบ้านของนาง เพราะพวกเขาจะหาของที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชื่นชอบและมอบให้ท่าน ขณะที่ท่านนบีอยู่ในบ้านของภรรยาที่ท่านรักยิ่งกว่าใคร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจญ์มะอีน”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง เสาดะฮฺ บินตุ ซัมอะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 260-266) ว่า “ท่านหญิงเสาดะฮฺ เป็นคนแรกที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการสมรสหลังจากที่ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ได้ถึงแก่กรรม ท่านหญิงเสาดะฮฺ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับท่านนบีตามลำพังสองคนเป็นเวลาสามปี หรืออาจมากกว่านั้น จนกระทั่งท่านนบีได้มาอยู่กับท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านหญิงเสาดะฮฺเป็นหญิงที่เป็นผู้นำที่ทรงคุณค่า สูงเกียรติ เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ และได้เสียสละวันของเธอที่ต้องอยู่กับท่านนบี ให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เพื่อเป็นการคำนึงถึงหัวใจของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม”
ท่านอิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 350) ว่า “ท่านหญิงเสาดะฮฺเป็นคนมีอายุมาก และท่านนบีก็มีความประสงค์ที่จะเลิกกับนาง แต่ท่านหญิงมีความประสงค์ที่จะอยู่กับท่านนบี และได้เสียสละวันของเธอที่จะอยู่ร่วมกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ดังนั้น ท่านเราะสูลุลลอฮฺ จึงได้อยู่กับท่านหญิงต่อไป และนี้คือคุณสมบัติที่ดีงามของท่านหญิงเสาดะฮฺ แท้จริง ท่านหญิงมีความปรารถนาที่จะสละวันที่เธออยู่กับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อเป็นการแสดงความรักต่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ เพื่อต้องการความใกล้ชิด และความรักที่มีต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านหญิงก็พอใจฐานะของเธอกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มากกว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดวันเวลาไว้ให้แก่ภรรยาของท่านแต่ละคนโดยเสมอภาค แต่ไม่ได้กำหนดวันไว้ให้แก่ท่านหญิงเสาดะฮฺ ซึ่งท่านหญิงก็ยินดี มีความพึงพอใจต่อเรื่องดังกล่าว และได้เสียสละเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง หัฟเศาะฮฺ บินตุ อุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 277) ว่า “ท่านหญิงหัฟเศาะฮฺเป็นเกราะกำบังที่เข้มแข็ง เป็นบุตรสาวของ อะมีรุลมุอ์มินีน อะบู หัฟศฺ อุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏอบ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สมรสกับนาง หลังจากที่ได้พ้นกำหนดเวลา(อิดดะฮฺ) ที่สามีของนางคือ คุนัยสฺ อิบนุ หุซาฟะฮฺ อัซ-ซะฮฺมียฺ ซึ่งเป็นมุฮาญิรีนคนหนึ่งได้หย่าขาดกับนางไปแล้ว ในปีที่สามแห่งฮิจญ์เราะฮฺศักราช ท่านหญิงอาอิชะฮฺได้กล่าวว่า ท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ เคยชิงความเป็นหนึ่งกับฉัน ในบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง อุมมุ สะละมะฮฺ ฮินดฺ บินตุ อบู อุมัยยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 201-203) ว่า “ท่านหญิงเป็นผู้ปกปิดร่างกายมิดชิด เป็นผู้มีจิตใจสะอาด เป็นหนึ่งในบรรดาหญิงที่อพยพมาในยุคต้นๆ และนับว่าท่านหญิงเป็นผู้มีความเข้าใจในศาสนาอย่างลึกซึ้ง(ฟุเกาะฮาอ์) คนหนึ่ง ในหมู่เศาะหาบียะฮฺ”
ท่านยะหฺยา อิบนุ อบู บักรฺ อัล-อามิรียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัรริยาฎ อัล-มุสตะฏอบะฮฺ” (ในหน้าที่ 324) ว่า “ท่านหญิงเป็นหญิงที่ประเสริฐ เป็นผู้มีความสุขุมรอบคอบ และท่านหญิงคือ ผู้ที่ได้ให้คำแนะนำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โกนศีรษะของท่าน และให้เชือด “ฮัดยฺ” (สัตว์พลี) ในวันหดัยบียะฮฺ (วันที่มีการประนีประนอมกันระหว่างฝ่ายท่านนบี กับฝ่ายมุชริกีน ณ ที่ตำบลหุดัยบียะฮฺ) และเธอได้เห็นญิบรีลในรูปของ “ดิหฺยะฮฺ” (ดิหฺยะฮฺ อิบนุ เคาะลีฟะฮฺ เป็นเศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งมีรูปร่างสง่างาม)”
อุมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง ซัยนับ บินตุ คุซัยมะฮฺ อัล-ฮิลาลียะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺได้ระบุไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 218) ว่า “แท้จริง ท่านหญิงถูกขนานนามว่า “อุมมุลมะสากีน” อันเนื่องจากท่านหญิงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป(ว่าชอบช่วยเหลือคนยากจน)”
และท่านอิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 376) ว่า “มีผู้เรียกท่านหญิงว่า “อุมมุลมะซากีน” เนื่องจากได้ทำทานให้อาหารแก่คนที่น่าเวทนาสงสารบ่อยครั้งมาก และได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นเวลาเพียงสั้นๆ เพียงสองหรือสามเดือนเท่านั้น และเธอก็ได้เสียชีวิตไป เราะฎิยัลลอฮุอันฮา”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง ญุวัยรียะฮฺ บินตุ หาริษฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านหญิง เป็นอุมมุลมุอ์มินีน และเป็นผู้นำบรรดาภรรยาท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังกล่าวนั้น ถือเป็นความประเสริฐและเป็นเกียรติยศที่พอเพียงแล้วสำหรับเธอ
ท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 376-377) ว่า “และท่านหญิงคือ ผู้ที่เป็นสาเหตุให้บรรดามุสลิมได้ปล่อยทาสให้เป็นอิสระเป็นจำนวนถึงหนึ่งร้อยครอบครัว เพราะพวกเขาเห็นว่า ทาสเหล่านั้นเป็นเครือญาติด้วยการแต่งงานกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการกระทำดังกล่าวนั้น เกิดมาจากความดีงามของท่านหญิงที่มีต่อพวกพ้องนั้นเอง เราะฎิยัลลอฮุอันฮา”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง เศาะฟียะฮฺ บินตุ หุยัยย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
มีรายงานบันทึกอยู่ใน “ญามิอฺ อัต-ติรมิซียฺ” (หะดีษเลขที่ 3894) ด้วยสายรายงานที่แข็งแรง จากหะดีษที่รายงานโดยท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ กล่าวกับนางว่า แท้จริง เธอนั้นเป็นลูก(เครือญาติ)ของนบี และแท้จริง ลุงของเธอก็เป็นนบี และแน่นอนเธอเองก็อยู่ภายใต้การดูแลของท่านนบีด้วย”
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 232 ) ว่า “ท่านหญิงเป็นผู้มีเกียรติ มีสติปัญญา มีเหตุผล มีชาติตระกูลสูง มีความสวยงาม และมีศาสนา เราะฎิยัลลอฮุอันฮา”
และท่านได้กล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน (เล่มที่ 2 หน้าที่ 235) ว่า “ท่านหญิงเศาะฟียะฮฺ” เป็นคนที่มีความสุภาพ อ่อนโยน และมีความนอบน้อมถ่อมตน”
ท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 337 ) ว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สมรสกับเศาะฟียะฮฺ บินตุ หุยัยย์ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากท่านฮารูน อิบนุ อิมรอน พี่ชายของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม”
ท่านอิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญะลาอุลอัฟฮาม” เช่นเดียวกันว่า “และจากคุณสมบัติพิเศษของท่านหญิง คือ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปล่อยเธอให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส และกำหนดให้การเป็นอิสระเสรีของเธอ เป็นสินสอด(มะฮัรฺ)ของเธอ ท่านอะนัสกล่าวว่า “ท่านนบีได้มอบมะฮัรฺของนาง เป็นตัวของนางเอง(หมายถึงปลดปล่อยนางให้เป็นไท)” และสิ่งดังกล่าวนับเป็นแบบอย่างสำหรับประชาชาตินี้ จวบจนถึงวันกิยามะฮฺ ฉะนั้น จึงเป็นที่อนุมัติสำหรับผู้ชาย (มุสลิม) ที่จะกำหนดเอาการปล่อยทาสหญิงของเขาให้เป็นอิสระมาเป็นสินสอดในการแต่งงานกับนางได้ แล้วนางก็จะตกมาเป็นภรรยาของเขา ตามทัศนะที่ถูกระบุไว้ของท่านอิมาม อะหฺมัด เราะหิมะฮุลลอฮฺ”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง อุมมุ หะบีบะฮฺ ร็อมละฮฺ บินตุ อบี สุฟยาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 218 ) ว่า “เธอเป็นผู้นำ เป็นผู้ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด”
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้อีกเช่นเดียวกันใน (เล่มที่ 2 หน้าที่ 222) ว่า และ แน่แท้ สำหรับ อุมมุ หะบีบะฮฺ เป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีความน่าเคารพ โดยเฉพาะในสมัยการปกครองของพี่ชายของเธอ อันเนื่องจากมีฐานะที่ใกล้ชิดกับเธอ จึงมีผู้ขนานนามให้แก่พี่ชายของเธอว่า “ผู้เป็นน้าชายของบรรดาผู้ศรัทธา”
ท่านอิบนุ กะษีรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-บิดายะฮฺ-วันนิฮายะฮฺ” ใน (เล่มที่ 11 หน้าที่ 166) ว่า “แน่แท้ ท่านหญิงเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้นำแห่งมารดาของเหล่าผู้ศรัทธา และเป็นคนหนึ่งในบรรดาสตรีที่เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างเคร่งครัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮา”
อุมมุลมุอ์มินีน ท่านหญิง มัยมูนะฮฺ บินตุ อัล-หาริษฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
มีปรากฏอยู่ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 244) ว่า มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา แจ้งว่า เธอได้กล่าวว่า “แท้จริงแล้ว เธอ(มัยมูนะฮฺ) เป็นผู้มีความเกรงกลัวอัลลอฮฺ มากกว่าเรา และติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติมากกว่าเราอีกด้วย”
และท่านอัซ-ซะฮะบียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” ใน (เล่มที่ 2 หน้าที่ 239) ว่า “และท่านหญิงเป็นคนหนึ่งจากบรรดาผู้นำของสตรีทั้งหลาย”
อุมมุลมุอ์มินีน ซัยนับ บินตุ ญะหฺชิน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
มีหะดีษที่มีข้อความยาวอยู่ในเศาะฮีหฺมุสลิม (หะดีษเลขที่ 2442) รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า : “เธอเป็นคนหนึ่งที่พยายามทำตัวให้มีฐานะเท่าเทียมกับฉันในบรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และ ฉันก็ไม่เห็นหญิงคนใดเลยที่ดีงาม เป็นเลิศในทางศาสนายิ่งไปกว่า ซัยนับ เธอมีความกลัวเกรงยิ่งในอัลลอฮฺ และมีวาจาสัจจริงยิ่ง และมีสัมพันธ์ที่ดีต่อเครือญาติ และมีการบริจาคทานมากมาย และเธอลดตัวเองลงมาอย่างมากเพื่อการทำงานซึ่งเธออุทิศเพื่องานนั้น และต้องการเอางานนั้นเพื่อให้เป็นที่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ตะอาลา นอกเสียจากว่าในตัวเธอนั้นมีลักษณะนิสัยที่มีอารมณ์ร้อน โกรธง่าย แต่หายเร็ว”
ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 2 หน้าที่ 211) ว่า “อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงให้เธอได้สมรสกับท่านนบีของพระองค์ โดยมีตัวบทระบุอยู่ในคัมภีร์ของพระองค์ โดยไม่ต้องมีวะลียฺ (ผู้ปกครอง) และพยานใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ท่านหญิงจึงมีความภาคภูมิใจในตนเองมาก ที่มีฐานะเหนือกว่าบรรดามารดาของผู้ศรัทธาทั้งหลาย โดยท่านหญิงได้กล่าวว่า “พวกเธอนั้น ผู้ปกครองของพวกเธอทำการสมรสให้แก่พวกเธอ แต่ส่วนฉันนั้น อัลลอฮฺได้ทำการสมรสให้แก่ฉัน ซึ่งเป็นคำบัญชาที่ลงมาจากเบื้องบนบัลลังก์ของพระองค์” หะดีษนี้มีปรากฏอยู่เศาะฮีหฺอัล-บุคอรียฺ (เลขที่ 7402)
และอัซ-ซะฮะบียฺได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า “และ ท่านหญิง(ซัยนับ)เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้นำสตรีทั้งหลาย ทั้งทางด้านศาสนาและความเคร่งครัด เป็นคนมีจิตใจเมตตากรุณา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป”
และท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” เช่นเดียวกันใน (เล่มที่ 2 หน้าที่ 217) ว่า : “และท่านหญิงเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม ถือศีลอดอย่างสม่ำเสมอ เป็นผู้ที่มีความมั่นคง คงเส้นคงวา มีคุณธรรมความดี และมีผู้เรียกท่านหญิงว่า “อุมมุลมะสากีน” (มารดาของบรรดาผู้ที่น่าเวทนา น่าสงสาร)”
ท่านหญิง เศาะฟียะฮฺ บินตุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ผู้เป็นอาหญิงของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัซ-ซะฮะบียฺได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (ในหน้าที่ 2 เล่มที่ 269) ว่า “ท่านอาหญิงของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นบุตรีของอับดุลมุฏเฏาะลิบ มาจากตระกูลฮาชิม และท่านเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันกับ ท่านหัมซะฮฺ และเป็น “อุมมุ หะวารียินนะบียฺ” (มารดาของผู้ที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) คือท่าน อัซ-ซุบัยรฺ”
และ ท่านอัซ-ซะฮะบียฺ ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันในหนังสือ “อัส-สิยัรฺ” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 270) และตามที่มีรายงานที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ยืนยันว่า "บรรดาผู้เป็นป้าและอาหญิงของท่านนบีนั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเข้ารับอิสลามเลย นอกจากท่านหญิงเศาะฟียะฮฺคนเดียวเท่านั้น และแน่นอน ท่านมีความเป็นเดือดเป็นแค้นเป็นอย่างมากต่อการสิ้นชีวิตไปของท่านหัมซะฮฺ ซึ่งเป็นพี่ชายของเธอ ท่านหญิงมีความอดทน อดกลั้นและมีความสมถะ และท่านเป็นคนหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพรุ่นแรก”
บรรดาเศาะหาบียาต(เศาะหาบะฮฺสตรี)ที่มาจาก “อะฮฺลุล บัยตฺ”
- บุตรสาวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แก่ ซัยนับ, รุก็อยยะฮฺ และอุมมุ กัลษูม
- อุมมุ กัลษูม และซัยนับ ผู้เป็นบุตรสาวของท่านอะลียฺ อิบนุ อบี ฏอลิบ ซึ่งเกิดจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา
- อุมามะฮฺ บินตุ อะบิลอาศฺ อิบนุ อัร-รอบีอฺ มารดาของท่านคือ ซัยนับ บินติ เราะสูลิลลาฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเธอคือผู้ที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยอุ้มในขณะที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺกำลังทำการละหมาดอยู่
- อุมมุ ฮานิอ์ บินตุ อบี ฏอลิบ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ
- ฎุบาอะฮฺ และอุมมุล หะกัม ทั้งสองเป็นบุตรสาวของท่านอัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ ปรากฏว่ามีชื่อของคนทั้งสองถูกระบุไว้ในหะดีษ บันทึกโดยอบูดาวูด ภายใต้หมายเลขหะดีษที่ (2987) และท่านฎุบาอะฮฺ คือเจ้าของผู้รายงานหะดีษ “อัล-อิชติรอฏ ฟิลหัจญ์” (หะดีษที่กำหนดเงื่อนไขในการทำฮัจญ์) เธอเป็นผู้ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พูดกับเธอว่า “เธอจงกล่าว (ก่อนเดินทางด้วยข้อแม้) เถิดว่า ถ้ามีอุปสรรคใดมาขัดขวาง กักขังฉัน (จนไม่สามารถเดินทางเข้าไปสู่สถานที่ทำหัจญ์ได้) ดังนั้น สถานที่ดังกล่าวเป็นจุดที่เปลื้องอิหฺรอม(ตะหัลลุล)ของฉันนั่นเอง”
- และอุมามะฮฺ บินตุ หัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฏเฏาะลิบ