สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ไม่ว่าจะเป็นฟิตนะฮฺต่างๆ การสู้รบ ความขัดแย้ง และการโต้เถียงกัน สำหรับผู้ศรัทธาแล้วหน้าที่ของเขาก็คือการผินหลังโดยไม่ต้องสนใจ และไม่ต้องแสดงความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องนั้น 
สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างเศาะหาบะฮฺเราจะไม่กล่าวถึงมัน 
ส่วนผลบุญของการวินิจฉัยในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเราจะยืนยัน 

ซึ่งตำรับตำราของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺต่างเห็นพ้องกันว่าห้ามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พร้อมกับให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เหล่านั้นเกิดจากการวินิจฉัยที่อาจจะได้รับหนึ่งผลบุญหรือสองผลบุญ 
สิ่งที่ถูกต้องสำหรับฟิตนะฮฺที่เกิดขึ้นระหว่างเศาะหาบะฮฺ
นั่นคือการไม่กล่าวถึงมัน เพราะทุกคนนั้นล้วนเป็นผู้วินิจฉัย (มุจญฺตะฮิด) 

ซึ่งมันได้บ่งชี้ถึงประการเหล่านี้
ประการแรก เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า
«إِذَا ذُكِرَ أَصْحَابِي فَأَمْسِكُوا»
ความว่า “เมื่อมีการกล่าวถึงเศาะหาบะฮฺของฉัน (ในแง่ที่ไม่ดี) พวกท่านจงระงับมันเสีย” 

ประการที่สอง เบื้องหลังของเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะในแง่ของความรู้และในแง่ของการนำไปปฏิบัติ ซึ่งส่วนหนึ่งของความดีงามของคนคนหนึ่งคือการที่เขาละทิ้งในสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อตัวเขา  ด้วยเหตุนี้สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างเศาะหาบะฮฺไม่ว่าจะเป็นการสู้รบและฟิตนะฮฺต่างๆ มันก็เกิดจากการวินิจฉัยทั้งสิ้น ซึ่งทุกๆ ฝ่ายนั้นต้องการสนับสนุนช่วยเหลือความถูกต้องตามทัศนะของพวกเขา ไม่ใช่เพราะเกิดจากความเคียดแค้น มันเหมือนกับผู้พิพากษาสั่งโบยผู้ต้องหาเพื่อให้ลาบจำ และความรู้สึกภายในใจจะหายไปเมื่อเหตุการณ์นี้จบลง ฉะนั้น พวกเขาไม่มีตำหนิใด

คำกล่าวของท่านอุมัร บินอับดุลอะซีซ เราะหิมะฮุลลอฮฺ มีความสวยงามยิ่ง ท่านได้กล่าวว่า “เลือดเหล่านั้นอัลลอฮฺได้ชำระจากมือไปแล้ว ฉันจึงไม่ชอบที่จะให้ลิ้นของฉันล้วงไปในมันอีก (คือ จะไม่กล่าวถึงเรื่องที่มันเกิดขึ้นอีก)” 
 
ประการที่สาม การเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยดี และจะทำให้จุดยืนที่เคยมีนั้นอาจจะหวั่นไหวได้ สุดท้ายแล้วมันอาจจะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อคนหนึ่งคนใดในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมันคือกับดักที่ยากจะหลุดพ้นไปได้ ส่วนการกันไว้ก่อนหรือปิดกั้นช่องโหว่นั้นถือเป็นหลักการพื้นฐานของศาสนาอยู่แล้ว 
ท่านอัล-บัรบะฮารี เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ท่านอย่าได้กล่าวถึงเหตุการณ์ใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างพวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) หรือการสู้รบระหว่างพวกเขา และสิ่งที่พวกท่านไม่มีความรู้ และอย่าได้ฟังเรื่องราวใดๆ ที่ใครบางคนกล่าวถึงเหตุการณ์นั้น เพราะหัวใจของท่านอาจจะมีปัญหาถ้าหากท่านฟังเรื่องราวเหล่านั้น” 
จงระมัดระมังในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวที่ถูกกุขึ้น
ความประเสริฐของพวกเขาย่อมมีเหนือเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น หากว่าท่านได้รับรู้ 
ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากการวินิจฉัย
ดังนั้นจงเชื่อฟัง อัลลอฮฺจะทรงให้ผู้ร้างรานั้นต่ำต้อย

ประการที่สี่ เป็นความจริงที่ว่ากลุ่มคนที่โกหกปลิ้นปล้อน กลับกลอก และอุตริกรรมนั้นได้กุเรื่องราวที่มดเท็จอย่างมากมายในประเด็นนี้ ซึ่งท่านจะตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นจริงได้อย่างไรในเมื่อการรายงานส่วนใหญ่มาจากการอุปโลกษน์และอ่อนหลักฐาน ?  ซึ่งหากตำรับตาราประวัติศาสตร์เป็นแหล่งอ้างอิงที่สมบูรณ์ที่สุดในการเล่าถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเศาะหาบะฮฺ ดังนั้นจึงเป็นที่รู้ดีว่า โดยทั่วไปแล้วมันได้บรรจุเรื่องราวที่ไร้ประโยชน์และเรื่องราวที่ปรัมปราไว้อย่างมากมาย ซึ่งโดยปกติแล้วมันก็เป็นเรื่องที่บรรจุทุกสิ่งที่ผู้คนเสพข้อมูลได้ง่าย ดังนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่จะเชื่อในเรื่องราวที่มีความสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกที่ใช้อารมณ์ใฝ่ต่ำชื่นชอบ ? 
อย่างไรก็ตามเรื่องราวอันน้อยนิดที่มีความถูกต้องนั้น ก็สมควรที่จะคิดไปในทางที่คู่ควรกับความประเสริฐและสถานะของพวกเขา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ 
ท่านอิบนุดะกีก อัล-อีด ได้กล่าวว่า “เรื่องราวที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวความขัดแย้งและความคิดที่เห็นต่างระหว่างพวกเขานั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องราวที่เท็จและกุขึ้นมาซึ่งไม่ต้องไปสนใจอะไรมัน ส่วนเรื่องราวที่ถูกต้องนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการคิดไปในทางที่ดี เพราะการยกย่องเชิดชูที่มีต่อพวกเขาจากอัลลอฮฺได้มีก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งคำบอกเล่าใดๆ ที่มีขึ้นหลังจากนั้นย่อมสามารถตีความ (ในทางที่ดีได้) ส่วนเรื่องราวที่มีข้อสงสัยและกำกวมนั้นย่อมไม่สามารถหักล้างเรื่องราวที่ถูกรับรองและมีข้อเท็จจริงได้อย่างแน่นอน” 

ประการที่ห้า การมีจุดยืดที่ถูกต้องต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากมาก สังเกตุได้จากช่วงเวลาที่เรื่องราวได้เกิดขึ้นนั้นเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย (ฟิตนะฮฺ) และการสู้รบ ซึ่งสถานการณ์เช่นนั้นมันทำให้เกิดความสับสนมากมาย ซึ่งไม่อาจจะแยกแยะอะไรผิดถูกได้ ดังนั้นการผินหลังกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยภาพรวมนั้นย่อมดีกว่า 
ด้วยประการนี้เอง สำหรับผู้ที่ต้องการจะให้ตัวเขาได้รับความปลอดภัยในเรื่องศาสนา ก็ให้ตัวเขาออกห่างจากการเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องที่อันตรายนี้ และให้เขาเติมเต็มหัวใจของเขาด้วยการมอบความรักแก่พวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) และให้ลิ้นของเขามั่นขออภัยโทษแก่พวกเขา และขอให้พวกเขาได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม