ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรนำอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการของเรามาเป็นเกณฑ์ตัดสินว่ากรณีใดเป็นความเข้มงวดเคร่งครัด และกรณีใดเป็นความนุ่มนวลอ่อนโยน แต่เกณฑ์วัดที่เป็นมาตรฐานคือแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และแนวทางของเศาะหาบะฮฺ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้วางกรอบของสิ่งนี้ไว้อย่างชัดเจนผ่านคำพูด การกระทำ และพฤติกรรมของท่าน ดังนั้น ถ้าสมมติว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความเข้มงวดกับความยืดหยุ่นผ่อนปรน โดยที่เราไม่ทราบแน่ชัดว่าวิธีการใดจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า เช่นนี้เราควรเลือกวิธีใด? คำตอบคือเราควรเลือกวิธีที่ยืดหยุ่นและง่ายกว่า เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 
« إِنَّ الدِيْنَ يُسْرٌ » [رواه البخاري برقم 39]
ความว่า “แท้จริงศาสนานั้นเป็นเรื่องง่าย” (อัล-บุคอรียฺ: 39)
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่งท่านมุอาซ และท่านอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ ไปยังเมืองเยเมนท่านได้กล่าวกำชับทั้งสองว่า
« يَسِّرا وَلا تُعَسِّرا، وَبَشِّرا وَلا تُنَفِّرا  » [رواه البخاري برقم 2873 ومسلم برقم 1733]
ความว่า “ท่านทั้งสองจงทำให้เกิดความง่ายดาย(ในเรื่องศาสนา) อย่าทำให้เกิดความยากลำบาก และจงประกาศสิ่งที่เป็นข่าวดีแก่ผู้คน อย่าทำให้พวกเขาหนีออกห่าง” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ: 3038 และมุสลิม: 1733)
และเมื่อชาวยิวผู้หนึ่งเดินผ่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวแก่ท่านว่า “السَّامُ عَليكَ يَا مُحَمَّد” ซึ่งแปลว่า “ขอให้ความตายจงประสบแก่ท่าน” (คำว่า السَّامُ นั้นหมายถึงความตาย) ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งนั่งอยู่ด้วยในขณะนั้นก็กล่าวตอบว่า “عَليكَ السَّام واللَعْنَةُ” ซึ่งแปลว่า “ขอให้ความตายและความพินาศจงประสบแก่ท่าน” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวแก่นางว่า
« إِنَّ اللهَ رَفِيْقٌ يُحِبُّ الرِفْقَ، وَإِنَّ اللهَ لَيُعْطِي بِالرِفْقِ مَا لا يُعْطِيْ على العُنْفِ » [رواه البخاري برقم 6528]
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ที่อ่อนโยนและทรงชอบความอ่อนโยน และพระองค์ทรงให้หลายสิ่งสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอ่อนโยน ในขณะที่ความรุนแรงมิอาจทำให้สิ่งนั้นสำเร็จได้” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ: 6528)
เมื่อเราพิจารณาดูท่อนสุดท้ายของหะดีษบทนี้ (แท้จริงอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ที่อ่อนโยนและทรงชอบความอ่อนโยน และพระองค์ทรงให้หลายสิ่งสำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอ่อนโยน ในขณะที่ความรุนแรงมิอาจทำให้สิ่งนั้นสำเร็จได้) เราจะทราบว่าในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างการใช้ความเข้มงวดกับความนุ่มนวล เราควรจะเลือกใช้อย่างหลัง เพราะเราเชื่อมั่นในคำพูดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งถ้าใครอยากจะเข้าใจสิ่งนี้ก็ให้ลองดูได้ จะเห็นว่าเมื่อคุณใช้วิธีการที่แข็งกร้าวเข้มงวดกับผู้ที่คุณกำลังเชิญชวน เขาก็จะต่อต้านและตีตัวออกห่างทันที ทั้งยังตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวพอๆกัน ถ้าหากเขาเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีความรู้เขาก็จะกล่าวว่า “ฉันตามอุละมาอ์ที่มีความรู้มากกว่าคุณเสียอีก” ถ้าเป็นผู้ที่มีความรู้บ้างเขาก็จะเถียงคุณ แม้จะด้วยสิ่งที่เป็นเท็จอย่างชัดแจ้งซึ่งทั้งคุณและเขาต่างก็รู้ดี แต่เขาก็ยังคงยืนกรานที่จะเอาชนะคุณ ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่รู้สึกว่าคุณมีความนุ่มนวลอ่อนโยน หรือดะอฺวะฮฺเชิญชวนเขาด้วยวิธีการวิธีการที่เหมาะสม และด้วยคำพูดที่ดี ซึ่งสัจธรรมความถูกต้องนั้นมีคนเพียงสองประเภทเท่านั้นที่จะมองไม่เห็น คือคนที่ไม่ยอมรับฟัง กับคนที่หยิ่งจองหอง ส่วนผู้ที่มองหาสัจธรรมอย่างใคร่ครวญและนอบน้อมนั้น เขาจะได้รับการชี้นำทางสู่ความถูกต้องอย่างแน่นอน
และสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความสุดโต่งเช่นกันก็คือในยุคปัจจุบันนี้ เมื่อลูกๆที่เป็นวัยหนุ่มสาวเริ่มมุ่งสู่การปฏิบัติตามสุนนะฮฺเท่าที่สามารถจะทำได้ (อัลหัมดุลิลลาฮฺ) พ่อแม่บางคนกลับสร้างความลำบากใจแก่พวกเขาขณะอยู่ในบ้าน หรือเมื่อต้องการจะทำกิจกรรมต่างๆ บางรายถึงขนาดห้ามไม่ให้เด็กเหล่านั้นทำในสิ่งที่เป็นความดีงาม ทั้งที่สิ่งนั้นมิได้สร้างความเดือดร้อนแก่พ่อแม่หรือตัวของพวกเขาเองเลย บางคนบอกลูกว่าอย่าทำสิ่งที่เป็นสุนัตให้มากนักเลย หรืออย่าถือศีลอดวันจันทร์หรือวันพฤหัสบดีอะไรทำนองนี้ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มิได้สร้างความเดือดร้อนแก่พ่อแม่เลยแม้แต่น้อย และไม่ได้เป็นอันตรายต่อสติปัญญา ร่างกาย หรือการเรียนของลูกเลย
ข้าพเจ้าเกรงว่าการที่พวกเขาห้ามลูกๆของพวกเขาเช่นนี้ อาจจะเข้าข่ายการเกลียดชังสัจธรรมความถูกต้องและบทบัญญัติศาสนา ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าอันตรายยิ่งนัก เพราะการเกลียดชังสัจธรรมและบทบัญญัติศาสนานั้น อาจนำไปสู่ ‘ริดดะฮฺ’ (สิ้นสภาพความเป็นมุสลิม – ผู้แปล) ได้ เนื่องจากอัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
﴿ ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمۡ كَرِهُواْ مَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ فَأَحۡبَطَ أَعۡمَٰلَهُمۡ ٩ ﴾ [محمد : ٩]  
ความว่า "ทั้งนี้เพราะว่าพวกเขาเกลียดชังสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา พระองค์จึงทรงทำให้การงานของพวกเขาไร้ผล" (มุหัมมัด: 9)
ซึ่งการงานจะไร้ผลก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้นสิ้นสภาพความเป็นมุสลิม ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿ وَمَن يَرۡتَدِدۡ مِنكُمۡ عَن دِينِهِۦ فَيَمُتۡ وَهُوَ كَافِرٞ فَأُوْلَٰٓئِكَ حَبِطَتۡ أَعۡمَٰلُهُمۡ فِي ٱلدُّنۡيَا وَٱلۡأٓخِرَةِۖ وَأُوْلَٰٓئِكَ أَصۡحَٰبُ ٱلنَّارِۖ هُمۡ فِيهَا خَٰلِدُونَ ٢١٧ ﴾ [البقرة: ٢١٧]  
ความว่า "และผู้ใดในหมู่เจ้ากลับออกไปจากศาสนาของเขา แล้วตายลงในขณะที่เขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้แหละบรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล ทั้งในโลกนี้และปรโลก และชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก ซึ่งพวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ: 217)
นี่คือตัวอย่างความเกินเลยของผู้ปกครอง ส่วนลูกๆนั้นตราบใดที่พวกเขายังเดินอยู่ในกรอบของศาสนา ก็ไม่ถือเป็นความเกินเลยแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีลูกๆบางคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ที่เข้มงวดและแข็งกระด้างกับสมาชิกในบ้านจนเกินไป ถึงขนาดไม่อาจทนรับสภาพของพวกเขาได้ ทั้งที่สิ่งที่พวกเขากระทำนั้นยังอยู่ในขอบเขตที่ศาสนาอนุญาตก็ตาม โดยเขาหวังแต่จะให้พ่อ แม่ หรือพี่น้องของเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความเคร่งครัดในระดับเดียวกับเขา ซึ่งความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ที่จำเป็นสำหรับคุณคือเมื่อคุณเห็นพวกเขากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องคุณก็ต้องห้ามปรามพวกเขา แต่ถ้าคุณเห็นพวกเขาบกพร่องในเรื่องที่อาจผ่อนปรนได้ เช่นไม่ปฏิบัติสิ่งที่เป็นสุนัตบางอย่าง เช่นนี้ก็ไม่ควรที่จะเข้มงวดกับพวกเขาจนเกินไป ในเรื่องที่เป็นเรื่องคิลาฟิยะฮฺ (ประเด็นปัญหาที่อาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ -  ผู้แปล) ก็เช่นเกัน ถ้าหากว่าพวกเขายึดทัศนะของนักวิชาการท่านใดท่านหนึ่ง ก็ไม่ควรที่จะไปตำหนิหรือแสดงความเห็นที่รุนแรงต่อพวกเขา