สอง สถานภาพของสตรีในอิสลาม

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 91

Idagdag sa mga paborito : 0

อิสลามได้ขจัดความอธรรมต่างๆ เหล่านั้นออกจากสตรี และคืนความเป็นมนุษย์แก่เธอ โดยที่อัลลอฮฺตรัสได้ว่า
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنَّا خَلَقۡنَٰكُم مِّن ذَكَرٖ وَأُنثَىٰ ﴾ [الحجرات: ١٣]  
ความว่า “โอ้มวลมนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง”  (อัล-หุญุรอต : 13)

ในโองการนี้ อัลลอฮฺได้บอกว่าเธอให้มีความเท่าเทียมกับบุรุษเพศในความเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เธอมีความเท่าเทียมกันในการได้รับภาคผลบุญหรือบทลงโทษต่อการประพฤติปฏิบัติ
พระองค์ยังตรัสอีกว่า
﴿ مَنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا مِّن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَلَنُحۡيِيَنَّهُۥ حَيَوٰةٗ طَيِّبَةٗۖ وَلَنَجۡزِيَنَّهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ٩٧ ﴾ [النحل: ٩٧]  
ความว่า “ผู้ใดปฏิบัติความดี ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม ในขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นเราจะให้เขามีชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยรางวัลที่ดียิ่งสำหรับภาคผลของการที่พวกเขาได้เคยปฏิบัติไว้” (อัน-นะห์ลฺ : 97)

และอัลลอฮฺยังตรัสอีกว่า
﴿ لِّيُعَذِّبَ ٱللَّهُ ٱلۡمُنَٰفِقِينَ وَٱلۡمُنَٰفِقَٰتِ وَٱلۡمُشۡرِكِينَ وَٱلۡمُشۡرِكَٰتِ﴾ [الأحزاب : ٧٣]  
ความว่า “เพื่ออัลลอฮฺนั้นจะทรงลงโทษบรรดามุนาฟิกชายและหญิง  และจะทรงลงโทษบรรดาผู้ตั้งภาคีชายและหญิง” (อัล-
อะห์ซาบ : 73)

และอัลลอฮฺได้ห้ามเอาสตรีมาเป็นส่วนหนึ่งของมรดกในกรณีที่สามีได้เสียชีวิตลง อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا يَحِلُّ لَكُمۡ أَن تَرِثُواْ ٱلنِّسَآءَ كَرۡهٗاۖ ﴾ [النساء : ١٩]  
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ไม่เป็นการอนุมัติแก่พวกเจ้า ในการที่จะเอาบรรดาสตรีมาเป็นมรดกด้วยการบังคับ” (อัน-นิสาอ์ : 19)
อิสลามได้ประกันความเป็นอิสรภาพของสตรี โดยกำหนดให้เธอมีสิทธิในมรดก โดยไม่ต้องตกเป็นมรดกเสียเองเฉกเช่นในอดีต และได้กำหนดให้สตรีเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกในทรัพย์สินของญาติผู้ใกล้ชิดของเธอด้วย พระองค์ได้ตรัสว่า 
﴿ لِّلرِّجَالِ نَصِيبٞ مِّمَّا تَرَكَ ٱلۡوَٰلِدَانِ وَٱلۡأَقۡرَبُونَ وَلِلنِّسَآءِ نَصِيبٞ مِّمَّا تَرَكَ ٱلۡوَٰلِدَانِ وَٱلۡأَقۡرَبُونَ مِمَّا قَلَّ مِنۡهُ أَوۡ كَثُرَۚ نَصِيبٗا مَّفۡرُوضٗا ٧ ﴾ [النساء : ٧]  
ความว่า “สำหรับผู้ชายนั้นมีส่วนแบ่งจากสิ่งที่พ่อแม่และบรรดาญาติใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ และสำหรับผู้หญิงนั้นก็มีส่วนแบ่งจากสิ่งที่พ่อแม่และบรรดาญาติใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ ซึ่งสิ่งนั้นจะมีจำนวนน้อยหรือมากก็ตาม เป็นส่วนแบ่งที่ถูกกำหนดอัตราส่วนไว้แล้ว” (อัน-นิสาอ์ : 7)

และอัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ يُوصِيكُمُ ٱللَّهُ فِيٓ أَوۡلَٰدِكُمۡۖ لِلذَّكَرِ مِثۡلُ حَظِّ ٱلۡأُنثَيَيۡنِۚ فَإِن كُنَّ نِسَآءٗ فَوۡقَ ٱثۡنَتَيۡنِ فَلَهُنَّ ثُلُثَا مَا تَرَكَۖ وَإِن كَانَتۡ وَٰحِدَةٗ فَلَهَا ٱلنِّصۡفُۚ﴾ [النساء : ١١]  
“อัลลอฮฺได้ทรงสั่งเสียพวกเจ้าไว้เกี่ยวกับลูกๆ ของพวกเจ้าว่า สำหรับผู้ชายนั้นมีสิทธิ์ได้รับเท่ากับส่วนแบ่งของผู้หญิงสองคน แต่หากลูกๆ เป็นผู้หญิงสองคนขึ้นไป พวกเธอก็จะได้รับสองในสามจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ และถ้าลูกเป็นผู้หญิงคนเดียว เธอก็จะได้รับครึ่งหนึ่ง...” (อัน-นิสาอ์ : 11)
รวมถึงอายะฮฺอื่นๆ ที่กล่าวถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้สตรีมีสิทธิ์ได้รับมรดก ไม่ว่าจะเป็นมารดา ลูกผู้หญิง พี่สาว น้องสาวและภรรยา 
ส่วนในด้านการเป็นสามีภรรยานั้น อัลลอฮฺได้จำกัดให้ผู้ชายมีภรรยาไม่เกิน 4 คน (ในเวลาเดียวกัน) โดยมีเงื่อนไขให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่มีความสามารถระหว่างบรรดาภรรยา และทรงกำหนดให้อยู่ร่วมกับพวกเธอด้วยดี ดังที่พระองค์ตรัสว่า
﴿وَعَاشِرُوهُنَّ بِٱلۡمَعۡرُوفِۚ﴾ [النساء : ١٩]  
ความว่า “และพวกเจ้าจงอยู่ร่วมกับพวกเธอด้วยดี” (อัน-นิสาอ์ : 19)

และพระองค์ได้ทรงกำหนดให้สินสอด (เศาะดาก) เป็นสิทธิของผู้หญิง และได้สั่งใช้ให้มอบแก่เธออย่างครบถ้วนตามที่ได้ตกลงกันไว้ ยกเว้นในกรณีที่เธอจะสละสิทธิ์ด้วยความยินดี ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า
﴿ وَءَاتُواْ ٱلنِّسَآءَ صَدُقَٰتِهِنَّ نِحۡلَةٗۚ فَإِن طِبۡنَ لَكُمۡ عَن شَيۡءٖ مِّنۡهُ نَفۡسٗا فَكُلُوهُ هَنِيٓ‍ٔٗا مَّرِيٓ‍ٔٗا ٤ ﴾ [النساء : ٤]  
ความว่า “และจงให้แก่บรรดาสตรีซึ่งสินสอดของพวกเธอด้วยความเต็มใจ แต่ถ้าเธอเห็นชอบที่จะให้สิ่งหนึ่งแก่พวกเจ้าจากสินสอดนั้นแล้ว ก็จงบริโภคสิ่งนั้นโดยสะดวกและสำราญใจ” (อัน-นิสาอ์ : 4)

อัลลอฮฺได้บัญญัติให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลบ้านของสามี เป็นผู้อบรมขัดเกลาบรรดาลูกๆ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«وَالْمَرْأَةُ رَاعِيَةٌ فِي بَيْتِ زَوْجِهَا وَمَسْئُولَةٌ عَنْ رَعِيَّتِهَا»
"และสตรีนั้นเป็นผู้ดูแลภายในบ้านของสามี และเธอจะต้องถูกสอบสวนต่อผู้ที่อยู่ในการดูแลของเธอ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 5200 มุสลิม 4701 อบู ดาวูด 2928 และอัต-ติรมิซีย์ 1705)
และพระองค์ได้บัญญัติให้สามีจ่ายค่าเลี้ยงดู และค่าเสื้อผ้าอาภรณ์แก่ภรรยาด้วยดี เหมาะสมตามจารีตประเพณี