บัญญัติว่าด้วยการละหมาดของผู้หญิง

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 184

Idagdag sa mga paborito : 0

จงรักษาละหมาดตามเวลาที่ถูกกำหนดไว้ โดยให้ถูกต้องตามเงื่อนไขและองค์ประกอบ อัลลอฮฺได้ตรัสแก่บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า
﴿وَأَقِمۡنَ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتِينَ ٱلزَّكَوٰةَ وَأَطِعۡنَ ٱللَّهَ وَرَسُولَهُۥٓۚ ﴾ [الأحزاب : ٣٣]  
ความว่า “พวกเธอจงรักษาละหมาด จงจ่ายซะกาต จงเชื่อฟัง
อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์” (อัล-อะห์ซาบ : 33)

และนี่เป็นคำสั่งแก่สตรีทุกคน เพราะการละหมาดเป็นหลักการข้อที่สองจากโครงสร้างของอิสลาม อีกทั้งยังเป็นเสาหลักของศาสนา การละทิ้งละหมาดเป็นพฤติกรรมกุฟรฺ/การปฏิเสธศรัทธาที่จะทำให้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม เพราะไม่มีศาสนาและไม่มีอิสลามสำหรับคนที่ไม่ละหมาดไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง
  การปล่อยให้เวลาละหมาดหมดไปโดยไม่มีอุปสรรคที่ได้รับการอนุโลมนั้นคือการละเลย อัลลอฮฺตรัสว่า 
﴿۞فَخَلَفَ مِنۢ بَعۡدِهِمۡ خَلۡفٌ أَضَاعُواْ ٱلصَّلَوٰةَ وَٱتَّبَعُواْ ٱلشَّهَوَٰتِۖ فَسَوۡفَ يَلۡقَوۡنَ غَيًّا ٥٩ إِلَّا مَن تَابَ وَءَامَنَ وَعَمِلَ صَٰلِحٗا فَأُوْلَٰٓئِكَ يَدۡخُلُونَ ٱلۡجَنَّةَ وَلَا يُظۡلَمُونَ شَيۡ‍ٔٗا ٦٠ ﴾ [مريم: ٥٩،  ٦٠]     
ความว่า “แล้วคนชั่วก็มาแทนที่พวกเขา ซึ่งพวกเขาละเลยการละหมาด และปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ แน่นอนพวกเขาจะพบกับความขาดทุนและการลงโทษในนรก นอกจากผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว ได้ศรัทธา และประกอบความดี พวกเขาก็จะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะมิถูกอธรรมแม้เพียงเล็กน้อย” (มัรยัม : 59-60)

อิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้นำเสนอคำอธิบายจากนักอธิบายจำนวนหนึ่ง-ในตำราตัฟสีรของท่านว่า-คำว่าละเลยละหมาด คือการปล่อยจนหมดเวลา โดยละหมาดหลังจากเลยเวลาไปแล้ว ส่วนคำว่า “ฆ็อยย์” ที่ถูกระบุในโองการดังกล่าวว่าพวกเขาจะได้พบ ก็คือความขาดทุน และเป็นนรกขุมหนึ่งซึ่งอยู่ในญะฮันนัม 
บทบัญญัติและข้อชี้ขาดเฉพาะเกี่ยวกับการละหมาดของสตรีมีหลายประการ ดังนี้

1. ไม่มีการอะซานและอิกอมะฮฺ เนื่องจากการอะซานต้องใช้เสียงดัง ขณะเดียวกันไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเปล่งเสียงดัง การ
อะซานและอิกอมะฮฺของผู้หญิงนั้นใช้ไม่ได้ อิบนุ กุดามะฮฺกล่าวว่า “ในประเด็นนี้ เราไม่พบว่าปวงปราชญ์มีทัศนะที่ขัดแย้งกันเลย” (อัล-มุฆนีย์ : 2/26)
2. ต้องปกปิดทุกส่วนของร่างกายนอกจากใบหน้า ส่วนมือและเท้านั้นปวงปราชญ์มีทัศนะต่างกัน และทั้งหมดนี้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีผู้ชายที่แต่งงานกันได้มองเห็น แต่หากมีผู้ชายที่แต่งงานกันได้เห็นอยู่ด้วย ก็จำเป็นต้องปิดทุกส่วน ดังที่ต้องปิดนอกละหมาด ดังนั้นในละหมาดก็ต้องปิดศีรษะ บ่า และทุกส่วนของร่างกาย จนกระทั่งหลังเท้าทั้งสองด้วย ดังรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«لَا يَقْبَلُ اللَّهُ صَلَاة حَائِضِ إِلَّا بِخِمَارٍ»
ความว่า “อัลลอฮฺจะไม่ตอบรับการละหมาดของสตรีที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว นอกจากต้องมีผ้าคลุม” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 641, อัต-ติรมิซีย์  : 377 และอิบนุ มาญะฮฺ : 655)

คำว่า "ผ้าคลุม" คือ ผ้าที่คลุมศีรษะและต้นคอ 
และมีรายงานจากอุมมุสะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า
أَنَّهَا سَأَلَتْ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَتُصَلِّي الْمَرْأَةُ فِي دِرْعٍ وَخِمَارٍ لَيْسَ عَلَيْهَا إِزَارٌ قَالَ : «إِذَا كَانَ الدِّرْعُ سَابِغًا يُغَطِّي ظُهُورَ قَدَمَيْهَا»
ความว่า แท้จริงเธอได้ถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า ผู้หญิงจะละหมาดโดยใส่เสื้อและผ้าคลุม โดยไม่ใส่ผ้านุ่งได้หรือไม่? ท่านเราะสูลตอบว่า “ได้ เมื่อเสื้อนั้นยาวพอที่จะปิดหลังเท้าของเธอ” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 640)
หะดีษทั้งสองบทนี้บ่งชี้ว่า เธอจะต้องคลุมศีรษะและบ่า ดังหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และจะต้องปิดทุกส่วนของร่างกายดังหะดีษของอุมมุ สะละมะฮฺ 
และอนุโลมให้เปิดใบหน้า เมื่อไม่มีผู้ชายที่แต่งงานกันได้มองเห็น เนื่องจากปวงปราชญ์มีมติเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้
อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า "หากผู้หญิงละหมาดคนเดียว เพียงพอด้วยผ้าคลุมศีรษะ และขณะที่เธออยู่ในบ้านนั้นสามารถเปิดศีรษะได้เมื่อไม่ได้อยู่ในละหมาด เพราะการแต่งกายในขณะละหมาดนั้นคือหน้าที่ต่ออัลลอฮฺ เนื่องจากไม่อนุญาตแก่คนใดที่จะเวียนรอบกะบะฮฺในสภาพที่เปลือย แม้จะอยู่คนเดียวในยามค่ำคืนก็ตาม และไม่อนุญาตแก่คนใดที่จะละหมาดในสภาพที่เปลือยแม้อยู่คนเดียวก็ตาม... ดังนั้นส่วนที่ต้องปกปิดในละหมาดไม่ได้เกี่ยวกับการปกปิดจากการมองของผู้คนเลย ไม่ว่าในความเหมือนหรือความต่าง (หมายถึง การปกปิดต่อหน้าผู้คนนั้น ต่างกับการปกปิดในละหมาด และขณะอยู่ในบ้าน)” (มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา : 22/113-114)
อิบนุ กุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “ในการละหมาดของสตรีที่เป็นไท (มิใช่ทาส) จำเป็นต้องปกปิดทุกส่วนของร่างกายของ หากเปิดเผยส่วนใดการละหมาดก็ใช้ไม่ได้ นอกจากจะเปิดเผยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และนี่เป็นทัศนะของมาลิก, อัล-เอาซาอีย์ และอัช-ชาฟิอีย์” (อัล-มุฆนีย์ : 2/328)

3. ผู้หญิงจะไม่กางมือออกกว้างขณะรูกูอฺ และสุญูด 
 อิบนุ กุดามะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “แท้จริงผู้หญิงจะเอามือแนบกับตัวของเธอในขณะรูกูอฺและสุญูด แทนการกางมือและแขน และจะนั่งแบบขาชิดกันหรือปล่อยเท้าทั้งสองไปทางด้านขวา แทนการนั่งบนเท้าซ้าย และใช้เท้าขวายันพื้น (อิฟติรอช) หรือแทนการนั่งบนตะโพกโดยเท้าซ้ายสอดใต้ขาขวา และใช้เท้าขวายันกับพื้น (ตะวัรรุก) เพราะจะเป็นการปกปิดที่ดียิ่งกว่าสำหรับผู้หญิง” (อัล-มุฆนีย์ : 2/258)
อิมาม อัน-นะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า "อัช-ชาฟิอีย์กล่าวว่า ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในการละหมาด เพียงแต่ว่าผู้หญิงควรจะแนบอวัยวะต่างๆ กับตัว หรือขาอ่อนจะแนบชิดกับท้อง ในขณะสุญูด เพราะนั่นเป็นการปกปิดที่ดียิ่งกว่าสำหรับเธอ และฉันชอบที่จะให้ปฏิบัติเช่นนี้ในขณะรูกูอฺและในการละหมาดทั้งหมด” (อัล-มัจญ์มูอฺ : 3/455)
4. การละหมาดญะมาอะฮฺระหว่างผู้หญิงด้วยกันโดยผู้หญิงเป็นอิมามนั้น บรรดาผู้รู้มีทัศนะต่างกัน ระหว่างผู้ที่ห้ามและผู้ที่อนุญาต 
• ส่วนมากเห็นว่าอนุญาตให้ทำได้ “เนื่องจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้อุมมุ วะรอเกาะฮฺนำละหมาดแก่คนในครอบครัว” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 592)
• บางส่วนเห็นว่า ไม่ส่งเสริมให้กระทำ 
• บางส่วนเห็นว่า ไม่ควรกระทำ (มักรูฮฺ)
• บางส่วนเห็นว่า อนุญาตให้กระทำในละหมาดภาคสมัครใจ (ละหมาดสุนัต) ไม่ใช่ละหมาดภาคบังคับ (ละหมาดฟัรฎู)
ทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือ ส่งเสริมหรือชอบให้ปฏิบัติ และเพื่อความรู้เพิ่มเติมในประเด็นนี้ โปรดดูหนังสืออัล-มุฆนีย์ (2/202) และอัล-มัจญ์มูอฺ (4/84-85) และพวกเธอสามารถที่จะอ่านเสียงดังได้ เมื่อไม่มีผู้ชายที่อนุญาตให้แต่งงานได้ยิน

5. อนุญาตให้ผู้หญิงออกไปละหมาดที่มัสญิดพร้อมกับบรรดาผู้ชาย แต่การละหมาดที่บ้านดียิ่งกว่าสำหรับพวกเธอ ตามที่มีหลักฐานดังนี้
«لَا تَمْنَعُوا إمَاءَ اللَّهِ مَسَاجِدَ اللَّهِ»
ความว่า “พวกท่านอย่าได้ห้ามมิให้บรรดาผู้หญิงออกไปละหมาดที่มัสญิดของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยมุสลิม : 989)
«لَا تَمْنَعُوا النِّسَاءَ أَنْ يَخْرُجْنَ إلَى الْمَسَاجِدَ وَبُيُوتُهُنَّ خَيْرٌ لَهُنَّ»
ความว่า “พวกท่านอย่าได้ห้ามมิให้ผู้หญิงออกไปละหมาดที่มัสญิด และบ้านของพวกเธอนั้นดียิ่งกว่าสำหรับพวกเธอ” (บันทึกโดย
อะห์มัด : 5470 และอบู ดาวูด : 576)
ดังนั้น การละหมาดที่บ้านย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่า อันเนื่องจากเป็นการปกปิดที่ดีกว่า
และในกรณีที่พวกเธอออกไปละหมาดที่มัสญิด ควรจะมีมารยาทดังนี้
5.1 ต้องสวมใส่อาภรณ์ที่มิดชิดและมีหิญาบ ดังหะดีษ
كَانَ النِّسَاءُ يُصَلِّينَ مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ثُمَّ يَنْصَرِفْنَ مُتَلَفِّعَاتٍ بِمُرُوطِهِنَّ مَا يُعْرَفْنَ مِن الْغَلَسِ
ความว่า “บรรดาผู้หญิงเคยละหมาด (ศุบห์) พร้อมกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นพวกเธอแยกย้ายกลับโดยที่มีผ้าคลุม ไม่มีใครรู้จักพวกเธออันเนื่องจากความมืด” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 867 และมุสลิม : 1457) 
5.2 ไม่ใช้น้ำหอม เนื่องจากหะดีษของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
«لَا تَمْنَعُوا إمَاءَ اللَّهِ مَسَاجِدَ اللَّهِ ، وَلْيَخْرُجْنَ تَفِلَاتٍ»
ความว่า “พวกท่านอย่าได้ห้ามมิให้ผู้หญิงออกไปละหมาดที่มัสญิด และพวกเธอจงออกไปโดยไม่ใช้น้ำหอม”  (บันทึกโดยอะห์มัด : 9625 และอบู ดาวูด : 565)
และมีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า
«أَيُّمَا امْرَأَةٍ أَصَابَتْ بَخُورًا فَلَا تَشْهَدْ مَعَنَا الْعِشَاءَ الْآخِرَةَ»
ความว่า “สตรีคนใดได้ใส่น้ำหอมแล้ว เขาอย่าได้ร่วมละหมาด
อิชาอ์พร้อมกับเรา” (บันทึกโดยมุสลิม : 997,  อบู ดาวูด : 4175 และอัน-นะสาอีย์ : 5143)
และรายงานจากท่านหญิงซัยนับ ภรรยาของอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า
«إِذَا شَهِدَتْ إِحْدَاكُنَّ الْمَسْجِدَ فَلَا تَمَسَّ طِيبًا»
ความว่า “เมื่อคนใดจากพวกเธอต้องการไปละหมาดที่มัสญิด เธออย่าใส่น้ำหอม” (บันทึกโดยมุสลิม : 996)
อัช-เชากานีย์ กล่าวว่า "หะดีษเหล่านี้บ่งชี้ว่า อนุญาตให้สตรีไปละหมาดที่มัสญิด เมื่อไม่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดการยั่วยวน หรือสิ่งที่อยู่ในข่ายการยั่วยวน เช่นน้ำหอม... และหะดีษเหล่านี้บ่งชี้ว่า การอนุญาตให้ภรรยาไปละหมาดที่มัสญิดนั้น เมื่อในการออกไปของพวกเธอไม่มีสิ่งที่นำสู่การยั่วยวน เช่น น้ำหอม เครื่องประดับ หรืออาภรณ์ใดๆ” (นัยลุลเอาฏอรฺ : 3/140-141) 
5.3 เธอจะไม่ออกไปมัสญิดในสภาพที่ประดับประดาด้วยเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า
لَوْ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ رَأَى مِنْ النِّسَاءِ مَا رَأَيْنَا لَمَنَعَهُنَّ مِنْ الْمَسْجِدِ كَمَا مَنَعَتْ بَنُو إسْرَائِيلَ نِسَاءَهُمْ. 
ความว่า “หากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นจากบรรดาสตรี ซึ่งสิ่งที่พวกเราเห็น ท่านย่อมหักห้ามมิให้พวกเธอไปมัสญิด ดังที่ชาวอิสรออีลได้ห้ามภรรยาของพวกเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 869 และมุสลิม : 998)
อัช-เชากานีย์กล่าวว่า “คำว่าหากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นดังที่เราเห็น หมายความว่า เห็นเสื้อผ้าที่สวยๆ การใช้น้ำหอม เครื่องประดับ และการอวดโฉม และแท้จริงแล้วสมัยก่อนนั้น บรรดาผู้หญิงจะออกไปมัสญิดโดยการสวมใส่ผ้าคลุม และเสื้อผ้าที่เนื้อหยาบๆ”
อิบนุล เญาซีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า "สตรีควรระวังเป็นอย่างยิ่งในการออกไปมัสญิด แม้ว่าตัวเธอเองจะปลอดภัยจากการยั่วยวนของคนอื่น แต่คนอื่นอาจจะไม่ปลอดภัยจากการยั่วยวนของเธอ ดังนั้นเมื่อจำเป็นต้องออกไปก็ต้องได้รับอนุญาตจากสามีของเธอ ด้วยชุดที่ไม่ดึงดูดสายตา เดินตามทางที่ไม่ปะปน เลี่ยงตลาด และระวังมิให้ผู้คนได้ยินเสียงของเธอ และเดินริมทางไม่ใช่กลางถนน” (อะห์กาม อัน-นิสาอ์ : 39)
5.4 หากผู้หญิงคนเดียว ก็ให้ยืนหลังจากแถวของผู้ชาย ดังหะดีษจากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า
قُمْتُ أَنَا وَالْيَتِيمُ وَرَاءَهُ وَالْعَجُوزُ مِنْ وَرَائِنَا.
ความว่า “ฉันและเด็กกำพร้าได้ยืนหลังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิวะสัลลัม และหญิงชรา (ย่าของฉัน)ได้ยืนหลังจากเรา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 380)
และยังมีรายงานจากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า 
صَلَّيْتُ أَنَا وَالْيَتِيمُ فِي بَيْتِنَا خَلْفَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَأُمِّي أُمُّ سُلَيْمٍ خَلْفَنَا.
ความว่า “ฉันและเด็กกำพร้าได้ละหมาดหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ที่บ้านของเรา และแม่ของฉัน (อุมมุ สุลัยม์) อยู่หลังจากเรา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 727, 874)
และจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«خَيْرُ صُفُوفِ الرِّجَالِ أَوَّلُهَا وَشَرُّهَا آخِرُهَا وَخَيْرُ صُفُوفِ النِّسَاءِ آخِرُهَا وَشَرُّهَا أَوَّلُهَا»
ความว่า “ผลบุญมากที่สุดจากแถวของผู้ชายคือแถวแรก และผลบุญน้อยที่สุดคือแถวหลังสุด และดีที่สุดจากแถวของผู้หญิงคือหลังสุด และผลบุญน้อยที่สุดคือแถวแรก” (บันทึกโดยมุสลิม : 984)
ดังนั้น หะดีษทั้งสองบทนี้บ่งชี้ว่า บรรดาสตรีจะยืนหลังจากแถวของผู้ชายและจะไม่ละหมาดกันแบบกระจัดกระจาย เมื่อพวกเขาละหมาดหลังผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎู (ภาคบังคับ) หรือละหมาดตะรอวีหฺก็ตาม
5.5 เมื่ออิมามเกิดความผิดพลาดขึ้นในละหมาด แท้จริงผู้หญิงจะเตือนอิมาม โดยการใช้หลังมือตีกับหลังมืออีกข้าง เนื่องจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إذَا نَابَكُمْ شَيْءٌ فِي الصَّلَاةِ فَلْيُسَبِّحْ الرِّجَالُ وَلْيُصَفِّقْ النِّسَاءُ»
ความว่า “เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นแก่พวกท่านในขณะละหมาด ดังนั้นผู้ชายจงกล่าวว่า สุบหานัลลอฮฺ (เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือน) และผู้หญิงจงเตือนด้วยการตบมือ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 719)
นี่คือการอนุญาตให้ผู้หญิงตบมือในขณะละหมาด เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้น เช่น การเผลอของอิมาม ทั้งนี้เนื่องจากเสียงของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งที่ยั่วยวนแก่ผู้ชาย ดังนั้นเธอถูกใช้ให้ตบมือแทนการเปล่งเสียง
5.6 เมื่ออิมามให้สลามเสร็จจากการละหมาด ให้ผู้หญิงรีบออกจากมัสญิด และผู้ชายยังคงนั่งอยู่ต่อ เพื่อมิให้ไปทันผู้หญิงที่แยกย้ายกลับไป เนื่องจากอุมมุ สะละมะฮฺ กล่าวว่า    
إِنَّ النِّسَاءَ كُنَّ إِذَا سَلَّمْنَ مِنَ الْمَكْتُوبَةِ قُمْن وَثَبَتَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَمَنْ صَلَّى مِنَ الرِّجَالِ مَا شَاءَ اللَّهُ، فَإِذَا قَامَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَامَ الرِّجَالُ.
ความว่า “แท้จริงบรรดาสตรีในยุคของท่านเราะสูล เมื่อพวกเธอสลามจากการละหมาดฟัรฎูแล้ว พวกเธอจะลุกขึ้นเพื่อแยกย้ายกลับ และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาผู้ชายที่ละหมาดยังคงนั่งอยู่ต่อตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ (เพื่อมิให้ปะปนกับผู้หญิง) ครั้นเมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ลุกขึ้น บรรดาผู้ชายก็จะลุกขึ้น” 
อัซ-ซุฮฺรีย์กล่าวว่า "เราเห็นว่า การกระทำเช่นนั้น เพื่อบรรดาผู้หญิงจะได้ออกไปก่อน” -อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง- (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 870)
อัช-เชากานีย์ กล่าวว่า “ในหะดีษบทนี้บ่งชี้ว่า แท้จริงอิมามควรจะเอาใจใส่ต่อสภาพของมะอ์มูมและควรป้องกันสิ่งที่อาจจะนำสู่การกระทำอันต้องห้าม เลี่ยงสถานที่อันเกิดความระแวง และอย่าให้มีการปะปนตามถนนหนทางระหว่างหญิงและชาย นอกเหนือจากการปะปนกันในบ้าน” (นัยลุลเอาฏอรฺ : 2/326)
อัน-นะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “ในการละหมาดญะมาอะฮฺนั้นผู้หญิงจะแตกต่างจากผู้ชาย หลายประการ อาทิ
หนึ่ง ไม่เน้นย้ำให้ละหมาดญะมาอะฮฺเหมือนกับผู้ชาย
สอง อิมามที่เป็นผู้หญิงจะยืนระหว่างกลางของพวกเธอ
สาม ผู้หญิงคนเดียวจะยืนหลังผู้ชาย ไม่ใช่ด้านข้างซึ่งต่างกับผู้ชาย
สี่ เมื่อผู้หญิงละหมาดพร้อบกับผู้ชาย แถวหลังจะเป็นแถวที่ดีที่สุด (อัล-มัจญ์มูอฺ : 3/455)
และจากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นสรุปได้ว่า การปะปนระหว่างหญิงและชายเป็นสิ่งต้องห้าม
5.7 การออกไปละหมาดอีด มีรายงานจากอุมมุ อะฏียะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า
أَمَرَنَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنْ نُخْرِجَهُنَّ فِي الْفِطْرِ وَالْأَضْحَى الْعَوَاتِقَ وَالْحُيَّضَ وَذَوَاتِ الْخُدُورِ، فَأَمَّا الْحُيَّضُ فَيَعْتَزِلْنَ الصَّلَاةَ وَيَشْهَدْنَ الْخَيْر وَدَعْوَةَ الْمُسْلِمِينَ.
ความว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งให้เราพาผู้หญิงออกไปในวันอีดิลฟิฏร์และอีดิลอัฎหา ทั้งเด็กสาว ผู้ที่มีประจำเดือน และหญิงโสด ส่วนผู้มีประจำเดือนนั้นให้ออกห่างจากสถานที่ละหมาด และพวกเธอจะร่วมฟังคุฏบะฮฺ และการขอดุอาอ์ของบรรดาชาวมุสลิม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 974, มุสลิม : 2051, อบู ดาวูด : 1136, อัน-นะสาอีย์ : 1558, อัต-ติรมิซีย์  : 539 และอิบนุ มาญะฮฺ : 1308)
อัช-เชากานีย์ กล่าวว่า “หะดีษบทนี้และรวมถึงหะดีษอื่นๆ ที่มีความหมายในทำนองนี้ บ่งชี้ว่า ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนออกไปยังสถานที่ละหมาดอีด ไม่มีการแยกระหว่างเด็กสาว แม่หม้าย คนชรา คนมีประจำเดือน ตราบใดที่ไม่ได้อยู่ในอิดดะฮฺ (เวลารอคอยสำหรับผู้หญิงที่สามีตายหรือหย่าร้าง) และในการออกไปไม่มีการยั่วยวนหรือมีอุปสรรคที่ได้รับการอนุโลม...” (นัยลุลเอาฏอรฺ : 3/306)
อิบนุ ตัยมียะฮฺ กล่าวว่า “แท้จริงท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกแก่บรรดาสตรีว่า การละหมาดที่บ้านนั้น ประเสริฐยิ่งกว่าการร่วมละหมาดวันศุกร์และละหมาดญะมาอะฮฺนอกจากละหมาดอีด เพราะท่านได้สั่งให้พวกเธอออกไป -อัลลอฮฺรู้ดียิ่ง- เนื่องจากสาเหตุต่อไปนี้ 
หนึ่ง วันอีดมี 2 ครั้งในรอบปี จึงเป็นสิ่งที่รับได้ ซึ่งต่างกับละหมาดวันศุกร์และญะมาอะฮฺ (มีอยู่ตลอด) 
สอง วันอีดไม่มีสิ่งใดมาทดแทน ต่างกับวันศุกร์และละหมาดญะมาอะฮฺ เพราะเธอละหมาดซุฮร์ที่บ้านได้
สาม การออกไปละหมาดอีด เป็นการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ซึ่งคล้ายกับกับการประกอบพิธีหัจญ์ในบางด้าน และโดยเหตุนี้เองวันอีดิลอัฎหา จึงอยู่ในช่วงฤดูกาลหัจญ์ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับคนทำหัจญ์ (มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา : 6/459-459)
บรรดาผู้รู้ในมัซฮับอัช-ชาฟิอีย์ได้ตั้งเงื่อนไขว่า การออกไปละหมาดอีดของเหล่าสตรีนั้นจะต้องไม่มีลักษณะที่โดดเด่น 
อัน-นะวะวีย์ กล่าวว่า "อัช-ชาฟิอีย์และบรรดาสหายของท่านกล่าวว่า ส่งเสริมแก่บรรดาสตรีที่ไม่มีลักษณะที่โดดเด่นออกไปละหมาดอีด ส่วนผู้ที่มีลักษณะที่โดดเด่นนั้นไม่ควรออกไป และหากพวกเธอต้องการจะออกไปก็ควรสวมเสื้อผ้าเก่าๆ และไม่สวมเสื้อผ้าที่ทำให้โดดเด่น ควรซักและทำความสะอาดด้วยน้ำและไม่ควรใช้น้ำหอม ทั้งหมดนี้เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้หญิงสูงวัย ซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้ชาย ส่วนเด็กสาว และคนสวยๆ และผู้ที่ยังเป็นที่หมายปองนั้นไม่ควรออกไป เนื่องจากเกรงว่าพวกเธอจะได้รับอันตราย หรือเกิดการยั่วยวน
หากมีคนแย้งว่าเรื่องนี้ขัดแย้งกับหะดีษของอุมมุ อะฏียะฮฺซึ่งได้นำเสนอก่อนนี้แล้ว เราขอตอบว่า มีรายงานในบันทึกของอัล-บุคอรีย์: 869 และมุสลิม: 998 จากหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า 
لَوْ أَدْرَكَ رَسُولُ اللَّهِ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - مَا أَحْدَثَ النِّسَاءُ ، لَمَنَعَهُنَّ الْمَسَاجِدَ كَمَا مُنِعَت نِسَاءُ بَنِي إِسْرَائِيلَ.
ความว่า “หากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นสิ่งที่เหล่าสตรีอุตริขึ้นมา (จากการแต่งกายและการอวดโฉม) แน่นอนท่านต้องห้ามมิให้พวกเธอไปมัสญิด ดังที่เหล่าสตรีของวงศ์วานของอิสรออีลเคยถูกห้าม”
 เนื่องจากอันตราย และประตูแห่งความชั่วในยุคนี้มีมากมาย ซึ่งต่างจากยุคแรกๆ มากนัก – วัลลอฮุอะอฺลัม” (อัล-
มัจญ์มูอฺ : 5/13)
ฉัน(ผู้เขียน)ขอกล่าวเสริมว่า ในยุคของเรานี้มียำแย่มากยิ่งกว่าอีกหลายเท่าเลยทีเดียว 
อิบนุล เญาซีย์ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า "ฉันเคยแจกแจงแล้วว่า แท้จริงการออกไปละหมาดของสตรีนั้นเป็นสิ่งที่อนุมัติ แต่เมื่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายหรือการยั่วยวน การยับยั้งมิให้พวกเธอออกไปนั้นเป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่า เนื่องจากบรรดาสตรีในยุคแรกของอิสลามต่างกับสภาพของบรรดาสตรีในยุคนี้ และบรรดาบุรุษก็เช่นเดียวกัน” (อะห์กาม อัน-นิสาอ์ : 39) หมายถึงในยุคแรกๆ นั้น จะมีความเคร่งครัดมากกว่า 
จากที่กล่าวมานั้น เธอได้รู้ว่า การออกไปละหมาดอีดเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ โดยต้องอยู่ในกรอบ และมีเจตนาเพื่อภักดีต่ออัลลอฮฺ และมีส่วนร่วมในการวิงวอน การแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของอิสลาม มิใช่เพื่อโชว์เครื่องประดับ และยั่วยวน ดังนั้น จงพึงสังวรเถิด