บทบัญญัติของศาสนาที่ท่านศาสดา (เราะซูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมา

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 69

Idagdag sa mga paborito : 0

บทบัญญัติที่ท่านศาสดา (เราะซูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ-วะซัลลัม ได้นำมานั้น คือบทบัญญัติแห่งอิสลามซึ่งเป็นบทบัญญติและสาสน์ฉบับสุดท้ายของอัลลอฮ์ มีรากฐานที่คล้ายคลึงกันกับบทบัญญัติของบรรดาศาสดาคนก่อนๆ ถึงแม้ว่ารูปแบบและวิธีการจะแตกต่างกันไป
เป็นบทบัญญัติที่สมบูรณ์ที่สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่ คำสอนในบทบัญญัตินี้จะทำให้ศาสนาและความเป็นอยู่ของมนุษย์บนโลกดุนยามีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งมันได้รวมถึงเรื่องการทำอิบาดะฮ์ (การเคารพภักดี) ทั้งหมดที่เป็นหน้าที่ของบ่าวที่ต้องปฏิบัติต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก เช่น การละหมาดและจ่ายซะกาต และได้ชี้แจงการทำธุรกรรมทางการเงิน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร และสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่อนุญาตและที่ต้องห้าม และสิ่งอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และการกลับไป(ยังปรโลก)ของพวกเขา
และเป็นบทบัญญัติที่ปกป้องศาสนา เลือดเนื้อ เกียรติยศ ทรัพย์สิน ปัญญาและลูกหลานของมวลมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรมและความชอบธรรมทั้งหมด และเตือนให้ระวังความชั่วร้ายและสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด และยังได้เชิญชวนไปสู่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นสายกลาง ความยุติธรรม ความจริงใจ ความสะอาด ความสมบูรณ์แบบ ความรัก และชอบที่จะทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ป้องกันการนองเลือด ความปลอดภัยของประเทศชาติ และห้ามการข่มขู่ผู้คนอย่างไม่เป็นธรรม และท่านศาสดา (เราะซูล)  มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ต่อต้านการละเมิดกดขี่ การสร้างความเสียหายในทุกรูปแบบ ความงมงาย และการถือสันโดษออกห่างจากผู้คน
และท่านศาสดา (เราะซูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้แจงว่า อัลลอฮ์ได้ทรงให้เกียรติแก่มนุษย์ ทั้งชายและหญิง และรับประกันสิทธิทั้งหมดของเขา และทำให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เขาเลือก การงานของเขาและพฤติกรรมของเขาทั้งหมด และต้องรับผิดชอบต่อการงานต่างๆ ที่มีโทษต่อตัวเองหรือผู้อื่น และทำให้ชายและหญิงเท่าเทียมกันในด้านความศรัทธา ความรับผิดชอบ ผลตอบแทนและผลบุญ และในบทบัญญัตินี้จะดูแลเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิงทั้งที่เป็นแม่ ภรรยา ลูกสาวและน้องสาวพี่สาว
บทบัญญัติที่ท่านศาสดา (เราะซูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ-วะซัลลัม ได้นำมานั้น มาเพื่อรักษาสติปัญญา และห้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเหตุทำให้เสียสติ เช่น การดื่มสุรา อิสลามได้ถือว่าศาสนานั้นคือแสงรัศมีที่ส่องทางให้แก่สติปัญญา เพื่อให้มนุษย์เคารพภักดีต่อพระเจ้าของเขาอย่างประจักษ์แจ้งและมีความรู้ ทั้งนี้บทบัญญัติอิสลามได้ยกระดับของสติปัญญาและได้ให้สติปัญญาเป็นเกณฑ์ในการรับหน้าที่ความรับผิดชอบ และปลดปล่อยมันให้พ้นจากการเป็นทาสของความงมงายและการบูชารูปปั้น
และบทบัญญัติอิสลามตระหนักถึงความรู้ที่ถูกต้อง ส่งเสริมการค้นคว้าทางวิชาการที่ปราศจากอารมณ์ใฝ่ต่ำ เชิญชวนให้มีการพินิจ-พิจารณาและไตร่ตรองถึงสิ่งมีชีวิตและโลก และผลลัพธ์ทางวิชาการที่ถูกต้องจะไม่ขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านศาสดา (เราะซูลุลลอฮ์) ศ็อลลัลลอ-ฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมา
ในบทบัญญัติอิสลามไม่มีการจำแนกเชื้อชาติใดเชื่อชาติหนึ่ง หรือยกย่องกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง แต่พวกเขาทั้งหมดเท่าเทียมกันต่อข้อกำหนดต่างๆ ของมัน เพราะต้นกำเนิดของมนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และไม่มีเชื้อชาติใดจะดีกว่าอีกเชื้อชาติหนึ่งหรือกลุ่มชนใดจะดีกว่าอีกกลุ่มชนหนึ่งนอกจากความยำเกรง ท่านศาสดา (เราะซูลุลลอฮ์) ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ทารกทุกคนเกิดมาด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาในสภาพที่มีความผิดหรือสืบทอดความผิดของผู้อื่น
ในบทบัญญัติอิสลาม อัลลอฮ์ทรงบัญญัติการเตาบะฮ์ (การกลับเนื้อกลับตัว) นั่นก็คือ การที่คนๆ หนึ่งหันกลับไปหาพระเจ้าของเขาและละทิ้งการกระทำบาป อิสลามจะลบล้างบาปที่มีอยู่ก่อนหน้านั้น และการเตาบะฮ์จะขจัดบาปที่เคยกระทำมาก่อนโดยไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปต่อหน้าผู้คน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ในอิสลามนั้นเป็นความสัมพันธ์โดยตรง เจ้าไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นคนกลางระหว่างเจ้ากับอัลลอฮ์ และอิสลามห้ามไม่ให้พวกเรานำเอามนุษย์มาเป็นพระเจ้า หรือมีภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ในเรื่องรุบูบียะฮ์ (การเป็นพระเจ้า) หรืออุลูฮียะฮ์ (การเคารพภักดี) ของพระองค์
และบทบัญญัติที่ท่านศาสดา (เราะซูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะ-ลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมา ได้ยกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้านี้ทุกฉบับ เพราะบทบัญญัติอิสลามที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมานั้น มาจากอัลลอฮ์ ซึ่งเป็นบทบัญญัติฉบับสุดท้ายและจะคงอยู่จนถึงวันกิยามะฮ์ (วันฟื้นคืนชีพ) เป็นบทบัญญัติที่มีไว้สำหรับมนุษย์ทั้งโลก และนั่นคือเหตุผลของการยกเลิกบทบัญญัติที่ผ่านมา เช่นเดียวกับที่บทบัญญัติก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกซึ่งกันและกัน และอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่ทรงรับบทบัญญัติอื่นนอกเหนือจากบทบัญญัติอิสลาม และไม่ทรงรับศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาอิสลามที่ท่านศาสดา (เราะซูลุลลอฮ์) ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมา และผู้ใดที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาอิสลามแล้ว ก็จะไม่ถูกตอบรับเป็นอันขาด และผู้ใดที่ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบทบัญญัติอิสลามนี้ ก็จงค้นคว้าในหนังสือที่เชื่อถือได้ ที่แนะนำเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
แท้จริงจุดประสงค์ของบทบัญญัติอิสลาม ซึ่งก็เป็นจุดประสงค์เดียวกันกับสาสน์ทั้งหมดของอัลลอฮ์ นั่นก็คือ จะให้ศาสนาที่แท้จริงอยู่อย่างสูงส่งคู่เคียงมนุษย์ เพื่อให้เขาเป็นบ่าวที่บริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก และปลดปล่อยให้เขารอดพ้นจากการเป็นทาสของมนุษย์ หรือวัตถุ หรือความงมงาย
แท้จริงแล้วบทบัญญัติอิสลามสามารถใช้ได้ในทุกช่วงเวลาและสถานที่ และไม่มีสิ่งใดในบทบัญญัติอิสลามที่ขัดกับผลประโยชน์ที่ถูกต้องของมนุษย์ เพราะบทบัญญัติอิสลามถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงรอบรู้ว่ามนุษย์ต้องการสิ่งใด และในตัวมนุษย์เองมีความต้องการบทบัญญัติที่ถูกต้องที่ไม่ขัดแย้งกันซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติไม่ควรที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้วางเอง แต่จะต้องได้รับจากอัลลอฮ์ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่หนทางแห่งความดีงามและการชี้นำ และหากพวกเขาหันไปพึ่งพระองค์ กิจการของพวกเขาก็จะราบรื่นและพวกเขาจะรอดพ้นจากการถูกอธรรมซึ่งกันและกัน