ใครคือ “อะฮฺลุล บัยตฺ”?

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 81

Idagdag sa mga paborito : 0


ทัศนะที่ถูกต้องต่อความหมายของ “อะฮฺลุลบัยตฺ” (วงศ์วานหรือครอบครัว) ของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นคือ บุคคลที่เศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต)เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา บรรดาภรรยา และลูกหลานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตลอดจนมุสลิมชายและหญิงที่มาจากสายสกุลของอับดุลมุฏเฏาะลิบ อันได้แก่ ตระกูลฮาชิม บุตรของ อับดุมะนาฟ
          ท่านอิบนุ หัซมฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ญัมฮะเราะฮฺ อันสาบ อัล-อะหรับ” (ในหน้า 14) มีความว่า :  “ชัยบะฮฺ เป็นบุตรของฮาชิม ท่านก็คือ อับดุลมุฏเฏาะลิบ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญ และมีชื่อเสียงที่น่าเคารพนับถือ สำหรับฮาชิมนั้น ไม่มีผู้สืบสกุลเลยนอกจาก อับดุลมุฏเฏาะลิบเท่านั้น”
สามารถที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับทายาทผู้สืบสกุลท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบได้ในหนังสือ “ญัมฮะเราะฮฺ อันสาบ อัล-อะหรับ” ของท่านอิบนุ หัซมฺ (หน้าที่ 14-15) และในหนังสือ “อัต-ตับยีน ฟี อันสาบ อัล- กุเราะชียีน” ของท่าน อิบนุ กุดามะฮฺ (หน้า 76) และในหนังสือ “มินฮาจญ์ อัส-สุนนะฮฺ” ของท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ (เล่มที่ 7 หน้าที่ 304-305) และในหนังสือ “ฟัตหุลบารี” ของท่าน อิบนุ หะญัรฺ (เล่มที่ 7 หน้าที่ 78-79)
          และสิ่งที่บ่งชี้ถึงการที่วงศ์ตระกูลของบรรดาญาติพี่น้องของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้ามาอยู่ในวงศ์วานของท่านด้วยนั่นคือ หะดีษที่ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หมายเลขหะดีษที่ 1072) จากอับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตร รอบีอะฮฺ บุตร อัล-หาริษ บุตรอับดุลมุฏเฏาะลิบ ระบุว่า  
           ตัวเขาและอัล-ฟัฎลฺ บุตรของอับบาส ได้ไปหาท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ขอร้องให้ท่านแต่งตั้งเขาทั้งสองให้ทำหน้าที่ในการเป็นผู้เก็บเศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) เพื่อจะได้มีส่วนได้รับจากทรัพย์ที่เก็บมาจากเศาะดะเกาะฮฺ(ซะกาต)นั้น ทั้งนี้เพื่อนำไปเป็นทุนในการแต่งงานของทั้งสอง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้กล่าวกับคนทั้งสองว่า :
«إنَّ الصَّدقة لا تنبغي لآل محمد؛ إنَّما هي أوساخُ الناس» [مسلم 1072]
“เศาะดะเกาะฮฺนั้นไม่คู่ควรกับวงศ์วานของมุหัมมัดเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงแล้วเศาะดะเกาะฮฺ(ซะกาต) นั้นมันเป็นเหงื่อไคลของผู้คนทั้งหลาย” 
          แล้วท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้จัดให้ทั้งสองคนทำนิกาหฺ(แต่งงาน)  และกำหนดเงินเศาะดาก(สินสอด) แก่ทั้งสองจากส่วนที่ได้มาจากหนึ่งในห้า(อัล-คุมุซฺ) ที่กำหนดให้กับท่านเราะสูลและวงศ์วานของท่าน ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยึดมาได้จากเชลยศึกและที่อื่นๆ
          นักวิชาการบางท่าน เช่น ท่านอิมามอัช-ชาฟีอีย์ ท่านอิมามอะหฺมัด ได้รวมวงศ์ตระกูลของอัล-มุฏเฏาะลิบ บุตรของอับดุลมะนาฟ ไว้ในส่วนเดียวกันกับตระกูลของฮาชิมในการห้ามมิให้รับเศาะดะเกาะฮฺ อันเนื่องจากพวกเขามีส่วนร่วมอยู่ด้วย จึงต้องให้พวกเขาได้รับจากจำนวนหนึ่งในห้าส่วน (อัล-คุมุซฺ) ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีหะดีษ ซึ่งท่านอิมามอัล-บุคอรียฺ ได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (เลขที่ 3140) จาก ญุบัยรฺ บุตร มุฏอิม ซึ่งในหะดีษนั้นมีความว่า : “การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้แบ่งบางส่วนให้แก่ตระกูลของฮาชิม และส่วนของตระกูลอัล-มุฏเฏาะลิบ โดยมิได้ให้แก่พี่น้องของพวกเขาที่มาจากตระกูลของอับดุชัมสฺ และตระกูลของเนาฟัลนั้น เป็นเพราะตระกูลของฮาชิม และตระกูลอัล-มุฏเฏาะลิบนั้นเป็นตระกูลเดียวกัน”
          ส่วนการที่บรรดาภรรยาของท่านนบี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุน เข้าไปรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น เพราะมีดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า :
﴿وَقَرۡنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجۡنَ تَبَرُّجَ ٱلۡجَٰهِلِيَّةِ ٱلۡأُولَىٰۖ وَأَقِمۡنَ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتِينَ ٱلزَّكَوٰةَ وَأَطِعۡنَ ٱللَّهَ وَرَسُولَهُۥٓۚ إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣ وَٱذۡكُرۡنَ مَا يُتۡلَىٰ فِي بُيُوتِكُنَّ مِنۡ ءَايَٰتِ ٱللَّهِ وَٱلۡحِكۡمَةِۚ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ لَطِيفًا خَبِيرًا ٣٤﴾ [الأحزاب: ٣٣،  ٣٤]  
“และพวกเธอจงอยู่ประจำในบ้านของพวกเธอ และอย่าได้ออกไปเพื่ออวดความงามของพวกเธออย่างกับการอวดความงามของยุคที่งมงาย(ญาฮิลียะฮฺ)สมัยแรก และจงทำการละหมาด และชำระซะกาต และจงเชื่อฟังอัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ แท้จริง อัลลอฮฺทรงต้องการขจัดความสกปรกโสมมให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้บรรดาวงศ์วานของนบี และทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง และพวกเธอจงกล่าวรำลึกถึงสิ่งที่ถูกนำมาอ่านภายในบ้านของพวกเธอ จากบรรดาอายาตของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) และหิกมะฮฺ (สุนนะฮฺ) แท้จริง อัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้อย่างละเอียด ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง” (อัล-อะหฺซาบ 33-34) 

แท้จริงแล้ว อายะฮฺนี้ระบุไว้ชัดเจนว่าบรรดาภรรยาของท่านเราะสูลนั้น รวมอยู่ในวงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยอย่างแน่นอน เพราะความหมายของอายะฮฺก่อนและหลัง เป็นดำรัสเกี่ยวกับพวกนางโดยตรง อายะฮฺดังกล่าวนั้นไม่ขัดแย้งกับหะดีษที่บันทึกอยู่ในเศาะฮีหฺมุสลิม (หะดีษเลขที่ 2424) รายงานจาก ท่านหญิง อาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ที่กล่าวว่า : “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกมานอกบ้านในตอนเช้า และท่านได้ห่มผ้าคลุมตัวสีดำมีลวดลายเป็นรูปของขบวนอูฐ ซึ่งทอมาจากขนสัตว์ ขณะนั้นอัล-หะสัน บุตรท่านอะลียฺได้มาหาท่านนบี ท่านก็ให้อัล-หะสันเข้ามาอยู่กับท่าน ต่อมาท่านอัล-หุสัยนฺได้มาหาท่านนบี ท่านก็ให้เข้ามาอยู่กับท่าน หลังจากนั้นท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ก็ได้มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้นางเข้ามาอยู่กับท่าน และต่อมาท่านอะลียฺก็ตามมา ท่านได้เรียกให้อะลียฺเข้ามาอยู่กับท่านในผ้าห่มผืนนั้น” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้อ่านอายะฮฺที่ว่า :
﴿... إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣﴾ [الأحزاب: ٣٣]  
“แท้จริง อัลลอฮฺทรงต้องการขจัดความสกปรกโสมมให้พ้นไปจากพวกเจ้าโอ้บรรดาวงศ์วานของนบี และทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง” (อัล-อะหฺซาบ 33)

          ฉะนั้น อายะฮฺนี้จึงบ่งบอกถึงบรรดาภรรยาของท่านเราะสูลว่า รวมอยู่ในวงศ์วานของท่านด้วยเช่นกัน เนื่องจากดำรัสที่ปรากฏในอายะฮฺเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับบรรดาภรรยาของท่านเราะสูลทั้งสิ้น และการที่ ท่านอะลียฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอัล-หะสัน และท่านอัล-หุสัยนฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เข้ารวมอยู่ในอายะฮฺนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสุนนะฮฺได้บ่งบอกไว้ตามที่ปรากฏอยู่ในหะดีษ และการที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เจาะจงเฉพาะสี่ท่านดังกล่าวดังที่ปรากฏในหะดีษนี้ มิได้บ่งบอกว่าท่านจำกัดวงศ์วานของท่านไว้เพียงแค่นั้น โดยมิได้รวมถึงเครือญาติใกล้ชิดคนอื่นๆ ด้วย ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงการบ่งบอกให้รู้ว่า บรรดาท่านเหล่านั้นเป็นเครือญาติที่ใกล้ชิดของท่านที่พิเศษกว่า
เปรียบเทียบความคล้ายคลึงของความหมายในอายะฮฺนี้ที่ระบุว่า บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น เข้ารวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบีด้วย และความหมายหะดีษของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ที่ได้นำมาข้างต้นระบุว่า ท่านอะลียฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอัล-หะสัน ท่านอัล-หุสัยนฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ก็เข้ารวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบีด้วย เสมือนกับความคล้ายคลึงที่ปรากฏในพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :
﴿...لَّمَسۡجِدٌ أُسِّسَ عَلَى ٱلتَّقۡوَىٰ مِنۡ أَوَّلِ يَوۡمٍ ...﴾ [التوبة: ١٠٨]  
“... แน่นอน มัสญิดที่ถูกสถาปนาขึ้นมาจากการตักวา (การยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) ตั้งแต่วันแรกนั้น...” (อัต-เตาบะฮฺ : 108)

ตามความหมายของอายะฮฺนี้ มัสญิดที่ว่าหมายถึงมัสญิดกุบาอ์ แต่ตามความหมายที่ปรากฏในหะดีษซึ่งท่านอิมามมุสลิม ได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 1398) กลับบ่งบอกว่าความหมายของมัสญิดที่ถูกสถาปนาขึ้นมาจากการกลัวเกรง(ตักวา)นั้น คือมัสญิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (แน่นอนว่าทั้งสองมัสญิดนี้ล้วนเป็นมัสญิดที่ถูกสถาปนาขึ้นด้วยความตักวาทั้งสิ้น – บรรณาธิการ)
          ท่านเชค อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ เป็นผู้ระบุตัวอย่างการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงนี้ไว้ในเอกสารที่มีชื่อว่า “ฟัฎลุ อะฮฺลิลบัยติ วะฮุกูกุฮุม” (ความประเสริฐของวงศ์วานของท่านเราะสูล และสิทธิของบรรดาท่านเหล่านั้น) (ในหน้าที่ 20-21) 
และบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็เข้าอยู่ภายใต้ถ้อยคำที่ว่า “อัล-อาล” (วงศ์วาน) นี้ด้วย ตามคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “แท้จริง อัซเศาะดะเกาะฮฺ(ซะกาต) นั้น ไม่เป็นที่อนุมัติแก่มุหัมมัด และวงศ์วานของมุหัมมัด”
          สิ่งที่ชี้ชัดในประเด็นดังกล่าวก็คือ บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น จะได้รับเพียงหนึ่งในห้าส่วน(อัล-คุมุซฺ) เท่านั้น (พวกนางไม่ได้รับจากส่วนที่เป็นซะกาต) ซึ่ง “เป็นส่วนที่ถูกกำหนดไว้จากทรัพย์เชลย” และเช่นเดียวกันนั้น ยังมีหะดีษที่ท่านอิบนุ อบี ชัยบะฮฺ ได้บันทึกไว้ใน “มุศ็อนนัฟ” ของท่าน (เล่มที่ 3 หน้าที่ 214) ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องจากท่านอิบนุ อบี มุลัยกะฮฺ ว่า : “ท่าน คอลิด บุตรท่านสะอีด ได้ส่งวัวตัวหนึ่งซึ่งเป็นวัวเศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) ไปให้แก่ท่านหญิงอาอิชะฮฺ แล้วท่านหญิงอาอิชะฮฺก็ได้ส่งวัวตัวนั้นกลับคืนมาพร้อมกับกล่าวว่า “แท้จริง พวกเราเป็นวงศ์วาน(อาล) ของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเศาะดะเกาะฮฺนั้น ไม่เป็นที่อนุมัติแก่พวกเรา”
          และอีกส่วนหนึ่งที่ท่าน อิบนุลก็อยยิม ได้นำมาระบุไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “ญะลาอุลอัฟฮาม” (หน้าที่ 131-133) เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ที่กล่าวว่า “บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น ร่วมอยู่ในวงศ์วานของท่านด้วย” นั้น ดังคำพูดของท่านอิบนุลก็อยยิม ที่ว่า 
“พวกเขาเหล่านั้นมีความเห็นว่า ที่จริงแล้วบรรดาภรรยาก็รวมอยู่ในคำว่าวงศ์วานด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็เช่นเดียวกัน เป็นการเปรียบเทียบเสมือนบุคคลในสายสกุลเดียวกัน เนื่องจากบรรดาท่านเหล่านั้นมีความผูกพันธ์กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในฐานะเป็นภรรยา มิใช่เป็นผู้ที่ถูกกุขึ้นมาลอยๆ โดยมิได้มีสิ่งใดผูกพันกัน และบรรดานางเหล่านั้นก็เป็นที่ต้องห้ามในการแต่งงานกับชายอื่นทั้งมวล ทั้งในขณะที่ท่านนบียังมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่ท่านนบีได้เสียชีวิตไปแล้วก็ตาม เพราะบรรดานางเหล่านั้นล้วนเป็นภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งในโลกดุนยาและทั้งโลกอาคิเราะฮฺด้วย ดังนั้น ด้วยสาเหตุที่ท่านเหล่านั้นมีความผูกพันอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั่นเอง จึงทำให้อยู่ในฐานะเดียวกันเฉกเช่นว่าเป็นเชื้อสายเดียวกัน
“นอกจากนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังได้กำหนดให้มีการขอพรสดุดีให้แก่บรรดาภรรยาของท่านด้วย ดังนั้น จึงมีทัศนะที่ถูกต้อง - เป็นความเห็นของท่านอิมามอะหฺมัด เราะหิมะฮุลลอฮฺ – ว่า เศาะดะเกาะฮฺไม่เป็นที่อนุมัติ(ต้องห้าม)แก่บรรดาท่านเหล่านั้น เนื่องจากเศาะดะเกาะฮฺนั้นเป็นเหงื่อไคลของผู้คนทั้งหลาย  และแท้จริง อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงคุ้มครองรักษาเกียรติอันสูงส่งจากสิ่งดังกล่าว
           “มันช่างเป็นเรื่องน่าแปลกที่บรรดาภรรยาของท่านเราะสูลเข้าไปผนวกอยู่ในคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงบันดาลให้สิ่งยังชีพของวงศ์วานมุหัมมัดเป็นอาหารด้วยเถิด” และในคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮาที่ว่า : “วงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่เคยได้กินขนมปังที่ทำมากจากแป้งข้าวสาลีจนอิ่มเลย” และในคำกล่าวของผู้ที่ทำการละหมาดที่ว่า : “โอ้ อัลลอฮฺ ของพระองค์ได้ทรงประทานพรแก่ท่านนบีมุหัมมัด และวงศ์วานของมุหัมมัดด้วยเถิด” แต่พอมาในเรื่องของเศาะดะเกาะฮฺกลับบอกว่า “บรรดาภรรยาของท่านนบีไม่ได้รวมอยู่ในคำพูดของท่านนบี” ตามที่ท่านนบีได้กล่าวไว้มีความว่า “เศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) ไม่เป็นที่อนุมัติแก่มุหัมมัด และวงศ์วานของมุหัมมัด” ทั้งๆที่เศาะดะเกาะฮฺนั้นเป็นเหงื่อไคลของผู้คน ซึ่งบรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความคุ้มครองและให้ห่างไกลจากสิ่งนั้นมิใช่หรือ ?
          “ถ้ามีผู้กล่าวว่า หากเศาะดะเกาะฮฺเป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) แก่บรรดาภรรยาของท่านเราะสูลแล้ว แน่นอน มันก็จะต้องถูกห้ามแก่ผู้ที่เป็น “มะวาลีย์” ของคนเหล่านั้นด้วย (ทาสที่ได้รับการปลดปล่อยแล้วใช้ชีวิตอยู่กับผู้ที่มีพระคุณที่ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากการเป็นทาส) เหมือนกับที่ตระกูลฮาชิมถูกห้ามมิให้รับเศาะดะเกาฮฺ และ “มะวาลีย์” ของพวกเขาก็ถูกห้ามมิให้ได้รับด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในหะดีษเศาะฮีหฺว่า : “มีผู้นำเนื้อ(วัว) มาเศาะดะเกาะฮฺให้แก่บะรีเราะฮฺ แล้วนางก็รับประทานเนื้อวัวเศาะดะเกาะฮฺนั้น และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็มิได้ห้าม ทั้งๆ ที่นาง(บะรีเราะฮฺ) เป็นบุคคลที่ถูกปลดปล่อย และอยู่ภายใต้การดูแลของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา มีผู้กล่าวว่า นี่แหละคือข้อสงสัยของผู้ที่บอกว่า เศาะดะเกาะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่อนุมัติแก่บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คำตอบสำหรับข้อสงสัยนี้คือ ที่เศาะดะเกาะฮฺ(ทาน)นั้น เป็นที่ต้องห้าม(หะรอม) แก่บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น มิใช่มาจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานเดิม แท้จริงแล้ว การที่เศาะดะเกาะฮฺเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)สำหรับพวกนางนั้น เพราะเป็นไปตามคำสั่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยก่อนที่พวกนางจะมีความผูกพันกับท่านนบีนั้น เศาะดะเกาะฮฺเคยเป็นที่อนุมัติ (หะลาล) แก่พวกนางมาก่อน
          “ดังนั้น ภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงเป็นเพียงส่วนย่อยที่เข้ามาอยู่ภายใต้การห้ามมิให้รับ ซึ่งมิใช่เป็นที่ถูกห้ามรับมาตั้งแต่เดิมหรือที่เรียกว่า “อัล-อัศลฺ” และการห้ามรับของที่มีต่อ “เมาลา” ทาสผู้ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ก็เป็นเพียงส่วนย่อย “ฟัรอุน” ที่เป็นไปตามผู้เป็นนาย มิใช่ถูกห้ามรับมาตั้งแต่ดั้งเดิม ในขณะเดียวกันการห้ามรับเศาะดะเกาะฮฺของตระกูลบนีฮาชิมนั้น นับเป็นสิ่งดั้งเดิม (อัล-อัศลฺ) และ “มะวาลีย์” ของพวกเขา(บ่าวที่ได้รับการปลดปล่อย) ก็ต้องเป็นไปตามเช่นนั้นด้วย แต่การห้ามมิให้รับเศาะดะเกาะฮฺสำหรับบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นเป็นไปตามคำสั่งของท่าน ฉะนั้น จึงไม่มีน้ำหนักใดๆ ที่ทำให้ “มะวาลีย์” ต้องเป็นไปตามนั้นด้วย เพราะ “มะวาลีย์” เป็นส่วนย่อยที่แตกแขนงออกมาจากส่วนย่อยอีกทีหนึ่ง ฉะนั้น จะนำไปเปรียบเทียบกันไม่ได้กับกรณีแรก
“พวกเขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า : แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกล่าวไว้ว่า
﴿ يَٰنِسَآءَ ٱلنَّبِيِّ مَن يَأۡتِ مِنكُنَّ بِفَٰحِشَةٖ مُّبَيِّنَةٖ يُضَٰعَفۡ لَهَا ٱلۡعَذَابُ ضِعۡفَيۡنِۚ ... ﴾ [الأحزاب: ٣٠]  
“โอ้บรรดาภรรยาของผู้เป็นนบี ผู้ใดในหมู่พวกเธอกระทำสิ่งลามกอย่างชัดแจ้ง เธอผู้นั้นจะต้องถูกเพิ่มโทษเป็นเท่าทวีคูณถึงสองเท่า...” (อัล-อะหฺซาบ 30)
          และยังได้นำอายะฮฺเหล่านั้นมากล่าวต่อเนื่องจงถึงดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลาที่ว่า
﴿ وَٱذۡكُرۡنَ مَا يُتۡلَىٰ فِي بُيُوتِكُنَّ مِنۡ ءَايَٰتِ ٱللَّهِ وَٱلۡحِكۡمَةِۚ ﴾ [الأحزاب: ٣٤]  
“และพวกเธอจงกล่าวรำลึกถึงสิ่งที่ถูกนำมาอ่านภายในบ้านของพวกเธอ จากบรรดาอายาตของอัลลอฮฺ (อัลกุรอาน) และหิกมะฮฺ (สุนนะฮฺ” (อัล-อะหฺซาบ : 34)
          และกล่าวว่า “ดังนั้น บรรดาเธอเหล่านั้นจึงเข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานนั้นด้วย เนื่องจากดำรัสทั้งหมดนี้เป็นสำนวนที่ระบุถึงพวกเธอทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น จึงไม่อนุญาตที่จะกันบรรดาเธอเหล่านั้นออกไปจากวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ตาม วัลลอฮุอะอฺลัม" (จบการอ้าง)
          และในจำนวนสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าห้ามมิให้เศาะดะเกาะฮฺแก่ “มะวาลีย์” จากบนี ฮาชิมนั้นมีปรากฏในหะดีษซึ่งท่านอบูดาวูดได้บันทึกไว้ในสุนันของท่าน (หะดีษเลขที่ 1650) ท่านอัต-ติรมิซียฺ (เลขที่ 657) และท่านอัน-นะสาอียฺ (หะดีษเลขที่ 2611) ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง (เศาะฮีหฺ) และข้อความหะดีษอยู่ในบันทึกท่านอบู ดาวูด จากท่าน อบู รอฟิอฺ มีความว่า : “ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แต่งตั้งชายคนหนึ่งจากตระกูลมัคซูมไปทำหน้าที่เก็บเศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) แล้วชายผู้นั้น ได้พูดกับอบู รอฟิอฺว่า “จงไปเป็นเพื่อนฉัน แล้วท่านจะได้รับส่วนจากเศาะดะเกาะฮฺนั้นด้วย” อบู รอฟิอฺกล่าวว่า “ฉันจะยังไม่ไปกับท่าน จนกว่าฉันจะไปถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียก่อน”  แล้วอบู รอฟิอฺก็มาหาท่านเราะสูลและได้ถามเรื่องนั้นกับท่าน ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ทาส(เมาลา)ของคนกลุ่มนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา แท้จริง ตัวเรานั้น เศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) ไม่เป็นที่อนุมัติ(หะลาล)สำหรับเรา”