บทสรุปแนวทางของ อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ต่อเศาะหาบะฮฺ

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 355

Idagdag sa mga paborito : 0

1.  มีความรักต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะการรักพวกเขาคือสัญลักษณ์ของการศรัทธา และการเกลียดชังพวกเขาคือสัญลักษณ์ของนิฟาก ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่งที่เศาะหี้หฺว่า
«آيَةُ الإِيمَانِ حُبُّ الأَنْصَارِ، وَآيَةُ النِّفَاقِ بُغْضُ الأَنْصَارِ»
ความว่า “สัญลักษณ์ของการมีศรัทธาคือการรักชาวอันศอรฺ และสัญลักษณ์ของนิฟาก(มีหัวใจกลับกลอก)คือการเกลียดชาวอันศอรฺ”

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พูดถึงเศาะหาบะฮฺชาวอันศอรฺอีกว่า
«لَا يُحِبُّهُمْ إِلَّا مُؤْمِنٌ، وَلَا يُبْغِضُهُمْ إِلَّا مُنَافِقٌ »
ความว่า “ไม่มีใครรักพวกเขานอกจากผู้ศรัทธา และไม่มีใครเกลียดชังพวกเขานอกจากมุนาฟิก”

ที่กล่าวมาข้างต้นคือความรักต่อชาวอันศอรฺ ซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และแน่นอนว่าความรักที่ต้องมีต่อเศาะหาบะฮฺชาวมุฮาญิรีนย่อมต้องยิ่งใหญ่กว่าอีก เพราะชาวมุฮาญิรีนโดยรวมแล้วประเสริฐกว่าชาวอันศอรฺ เพราะเป็นบุคคลแรกๆ ที่เข้ารับอิสลาม ฮิจญ์เราะฮฺ และช่วยเหลือท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หลักฐานมากมายที่กล่าวถึงชาวมุฮาญิรีนนำหน้าชาวอันศอรฺ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความประเสริฐ ความพอพระทัยของอัลลอฮฺ และผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงตระเตรียมไว้ให้ของชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺทั้งหมด

2. หัวใจของ อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จะปราศจากความเคียดแค้นต่อเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุตามพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า 
﴿ وَٱلَّذِينَ جَآءُو مِنۢ بَعۡدِهِمۡ يَقُولُونَ رَبَّنَا ٱغۡفِرۡ لَنَا وَلِإِخۡوَٰنِنَا ٱلَّذِينَ سَبَقُونَا بِٱلۡإِيمَٰنِ وَلَا تَجۡعَلۡ فِي قُلُوبِنَا غِلّٗا لِّلَّذِينَ ءَامَنُواْ رَبَّنَآ إِنَّكَ رَءُوفٞ رَّحِيمٌ ١٠ ﴾ [الحشر : 10]
ความว่า “และบรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขา ได้กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา ได้โปรดอภัยให้แก่เราและพี่น้องของเราผู้ซึ่งได้ศรัทธาก่อนหน้าเรา และขอพระองค์อย่าได้ให้มีการเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของเราต่อบรรดาผู้ศรัทธา ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัล-หัชร์ 10)
 
3. วาจาของ อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จะไม่พูดถึงเศาะหาบะฮฺคนใดคนหนึ่งเว้นแต่ความดีงาม ชมเชย และยืนยันในความประเสริฐของพวกเขา ท่านนนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปกป้องเกียรติของพวกเขา ท่านได้กล่าวว่า
«لاَ تَسُبُّوا أَصْحَابِي، فَلَوْ أَنَّ أَحَدَكُمْ أَنْفَقَ مِثْلَ أُحُدٍ، ذَهَبًا مَا بَلَغَ مُدَّ أَحَدِهِمْ، وَلاَ نَصِيفَهُ»
ความว่า “พวกท่านอย่าได้ด่าทอเศาะหาบะฮฺของฉัน ทั้งนี้ หากพวกท่านบริจาคทองคำเท่าภูเขาอุหุด ผลบุญของมันก็ย่อมไม่เท่ากับที่พวกเขาบริจาคเพียงหนึ่งกอบมือของพวกเขา และไม่อาจจะเท่าเทียมแม้เพียงครึ่งหนึ่งของมันก็ตาม” 
หะดีษบทนี้ระบุชัดเจนว่าการด่าทอเศาะหาบะฮฺเป็นที่ต้องห้าม ดังนั้น การสาปแช่งพวกเขาจึงเป็นที่ห้ามยิ่งกว่า และทั้งสองประการเป็นส่วนหนึ่งจากบาปใหญ่
ในหะดีษเศาะฮีหฺบทหนึ่งได้ระบุว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« لَعْنُ الْمُؤْمِنِ كَقَتْلِهِ »
ความว่า “การสาปแช่งผู้ศรัทธาเสมือนการฆ่าเขา”

และท่านได้กล่าวอีกว่า
«اللَّهَ اللَّهَ فِي أَصْحَابِي، لَا تَتَّخِذُوهُمْ غَرَضًا بَعْدِي، فَمَنْ أَحَبَّهُمْ فَبِحُبِّي أَحَبَّهُمْ، وَمَنْ أَبْغَضَهُمْ فَبِبُغْضِي أَبْغَضَهُمْ، وَمَنْ آذَاهُمْ فَقَدْ آذَانِي، وَمَنْ آذَانِي فَقَدْ آذَى اللَّهَ، وَمَنْ آذَى اللَّهَ فَيُوشِكُ أَنْ يَأْخُذَهُ»
ความว่า “จงเกรงกลัวอัลลอฮฺ จงเกรงกลัวอัลลอฮฺในเรื่องเศาะหาบะฮฺของฉัน พวกท่านอย่าได้กล่าวหาโจมตีพวกเขาหลังจากฉันเสียชีวิตไปแล้ว ใครที่รักเศาะหาบะฮฺของฉันแสดงว่าเขาได้รักเพราะความรักที่เขามีต่อฉัน และใครที่เกลียดพวกเขาแสดงว่าเขาได้เกลียดเพราะความเกลียดของเขาที่มีต่อฉัน ใครที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา ก็เสมือนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ฉันด้วย และใครสร้างความเดือดร้อนให้แก่ฉัน ก็เสมือนสร้างความเดือนร้อนให้อัลลอฮฺด้วย ผู้ใดที่สร้างความเดือดร้อนกับอัลลอฮฺก็ควรแล้วที่พระองค์จะทรงลงโทษเขา”

สิทธิของเศาะหาบะฮฺเหนือประชาชาติมุสลิมนั้นยิ่งใหญ่นัก พวกเขาคือประชาชาติที่ดีเลิศ ยิ่งกว่านั้น พวกเขาคือกลุ่มชนที่ประเสริฐที่สุดหลังจากบรรดานบีและเราะสูล
ขอพรอันประเสริฐจงมีแด่บรรดานบีและเราะสูล และพระองค์ทรงพอพระทัยบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยเถิด

4. อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺไม่ได้มีความเชื่อว่าเศาะหาบะฮฺคนใดคนหนึ่งเป็นมะอฺศูมหรือเป็นคนปลอดบาป ทั้งชนกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลามหรือบุคคลอื่นจากนี้ที่ได้พบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่ตามความเชื่อของอะฮฺลุสสุนนะฮฺคือ พวกเขาอาจกระทำบาป ทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ แต่อัลลอฮฺทรงอภัยโทษแก่พวกเขา เนื่องจาก
4.1 การเตาบัต และการยกฐานะของพวกเขาด้วยการเตาบัต
4.2 อภัยโทษด้วยคุณงามความดีต่างๆ ที่พวกเขาได้กระทำและลบล้างความผิดได้ อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَٱلَّذِي جَآءَ بِٱلصِّدۡقِ وَصَدَّقَ بِهِۦٓ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُتَّقُونَ ٣٣﴾ [الزمر : 33]
ความว่า “ผู้ที่นำความจริงมาและเขาได้เชื่อมั่นความจริงนั้น ชนเหล่านี้แหล่ะคือบรรดาผู้ยำเกรง” (อัซ-ซุมัร 33)
พวกเขาคือประชาชาติที่มีความสัจจริงที่สุดในการศรัทธาและเชื่อต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือกลุ่มชนแรกๆ ที่เข้ารับอิสลาม และคือกลุ่มชนที่มีความประเสริฐมากมาย ซึ่งเป็นการงานที่จะลบล้างความผิดต่างๆ ได้ หากว่าพวกเขากระทำผิดจริง
4.3 พวกเขาได้รับการอภัยโทษบาปซึ่งไม่มีใครหลังจากพวกเขาที่จะได้รับการอภัยโทษเสมือนพวกเขา ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่าพวกเขาคือกลุ่มชนที่อยู่ในศตวรรษที่ดีที่สุด และการบริจาคทองคำเพียงกอบเดียวของพวกเขาดีกว่าการบริจาคทองคำเท่าภูเขาอุหุดของกลุ่มชนหลังจากพวกเขา
4.4 เมื่อคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขาได้กระทำผิด แน่นอนว่าเขาย่อมต้องเตาบัตตัว เพราะพวกเขาคือกลุ่มชนที่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากที่สุด และมีความรีบเร่งสู่การกลับเนื้อกลับตัวและหาสาเหตุเพื่อจะได้รับการอภัยโทษ และห่างไกลจากการดื้อดึง
4.5 พวกเขามีความประเสริฐมากมายที่ได้เข้ารับอิสลามเป็นกลุ่มชนแรกและมีความดีอย่างล้นหลามซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺได้ให้พวกเขา และอัลลอฮฺก็ทรงทดสอบพวกเขาด้วยความทุกข์ยากต่างๆ ที่เป็นเหตุให้พระองค์อภัยโทษให้
4.6 และพวกเขาเป็นบุคคลที่มีสิทธิมากที่สุดที่จะได้รับชะฟาอะฮฺ (ความช่วยเหลือในวันกิยามะฮฺ) จากท่านนบี และสาเหตุอื่นๆ ที่จะทำให้ได้รับการอภัยโทษ
หากการอภัยโทษข้างต้นคือการอภัยจากบาปที่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วนับประสาอะไรกับความผิดพลาดที่เกิดจากการวินิจฉัยที่มีผลบุญเป็นการตอบแทน นั่นคือเมื่อวินิจฉัยถูกได้รับสองผลบุญ คือผลบุญจากการวินิจฉัยและผลบุญจากความถูกต้อง และหากผิดก็จะได้รับหนึ่งผลบุญ เป็นผลบุญจากการวินิจฉัย ส่วนความผิดจะได้รับการอภัย

5. ด้วยเหตุนี้ อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จึงมีทัศนะที่เอกฉันท์ว่าจำเป็นต้องนิ่งเงียบ ไม่ยุ่มย่ามในประเด็นฟิตนะฮฺที่เกิดขึ้นระหว่างเศาะหาบะฮฺหลังจากเหตุการณ์ที่ท่านอุษมานถูกสังหาร แต่เราต้องเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับขอภัยโทษต่ออัลลอฮฺให้แก่ผู้เสียชีวิตจากทุกฝ่ายและวิงวอนให้อัลลอฮฺประทานความเมตตาแก่พวกเขา
ชาวสะลัฟบางคน เมื่อมีคนถามเกี่ยวกับเหตุการณ์สู้รบระหว่างเศาะหาบะฮฺ เขาจะตอบว่า นั่นเป็นเลือดเนื้อที่อัลลอฮฺไม่ได้ทำให้มือของเราต้องพลอยแปดเปื้อน ฉะนั้น เราก็อย่าได้ให้ลิ้น(วาจา)ของเราต้องไปแปดเปื้อนมันด้วยเลย จากนั้นเขาก็อ่านอายะฮฺที่ว่า 
﴿ تِلۡكَ أُمَّةٞ قَدۡ خَلَتۡۖ لَهَا مَا كَسَبَتۡ وَلَكُم مَّا كَسَبۡتُمۡۖ وَلَا تُسۡ‍َٔلُونَ عَمَّا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ١٣٤ ﴾ [البقرة: ١٣٤]  
ความว่า “เหล่านั้นคือประชาชาติที่ล่วงลับไปแล้ว พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่ได้ขวนขวาย และพวกเจ้าก็จะได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่เจ้าได้ขวนขวายเช่นกัน และพวกเจ้าจะไม่ถูกสอบถามจากสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 134)
ดังนั้น จำเป็นที่เราต้องดูแลรักษาความประเสริฐของเศาะหาบะฮฺ ยอมรับว่าพวกเขาคือชนกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลาม เผยแพร่คุณูปการของพวกเขา และเชื่อว่าพวกเขาทุกคนได้ใช้การวินิจฉัยและไม่ได้เจตนากระทำผิด ใครที่วินิจฉัยถูกก็ได้รับสองผลบุญ หากผิดก็ได้รับหนึ่งผลบุญ ส่วนความผิดจะได้รับการอภัยจากอัลลอฮฺ 
อนึ่ง หะดีษต่างๆ ที่กล่าวถึงสิ่งไม่ดีของพวกเขา ส่วนมากเป็นหะดีษที่ไม่จริง บางส่วนก็ถูกตัดทอนหรือเพิ่มเติมจากเดิมจนความหมายเปลี่ยนไป ที่ถูกต้องคือ พวกเขาได้รับการอภัยจากความผิดพลาด เพราะพวกเขาไม่มีความตั้งใจ  อีกทั้ง ความผิดที่ได้รับการตำหนิจากบางคนในหมู่พวกเขานั้น เพียงนิดเดียวเท่านั้น มันจะถูกกลบท่ามกลางความประเสริฐและความดีอันมากมายของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ การอพยพ การให้ความช่วยเหลือ การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ ความรู้ และการปฏิบัติ ใครก็ตามที่พิจารณาด้วยความรู้จริงเกี่ยวกับชีวประะวัติและความโปรดปรานที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานให้พวกเขา เขาจะประจักษ์อย่างแจ่มแจ้งว่า เศาะหาบะฮฺคือประชาชาติที่ประเสริฐที่สุดหลังจากบรรดานบีและบรรดาเราะสูล ไม่ใครเสมือนพวกเขาทั้งในประชาติก่อนหน้านี้และประชาชาติหลังจากพวกเขา พวกเขาคือกลุ่มชนอันบริสุทธิ์ของประชาชาตินบีมุหัมมัดนี้ ซึ่งเป็นประชาชาติที่ประเสริฐและมีเกียรติมากที่สุด ณ  อัลลอฮฺ