หลักที่สาม การรู้จักท่านนบี

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 226

Idagdag sa mga paborito : 0

นั่นคือมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านชื่อ มุหัมมัด บุตรของท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตรของท่านฮาชิมแห่งตระกูลกุร็อยชฺ และกุร็อยชฺเป็นชาวอาหรับ ชาวอาหรับคือผู้สืบเชื้อสายมาจากท่านนบีอิสมาอีล บุตรของท่าน นบีอิบรอฮีม อัล-เคาะลีล ขอความโปรดปรานและความสันติอันประเสริฐยิ่งจงมีแก่ท่านและนบีของเราด้วย
ท่านเกิดที่นครมักกะฮฺอันมีเกียรติ 
ท่านสิ้นชีวิตเมื่ออายุได้หกสิบสามปี คือสี่สิบปีแรกก่อนท่านเป็นนบี และอีกยี่สิบสามปีหลังจากที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบีและเราะสูล
ท่านเป็นนบีด้วยโองการ อิกเราะอ์(จงอ่าน) (อัล-อะลัก 96:1-5) และเป็นเราะสูลด้วยโองการในซูเราะฮฺ อัล-มุดดัษษิรฺ(ผู้คลุมกายอยู่) (อัล-มุดดัษษิรฺ 74:1-7)  
ท่านอยู่ที่นครมักกะฮฺ
อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งท่านโดยมอบหมายให้ทำหน้าที่เตือนสำทับถึงการตั้งภาคี(กับอัลลอฮฺ)และเชิญชวนไปสู่เอกภาพของพระองค์(เตาฮีด) 
หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلۡمُدَّثِّرُ ١ قُمۡ فَأَنذِرۡ ٢ وَرَبَّكَ فَكَبِّرۡ ٣ وَثِيَابَكَ فَطَهِّرۡ ٤ وَٱلرُّجۡزَ فَٱهۡجُرۡ ٥ وَلَا تَمۡنُن تَسۡتَكۡثِرُ ٦ وَلِرَبِّكَ فَٱصۡبِرۡ ٧ ﴾ [المدثر: ١-٧]  
ความว่า “เจ้าผู้คลุมกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นและตักเตือน และจงแซ่ซ้องความเกรียงไกรของพระผู้อภิบาลของเจ้า ส่วนอาภรณ์ของเจ้านั้นจงรักษาให้สะอาด และจงหลีกห่างจากสิ่งโสมม และจงอย่าทำคุณเพื่อหวังให้ได้มาก และจงอดทนเพื่อ(ภารกิจในทางของ)พระอภิบาลของเจ้า” (อัล-มุดดัษษิรฺ 74:1-7) 
ความหมายของ “จงลุกขึ้นและตักเตือน” คือตักเตือนให้เลิกการตั้งภาคีเทียบเทียมอัลลอฮฺ และเชิญชวนสู่เตาฮีด 
“จงแซ่ซ้องความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ” คือ ให้สดุดีความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺด้วยการยืนยันเตาฮีดแก่พระองค์ 
“ส่วนอาภรณ์ของเจ้าก็จงรักษาให้สะอาด” คือทำให้การงานของเจ้าเกลี้ยงเกลาจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(อัช-ชิรฺกุ) 
“และจงหลีกห่างจากสิ่งโสมม” สิ่งโสมมคือเจว็ดต่างๆ จงทิ้งมันและผู้บูชามันด้วย อย่าให้มีราคีใดๆ ของมันและผู้กราบไหว้มันมาเกี่ยวข้อง
ท่านนบีได้เชิญชวนสู่เตาฮีดเป็นเวลาสิบปี หลังจากนั้นท่านได้ขึ้นสู่ชั้นฟ้า(ในคืนมิอฺรอจญ์) และการนมาซวันละห้าเวลาก็ได้ถูกกำหนดแก่ท่าน ท่านได้นมาซในนครมักกะฮฺสามปี
หลังจากนั้นก็ได้รับคำสั่งให้อพยพ(ฮิจญ์เราะฮฺ)ไปนครอัล-มะดีนะฮฺ
การอพยพนี้ หมายถึงการไปจากเมืองแห่งการตั้งภาคี (อัช-ชิรฺกุ) สู่เมืองแห่งอัล-อิสลาม 
การฮิจญ์เราะฮฺ จึงเป็นหน้าที่ของอุมมะฮฺนี้ (ประชาชาติมุสลิม) จากเมือง อัช-ชิรฺกุ ไปยังเมืองอัล-อิสลาม และจะมีอยู่ตลอดไปจนถึงวันอวสาน 
หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ إِنَّ ٱلَّذِينَ تَوَفَّىٰهُمُ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ ظَالِمِيٓ أَنفُسِهِمۡ قَالُواْ فِيمَ كُنتُمۡۖ قَالُواْ كُنَّا مُسۡتَضۡعَفِينَ فِي ٱلۡأَرۡضِۚ قَالُوٓاْ أَلَمۡ تَكُنۡ أَرۡضُ ٱللَّهِ وَٰسِعَةٗ فَتُهَاجِرُواْ فِيهَاۚ فَأُوْلَٰٓئِكَ مَأۡوَىٰهُمۡ جَهَنَّمُۖ وَسَآءَتۡ مَصِيرًا ٩٧ إِلَّا ٱلۡمُسۡتَضۡعَفِينَ مِنَ ٱلرِّجَالِ وَٱلنِّسَآءِ وَٱلۡوِلۡدَٰنِ لَا يَسۡتَطِيعُونَ حِيلَةٗ وَلَا يَهۡتَدُونَ سَبِيلٗا ٩٨ فَأُوْلَٰٓئِكَ عَسَى ٱللَّهُ أَن يَعۡفُوَ عَنۡهُمۡۚ وَكَانَ ٱللَّهُ عَفُوًّا غَفُورٗا ٩٩ ﴾ [النساء : ٩٧-٩٩]  
ความว่า “แท้จริง บรรดาผู้ที่มลาอิกะฮฺได้ทำให้เขาตายขณะที่พวกเขาไม่เป็นธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง เขาทั้งหลาย(มลาอิกะฮฺ)กล่าวว่า พวกเจ้าอยู่ในสภาพใด(จึงไม่อพยพ)? พวกเขากล่าวว่า พวกเราเป็นผู้อ่อนแอ ณ แผ่นดินนี้ เขาทั้งหลายพูดว่า แผ่นดินของอัลลอฮฺไม่กว้างขวางดอกหรือที่พวกเจ้าจะอพยพไปในนั้นได้? ดังนั้น สำหรับพวกเหล่านี้ ที่พำนักของพวกเขาคือนรก และเป็นปลายทางอันชั่วช้า ยกเว้นผู้ชายผู้หญิงและเด็กๆ ผู้อ่อนแอที่ไม่สามารถหาทางแก้ไขได้และพวกเขาไม่พบหนทางที่จะอพยพ พวกเหล่านี้เป็นที่หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงยกโทษให้พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ที่ทรงยกโทษ ผู้ทรงอภัยเสมอ” (อัน-นิสาอ์ 4:97-99) 
และพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า 
﴿ يَٰعِبَادِيَ ٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ إِنَّ أَرۡضِي وَٰسِعَةٞ فَإِيَّٰيَ فَٱعۡبُدُونِ ٥٦ ﴾ [العنكبوت: ٥٦]  
ความว่า “ปวงบ่าวผู้ศรัทธาของฉันเอ๋ย! แท้จริง แผ่นดินของอัลลอฮฺนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้น เฉพาะฉันเท่านั้นที่สูเจ้าต้องเคารพภักดี” (อัล-อันกะบูต 29:56) 

ท่าน อัล-บะเฆาะวีย์ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตเขา) กล่าวว่า สาเหตุของการประทานอายะฮฺนี้ คือ มีมุสลิมหลายคนอยู่ในนครมักกะฮฺไม่สามารถอพยพไปได้  อัลลอฮฺได้เรียกร้องพวกเขาด้วยชื่อแห่งอีมาน (คือเป็นเครื่องหมายว่าพวกเขายังคงมีความศรัทธาอยู่) 
หลักฐานของการอพยพจากหะดีษ คือคำกล่าวของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า  
«لَا تَنْقَطِعُ الْهِجْرَةُ حَتَّى تَنْقَطِعَ التَّوْبَةُ، وَلَا تَنْقَطِعُ التَّوْبَةُ حَتَّى تَطْلُعَ الشَّمْسُ مِنْ مَّغْرِبِهَا» [أحمد وأبو داود والدارمي] 
ความว่า “การฮิจญ์เราะฮฺจะยังไม่หยุด(สำหรับมุสลิมผู้ถูกกดขี่)จนกว่าการขออภัยโทษ(อัต-เตาบะฮฺ)จะหมด และการขออภัยโทษนั้นจะไม่สิ้นสุดจนกว่าดวงตะวันจะขึ้นจากทางทิศตะวันตก” (บันทึกโดยอะห์มัด, อัต-ติรมิซีย์ และอัด-ดาริมีย์)
เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตั้งหลักแหล่งในนครมะดีนะฮฺ อัลลอฮฺก็ได้บัญชาบทบัญญัติอื่นๆ ที่เหลือของศาสนาอิสลาม เช่นเรื่องซะกาต การถือศีลอด การบำเพ็ญหัจญ์ เรื่องอะซาน การญิฮาดต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ การกำชับให้ทำความดีและห้ามจากความชั่ว และบทบัญญัติอื่นๆ ของอิสลามอีก 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม พำนักอยู่ในนคร       มะดีนะฮฺได้สิบปีก็สิ้นชีวิต แต่ศาสนาของท่านยังคงอยู่ และนี่คือศาสนาของท่าน ไม่มีความดีงามอันใดนอกจากว่าท่านได้สั่งกำชับอุมมะฮฺ(ประชาชาติ)ของท่านไว้แล้ว และไม่มีความชั่วช้าอันใดเว้นแต่ท่านได้เตือนประชาชาติของท่านให้ระมัดระวังจากมันไว้สิ้นแล้ว
ความดีที่ท่านสั่งไว้นั้น คือ อัต-เตาฮีด (การศรัทธาในเอกภาพของอัลลอฮฺ) และรวมทั้งสิ่งอื่นๆ ซึ่งอัลลอฮฺทรงรักและโปรดปราน 
ส่วนความชั่วที่ท่านได้เตือนไว้ ก็คือ อัช-ชิรฺกุ (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ) และรวมทั้งสิงอื่นๆ ที่อัลอฮฺทรงรังเกียจและห้าม 
อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมสำหรับมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง และได้ทรงกำหนดให้มนุษย์และญินเคารพเชื่อฟังท่าน หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنِّي رَسُولُ ٱللَّهِ إِلَيۡكُمۡ جَمِيعًا﴾ [الأعراف: ١٥٧]  
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) มนุษย์เอ๋ย! แท้จริงฉันคือเราะสูลของอัลลอฮฺแด่พวกท่านทั้งมวล” (อัล-อะอฺรอฟ 7:158) 

และอัลลอฮฺได้ทรงทำให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์โดยท่านนบีผู้นี้ หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า 
﴿ٱلۡيَوۡمَ أَكۡمَلۡتُ لَكُمۡ دِينَكُمۡ وَأَتۡمَمۡتُ عَلَيۡكُمۡ نِعۡمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلۡإِسۡلَٰمَ دِينٗاۚ ﴾ [المائ‍دة: ٣]  
ความว่า “วันนี้ ฉันได้ทำให้ศาสนาของสูเจ้าครบครันสำหรับสูเจ้าแล้ว และได้ให้ความโปรดปรานของฉันครบถ้วนแก่สูเจ้า และฉันได้พึงใจอิสลามเป็นศาสนาของสูเจ้าแล้ว” (อัล-มาอิดะฮฺ 5:3)

หลักฐานในการสิ้นชีวิตของท่าน คือ พระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ إِنَّكَ مَيِّتٞ وَإِنَّهُم مَّيِّتُونَ ٣٠ ﴾ [الزمر: ٣٠]  
ความว่า “แท้จริง เจ้าต้องตาย และแท้จริงพวกเขาก็ต้องตายเช่นกัน” (อัซ-ซุมัรฺ 39:30) 
มนุษย์ทั้งหลายเมื่อตายแล้วก็จะถูกให้ฟื้นขึ้นอีก และหลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ ۞مِنۡهَا خَلَقۡنَٰكُمۡ وَفِيهَا نُعِيدُكُمۡ وَمِنۡهَا نُخۡرِجُكُمۡ تَارَةً أُخۡرَىٰ ٥٥ ﴾ [طه: ٥٥]  
ความว่า “จาก(แผ่นดิน)นั้นเราได้บังเกิดสูเจ้า และใน(แผ่นดิน)นั้นเราจะคืนสูเจ้ากลับเข้าไป(เมื่อตาย) และจาก(แผ่นดิน)นั้นเราจะนำสูเจ้าออกมาอีกครั้งหนึ่ง(ในวันฟื้นขึ้นของปรโลก)” (ฏอฮา 20:55)
และพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ وَٱللَّهُ أَنۢبَتَكُم مِّنَ ٱلۡأَرۡضِ نَبَاتٗا ١٧ ثُمَّ يُعِيدُكُمۡ فِيهَا وَيُخۡرِجُكُمۡ إِخۡرَاجٗا ١٨ ﴾ [نوح: ١٧-١٨]  
ความว่า “และอัลลอฮฺได้ทรงให้สูเจ้าเติบโตจากแผ่นดินอย่างเติบใหญ่ แล้วพระองค์จะกลับสูเจ้า(เสียชีวิต)ลงไปใน(แผ่นดิน)นั้นอีก และจะทรงนำสูเจ้าออกมาอีก(ในวันฟื้นคืนชีพ)” (นูหฺ 71:17-18) 
หลังจากฟื้นคืนชีพ พวกเขาก็ถูกสอบสวน และได้รับการตอบแทนตามการกระทำของพวกเขา หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿لِيَجۡزِيَ ٱلَّذِينَ أَسَٰٓـُٔواْ بِمَا عَمِلُواْ وَيَجۡزِيَ ٱلَّذِينَ أَحۡسَنُواْ بِٱلۡحُسۡنَى ٣١ ﴾ [النجم : ٣١]  
ความว่า “เพื่อพระองค์จะทรงตอบแทน(ลงโทษ)ผู้ประพฤติชั่วตามที่พวกเขาได้กระทำ และจะทรงตอบแทน(ให้รางวัล)บรรดาผู้ประพฤติดีด้วย(รางวัล)ที่ดียิ่ง)” (อัน-นัจญ์มุ 53:31) 
ผู้ใดหาว่าการฟื้นคืนชีพสำหรับปรโลกนั้นเป็นเรื่องโกหก ผู้นั้นเป็นกาฟิรฺ หลักฐานตามพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ زَعَمَ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓاْ أَن لَّن يُبۡعَثُواْۚ قُلۡ بَلَىٰ وَرَبِّي لَتُبۡعَثُنَّ ثُمَّ لَتُنَبَّؤُنَّ بِمَا عَمِلۡتُمۡۚ وَذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ ٧ ﴾ [التغابن : ٧]   
ความว่า “บรรดาผู้ปฏิเสธคิดว่า พวกเขาจะมิถูกให้ฟื้นขึ้นมาอีก จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระอภิบาลของฉัน พวกท่านจะถูกให้ฟื้นขึ้นมาแน่นอน แล้วพวกท่านจะถูกแจ้งตามที่พวกท่านได้กระทำไว้ และนั่นเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งสำหรับอัลลอฮฺ”  (อัต-ตะฆอบุน 64:7)

อัลลอฮฺได้ทรงส่งเราะสูลทั้งมวลเพื่อให้เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้เตือนสำทับ(ถึงภัยที่จะเกิดขึ้น) หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ رُّسُلٗا مُّبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ لِئَلَّا يَكُونَ لِلنَّاسِ عَلَى ٱللَّهِ حُجَّةُۢ بَعۡدَ ٱلرُّسُلِۚ وَكَانَ ٱللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمٗا ١٦٥ ﴾ [النساء : ١٦٥]  
ความว่า “บรรดาเราะสูลเป็นผู้แจ้งข่าวดีและผู้เตือนสำทับ เพื่อมนุษย์จะได้ไม่มีข้ออ้างต่ออัลลอฮฺหลังจากเราะสูลเหล่านี้(ได้เทศนาแล้ว) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ” (อัน-นิสาอ์ 4:165) 
เราะสูลคนแรกคือท่านนบีนูหฺ อะลัยฮิสลาม เราะสูลคนสุดท้ายคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านเป็นตราประทับ(คือผู้ปิดท้าย)ของบรรดานบี
หลักฐานที่ว่าท่านนบีนูหฺ อะลัยฮิสลาม เป็นเราะสูลคนแรก คือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ ۞إِنَّآ أَوۡحَيۡنَآ إِلَيۡكَ كَمَآ أَوۡحَيۡنَآ إِلَىٰ نُوحٖ وَٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ مِنۢ بَعۡدِهِۦۚ ﴾ [النساء : ١٦٣]  
ความว่า “แท้จริง เราได้ประทานวะห์ยูแก่เจ้า (มุหัมมัด) เช่นที่เราได้ประทานวะหฺยูแก่นูหฺและบรรดานบีหลังจากเขา” (อัน-นิสาอ์ 4:163)
อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งเราะสูลตั้งแต่ท่านนบีนูหฺ อะลัยฮิสลาม จนถึงท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แก่มนุษย์ทุกชาติเพื่อสั่งสอนให้พวกเขาเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น และห้ามพวกเขามิให้เคารพบูชาพวกเจว็ด หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَۖ ﴾ [النحل: ٣٦]  
ความว่า “และโดยแน่นอนยิ่ง เราได้แต่งตั้งเราะสูลขึ้นในทุกๆ ประชาชาติ (เพื่อให้พวกเขาเชิญชวน)ว่า จงเคารพภักดีอัลลอฮฺและจงหลีกห่างจากอัฏ-ฏอฆูต(สิ่งเคารพอื่นนอกจากอัลลอฮฺ)” (อัน-นะหฺลิ 16:36) 
อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาปวงบ่าวให้ปฏิเสธการบูชาฏอฆูต และให้ศรัทธาในอัลลอฮฺ
ท่านอิบนุล ก็อยยิม -ขออัลลอฮฺได้ทรงเมตตาท่าน- กล่าวว่า ความหมายของ อัฏ-ฏอฆูต คือสิ่งใดๆ ก็ตามที่บ่าวได้ล่วงล้ำขอบเขตด้วยการยึดติดกับมัน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งเคารพบูชา หรือผู้นำที่มีผู้ตาม หรือผู้ที่ได้ที่รับการเคารพเชื่อฟัง ฏอฆูตนั้นมีมากมาย แต่หัวหน้าของมันมีอยู่ห้า คือ
อิบลีส ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งมัน
ผู้ที่ได้รับการเคารพบูชาและพอใจเช่นนั้น
ผู้เชิญชวนมนุษย์ให้เคารพบูชาตัวเขา
ผู้อ้างว่ารู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัย
ผู้ที่ตัดสินความหรือปกครองโดยใช้บัญญัติอื่นที่ไม่ได้มาจากการประทานอัลลอฮฺ 

หลักฐานคือพระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงสูงส่งว่า
﴿ لَآ إِكۡرَاهَ فِي ٱلدِّينِۖ قَد تَّبَيَّنَ ٱلرُّشۡدُ مِنَ ٱلۡغَيِّۚ فَمَن يَكۡفُرۡ بِٱلطَّٰغُوتِ وَيُؤۡمِنۢ بِٱللَّهِ فَقَدِ ٱسۡتَمۡسَكَ بِٱلۡعُرۡوَةِ ٱلۡوُثۡقَىٰ لَا ٱنفِصَامَ لَهَاۗ وَٱللَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ ٢٥٦ ﴾ [البقرة: ٢٥٦]   
ความว่า “ไม่มีการบังคับ(ให้จำใจนับถือ)ในศาสนา(อิสลาม) แน่นอนความเที่ยงธรรมได้เป็นที่เด่นชัดจากความบิดเบือนแล้ว ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธ(การบูชา)ฏอฆูต และเขาศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ฉะนั้นโดยแน่นอน เขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว ซึ่งมันจะไม่มีวันขาด และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้เสมอ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:256) 
และนี่ก็คือความหมายที่แท้จริงของการปฏิญาณ “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ – ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ”
และในหะดีษมีว่า 
«رَأْسُ الأمْرِ الإِسْلَامُ، وَعَمُوْدُهُ الصَّلَاةُ، وَذَرْوَةُ سَنَامِهِ الجِهَادُ فِي سَبِيْلِ اللهِ» [أحمد والترمذي وابن ماجه]
ความว่า “ประมุขของกิจการคืออัล-อิสลาม เสาทั้งหลายของมันคือการนมาซ และยอดหลังคาของมันคือการญิฮาดต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ” 
และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่ง

وصلى الله على محمد وآله وصحبه وسلم.