ผลและความดีของการรักกันเพื่ออัลลอฮฺ

img

Marqoom

Kategorya :

Wika : Thai

Mga View : 234

Idagdag sa mga paborito : 0

ผู้ที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺจะได้ผลดีหลายประการจากพระองค์ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ เช่น

1. อัลลอฮฺจะรักเขา
มุอาซ เล่าว่า ฉันได้ยิน ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- กล่าวว่า
«قال الله تبارك و تعالى : وَجَبَتْ مَحَبَّتِي لِلْمُتَحَابِّينَ فِيَّ ، وَالْمُتَجَالِسِينَ فِيَّ ، وَالْمُتَزَاوِرِينَ فِيَّ ، وَالْمُتَبَاذِلِينَ فِيَّ» [رواه مالك و غيره]
ความว่า: “อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า ความรักของข้าจักตกกับผู้ที่รักกันเพื่อข้า ผู้ที่นั่งร่วมกันเพื่อข้า ผู้เยี่ยมเยียนกันเพื่อข้า และผู้เสียสละกันเพื่อข้า” (บันทึกโดยอิหม่ามมาลิกและคนอื่นๆ) 

เช่นเดียวกับคำพูดของมลาอิกะฮฺที่จะกล่าวกับผู้ที่ไปเยี่ยมเพื่อนเพื่ออัลลอฮฺว่า 
«إِنِّي رَسُولُ اللَّهِ إِلَيْكَ ، بِأَنَّ اللَّهَ قَدْ أَحَبَّكَ كَمَا أَحْبَبْتَهُ فِيهِ»
ความว่า:  "ฉันนี้คือทูตจากอัลลอฮฺมายังท่าน เพื่อจะบอกว่าอัลลอฮฺได้ทรงรักท่านเหมือนกับที่ท่านได้รักเขาเพื่อพระองค์"

2. ฝ่ายใดรักเพื่ออัลลอฮฺมากกว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นที่รักของเพื่อนมากกว่า
อบีดัรดาอฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ อ้างคำพูดของท่านนบีว่า
«مَا مِنْ رَجُلَيْنِ تَحَابَّا فِي اللهِ إِلا كَانَ أَحِبَّهُمَا إِلَى اللَّهِ أَشَدُّهُمَا حُبًّا لِصَاحِبِهِ» [رواه الطبراني]
ความว่า: "ทุกคู่สหายสองคนที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺนั้น คนซึ่งเป็นที่รักของอัลลอฮฺมากกว่า ก็คือคนที่รักเพื่อนของเขามากกว่าเสมอ" (บันทึกโดย อัฏ-เฏาะบะรอนีย์)

3. ได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺ
อบี อุมามะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้กล่าวว่า 
«مَا مِنْ عَبْدٍ أَحَبَّ عَبْدًا للهِ إِلَّا أَكْرَمَهُ اللهُ عَزَّ وَجَلَّ» [أخرجه أحمد بسند جيّد]
ความว่า "บ่าวทุกคนที่รักเพื่อนบ่าวด้วยกันเพื่ออัลลอฮฺนั้น พระองค์จะทรงให้เกียรติเขาเสมอ" (บันทึกโดยอะห์มัดด้วยสายรายงานที่ดี) 

ทั้งนี้ การให้เกียรติของอัลลอฮฺต่อผู้หนึ่งจะครอบคลุมการให้เขาได้มีอีมาน มีความรู้ที่เป็นคุณ ปฏิบัติอะมัลที่ดี ตลอดจนให้มีความสะดวกในรูปแบบต่างๆ

4. ได้อยู่ในร่มเงาบัลลังก์ของพระองค์ 
อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า 
«إِنَّ اللهَ تَعَالى يَقُولُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ :" أَيْنَ الْمُتَحَابُّونَ بِجَلالِي ؟ الْيَوْمُ أُظِلُّهُمْ فِي ظِلِّي يَوْمَ لا ظِلَّ إِلا ظِلِّي » [رواه مسلم] 
ความว่า  "อัลลอฮฺจะทรงกล่าวในวันกิยามะฮฺว่า ไหนล่ะผู้ที่รักกันเพื่อเทิดเกียรติข้า? วันนี้ฉันจะให้พวกเขาได้หลบร้อนใต้ร่มเงาของข้า อันเป็นวันที่ไม่มีร่มเงาใด ๆ นอกจากร่มเงาของข้าเท่านั้น” (บันทึกโดยมุสลิม) 

ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวอธิบายในหนังสือ มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา ว่า “สำหรับคำว่า ไหนล่ะผู้ที่รักกันด้วยเกียรติของอัลลอฮฺนั้น เป็นการฉายให้เห็นว่าในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกเทิดทูนและยกย่องพระองค์ พร้อมกับการรักกันเพื่อพระองค์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตในกรอบที่พระองค์ทรงกำหนด ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญต่อกรอบของพระองค์เพราะมีอีมานอ่อนในหัวใจ"

อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้เล่าเช่นเดียวกันว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า
«سَبْعَةٌ يُظلُّهُمُ اللَّهُ تعالى فِي ظِلِّهِ يَوْمَ لَا ظِلَّ إلَّا ظِلُّهُ : إِمَامٌ عَادِلٌ ، وشَابٌّ نَشَأَ فِي عِبَادَةِ اللَّهِ ، وَرَجُلٌ قَلْبُهُ مُعَلَّقٌ بِالْمَسَاجِدِ، وَرَجُلَانِ تَحَابَّا فِي اللَّهِ اجْتَمَعَا عَلَيْهِ وَتَفَرَّقَا عَلَيْهِ،.. إلخ» [متفق عليه]
ความว่า:  มนุษย์เจ็ดกลุ่มที่อัลลอฮฺจะทรงปกพวกเขาในวันที่ไม่มีร่มเงาใด ๆ นอกจากร่มเงาของพระองค์ คือ ผู้นำที่ยุติธรรม เยาวชนที่เติบใหญ่ด้วยการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ผู้ที่หัวใจเฝ้านึกถึงมัสยิด คนสองคนที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺ ทั้งสองเจอกันและพรากกันเพื่อพระองค์ ... จนจบหะดีษ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)  

5. ได้ลิ้มรสชาติแห่งการศรัทธา
ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้กล่าวว่า 
«مَنْ أَحَبَّ أَنْ يَجِدَ طَعْمَ الْإِيمَانِ، فَلْيُحِبَّ الْمَرْءَ لَا يُحِبُّهُ إِلَّا لِلَّهِ» [رواه الحاكم و قال : صحيح الإسناد و لم يخرجاه و أقرّه الذهبي]
ความว่า:  “ผู้ใดใคร่อยากลิ้มรสชาติแห่งการศรัทธา ก็จงรักผู้หนึ่งเพียงเพื่ออัลลอฮฺดู” (บันทึกโดยอัล-หากิม และท่านได้กล่าวว่าเป็นสายรายงานถูกต้อง แต่อัล-บุคอรีย์และมุสลิมไม่บันทึกไว้ ซึ่งอัซ-ซะฮะบีย์ก็ยอมรับตามนั้น)

6. ได้ชิมความหวานแห่งการศรัทธา
อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด-ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม-ได้กล่าวว่า 
«مَنْ سَرَّهُ أَنْ يَجِدَ حَلَاوَةَ الإِيْمَانِ، فَلْيُحِبَّ الْمَرْءَ لَا يُحِبُّهُ إِلَّا لِلَّهِ» [رواه أحمد و الحاكم و صححه الذهبي] 
ความว่า: “ผู้ใดอยากชิมความหวานแห่งอีมาน ก็จงรักเพื่อนเพียงเพื่ออัลลอฮฺเท่านั้น” (บันทึกโดยอะห์มัดและอัล-หากิม อัซ-ซะฮะบีย์กล่าวว่าเศาะฮีหฺ) 

อนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้กล่าวว่า 
« ثَلاثٌ مَنْ كُنَّ فِيهِ وَجَدَ حَلاوَةَ الإِيمَانِ : أَنْ يَكُونَ اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَحَبَّ إِلَيْهِ مِمَّا سِوَاهُمَا ،  وَأَنْ يُحِبَّ الْمَرْءَ لا يُحِبُّهُ إِلا لِلَّهِ - عَزَّ وَجَلَّ - ، وَأَنْ يَكْرَهَ أَنْ يَعُوْدَ فِي الْكُفْرِ بَعْدَ إِذْ أَنْقَذَهُ اللَّهُ مِنْهُ كَمَا يَكْرَهُ أَنْ يُلْقَى فِي النَّارِ»  [متفق عليه]
ความว่า “สามคุณสมบัติที่ใครมี จักต้องได้ลิ้มรสหวานแห่งอีมาน คือ รักอัลลอฮฺและเราะสูลมากกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด ไม่รักผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ และเกลียดกลัวการคืนสู่การกุฟรฺ(การปฏิเสธศรัทธา)หลังจากที่อัลลอฮฺทรงกู้ให้เขารอดพ้น เสมือนกับการเกลียดกลัวการที่ต้องถูกจับโยนเข้ากองไฟ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม) 

ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวในหนังสือมัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา ว่า “ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้บอกว่าผู้ใดอยู่ในความรู้สึกทั้งสามนี้จะได้รู้รสหวานแห่งอีมาน เพราะการได้รู้รสหวานของสิ่งใดขึ้นอยู่กับการรักใคร่ในสิ่งนั้น เช่น ผู้ใดรักชอบสิ่งใด หรือ อยากได้อะไร เมื่อเขาได้ตามความประสงค์นั้น เขาก็จะรู้รสหวานและความสุขสนุกกับสิ่งนั้น ซึ่งความสุขนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับสิ่งที่ชอบที่อยาก ดังนั้น ความหวานแห่งศรัทธาก็ย่อมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของความรักของบ่าวที่มีต่ออัลลอฮฺ อันประกอบด้วยสามปัจจัย คือ เติมเต็มความรัก ขยายผล และละเว้นสิ่งที่อยู่ต่างฝั่งกับมัน โดยการเติมเต็มนั้น จะกระทำได้ด้วยการต้องให้อัลลอฮฺและเราะสูลเป็นสิ่งสุดเทิดทูนและหวงแหน ไม่รักใครเท่าทั้งสอง เพราะการรักในอัลลอฮฺและเราะสูลจะรักโดยสมบูรณ์ในระดับธรรมดาปกติไม่ได้ หากจะให้สมบูรณ์ก็คือต้องไม่รักผู้ใดและสิ่งอื่นเท่ากับความรักที่ให้กับทั้งสองอีกต่อไป ส่วนขยายผลนั้น จะทำได้ด้วยการไม่รักผู้ใดยกเว้นจะรักเพื่อพระองค์ และส่วนการละเว้นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับมันนั้น จะเกิดได้ก็ด้วยการชิงชังไม่ยอมรับการกุฟรฺซึ่งขัดแย้งกับอีหม่าน อย่างหนักและใหญ่หลวงกว่าการที่เขาชิงชังและไม่ยอมรับการถูกจับโยนเข้ากองเพลิง”

7. ทำให้อีหม่านสมบูรณ์
อบีอุมามะห์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด-ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม-ได้กล่าวว่า 
« مَنْ أَحَبَّ لِلَّهِ، وَأَبْغَضَ لِلَّهِ، وأَعْطَى لِلَّهِ ، وَمَنَعَ لِلَّهِ ، ، فَقَدِ اسْتَكْمَلَ الْإِيمَان» [رواه أبو داود بسند حسن]
ความว่า:  “ผู้ใดรักใครเพื่ออัลลอฮฺ เกลียดเพื่ออัลลอฮฺ ให้เพื่ออัลลอฮฺ หักห้ามเพื่ออัลลอฮฺ ก็ถือว่ามีอีหม่านที่สมบูรณ์แล้ว” (บันทึกโดยอบู ดาวูดด้วยสายรายงานที่หะสัน) 

8. ได้เข้าสวรรค์
อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้กล่าวว่า 
«لَا تَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ حَتَّى تُؤْمِنُوا وَلَا تُؤْمِنُوا حَتَّى تَحَابُّوا، أَوَلَا أَدُلُّكُمْ عَلَى شَيْءٍ إِذَا فَعَلْتُمُوهُ تَحَابَبْتُمْ، أَفْشُوا السَّلَامَ بَيْنَكُمْ» [رواه مسلم]
ความว่า:  “พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าจะศรัทธา และจะไม่ศรัทธาอย่างสมบูรณ์จนกว่าจะรักกัน เอาไหมล่ะฉันจะบอกสิ่งหนึ่งที่เมื่อพวกท่านทำแล้วพวกท่านก็จะรักกัน คือ จงเผยแพร่การให้สลามในหมู่พวกท่าน” (บันทึกโดยมุสลิม) 

9. ได้อยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ
 อบู มาลิก อัล-อัชอะรีย์ เล่าว่า ฉันอยู่พร้อมกับท่านนบี -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม-แล้วอายะฮฺนี้ก็ถูกประทานให้แก่ท่าน
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَسۡ‍َٔلُواْ عَنۡ أَشۡيَآءَ إِن تُبۡدَ لَكُمۡ تَسُؤۡكُمۡ﴾ [المائ‍دة: ١٠١]  
ความว่า:  “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย สูเจ้าจงอย่าซักไซ้สิ่งบางอย่างที่หากมันถูกเปิดโปงแก่สูเจ้าแล้วจะทำให้สูเจ้าต้องลำบาก” (อัล-มาอิดะฮฺ :101)
แล้วเราก็ถามท่านกรณีคำพูดของท่านที่ว่า
«إِنَّ لِلَّهِ عِبَادًا لَيْسُوا بِأَنْبِيَاءَ , وَلا شُهَدَاءَ , يَغْبِطُهُمُ النَّبِيُّونَ وَالشُّهَدَاءُ بِقُرْبِهِمْ وَمَقْعَدِهِمْ مِنَ اللَّهِ يَوْمَ القِيَامَةِ» 
ความว่า: “สำหรับอัลลอฮฺนั้นจะมีบ่าวที่ไม่ใช่นบีและไม่ใช่เหล่าชะฮีด แต่บรรดานบีและเหล่าชะฮีดต่างพากันอิจฉาที่พวกเขาได้ใกล้ชิดและการได้มีที่นั่งใกล้กับอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ”
ซึ่งในนั้นมีคนอาหรับเบดูอินอยู่คนหนึ่ง เขารีบกุลีกุจอเร่งฝีเท้าสะบัดมือเข้ามาพร้อมกับกล่าวว่า โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ กรุณาบอกพวกเราซิว่าพวกเขาคือใครกัน ซึ่งฉันได้เห็นท่านเราะสูลุลลอฮฺมีใบหน้าสดชื่น แล้วท่านก็ตอบว่า 
«هُمْ عِبَادُ اللَّهِ مِنْ بُلْدَانٍ شَتَّى وَقَبَائِلَ شَتَّى ، مِنْ شُعُوبِ الْقَبَائِلِ لَمْ تَكُنْ بَيْنَهُمْ أَرْحَامٌ يَتَوَاصَلُونَ بِهَا ، وَلا دُنْيَا يَتَبَاذَلُونَ بِهَا ، يَتَحَابُّونَ بِرُوحِ اللَّهِ، يَجْعَلُ اللَّهُ وُجُوهَهُمْ نُورًا، وَيَجْعَلُ لَهُمْ مَنَابِرَ مِنْ لُؤْلُؤٍ قُدَّامَ الرَّحْمَنِ ، يَفْزَعُ النَّاسُ وَلا يَفْزَعُونَ ، وَيَخَافُ النَّاسُ وَلا يَخَافُونَ» [رواه أحمد و الحاكم و صححه الذهبي ]
ความว่า:  “พวกเขาคือคณะบ่าวของอัลลอฮฺคณะหนึ่ง ที่มาจากภูมิลำเนาและเชื้อสายที่ต่างกัน จากชนชาติต่าง ๆ ที่ไม่มีความผูกพันทางเครือญาติเชื่อมโยงกัน และไม่มีพันธะทางดุนยาร่วมกัน พวกเขารักกันด้วยวิญญาณแห่งอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงทำให้ใบหน้าพวกเขามีสง่าราศี และสร้างแท่นสูงจากไข่มุกให้กับพวกเขา ณ เบื้องหน้าพระองค์ ผู้คนทั้งหลายจะวิตกกังวลในวันกิยามะฮฺแต่พวกเขาจะไม่วิตกกังวลใด ๆ คนอื่นจะหวาดกลัวแต่พวกเขาไม่หวั่นไหวเลย” (บันทึกโดยอะห์มัด, อัล-หากิม และอัซ-ซะฮะบีย์กล่าวว่าเศาะฮีหฺ) 

10. ใบหน้าพวกเขาจะมีสง่าราศีในวันกิยามัต
ด้วยหลักฐานหะดีษดังกล่าวข้างต้นที่ระบุว่า
«يَجْعَلُ اللَّهُ وُجُوهَهُمْ نُورًا»
ความว่า:  อัลลอฮฺ จะทรงทำให้ใบหน้าของพวกเขามีแสงเจิดจ้า

11. จะได้รับหอไข่มุก
ด้วยหลักฐานเดียวกันที่ระบุว่า
« وَيَجْعَلُ لَهُمْ مَنَابِرَ مِنْ لُؤْلُؤٍ»
ความว่า:  พระองค์จะสร้างแท่นจากไข่มุกให้พวกเขา

12. จะได้รับแท่นไข่มุกที่สร้างจากแสง
ในหะดีษที่เล่าโดยอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ที่ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า
«يَضَعُ اللهُ عَزَّ وَ جَلَّ لَهُمْ يَوْمَ القِيَامَةِ مَنَابِرَ مِنْ نُوْرٍ»
ความว่า: “อัลลอฮฺจะทรงแท่นสูงจากแสงแก่พวกเขาในวันกิยามะฮฺ”

13. ได้รับคำชื่นชมจากบรรดานบีและชุฮะดาอฺ
ด้วยหะดีษสองหะดีษที่ผ่านมานั้นคือหะดีษ อัล-อัชอะรีย์ และหะดีษอิบนุ อุมัร ที่ระบุว่า
«يَغْبِطُهُمُ الشُّهَدَاءُ والنَّبِيُّونَ يَوْمَ القِيَامَةِ لِقُرْبِهِمْ مِنَ اللهِ تعالى وَمَجْلِسِهِمْ مِنْهُ» 

14. ได้รับชื่อเรียกว่าเป็นวะลีย์ของอัลลอฮฺ
จากหะดีษอิบนุ อุมัรที่ระบุว่า
«هُمْ أَوْلِيَاءُ اللهِ عَزَّ وَ جَلَّ»
ความว่า:  พวกเขาคือเขาสนิทของอัลลอฮฺ

15. ไม่มีความหวาดวิตกและเศร้าเสียใจในวันกิยามัต
ด้วยสองหะดีษข้างต้นที่ระบุว่า
«لَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَ لَا هُمْ يَحْزَنُوْنَ» و قوله " «يَفْزَعُ النَّاسُ وَلا يَفْزَعُونَ ، وَيَخَافُ النَّاسُ وَلا يَخَافُونَ»
ความว่า:  พวกเขาจะไม่มีหวาดกลัวและความวิตกกังวลใดๆ " และคำกล่าวที่ว่า "คนอื่นจะวิตก แต่พวกเขาจะไม่วิตก แม้ว่าคนอื่นจะหวาดกลัว แต่พวกเขาก็ไม่หวาดกลัว "

16. คนคนหนึ่งสามารถคว้าระดับคนดีเพราะความรักของเขาในความดีของคนเหล่านั้น แม้ว่าการกระทำของเขาไม่ถึงขั้นเดียวกับพวกเขาก็ตาม
อิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า 
جاء رجل إلى رسول الله صلى الله عليه وسلم فقال: يا رسول الله ، كَيْفَ تَقُولُ فِي رَجُلٍ أَحَبَّ قَوْمًا وَلَمْ يَلْحَقْ بِهِمْ ؟ قال : «المَرْءُ مَعَ مَنْ أَحَبَّ» [الصحيحان]
ความว่า:  มีชายคนหนึ่งมาหา ท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- แล้วกล่าวว่า โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ท่านเห็นอย่างไรกับคนคนหนึ่งที่รักชอบพวกหนึ่งแต่เขาไม่อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา? ท่านตอบว่า “คนคนหนึ่งย่อมจะได้อยู่ร่วมกับคนที่เขารัก” (หะดีษรายงานโดยอัล-บุคอรีย์มุสลิม)

และในหะดีษอัล-บุคอรีย์มุสลิมยังมีระบุด้วยเช่นกันว่าท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้เล่าว่า
أَنَّ رَجُلا سأل النبي صلى الله عليه وسلم  مَتَى السَّاعَةُ ؟ قَالَ : «مَا أَعْدَدْتَ لَهَا ؟» قَالَ : مَا أَعْدَدْتُ لَهَا مِنْ كَثِيرِ صَلاةٍ وَلا صَوْمٍ وَلا صَدَقَةٍ، وَلَكِنِّي أُحِبُّ اللَّهَ وَرَسُولَهُ. قَالَ : «أَنت مَعَ مَنْ أَحْبَبْتَ» 
ความว่า:  มีชายคนหนึ่งมาถาม ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าเมื่อไรจะถึงวันกิยามัต? ท่านถามกลับว่า “แล้วท่านเตรียมอะไรเพื่อรับมันล่ะ?” เขาตอบว่า ฉันไม่ได้เตรียมละหมาดที่มากมาย ศีลอดก็ไม่มาก เศาะดะเกาะฮฺก็ไม่มาก แต่ฉันรักอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ ท่านตอบว่า “ท่านจะได้อยู่กับคนที่ท่านรัก” 
อนัสเล่าว่า ได้ยินเช่นนั้นแล้ว พวกเรารู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่ชื่นชอบไปกว่าคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า ท่านจะได้อยู่ร่วมกับคนที่ท่านรัก ซึ่งฉันรักท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม รักอบู บักรฺ และรักอุมัร และฉันหวังว่าจะได้อยู่ร่วมกับพวกเขา เพราะความรักของฉันที่มีต่อพวกเขาแม้ว่าฉันจะมีอะมัลที่ไม่ถึงระดับพวกเขาก็ตามที

อีกทั้งมีรายงานจากอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ที่อ้างว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า
«لَا يُحِبُّ رَجُلٌ قَوْمًا إِلَّا حُشِرَ مَعَهُمْ» [الطبراني في الصغير]
ความว่า:  “ใครรักใคร ผู้นั้นย่อมจะถูกต้อนชุมนุมรวมกับพวกเขา(ในวันกิยามะฮฺ)” (บันทึกโดยอัฏ-เฏาะบะรอนีย์) 

Mga Serbisyo ng AI