สันติภาพ ในมิติของชื่อและสัญลักษณ์
นับเป็นสิ่งที่ปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่าอิสลาม คือ ศาสนาที่ดำรงไว้ซึ่งความกรุณาปรานี เป็นคำสอนแห่งสันติภาพ และครรลองอันเที่ยงตรง ไม่มีผู้ใดที่โต้แย้งในสัจธรรมดังกล่าว เว้นแต่ผู้ที่ไม่ประสา และไม่รู้จริงในคำสอนของอิสลาม ผู้มีอคติหรือผู้โอหังที่ไม่ยอมรับความจริงและไม่ยอมจำนนต่อหลักฐาน ในฐานะของมุสลิมคนหนึ่งผู้เขียนไม่เคยพบคำสอนหรือศาสนาใด ๆ บนโลกนี้ที่ยึดมั่นในเรื่องสันติภาพทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่สมบูรณ์และประเสริฐมากกว่าที่ปรากฏในคำสอนของอิสลาม สันติภาพที่แท้จริงจะไม่เกิดขึ้นยกเว้นด้วยครรลองแห่งอิสลามเท่านั้น จึงใคร่ขอถือโอกาสเชิญชวนผู้อ่านผู้มีเกียรติทุกท่านให้ศึกษาทำความเข้าใจ พร้อมน้อมรับอิสลามเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตอันแท้จริง
อิสลามคือชื่อของความศานติ
สิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันว่า อิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ คือ การที่อัลลอฮฺขนานนามศาสนานี้ว่า “อิสลาม” อันมีรากศัพท์จากคำว่า “อัส-สิลมฺ” อันหมายถึง “สันติภาพ” ดังที่พระองค์ได้มีดำรัสว่า
ความว่า แท้จริงศาสนาแห่งอัลลอฮฺคืออิสลาม (3:19)
อัลลอฮฺยังได้ตรัสไว้อีกว่า
ความว่า และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นนอกเหนือจากอิสลามแล้ว แน่แท้ การงานของเขาย่อมจะไม่ถูกรับ และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน (3:85)
ผู้ใดที่ไตร่ตรองโองการดังกล่าวจะพบว่า สันติภาพในศาสนาอิสลาม คือ สันติภาพที่จะไม่พบกับความขาดทุนและความโศกเศร้าในภายหลังไม่ว่าจะเป็นบนโลกนี้หรือโลกหน้า
ไม่เพียงเท่านั้น อัลลอฮฺยังได้ขนานนามผู้ที่ยึดมั่นในศาสนานี้ว่า “มุสลิมีน” ตั้งแต่ยุคศาสนทูตคนก่อนๆ จนถึงศาสนทูตคนสุดท้ายคือมุหัมมัด ผู้กำเนิดในปี ค.ศ. 570 (ขอความจำเริญและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ดังที่ปรากฏในอัลกุรอานว่า
ความว่า คือศาสนาของบิดาแห่งพวกเจ้านั่นคืออิบรอฮีม(อับราฮัม) พระองค์ทรงขนานชื่อพวกเจ้าว่า “มุสลิมีน” ทั้งในคัมภีร์ก่อนๆ และในคัมภีร์(อัลกุรอาน)นี้ เพื่อรอซูล(ศาสนทูต)จะได้เป็นสักขีแก่พวกเจ้า และพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มวลมนุษย์ (22:78)
การได้รับขนานนามเช่นนี้เป็นสิ่งที่ท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ได้ตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ปรากฏให้เห็นในคำประกาศของท่านว่า “ฉันเป็นมุสลิม” และในวจนะของท่านอีกบทหนึ่งซึ่งมีความว่า “ผู้ใดที่ขานเรียกผู้อื่นแบบญาฮิลียะฮฺ(ด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นวงศ์ตระกูล สีผิว ชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และอื่นๆ ซึ่งขัดกับหลักศาสนาอิสลาม) แน่แท้ว่าเขาต้องได้รับโทษในไฟนรก” ได้มีคนถามท่านศาสนทูตว่า “โอ้ ท่านผู้เป็น ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่าเขาจะถือศีลอดและละหมาดแล้วก็ตามกระนั้นหรือ?” ท่านตอบว่า “ใช่ ถึงแม้ว่าเขาจะถือศีลอดและละหมาดแล้วก็ตาม ดังนั้นพวกท่านจงเรียกด้วยชื่อที่อัลลอฮฺได้ขนานให้พวกเขาว่า มุสลิมีน(ผู้นับถืออิสลามและมอบตนต่ออัลลอฮฺ) มุอฺมินีน(ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ) โอ้ ผู้เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ”
ด้วยเหตุนี้ มุสลิมจะมีรู้สึกว่ามีเกียรติและภาคภูมิใจ หากเขาถูกเรียกด้วยชื่ออันทรงเกียรตินี้เพราะเป็นชื่อที่ถูกประทานโดยองค์อภิบาลแห่งสากลจักรวาล
ท่านศาสนทูต(ขอความจำเริญและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ยังได้กล่าวไว้อีกความว่า “ความดีต่างๆ จะปรากฏเป็นตัวตนในวันปรโลก ละหมาดจะปรากฏตัวและกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺฉันคือละหมาด อัลลอฮฺตอบว่า เจ้าได้ดำรงอยู่ในความดี และการบริจาคทานจะปรากฏพร้อมกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺฉันคือการบริจาคทาน อัลลอฮฺตอบว่า เจ้าได้ดำรงอยู่ในความดี หลังจากนั้นการถือศีลอดก็ปรากฏพร้อมกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺฉันคือการถือศีลอด อัลลอฮฺตอบว่า เจ้าได้ดำรงตนอยู่ในความดี หลังจากนั้นความดีทุกประเภทก็จะปรากฏตัวและอัลลอฮฺได้ตอบรับว่า เจ้าได้ดำรงอยู่ในความดี และอิสลามก็จะปรากฏตัวพร้อมกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ พระองค์คือ อัส-สลาม ผู้เปี่ยมด้วยสันติ และฉันคืออิสลาม อัลลอฮฺจึงตอบว่า เจ้าได้ดำรงอยู่ในความดี ณ วันนี้ข้าพร้อมที่จะรับและให้โดยใช้เจ้าเป็นเกณฑ์ และอัลลอฮฺได้มีดำรัสว่า
ความว่า ‘และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาอิสลามแล้ว แน่แท้การงานของเขาย่อมจะไม่ถูกรับ และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน’ (3:85) ”
อิสลาม คือศาสนาที่อัลลอฮฺทรงโปรดปรานและประทานให้เป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตสำหรับบ่าวผู้ใฝ่คุณธรรมทั้งหลายของพระองค์ อัลลอฮฺทรงพอพระทัยบรรดาผู้ที่ยึดมั่นในอิสลามทั้งในโลกนี้และโลกหน้า พระองค์ได้ตรัสในอัลกุรอานว่า
ความว่า วันนี้(หมายถึง ณ วันชุมนุมที่ทุ่ง อะเราะฟะฮฺ ในพิธีหัจญ์ปีสุดท้ายของชีวิตท่าน ศาสนทูตมุหัมมัด) ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์แล้ว และข้าได้มอบการประทานของข้าแก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน และข้าพอใจให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเจ้า (5:3)
ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความจำเริญและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) มิได้จากโลกนี้ไป เว้นแต่ได้นำบทบัญญัติแห่งอิสลามมาเผยแพร่แก่มวลมนุษย์ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ความครบถ้วนและความสมบูรณ์แบบของบทบัญญัติอิสลาม เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วต่อการสถาปนาสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
อิสลามคือการนอบน้อมมอบตนแก่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลสากลจักรวาล ตามตัวอย่างที่ปรากฏในคำสั่งของอัลลอฮฺแก่ท่านศาสนทูต อิบรอฮีม(อับราฮัม)ว่า
ความว่า (จงรำลึกเถิด โอ้ มุหัมมัด) ขณะที่องค์อภิบาลของอิบรอฮีมได้กล่าวแก่เขาว่า จงมอบตนเถิด เขากล่าวว่าข้าได้มอบความภักดีแก่องค์อภิบาลแห่งสากลจักรวาลแล้ว (2:131)
นี่คือศาสนาของอิบรอฮีมผู้ซึ่งเป็นปฐมบิดาแห่งศานสนทูตทั้งสาม คือ มูซา(โมเสสของยิว) อีซา(เยซูของคริสต์) และมุหัมมัด(ขอความสันติจงมีแด่ทั้งสี่ท่าน) ศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์และชัดเจน เป็นศาสนาที่อิบรอฮีมได้สั่งเสียให้แก่บรรดาลูกหลานของท่านให้ยึดปฏิบัติและเจริญรอยตาม และผู้ประเสริฐสุดในบรรดาลูกหลานของท่าน คือท่านศาสนทูตมุหัมมัด บุตร อับดุลลอฮฺ (ขอความจำเริญและความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ผู้เป็นศาสนทูตคนสุดท้าย ที่ได้ทำหน้าที่เชิญชวนและเผยแพร่อิสลามสู่มนุษยชาติ อิสลามคือผลพวงแห่งดุอาอฺ(คำวิงวอน) ที่อิบรอฮีมได้วอนขอต่ออัลลอฮฺดังที่ปรากฏในอัลกุรอานว่า