เก้า สิทธิของมุสลิมทั่วไป

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 3

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

มีสิทธิจำนวนมากมายที่มุสลิมแต่ละคนพึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมของเขา ส่วนหนึ่งของสิทธิเหล่านั้นคือ คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ตามที่มีระบุในหะดีษเศาะฮีหฺว่า ความว่า “สิทธิของมุสลิมที่พึงปฏิบัติต่อมุสลิมมีหกประการ คือ เมื่อท่านพบเขาท่านจงให้สลามแก่เขา เมื่อเขาเชิญชวนท่าน ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา เมื่อเขาขอคำชี้แนะและตักเตือนจากท่าน ท่านก็จงให้คำชี้แนะและตักเตือนเขา เมื่อเขาจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ ท่านก็จงขอดุอาอ์ให้แก่เขา เมื่อเขาเจ็บป่วยท่านก็จงไปเยี่ยมเยียนเขา และเมื่อเขาเสียชีวิต ท่านก็จงติดตามส่งศพ/ญะนาซะฮฺของเขา” (มุสลิม 2162, อัล-บุคอรีย์ 1240 ด้วยสำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยระบุว่ามีห้าประการ) หะดีษข้างต้นได้ชี้แจงถึงสิทธิต่างๆ ที่มุสลิมคนหนึ่งพึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิม ดังนี้ สิทธิที่หนึ่ง:การให้สลาม การให้สลามเป็น สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮฺ (สุนนะฮฺที่เน้นย้ำให้ปฏิบัติ) เพราะสลามเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ชาวมุสลิมรู้สึกรักใคร่และห่วงใยกัน ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ความว่า “พวกท่านจะไม่สามารถสวรรค์ได้ จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่ศรัทธาอย่างแท้จริงจนกว่าพวกท่านจะรักใคร่กัน เอาไหม ฉันจะบอกสิ่งหนึ่งแก่พวกท่าน เมื่อพวกท่านปฏิบัติแล้วก็จะเกิดความรักใคร่ในหมู่ของพวกท่าน? นั่นคือ จงโปรยสลามให้แก่กันระหว่างพวกท่าน”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะให้สลามก่อนแก่ผู้ที่ท่านพบเจอเสมอ และท่านจะให้สลามแก่เด็กๆ เมื่อยามที่ท่านเดินผ่านพวกเขาด้วย
สุนนะฮฺให้ผู้น้อยหรือเด็กเริ่มให้สลามแก่ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกว่าก่อน กลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่าให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า และผู้ที่อยู่บนพาหนะให้สลามแก่ผู้ที่กำลังเดิน แต่หากว่าผู้ที่สมควรให้สลามก่อนตามสุนนะฮฺที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่เริ่มให้สลามก่อน ก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งให้สลามก่อนแทน เพื่อไม่ให้ขาดการให้สลาม ดังนั้น เมื่อผู้น้อยหรือเด็กไม่เริ่มให้สลามแก่ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกว่า ก็ให้ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกว่าเริ่มให้สลามแก่เด็กหรือผู้น้อยแทน และเมื่อกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่าไม่เริ่มให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า ก็ให้กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่าเริ่มให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่าแทน เพื่อให้ได้รับผลบุญของการให้และรับสลาม
ท่านอัมมารฺ บิน ยาสิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ความว่า “มีสามสิ่งที่ผู้ใดสามารถรวบรวมไว้กับตัวแสดงว่าเขาได้รวบรวมอีมานหรือความศรัทธาไว้แล้ว นั่นคือ มีจิตใจที่เที่ยงธรรมต่อผู้อื่น โปรยสลามให้แก่ผู้คน (ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก) และการใช้จ่ายหรือการบริจาคทรัพย์สินในช่วงที่ขัดสน” (อัล-บุคอรีย์ 8) การเริ่มให้สลามเป็นสุนนะฮฺที่ถูกส่งเสริม ในขณะที่การตอบสลามนั้นเป็น ฟัรฎูกิฟายะฮฺ (จำเป็นต้องปฏิบัติโดยภาพรวม)เมื่อผู้คนจำนวนหนึ่งในกลุ่มเดียวกันได้ปฏิบัติก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับทุกคน ดังนั้น เมื่อมีการให้สลามต่อกลุ่มชนจำนวนหนึ่งแล้วมีคนใดคนหนึ่งในจำนวนพวกเขาได้ตอบสลามก็ถือว่าเพียงพอและใช้ได้แล้วสำหรับทุกคน อัลลอฮฺตรัสว่า ความว่า

“และเมื่อมีคนกล่าวสลามแก่พวกเจ้า(อัสลามุอะลัยกุม)พวกเจ้าจงตอบสลามเขาด้วยสลามที่ดีกว่า(วะอะลัยกุมุส สลาม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ)หรือตอบกลับเท่ากับสลามที่เขากล่าวมา(วะอะลัยกุมุสสลาม)”(อัน-นิสาอ์:86) ดังนั้น การตอบสลามด้วยคำว่า ยินดีต้อนรับ(อะฮฺลัน วะ สะฮฺลัน)เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะคำกล่าวดังกล่าวไม่ใช่การตอบสลามที่ดีกว่าหรือเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น เมื่อมีคนให้สลามท่านว่า อัสลามุอะลัยกุม ท่านก็จงตอบเขาว่า วะอะลัยกุมุสสลาม และเมื่อมีคนทักท่านว่า อะฮฺลันท่านก็จงทักตอบว่า อะฮฺลัน ให้เหมือนกับเขา และหากมีการกล่าวสำนวนเพิ่มเติมก็จะเป็นการประเสริฐกว่า
สิทธิที่สอง:เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเชิญชวนท่าน ท่านก็จงรับคำเชิญของเขา หมายความว่า เมื่อมีพี่น้องมุสลิมเชิญท่านไปยังบ้านของเขาเพื่อรับประทานอาหารหรือทำธุระอื่นๆ ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา การตอบรับคำเชิญเป็น สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮฺ (เน้นให้กระทำ) เนื่องจากการตอบรับดังกล่าวจะช่วยโอบอุ้มหัวใจของผู้เชิญ (ไม่ให้เสียความรู้สึก) และทำให้เกิดความรักใคร่สนิทสนมกัน
ในขณะที่การตอบรับการเชิญชวนสู่งานแต่งงาน (วะลีมะฮฺ) นั้นเป็นสิ่งที่วาญิบ ด้วยเงื่อนไขที่เป็นที่ทราบกัน เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ความว่า“และผู้ใดไม่ตอบรับคำเชิญ แท้จริง เขาได้ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์แล้ว”(มุสลิม 1432,อัล-บุคอรีย์ 5177 ด้วยความหมายที่ใกล้เคียง) เป็นไปได้ว่า คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “เมื่อเขาเชิญชวนท่าน ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา” นั้น ครอบคลุมแม้กระทั่งการเชิญเพื่อให้ไปช่วยเหลือเขาด้วย เพราะท่านถูกสั่งให้ตอบรับคำเชิญของเขา ดังนั้น เมื่อมีคนเรียกและเชิญชวนท่านให้ไปช่วยเขาแบกหรือยกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทิ้ง/วางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออื่นๆ ท่านก็จำเป็นต้องไปช่วยเหลือเขา เพราะท่านถูกสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ความว่า “หน้าที่ของผู้ศรัทธาคนหนึ่งที่มีต่อผู้ศรัทธาอีกคนหนึ่งเป็นดั่งอาคารหนึ่งที่แต่ละส่วนของอาคารต่างยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน”(อัล-บุคอรีย์ 2446,มุสลิม 2585) สิทธิที่สาม : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งขอคำชี้แนะและตักเตือนจากท่าน ท่านก็จงให้คำชี้แนะแก่เขา หมายความว่า เมื่อมุสลิมคนหนึ่งมาหาเพื่อขอให้ท่านช่วยตักเตือนและชี้แนะแก่เขา ท่านก็จงชี้แนะและให้คำตักเตือนแก่เขา เพราะการตักเตือนเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ความว่า“ศาสนาคือ นะศีหะฮฺ(การชี้แนะ การปรารถนาดี)ต่ออัลลอฮฺ ต่อศาสนทูตของพระองค์ ต่อบรรดาผู้นำของชาวมุสลิม และต่อชาวมุสลิมทุกคน”(อัล-บุคอรีย์ 35,มุสลิม 55) แต่หากเขาไม่มาขอคำตักเตือนและคำชี้แนะจากท่าน และท่านทราบว่าเขาจะต้องพบกับอันตรายหรือเขาจะไปทำความผิด ท่านก็จำเป็น(วาญิบ) ต้องให้คำตักเตือนและชี้แนะเขา และถือว่าเป็นหน้าที่รับของท่านถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มาขอคำตักเตือนจากท่านก็ตาม เพราะการตักเตือนดังกล่าวเป็นการขจัดอันตรายและสิ่งที่ไม่ดีงามอย่างหนึ่งจากพี่น้องชาวมุสลิม แต่ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาจะกระทำไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายหรือความผิดบาป และท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นมากกว่าเขา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวนะศีหะฮฺใดๆ แก่เขา เว้นแต่ว่าเขาจะขอมาขอคำชี้แนะจากท่าน เมื่อถึงเวลานั้นท่านจึงจำเป็นต้องชี้แนะและตักเตือนเขา
สิทธิที่สี่ : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ ท่านก็จงขอดุอาอ์ให้แก่เขา หมายความว่า เมื่อมุสลิมคนหนึ่งจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺว่า “الْحَمْدُ للهِ อัลหัมดุลิลลาฮฺ” (หมายถึง มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ) ท่านก็จงกล่าวแก่เขาว่า “يَرْحَمُكَ اللهُ ยัรหะมุกัลลอฮฺ” (หมายถึง ขออัลลอฮฺโปรดประทานความเมตตาแก่ท่าน) เพื่อเป็นการขอบคุณแก่เขาที่ได้กล่าวสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเขาขณะจาม แต่หากเขาจามแล้วไม่ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ เขาไม่มีสิทธิที่จะได้รับดุอาอ์นี้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขอดุอาอ์ให้แก่เขา เพราะในเมื่อเขาไม่ได้กล่าวคำสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ผลตอบแทนของเขาก็คือ การไม่สมควรที่จะได้รับดุอาอ์ดังกล่าว
การขอดุอาอ์ให้แก่ผู้จามเมื่อเขาได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่วาญิบ และผู้จามก็จำเป็น (วาญิบ) ต้องตอบกลับด้วยคำว่า “يَهْدِيْكُمُ اللهُ وَيُصْلِحُ بَالَكُمْ ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะ ยุศลิห์ บาละกุม” (หมายความว่า ขออัลลอฮฺโปรดประทานทางนำแก่ท่าน และแก้ไขสภาพความเป็นอยู่ของท่านให้ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยนิอฺมัต)
และถ้าหากผู้จามได้จามอย่างต่อเนื่องก็จงกล่าวขอดุอาอ์แก่เขาจนครบสามครั้ง และถ้ายังจามอีก ก็ให้ท่านกล่าวขอดุอาอ์แก่เขาว่า “عَافَاكَ اللهُ – อาฟากัลลอฮฺ” (หมายถึง ขออัลลอฮฺโปรดให้ท่านหายจากอาการป่วยด้วยเถิด) แทนการกล่าวคำว่า “يَرْحَمُكَ اللهُ”
สิทธิที่ห้า:เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเจ็บป่วยท่านก็จงไปเยี่ยมเขาการไปเยี่ยมผู้ป่วยเป็นสิทธิที่พี่น้องชาวมุสลิมพึงปฏิบัติต่อผู้ป่วย ดังนั้นมุสลิมทุกคนจึงจำเป็น (วาญิบ) ต้องไปเยี่ยมพี่น้องที่ป่วยไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าผู้ป่วยเป็นเครือญาติของท่าน หรือมิตรสหาย หรือเพื่อนบ้าน ก็ยิ่งจำเป็นต้องไปเยี่ยมเยียนพวกเขา
การไปเยี่ยมผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามสภาพของผู้ป่วยและตามสภาพของโรค บางครั้งอาจจำเป็นต้องไปเยี่ยมบ่อยครั้ง และบางครั้งอาจจะเพียงพอเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการคำนึงถึงสภาพของผู้ป่วยและโรคของเขาด้วย
สำหรับผู้ที่ไปเยี่ยมคนป่วยมีสุนนะฮฺให้สอบถามถึงสภาพและอาการป่วยของเขา ขอดุอาอ์ให้กับเขา และพูดปลอบใจเขาให้หายวิตกกังวลและมีความหวัง เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและหายป่วยไวขึ้น ผู้เยี่ยมควรจะกล่าวเตือนสติให้ผู้ป่วยเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยสำนวนที่ไม่ทำให้เขาตกใจ ตัวอย่างเช่น การป่วยของท่านในครั้งนี้เท่ากับว่าท่านได้รับความดีงาม เพราะความป่วยเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺใช้ขจัดบาปต่างๆ และลบล้างความผิดต่างๆ และหวังว่าด้วยการที่ท่านต้องพำนักอยู่กับที่ จะทำให้ท่านได้รับผลบุญที่มากมาย ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ขออภัยโทษจากพระองค์ และขอดุอาอ์ต่อพระองค์ให้มาก สิทธิที่หก : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเสียชีวิต ท่านก็จงตามส่งศพของเขา การติดตามส่งญะนาซะฮฺหรือการส่งศพ เป็นหนึ่งในบรรดาสิทธิที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อพี่น้องของเขา ขณะเดียวกันการติดตามส่งญะนาซะฮฺก็ยังได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย ดังมีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านกล่าวว่า ความว่า“ผู้ใดติดตามส่งญะนาซะฮฺจนกระทั่งเขาได้ละหมาดให้ศพนั้น เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับหนึ่ง กีรอฏ และผู้ใดติดตามญะนาซะฮฺจนกระทั่งศพถูกฝัง เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับสองกีรอฏ”มีคนถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า สองกีรอฏนั้นคืออะไร?ท่านตอบว่า“เหมือนกับภูเขาใหญ่สองลูก”(อัล-บุคอรีย์ 1325,มุสลิม 945) และส่วนหนึ่งของสิทธิที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมคือการไม่สร้างความเดือดร้อนแก่เขา เพราะการสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวมุสลิมเป็นบาปหนัก อัลลอฮฺตรัสว่า ความว่า

“และบรรดาผู้ที่ชอบสร้างความเดือดร้อนด้วยการกล่าวไร้ต่อบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิงในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ แท้จริงพวกเขาได้แบกรับความเท็จและบาปที่ชัดแจ้งแล้ว”(อัล-อะห์ซาบ 58) ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่ชอบข่มพี่น้องด้วยการสร้างความเดือดร้อนแก่เขา อัลลอฮฺจะลงโทษเขาตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว ก่อนที่พระองค์จะลงโทษในวันอาคิเราะฮฺด้วยซ้ำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า ความว่า“พวกท่านจงอย่ากริ้วโกรธกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อย่าหันหลังไม่พูดจากัน พวกเจ้าจงเป็นพี่น้องกันเถิด โอ้บรรดาบ่าวของอัลลอฮฺ มุสลิมเป็นพี่น้องกับมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา เขาจะไม่ปล่อยให้พี่น้องของเขาถูกอธรรมโดยไม่ยื่นมือไปช่วยเหลือ และเขาจะไม่ดูถูกและเหยียบหยามพี่น้องของเขา เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับผู้ใดผู้หนึ่งที่จะกลายเป็นคนเลวด้วยการดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมของเขา มุสลิมไม่อนุญาตให้ละเมิดต่อบรรดาพี่น้องมุสลิม ทั้งต่อเลือดเนื้อของเขา ทรัพย์สินของเขา และเกียรติของเขา”(อัล-บุคอรีย์ 6065,6076,มุสลิม 2564) สิทธิที่มุสลิมจำเป็นต้องปฏิบัติต่อมุสลิมมีมากมาย ซึ่งสามารถให้ความหมายโดยรวมด้วยคำกล่าวของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “มุสลิมคือพี่น้องของมุสลิม” เพราะเมื่อใดก็ตามที่มุสลิมคนหนึ่งปฏิบัติต่อมุสลิมอีกคนหนึ่งบนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องกัน เขาย่อมต้องพยายามแสวงหาทุกความดีงามให้แก่พี่น้องของเขา และพยายามหลีกห่างทุกๆ สิ่งที่จะนำอันตรายมาสู่เขา

บริการ AI