ความน่าอภิรมย์ของสวรรค์วิมานมีตลอดกาลและไม่มีที่สิ้นสุด
อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้มีพระดำรัสว่า
﴿۞وَأَمَّا ٱلَّذِينَ سُعِدُواْ فَفِي ٱلۡجَنَّةِ خَٰلِدِينَ فِيهَا مَا دَامَتِ ٱلسَّمَٰوَٰتُ وَٱلۡأَرۡضُ إِلَّا مَا شَآءَ رَبُّكَۖ عَطَآءً غَيۡرَ مَجۡذُوذٖ ١٠٨ ﴾ [هود: ١٠٨]
ความว่า “และสำหรับบรรดาผู้เป็นสุขก็จะอยู่ในสวนสวรรค์ พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลตราบเท่าที่ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินยืนยัง เว้นแต่ที่พระเจ้าของของเจ้าทรงประสงค์ เป็นการประทานให้โดยปราศจากการตัดทอน” (สูเราะฮฺฮูด : 108)
ท่านอิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้อธิบายอายะฮฺนี้ไว้ว่า “อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงมีดำรัสว่า “และสำหรับบรรดาผู้เป็นสุข” คือ ผู้ที่เจริญรอยตามบรรดาศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม “อยู่ในสวนสวรรค์” คือ สถานที่พำนักของพวกเขาคือสวรรค์วิมาน “อยู่ในนั้นตลอดกาล” คือ พวกเขาจะพำนักอยู่นั้นตลอดกาล “ตราบเท่าที่ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินยืนยง เว้นแต่ที่พระเจ้าของของเจ้าทรงประสงค์” หมายถึง ข้อยกเว้นที่กล่าวถึงความน่าอภิรมย์ที่ชาวสวรรค์จะได้รับอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่มันเป็นจริงด้วยตัวของมันเองแต่ประการใด ทว่า มันจะเกิดขึ้นด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ตะอาลา ซึ่งความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้กับชาวสวรรค์นั้นยังคงมีอยู่ชั่วนิรันดร์ ดังคำดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า “เป็นการประทานให้โดยปราศจากการตัดทอน” คือ ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยที่อาจจะมีคนสงสัยหลังจากที่พระองค์กล่าวถึงพระประสงค์ของพระองค์ ภายหลังจากนั้นมันก็จะเป็นที่สิ้นสุด หรือตัดทอน หรืออะไรเช่นนี้ ทว่า มันถูกกำหนดให้มีอยู่อย่างนิรันดร์และไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่มีบันทึกในหนังสือ “อัศ-เศาะฮีหัยน์(อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«يُؤْتَى بِالْمَوْتِ كَهَيْئَةِ كَبْشٍ أَمْلَحَ، فَيُنَادِي مُنَادٍ: يَا أَهْلَ الجَنَّةِ، فَيَشْرَئِبُّونَ وَيَنْظُرُونَ، فَيَقُولُ: هَلْ تَعْرِفُونَ هَذَا؟ فَيَقُولُونَ: نَعَمْ، هَذَا المَوْتُ، وَكُلُّهُمْ قَدْ رَآهُ، ثُمَّ يُنَادِي: يَا أَهْلَ النَّارِ، فَيَشْرَئِبُّونَ وَيَنْظُرُونَ، فَيَقُولُ: وهَلْ تَعْرِفُونَ هَذَا؟ فَيَقُولُونَ: نَعَمْ، هَذَا المَوْتُ، وَكُلُّهُمْ قَدْ رَآهُ، فَيُذْبَحُ ثُمَّ يَقُولُ: يَا أَهْلَ الجَنَّةِ خُلُودٌ فَلاَ مَوْتَ، وَيَا أَهْلَ النَّارِ خُلُودٌ فَلاَ مَوْتَ» [أخرجه البخاري برقم 4730، وهذا لفظه ، ومسلم برقم 2849]
ความว่า “(ในวันกิยามะฮฺ)ความตายจะถูกนำมาโดยถูกจำแลงเป็นแกะอ้วนพีตัวหนึ่ง พลันมีผู้ประกาศมาประกาศว่า “โอ้ชาวสวรรค์ทั้งหลาย!” พวกเขาก็จะชะเง้อหน้าแล้วมองดู แล้วเสียงนั้นก็จะกล่าวว่า “พวกท่านรู้จักสิ่งนี้หรือไม่ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่แล้ว นี่คือความตาย" ซึ่งพวกเขาทุกคนจะเห็นมัน แล้วมีเสียงก้องอีกว่า “โอ้ชาวนรกทั้งหลาย!” แล้วพวกเขา(ชาวนรก)ก็จะชะเง้อหน้าแล้วมองดู แล้วมีเสียงนั้นก็จะกล่าวว่า “พวกท่านรู้จักสิ่งนี้หรือไม่ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่แล้ว นี่คือความตาย” ซึ่งพวกเขาทุกคนจะเห็นมัน ทันใดนั้น(แกะตัวนั้น)ก็ถูกเชือด พลันมีเสียงก้องว่า โอ้ชาวสวรรค์ทั้งหลาย นี่คือความเป็นอมตะ มันจะไม่มีความความตายอีกแล้ว โอ้ ชาวนรกทั้งหลาย นี่คือความเป็นอมตะและไม่มีความตายอีกแล้ว” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลขหะดีษ 4730และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2849)
เช่นเดียวกันในการบันทึกของท่านมุสลิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« يُنَادِي مُنَادٍ: إِنَّ لَكُمْ أَنْ تَصِحُّوا فَلَا تَسْقَمُوا أَبَدًا، وَإِنَّ لَكُمْ أَنْ تَحْيَوْا فَلَا تَمُوتُوا أَبَدًا، وَإِنَّ لَكُمْ أَنْ تَشِبُّوا فَلَا تَهْرَمُوا أَبَدًا، وَإِنَّ لَكُمْ أَنْ تَنْعَمُوا فَلَا تَبْأَسُوا أَبَدًا » [أخرجه مسلم برقم 2849]
ความว่า “จะมีผู้ประกาศมาประกาศว่า แท้จริง พวกท่านจะมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วยตลอดกาล พวกท่านจะอายุยืนไม่เสียชีวิตตลอดกาล พวกท่านจะเป็นหนุ่มไม่แก่ชราตลอดกาล และพวกท่านจะมีความสุขไม่เบื่อหน่ายตลอดกาล” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2849)
และอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้มีดำรัสว่า
﴿۞مَّثَلُ ٱلۡجَنَّةِ ٱلَّتِي وُعِدَ ٱلۡمُتَّقُونَۖ تَجۡرِي مِن تَحۡتِهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُۖ أُكُلُهَا دَآئِمٞ وَظِلُّهَاۚ تِلۡكَ عُقۡبَى ٱلَّذِينَ ٱتَّقَواْۚ وَّعُقۡبَى ٱلۡكَٰفِرِينَ ٱلنَّارُ ٣٥ ﴾ [الرعد: ٣٥]
ความว่า “อุปมาสวนสวรรค์ซึ่งบรรดาผู้ยำเกรงได้ถูกสัญญาไว้คือ มีธารน้ำหลายสายไหลผ่านภายใต้มัน ผลไม้และเงาร่มมีอยู่ตลอดกาล นั่นคือบั้นปลายของบรรดาผู้ยำเกรง และบั้นปลายของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็คือไฟนรก ” (สูเราะฮฺ อัร-เราะอฺด์ : 35)
กล่าวคือ ความน่าอภิรมย์ที่มีอยู่ในสวรรค์วิมานที่เต็มไปด้วยผลไม้ สำรับอาหาร ร่มเงา และธารน้ำนั้นจะไม่มีที่สิ้นสุดและจะไม่หมดสิ้นอย่างนิรันดร์ ดังที่ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าเกี่ยวกับการละหมาดสุริยคราสไว้ครั้งหนึ่งว่า
« يَا رَسُولَ اللَّهِ، رَأَيْنَاكَ تَنَاوَلْتَ شَيْئًا فِي مَقَامِكَ، ثُمَّ رَأَيْنَاكَ تَكَعْكَعْتَ، قَالَ: إِنِّي أُرِيتُ الجَنَّةَ، فَتَنَاوَلْتُ مِنْهَا عُنْقُودًا، وَلَوْ أَخَذْتُهُ لَأَكَلْتُمْ مِنْهُ مَا بَقِيَتِ الدُّنْيَا » [أخرجه البخاري برقم 748]
ความว่า “โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ เราเห็นท่านกำลังจะหยิบบางสิ่งบางอย่างตรงที่ท่านยืนอยู่ แต่แล้วท่านก็ดึงมือกลับ” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า “อัลลอฮฺได้ให้ฉันเห็นสวรรค์ แล้วฉันก็ยื่นมือเพื่อหยิบองุ่นพวงหนึ่งจากสวรรค์มา (แต่ก็ไม่ได้หยิบมาในที่สุด) ถ้าหากว่าฉันเอามันมาแล้ว แน่นอนว่าพวกท่านจะได้กินองุ่นนั้นตลอดชั่วกาลนานตราบที่โลกนี้ยังอยู่” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขหะดีษ 748)
และมีบันทึกในหนังสือ “อัศ-เศาฮีหัยน์(อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«إِنَّ فِي الجَنَّةِ لَشَجَرَةً، يَسِيرُ الرَّاكِبُ الجَوَادَ المُضَمَّرَ السَّرِيعَ مِائَةَ عَامٍ مَا يَقْطَعُهَا» [أخرجه البخاري برقم 6553، وهذا لفظه ، ومسلم برقم 2827]
ความว่า “แท้จริง ในสวรรค์นั้น จะมีต้นไม้ใหญ่ที่นักควบม้าเร็วสามารถควบม้าเดินทางถึงหนึ่งร้อยปีโดยไม่ขาดจากช่วงร่มเงาของมันเลย” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลขหะดีษ 6553 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 2827)
และอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ดำรัสว่า
﴿وَفَٰكِهَةٖ كَثِيرَةٖ ٣٢ لَّا مَقۡطُوعَةٖ وَلَا مَمۡنُوعَةٖ ٣٣ ﴾ [الواقعة: ٣٢- ٣٣]
ความว่า “และผลไม้อันมากหลาย โดยไม่หมดสิ้นตามฤดู และไม่เป็นที่ต้องห้าม” (สูเราะฮฺ อัล-วากิอะฮฺ : 32-33)