ความประเสริฐของ “อะฮฺลุล บัยตฺ” ที่ปรากฏอยู่ในสุนนะฮฺ

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 77

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

1- ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 2276) จากรายงานของ ท่านวาซิละฮฺ บุตร อัล-อัสเกาะอฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : 
«إنَّ اللهَ اصطفى كِنانَةَ مِن ولدِ إسماعيل، واصطفى قريشاً من كِنَانَة، واصطفى مِن قريشٍ بَنِي هاشِم، واصطفانِي مِن بَنِي هاشِم» [مسلم برقم 2276]  
"แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮฺมาจากลูกหลานของท่านนบีอิสมาอีล และคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮฺ และคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช และพระองค์ทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม"

2- และท่านอิมาม มุสลิมได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 2424) จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า : 
«خرج النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم غداةً وعليه مِرْطٌ مُرَحَّل مِن شَعر أسود، فجاء الحسن بن علي فأدخله، ثمَّ جاء الحُسين فدخل معه، ثمَّ جاءت فاطمةُ فأدخلَها، ثمَّ جاء عليٌّ فأدخله، ثمَّ قال : ﴿إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣ ﴾ [الأحزاب: ٣٣]» [مسلم برقم 2424]
“ท่านนบีได้ออกมานอกบ้านในตอนเช้า และท่านคลุมผ้าห่มสีดำถักลวดลายเป็นรูปขบวนอูฐซึ่งทอมาจากขนสัตว์ ขณะนั้นท่านอัล-หะสันบุตรท่านอะลียฺได้มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เขามาอยู่กับท่าน ต่อมาท่านหุสัยนฺได้มาหาท่าน ท่านก็ได้เรียกเข้ามาอยู่กับท่าน จากนั้นต่อมา ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็มาหาท่าน ท่านก็เรียกให้เข้ามาอยู่กับท่าน และต่อมาท่านอะลียฺก็ตามมา ท่านได้เรียกให้เข้ามาอยู่ร่วมกับท่านในผ้าห่มผืนนั้น แล้วท่านก็กล่าวอายะฮฺที่ว่า :
﴿إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣ ﴾ [الأحزاب: ٣٣]
"แท้จริง อัลลอฮฺทรงต้องการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้ บรรดาวงศ์วาน (ของนบี) และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง" (อัล-อะหฺซาบ : 33)

3- และท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 2404) จากหะดีษสะอัด บิน อบี วักก็อศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า 
«لَمَّا نزلت هذه الآيةُ ﴿فَقُلۡ تَعَالَوۡاْ نَدۡعُ أَبۡنَآءَنَا وَأَبۡنَآءَكُمۡ﴾ [آل عمران: ٦١] دعا رسولُ الله صلى الله عليه وسلم عليًّا وفاطمةَ وحَسناً وحُسيناً، فقال: اللهم هؤلاء أهل بيتِي» [مسلم برقم 2404]
“เมื่ออายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา
﴿فَقُلۡ تَعَالَوۡاْ نَدۡعُ أَبۡنَآءَنَا وَأَبۡنَآءَكُمۡ﴾ [آل عمران: ٦١]  
“ดังนั้น มุหัมมัดจงกล่าวเถิดว่า พวกท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะเรียกบรรดาลูกหลานของเรา และบรรดาลูกหลานของพวกท่านมา” (อาล อิมรอน : 61) ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เรียกท่านอะลียฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านหะสัน และท่านหุสัยนฺ มาหาท่าน แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า : “โอ้ อัลลอฮฺ บุคคลเหล่านี้เป็นวงศ์วานของฉัน”

4- ท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 2408) ด้วยสายรายงานของท่าน จากท่านยะซีด บุตรท่าน หัยยาน กล่าวว่า ฉันและ อัล-หุศ็อยนฺ บุตร สับเราะฮฺ และอุมัรฺ บุตร มุสลิม ได้พากันไปหา ซัยดฺ บุตร อัรก็อม เมื่อพวกเราเข้าไปนั่งอยู่กับเขา หุศ็อยนฺ ได้พูดกับเขาว่า :   “แน่แท้ ท่านได้พบเห็นความดีงามอย่างมากมาย โอ้ ซัยดฺเอ๋ย ท่านได้เห็นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้ยินหะดีษจากท่านนบี ท่านมีโอกาสออกไปร่วมทำสงครามกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านเคยได้ละหมาดอยู่ข้างหลังท่านเราะสูล แน่นอนท่านได้ประสบกับความดีงามอันมากมาย โอ้ ซัยดฺเอ๋ย กรุณาเล่าถึงสิ่งที่ท่านได้ยินได้ฟังมาจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้เราฟังหน่อยเถิด โอ้ ซัยดฺ”  ซัยดฺกล่าวว่า : “โอ้ น้องชายของฉัน ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า อายุของฉันก็มากแล้ว ความรู้ของฉันก็เนิ่นนานมาแล้ว และฉันเองก็ลืมไปบ้างแล้วในบางส่วนที่ฉันเคยจำมาจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ฉะนั้น สิ่งใดที่ฉันเล่าให้พวกท่านฟังก็จงรับเอาไว้ และสิ่งใดที่ฉันไม่ได้เล่าให้ฟัง พวกท่านก็อย่าบังคับให้ฉันเล่ามันเลย”  แล้วท่านซัยดฺก็เล่าว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ลุกขึ้นออกมากล่าวคำปราศรัยแก่พวกเราในวันหนึ่ง ณ บ่อน้ำที่มีชื่อว่า “คุมม์” ซึ่งอยู่ระหว่างมักกะฮฺกับมะดีนะฮฺ ท่านได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ และกล่าวสดุดีแด่พระองค์ แล้วท่านเราะสูลได้กล่าวสั่งสอน แนะนำและตักเตือน หลังจากนั้นท่านก็กล่าวคำว่า :
«أمَّا بعد، ألا أيُّها الناس! فإنَّما أنا بشرٌ يوشك أن يأتي رسولُ ربِّي فأُجيب، وأنا تاركٌ فيكم ثَقَلَيْن؛ أوَّلُهما كتاب الله، فيه الهُدى والنُّور، فخذوا بكتاب الله، واستمسكوا به، فحثَّ على كتاب الله ورغَّب فيه، ثم قال: وأهلُ بَيتِي، أُذكِّرُكم اللهَ في أهل بيتِي، أُذكِّرُكم اللهَ في أهل بيتِي، أُذكِّرُكم اللهَ في أهل بيتِي»
“อัมมาบะอฺดุ (เป็นคำที่นำมาใช้กล่าวในการปราศรัย ซึ่งบอกถึงเมื่อมีการเปลี่ยนเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง) พึงรู้เถิด โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ! แท้จริงฉันเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา หากจะมีเราะสูลคนหนึ่งแห่งพระเจ้าของฉันใกล้จะมา ฉันก็จะตอบรับ (ศรัทธา) ฉันได้ทิ้งของสำคัญยิ่งไว้สองอย่างแก่พวกท่าน หนึ่งในสองอย่างนั้นมีคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ซึ่งจะนำไปสู่ทางที่ถูกต้อง และแสงสว่างอยู่ในคัมภีร์นั้น ดังนั้น พวกท่านทั้งหลายจงนำเอาคัมภีร์ของอัลลอฮฺมาปฏิบัติตาม และจงยึดไว้ให้มั่น” ท่านนบีส่งเสริมให้ปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และสนับสนุนให้ยึดไว้ให้มั่น แล้วท่านนบีได้กล่าวต่อไปว่า “และ วงศ์วานของฉัน ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน (อะฮฺลุลบัยตฺ) ฉันขอเตือนพวกท่านให้รำลึกถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน” 
หุศ็อยนฺได้กล่าวกับซัยดฺว่า : ใครบ้างที่เป็นวงศ์วานของท่านนบี โอ้ ซัยดฺ ? บรรดาภรรยาของท่านนบีเป็นวงศ์วานของท่านมิใช่หรือ ? ซัยดฺตอบว่า ภรรยาของท่านนบีก็เป็นวงศ์วานของท่านนบีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม วงศ์วานของท่าน คือ บุคคลที่เป็นทายาทซึ่ง เศาะดะเกาะฮฺ(ซะกาตและของบริจาค) เป็นที่ต้องห้าม(หะรอม) หลังจากท่านนบีได้เสียชีวิตไปแล้วด้วย หุศ็อยนฺ ถามว่า : พวกเขาคือใครเล่า ? ซัยดฺได้ตอบว่า : พวกเขาคือวงศ์วานของท่านอะลียฺ วงศ์วานของท่านอะกีล วงศ์วานของท่านญะอฺฟัรฺ และวงศ์วานของท่านอับบาส  หุศ็อยนฺ ถามว่า : บุคคลทั้งหมดนั้นเศาะดะเกาะฮฺเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) สำหรับพวกเขาใช่หรือไม่?  ซัยดฺ กล่าวตอบว่า : ใช่แล้ว !
และในอีกรายงานหนึ่งมีว่า :  แล้วเราก็ถามว่า ใครคือวงศ์วานของท่านนบี ? บรรดาภรรยาของท่านกระนั้นหรือ ? " ซัยดฺ กล่าวว่า : ไม่ ใช่ ! ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ผู้หญิง(ภรรยา) นั้นจะอยู่กับผู้ชาย(สามี) เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ต่อมาเมื่อสามีหย่าขาดจากนาง นางก็จะต้องกลับไปอยู่กับบิดาของนางและพวกพ้องของนาง วงศ์วานของท่านนบี คือ ตระกูลเดิม กลุ่มชนดั้งเดิมของท่านที่พวกเขาถูกห้ามมิให้รับเศาะดะเกาะฮฺ ภายหลังจากท่านนบี”
 
ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าใครขอเตือนให้พิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ 
ประเด็นที่หนึ่ง : การที่ระบุถึงท่านอะลียฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และบุตรของท่านทั้งสอง เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ไว้ในหะดีษ “อัล-กิสาอ์” (เสื้อคลุม) และหะดีษ “อัล-มุบาฮะละฮฺ” (ต่างสาปแช่งกัน) ที่ได้ผ่านมาแล้วทั้งสองหะดีษ ไม่ได้บ่งบอกว่า อะฮฺลุลบัยตฺ จำกัดไว้เพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงการบอกให้รู้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นวงศ์วานของท่านนบีที่ใกล้ชิดที่สุด เป็นบุคคลที่สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปอยู่ภายใต้คำว่า (วงศ์วาน) ซึ่งก็ได้กล่าวไว้ในรายละเอียดของเรื่องนั้นมาแล้ว

ประเด็นที่สอง : การที่ ซัยดฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ระบุถึงวงศ์วานของท่านอะกีล วงศ์วานของท่านอะลียฺ วงศ์วานของท่านญะอฺฟัรฺ และวงศ์วานของท่านอับบาสนั้น มิได้เป็นการบ่งชี้ว่าเศาะดะเกาะฮฺถูกห้ามเฉพาะคนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวโดยไม่รวมถึงผู้อื่นด้วย ที่จริงแล้ว มันถูกห้ามแก่มุสลิมทั้งชายและหญิงที่มาจากสายสกุลของท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบ  ดังที่ได้นำเอาหะดีษของท่านอับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตร เราะบีอะฮฺ บุตร อัล-หาริษ บุตร อับดุลมุฏเฏาะลิบ ที่มีปรากฏอยู่ในเศาะฮีหฺมุสลิม และได้นำมากล่าวไว้แล้วในตอนต้นเรื่องการห้ามรับเศาะดะเกาะฮฺ ซึ่งอยู่ในหะดีษที่มีความหมายครอยคลุมรวมถึงลูกหลานของเราะบีอะฮฺ บุตร อัล-หาริษ บุตร อับดุลมุฏเฏาะลิบ ด้วย

ประเด็นที่สาม : ได้มีการนำเสนอหลักฐานจากอัลกุรอาน และสุนนะฮฺไปแล้วว่า บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็เป็นวงศ์วานของท่านนบี และมีการชี้แจงไปแล้วว่า บรรดาเธอเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มบุคคลที่เศาะดะเกาะฮฺเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)  ส่วนสิ่งที่มีปรากฏอยู่ในคำพูดของซัยดฺ ที่ว่า “บรรดาเธอเหล่านั้นเข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” ตามรายงานแรก และในรายงานที่สองระบุว่า “บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” ฉะนั้น ในรายงานที่สองที่ได้ระบุว่า “บรรดาเธอเหล่านั้นไม่ได้เข้าร่วมอยู่ในวงศ์วานด้วย” แท้จริงแล้ว ข้อความนี้คู่ควรเหมาะสมใช้กับบรรดาภรรยาทั่วไป ไม่ได้หมายถึง บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  “เพราะว่าบรรดาภรรยาของท่านนบี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุนนะ นั้น มีความผูกพันกันกับท่านนบี คล้ายกับเชื้อสาย เพราะการผูกพันของพวกเธอที่มีต่อท่านนบีนั้น มิใช่ถูกยกขึ้นให้โดดเด่นเพียงชั่วขณะ แต่เธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านนบีทั้งในโลกนี้ และโลกอาคิเราะฮฺ” ดังที่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปแล้วจากคำพูดของท่าน อิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ  

ประเด็นที่สี่ : “อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” คือ ผู้ที่มีความสุขใจในการปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับวงศ์วานของท่านซึ่งมีปรากฏอยู่ในหะดีษนี้ เพราะพวกเขารักใคร่และยอมรับในบุคคลเหล่านั้น อีกทั้งยังยกย่องให้อยู่ในฐานะตำแหน่งที่คู่ควรและเหมาะสมด้วยความยุติธรรม และเที่ยงธรรม
          ส่วนคนอื่นๆ นั้น ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้พูดไว้ในหนังสือ “มัจญ์มูอฺ ฟะตาวา” ของท่าน (เล่มที่4 หน้าที่ 419) มีความว่า “คนที่ทำตัวห่างไกลต่อคำสั่งเสียนี้มากที่สุดคือ “พวกรอฟิเฎาะฮฺ” (กลุ่มบุคคลจากพวกชีอะฮฺ) ซึ่งพวกเขาอนุญาตให้ทำลายชื่อเสียง และพูดจาใส่ร้ายป้ายสี บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สาเหตุที่พวกเขาถูกเรียกเช่นนั้น เนื่องจากบุคคลในยุคต้นๆ ของพวกเขาปฏิเสธไม่ยอมรับ ซัยดฺ บิน อะลียฺ บิน อัล-หุสัยนฺ บิน อะลียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ขณะที่ท่านห้ามมิให้พวกเขาพูดจาใส่ร้ายป้ายสีท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เพราะพวกเขาเกลียดชังอับบาส และผู้สืบเชื้อสายจากท่าน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเกลียดชังและทำตัวเป็นศัตรูกับบรรดา อะฮฺลุสสุนนะฮฺ และยังช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาพวกกุฟฟารฺ(ผู้ปฏิเสธศรัทธา)ให้ทำลายล้างพวกอะฮฺลุสสุนนะฮฺอีกด้วย 

5- หะดีษที่ว่า :
«كلُّ سببٍ ونسبٍ منقطعٌ يوم القيامةِ إلَّا سبَبِي ونسبِي» [السلسلة الصحيحة برقم 2036]
“ทุกสายสัมพันธ์ และทุกเชื้อสายต้องแตกสลายในวันกิยามะฮฺ นอกจากสายสัมพันธ์ และเชื้อสายของฉันเท่านั้น”
ท่านชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ นำเสนอหะดีษนี้ไว้ในหนังสือ “อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ” (หะดีษเลขที่ 2036) อ้างถึงสายรายงานถึงท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ท่านอุมัรฺ ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ และท่านอัล-มิสวัรฺ บุตร มัคเราะมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม และท่าน อัล-บานีย์ ได้ระบุถึงผู้ที่รายงานหะดีษจากบุคคลเหล่านั้น และยังกล่าวว่า :  “สรุปแล้ว หะดีษนี้มีผู้รายงานเป็นจำนวนมาก โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ” อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง (วัลลอฮุอะฮฺลัม)
ในบางกระแสรายงานระบุว่าหะดีษนี้ เป็นหะดีษที่ทำให้ท่านอุมัรฺ ปรารถนาจะแต่งงานกับ อุมมุ กัลษูม บุตรสาว ของท่านอะลียฺ ซึ่งเกิดจากท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อีกด้วย (ขออัลลอฮฺประทานความโปรดปรานของพระองค์แด่ทุกท่านด้วยเทอญ)

6- ท่านอิมาม อะหฺมัด ได้บันทึกไว้ในมุสนัดของท่าน (ในเล่มที่ 5 หะดีษเลขที่ 374) จากอับดุรร็อซซาก ได้มาจากมะอฺมัรฺ ได้มาจาก อิบนุ ฏอวูส ได้มาจากอบูบักรฺ บุตร มุหัมมัด บุตร อัมรฺ บุตร หัซมิน ได้รับมาจากเศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งได้ยินท่านนบี กล่าวเป็นประจำว่า :
«اللَّهمَّ صلِّ على محمَّدٍ وعلى أهل بيته وعلى أزواجِه وذريَّتِه، كما صلَّيتَ على آل إبراهيم إنَّك حميدٌ مجيدٌ، وبارِك على محمَّدٍ وعلى أهل بيته وعلى أزواجِه وذريَّتِه، كما بارَكتَ على آل إبراهيم إنَّك حميدٌ مجيدٌ» 
“โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรให้แก่มุหัมมัด แก่บรรดาวงศ์วานของมุหัมมัด แก่บรรดาภรรยาของมุหัมมัด และแก่บรรดาทายาทผู้สืบเชื้อสายของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว แท้จริง พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง  และขอพระองค์ทรงประทานความศิริมงคลแก่มุหัมมัด แก่วงศ์วานของมุหัมมัด แก่บรรดาภรรยาของมุหัมมัด และแก่บรรดาทายาทของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานความสิริมงคลให้แก่วงศ์วานของอิบรอ ฮีม แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง”
อิบนุ ฏอวูส กล่าวว่า “บิดาของฉัน ท่านจะกล่าวเช่นนั้นเป็นประจำเช่นเดียวกัน”
          สายรายงานที่นอกเหนือจากเศาะหาบะฮฺท่านนั้น ท่านอิมามอัล-บุคอรียฺ อิมามมุสลิม และเจ้าของสุนันทั้งสี่ ได้นำเอารายงานจากบุคคลเหล่านั้นมาบันทึกไว้ และท่านอัล-อัลบานีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ศิฟะตุศ เศาะลาตินนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” ว่า “บันทึกโดย อะหฺมัด และอัฏ-เฏาะหาวีย์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องแข็งแรง”
ส่วนที่มีการระบุการขอให้ประทานพรให้บรรดาภรรยา และแก่บรรดาทายาทนั้น มีปรากฏอยู่ในเศาะฮีหฺทั้งสองเช่นกัน จากหะดีษของ อบู หุมัยดฺ อัส-สาอิดีย์ 
อย่างไรก็ตาม นั่นมิได้บ่งบอกว่า วงศ์วานจะต้องเจาะจงเฉพาะบรรดาภรรยา และบรรดาทายาทแต่เพียงอย่างเดียว ความจริงแล้ว เพียงต้องการยืนยันให้รู้ว่า บรรดาท่านเหล่านั้นรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี มิใช่ไม่ได้รวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี ดังที่มีผู้กล่าวอ้างแต่ประการใด เพราะฉะนั้น การเชื่อมโยงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาทกับวงศ์วานของท่านนบี ในหะดีษที่ผ่านมาแล้วนั้น นับเป็นการเชื่อมโยงเฉพาะ (คอศฺ) ไว้กับการครอบคลุมกว้างๆ (อาม) โดยมิได้เป็นการเจาะจงเฉพาะ 
ท่าน อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวหลังจากยกหะดีษที่มีการระบุถึงวงศ์วาน ระบุถึงบรรดาภรรยา และบรรดาทายาท (ซึ่งเป็นหะดีษที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสายรายงานหะดีษนี้) ท่านก็กล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม การนำเอาบรรดาภรรยา บรรดาทายาท และวงศ์วานมารวมไว้ด้วยกันนั้น ความจริงแล้ว เพียงต้องการกำหนดบุคคลเหล่านั้นโดยเจาะจงลงไปให้ชัดเจน เพื่อประกาศออกไปว่า พวกท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะรวมอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรื่องนี้เป็นเรื่องประเภทเดียวกันกับการเชื่อมโยง “อัล-คอศฺ” (เจาะจงเฉพาะบุคคลตามที่มีปรากฏในหะดีษ) โดยรวมเอาเข้าไว้กับ “อัล-อาม” (กล่าวโดยรวมๆ ไม่เจาะจง เช่นวงศ์วาน เป็นต้น) และโยงในทางกลับกัน เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังอย่าได้ล่วงละเมิดในเกียรติยศชื่อเสียง แห่งวงศ์วานของท่านนบี และเพื่อเป็นการเจาะจงด้วยการกล่าวคำรำลึกให้กับบุคคลประเภทนี้โดยเฉพาะ เพราะบุคคลประเภทนี้แหละที่มีสิทธิสมบูรณ์ที่จะอยู่ในวงศ์วานของท่านนบี (ดูหนังสือ ญะลาอุลอัฟฮาม หน้าที่ 338)

7- และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า : 
« إنَّ الصَّدقةَ لا تنبغي لآل محمد، إنَّما هي أوساخ الناس» [مسلم برقم 1072]
“แท้จริง เศาะดะเกาะฮฺนั้น ไม่สมควรสำหรับวงศ์วานของมุหัมมัด แท้จริงแล้ว มันเป็นเหงื่อไคลของผู้คน”
          ท่านอิมาม มุสลิม ได้บันทึกหะดีษนี้ไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน ซึ่งเป็นหะดีษของ อับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตร เราะบีอะฮฺ (หะดีษเลขที่ 1072) ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น

บริการ AI