ฐานะอันทรงเกียรติของ “อะฮฺลุล บัยตฺ” ในทัศนะของ เศาะหาบะฮฺ และบรรดาตาบิอีน

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 68

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

อบู บักรฺ อัศ-ศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ 
ท่านอิมาม อัล-บุคอรียฺ ได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษ เลขที่ 3712) ว่า ท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวกับท่านอะลียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า :
قال أبوبكر الصديق رضي الله عنه لعلي رضي الله عنه : «والذي نفسي بيدِه لَقرابةُ رسول الله صلى الله عليه وسلم  أحبُّ إليَّ أنْ أَصِلَ من قرابَتِي» [البخاري برقم 3712]
“ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แน่นอน วงศ์ญาติใกล้ชิดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น เป็นที่รักแก่ฉันที่จะติดต่อสัมพันธ์มากกว่าที่จะติดต่อสัมพันธ์กับวงศ์ญาติของฉันเองเสียอีก” 
           
อัล-บุคอรียฺได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่านเช่นกัน (หะดีษเลขที่ 3713) จากท่านอิบนุ อุมัรฺ จากท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า :
«ارقُبُوا محمداً صلّى الله عليه وسلّم في أهل بيته».  [البخاري برقم 3717] 
“พวกท่านทั้งหลาย จงช่วยกันสอดส่องดูแลท่านนบีมุหัมมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงศ์วานของท่านด้วยเถิด”
          
ท่าน  อิบนุ หะญัรฺ ได้กล่าวไว้ในการอธิบายของท่านว่า “ท่านอบูบักรฺ ได้กล่าวคำปราศรัยเช่นนั้นกับผู้คนทั้งหลาย และได้กำชับสั่งเสียผู้คนทั้งหลายเพื่อให้ความสำคัญต่อวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ฉะนั้น การเฝ้ามองดูของสิ่งหนึ่ง ก็คือการคอยดูแลรักษาของสิ่งนั้นไว้นั่นเอง ดังนั้นคำพูดของท่านก็คือ ขอให้พวกท่านจงดูแลรักษาท่านนบีกับบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น และจงอย่าก่อความรำคาญ และจงอย่าสร้างความเลวร้ายให้กับท่านเหล่านั้นเลย” 

ในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรียฺ (หะดีษเลขที่ 3542) จากอุกบะฮฺ อิบนุ อัล-หาริษ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า :
«صلَّى أبو بكر رضي الله عنه العصرَ، ثم خرج يَمشي، فرأى الحسنَ يلعبُ مع الصِّبيان، فحمله على عاتقه، وقال:
بأبي شبيهٌ بالنبيّ        لا شبـيـهٌ بعلـيّ
وعليٌّ يضحك».
“ท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ทำการละหมาดอัศริเสร็จ แล้วท่านก็เดินออกไป แล้วท่านได้มองไปเห็น อัล-หะซัน กำลังเล่นอยู่กับบรรดาเด็กๆ ท่านก็ได้อุ้มอัล-หะซันขึ้นมาขี่คอท่าน และกล่าวว่า : ฉันขอไถ่ชีวิตของเขาด้วยกับชีวิตบิดาของฉัน เขา(อัล-หะซัน)เหมือนกับท่านนบี เขาไม่เหมือนอะลียฺเลย” และท่านอะลียฺก็หัวเราะ”
          ท่านอิบนุหะญัรฺ กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือของท่านว่า : คำพูดของอบูบักรฺที่ว่า “บิ อะบีย์” ในคำพูดประโยคนี้มีคำที่ถูกตัดออกไป ที่จริงแล้วต้องกำหนดคำขึ้นมาคือ “ฉันขอไถ่ชีวิตของเขาด้วยกับชีวิตบิดาของฉัน” ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า ในหะดีษนี้ได้กล่าวถึงความประเสริฐของท่านอบูบักรฺ และความรักของท่านที่มีต่อวงศ์ญาติใกล้ชิดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม   

อุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ และ อุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
  ท่านอิมามอัล-บุคอรียฺ ได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษเลขที่ 1010 และ 3710) จากท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า :  เมื่อผู้คนทั้งหลายประสบความแห้งแล้ง ท่านอุมัรฺจะเป็นผู้ที่ขอฝนด้วยการอาศัยอ้างอิงท่านอัล-อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นสื่อขออีกที หนึ่ง ท่านได้กล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ เราเคยเป็นผู้ขอให้นบีของเราเป็นสื่อกลางเพื่อขอจากพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงประทานน้ำฝนลงให้แก่เรา (และเมื่อท่านนบีจากไป) เราขอเอาผู้เป็นอาของนบีของเรามาเป็นสื่อกลางเพื่อขอจากพระองค์ ดังนั้น ขอพระองค์ได้ทรงประทานฝนมาให้แก่เราด้วยเถิด” ท่านอะนัสกล่าวว่า แล้วพวกเขาก็ได้รับน้ำฝน
ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตะวัสสุล” หรือการใช้สื่อกลางของท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กับท่านอัล-อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น เป็น “ตะวัสสุล” ด้วยการขอให้ท่านอับบาสช่วยขอดุอาอ์ให้ ดังปรากฏสิ่งที่จะให้ความกระจ่างชัดนี้ในบางรายงาน ซึ่งท่านอัล-หาฟิซ อิบนุ หะญัรฺ ได้ระบุรายงานต่างๆ ในการอธิบายหะดีษนี้ไว้ในบทที่ว่าด้วย “เรื่องการขอฝน” ในหนังสือ “ฟัตหุลบารี” ของท่าน
การที่ท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ตัดสินใจเลือกท่านอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เพื่อให้เป็นสื่อกลาง “ตะวัสสุล” ด้วยการให้ท่านขอดุอาอ์ให้นั้น ในความเป็นจริงแล้ว เพราะท่านอับบาส เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ด้วยเหตุนี้ ท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงได้กล่าวไว้ในการทำ “ตะวัสสุล” ของท่านว่า “และแท้จริง เราขอนำเอาผู้เป็นอาของท่านนบีของเรามาเป็นสื่อกลางเพื่อขอดุอาอ์จากพระองค์” ท่านอุมัรฺไม่ได้พูดว่า “ด้วยกับอับบาส”
          เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านอะลียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นผู้ที่ประเสริฐกว่าท่านอับบาส และท่านก็เป็นญาติใกล้ชิดกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่ท่านอับบาสนั้นใกล้ชิดกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มากกว่าท่านอะลียฺ และหากท่านนบี มีมรดกตกทอดจากท่าน แน่นอน ท่านอับบาส จะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในมรดกนั้นก่อนผู้ใดโดยเป็นไปตามคำกล่าวของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมที่ว่า :
«أَلحِقوا الفرائض بأهلها، فما أبقتِ الفرائضُ فلأولَى رجل ذَكر » [البخاري ومسلم]
“พวกท่านจงแบ่งมรดกให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับตามสัดส่วนของมัน (อัศหาบุลฟุรูฎ) และมรดกที่เหลือก็จงแบ่งให้แก่เพศชายผู้ใกล้ชิดท่านที่ใกล้ชิดที่สุด (ผู้ที่มีสิทธิ์ในอะเศาะบะฮฺ)"  (บันทึกโดย ท่านอิมามอัล-บุคอรียฺ และท่านอิมามมุสลิม)
          และในบันทึกของเศาะฮีหฺทั้งสองจากหะดีษของท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดถึงอาของท่าน (อัล-อับบาส) กับท่านอุมัรฺว่า : 
«أمَا عَلِمتَ أنَّ عمَّ الرَّجلِ صِنْوُ أبيه» [البخاري ومسلم]
“ท่านไม่ทราบหรือว่า ผู้เป็นอาของผู้ชายนั้นนับเป็นหน่อที่แยกออกมาจากลำต้นเดียวกับบิดาของเขา”

          ในตัฟสีรฺ อิบนิ กะษีรฺ  ได้อธิบายอายะฮฺของสูเราะฮฺอัช-ชูรอ ว่า ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏ็อบ ได้กล่าวกับท่านอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า : “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า การเข้ารับอิสลามของท่าน (อับบาส) ในวันนั้น เป็นที่ชื่นชอบสำหรับฉันยิ่งกว่าการเข้ารับอิสลามของอัล-ค็อฎฎอบ(บิดาของฉันเอง)เสียอีกถ้าหากเขาเข้ารับอิสลาม เพราะการเข้ารับอิสลามของท่าน(อับบาส)เป็นที่ยินดีสำหรับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยิ่งกว่าการเข้ารับอิสลามของอัล-ค็อฏฏ็อบเป็นอย่างมาก” ดังกล่าวนี้มีอยู่บันทึกของ อิบนุ สะอัด ในหนังสือ “อัฏ-เฏาะบะกอต” (เล่มที่ 4 หน้าที่ 22-30)
          ในหนังสือ “อิกติฎออ อัศ-ศิรอฎ อัล-มุสตะกีม ฟี มุคอละฟะฮฺ  อัศ-หาบ อัล-ญะฮีม” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 446) ของท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ มีว่า “เมื่อ ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ  ได้กำหนดรายการเงินกู้ให้เปล่า ท่านได้บันทึกรายชื่อผู้คนตามลำดับเชื้อสายที่เหมาะสม ซึ่งท่านจะเริ่มเรียงตั้งแต่บุคคลที่มีเชื้อสายใกล้ชิดกับท่านเราะสูลมากที่สุดเป็นลำดับแรก และเมื่อเชื้อสายของคนอาหรับหมดแล้ว ท่านก็จะระบุบุคคลที่ไม่ใช่คนอาหรับ (อะญัม) ตามมา การลงทะเบียนรายชื่อเช่นนี้มีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของบรรดา “คุละฟาอ์ อัร-รอชิดีน” (เคาะลีฟะฮฺทั้งสี่ท่าน) ตลอดจนสมัยการปกครองของราชวงศ์อุมัยยะฮฺ และสมัยราชวงศ์อับบาส เรื่อยมาจนกระทั่งได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบหลังจากนั้น”
          ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้อีก (ในหนังสือดังกล่าวเล่มที่ 1 หน้าที่ 453) ว่า “ท่านจงพิจารณาดูท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ในขณะที่ท่านได้ใส่รายชื่อบุคคลในทะเบียนรายชื่อเงินกู้ มีผู้คน(ที่รับผิดชอบเรื่องนี้)กล่าวกับท่านว่า “ท่านอะมีริลมุอ์มินีน ท่านก็เริ่มใส่ชื่อท่านลงไปเป็นคนแรกก่อนสิ” ท่านอุมัรฺกล่าวว่า “ไม่ได้ แต่ท่านทั้งหลายจงใส่ชื่ออุมัรฺไว้ตามที่พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้" แล้วท่านก็ได้ใส่รายชื่อโดยเริ่มต้นด้วยวงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นอันดับต้น แล้วตามมาด้วยบุคคลถัดมา จนกระทั่งเวียนมาถึงรอบของท่านอุมัรฺซึ่งอยู่ในตระกูลอะดีย์ ซึ่งเป็นตระกูลที่ห่างไกลจากเชื้อสายส่วนใหญ่ของเผ่ากุเรช”
          ในตอนต้นที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงหะดีษฺเกี่ยวกับเรื่องความประเสริฐของวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า : “ทุกสายสัมพันธ์ และทุกเชื้อสายต้องขาดสะบั้นลงในวันกิยามะฮฺ นอกจากสายสัมพันธ์ และเชื้อสายของฉัน(ท่านนบี) เท่านั้น”  หะดีษฺนี้เองที่ผลักดันให้ท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปขอหมั้น อุมมุ กัลษูม บุตรสาวของท่านอะลียฺมาเป็นภรรยา และท่านอัล-อัลบานีย์ ได้ระบุหะดีษนี้ไว้ในหนังสือ “อัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ” ภายใต้ (หะดีษเลขที่ 2036) สายรายงานหะดีษนี้มาจากท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
          เป็นที่ทราบกันดีว่า บรรดาคุละฟาอ์ อัร-รอชิดีน ทั้งสี่ท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม (ผู้ปกครองผู้ยึดมั่นในหลักธรรมอย่างเที่ยงตรงทั้งสี่ท่าน) ล้วนเป็นพ่อตา-ลูกเขยของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งสิ้น ดังเช่น ท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ทั้งสองได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงด้วยการที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สมรสกับบุตรสาวของท่านทั้งสอง คือ ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านหญิงหัฟเศาะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
          ส่วนท่านอุษมาน และท่านอะลียฺได้รับเกียรติเป็นอย่างมาก ในการที่ให้ท่านทั้งสองทำการสมรสกับบุตรสาวของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยท่านอุษมานได้สมรสกับท่านหญิง รุก็อยยะฮฺ และภายหลังจากที่ท่านหญิงได้เสียชีวิตลงไป ท่านอุษมานก็ได้รับเกียรติให้สมรสกับน้องสาวของท่านหญิงรุก็อยยะฮฺ คือท่านหญิง อุมมุ กัลษูม ด้วยเหตุนี้ท่านอุษมานจึงได้รับการขนานนามว่า “เจ้าของรัศมีสองรัศมี” (ซุนนูร็อยนิ)
          ในส่วนของท่านอะลียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้นได้สมรสกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
ในหนังสือ “สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอ์” ของท่าน อัซ-ซะฮะบียฺ และในหนังสือ “ตะฮฺซีบ อัต-ตะฮฺซีบ” ของท่านอิบนุ หะญัรฺ ได้ระบุเกี่ยวกับประวัติของท่านอับบาสว่า : “ท่าน อับบาสนั้น เมื่อท่านเดินผ่านท่านอุมัรฺ และท่านอุษมาน ซึ่งขณะที่ท่านทั้งสองกำลังขี่พาหนะอยู่ ทั้งสองจะลงมายืนอยู่ด้านล่าง จนกว่าท่านอับบาสจะผ่านไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เป็นอาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม   
ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุลอะซี๊ซ เราะหิมะฮุลลอฮฺ 
อุมัรฺ บิน อับดุลอะซีซ
ในหนังสือ “อัฏ-เฏาะบะกอต” ของ อิบนุ สะอัด (เล่มที่5 หน้าที่ 333) และ (เล่มที่ 5 หน้าที่ 387–388) ด้วยสายรายงานของเขาที่สืบถึงฟาฏิมะฮฺ บุตรสาวของท่านอะลียฺ อิบนุ อบี ฏอลิบ เล่าว่า ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุลอะซีซ ได้กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺว่า : “โอ้ บุตรีของท่านอะลียฺเอ๋ย! ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ไม่มีวงศ์วานใดบนหน้าแผ่นดินนี้ จะเป็นที่รักสำหรับฉันยิ่งไปกว่าพวกท่าน และแน่แท้ พวกท่านนั้นเป็นที่รักสำหรับฉันยิ่งกว่าวงศ์วานของฉันเองเสียอีก”
 
อบู บักรฺ บิน อบี ชัยบะฮฺ
ในหนังสือ “ตะฮฺซีบ อัล-กะมาล” ของอัล-มิซซียฺ เกี่ยวกับประวัติของท่านอะลียฺ อิบนุ หุสัยนฺ ท่านอบูบักรฺ บิน อบี ชัยบะฮฺ เราหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า : "สายรายงานที่ถือว่าแข็งแรงที่สุดคือ สายรายงานจากอัซ-ซุฮฺรีย์ รายงานจากอะลียฺ อิบนุ หุสัยนฺ จากบิดาของเขา (อัล-หุสัยนฺ) จากท่านอะลียฺ”

ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ
อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-อะกีดะฮฺ อัล-วาสิฏียะฮฺ” ว่า : “และพวกเขา (อะฮฺลุส สุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) จะรักใคร่ให้เกียรติวงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  และยอมรับให้เป็นผู้ปกครอง และเฝ้าจดคำสั่งเสียของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ที่ได้กำชับเกี่ยวกับคนเหล่านั้น โดยที่ท่านได้กล่าวไว้ในวัน “เฆาะดีรฺคุม” ว่า : “ฉันขอเตือนพวกท่านให้กล่าวคำรำลึกถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับวงศ์วานของฉัน” และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกับท่านอับบาส ซึ่งเป็นอาของท่าน ขณะที่ได้ไปปรับทุกข์กับท่านนบีว่า “กุเรชบางคนทำกักฃฬะกับตระกูลฮาชิม” ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พวกเขาจะยังไม่ศรัทธา (อีมาน) จนกว่าพวกเขาจะได้รักใคร่พวกท่านเพื่ออัลลอฮฺ และเพราะการเป็นวงศ์ญาติที่ใกล้ชิดของฉัน”  ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “แท้จริง อัลลอฮฺ ได้ทรงคัดเลือกเผ่ากินานะฮฺ มาจากลูกหลาน(บนี)ของท่านนบีอิสมาอีล และทรงคัดเลือกกุเรชมาจากเผ่ากินานะฮฺ และทรงคัดเลือกตระกูลฮาชิมมาจากกุเรช และทรงคัดเลือกฉันมาจากตระกูลฮาชิม” พวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) ถือว่าบรรดาภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นมิตรและเป็นมารดาแห่งบรรดาผู้ศรัทธา และศรัทธาเชื่อมั่นว่า บรรดาเธอเหล่านั้นเป็นภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺด้วย โดยเฉพาะท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ซึ่งเธอเป็นมารดาของลูกๆ ของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เธอเป็นบุคคลแรกที่ได้ศรัทธาต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เธอเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนกิจการงานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเธอเป็นผู้ที่ได้รับฐานะตำแหน่งอันสูงเกียรติจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เธอเป็นผู้มีความศรัทธามั่น เป็นผู้ซื่อสัตย์สุจริตใจ และท่านหญิงอาอิชะฮฺ ผู้ได้ฉายาว่า “อัศ-ศิดดีเกาะฮฺ บินติ อัศ-ศิดดีก” เป็นบุตรีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “อัศ-ศิดดีก” (ผู้มีความศรัทธามั่น ผู้มีความเชื่อมั่นอย่างสุจริตใจ) เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เธอเป็นบุคคลที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงว่า : “ความประเสริฐของอาอิชะฮฺ (ที่ประเสริฐเหนือกว่าสตรีทั้งหลาย) นั้น เสมือนกับความประเสริฐของอัษ-ษะรีด(ข้าวโอ๊ดต้ม มีลักษณะคล้ายข้าวต้มผสมนมและน้ำตาล) ซึ่งดีกว่าอาหารทั่วๆ ไป” และพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวกชีอะฮฺ “อัร-เราะวาฟิฎฺ” ที่อาฆาต เคียดแค้น และสาปแช่งด่าว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ และพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ) จะทำตัวให้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางของพวก “อัน-นะวาศิบ” (กลุ่มบุคคลที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับวงศ์วานของท่านเราะสูล) เป็นผู้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่วงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ”
           ท่าน อิบนุ ตัยมียะฮฺ ยังได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-วะศียะฮฺ อัล-กุบรอ” เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 407-408) ว่า : “และนอกจากนี้ วงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ยังได้รับสิทธิต่างๆมากมายที่จำเป็นจะต้องให้ความเอาใจใส่จากสิทธิเหล่านั้น เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดสิทธิ์ “อัล-คุมุสฺ” (หนึ่งในห้าทรัพย์เชลย) และ “อัล-ฟัยอ์” (ทรัพย์ที่ยึดได้จากศัตรูโดยมิได้เกิดการสู้รบกัน) ให้ท่านเหล่านั้น และอัลลอฮฺ ตะอาลา ยังทรงกำชับให้ขอพรให้แก่ท่านเหล่านั้น พร้อมกับการขอพรให้แก่ท่านเราะสูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้กล่าวแก่พวกเราว่า “ท่านทั้งหลาย จงกล่าวเถิดว่า โอ้ อัลลอฮฺ! ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพรแก่มุหัมมัด และวงศ์วานของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรแด่อิบรอฮีมมาก่อนแล้ว แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่งยิ่ง และขอพระองค์ได้ทรงประทานความเป็นศิริมงคลแด่มุหัมมัด และแด่วงศ์วานของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประทานความเป็นสิริมงคลแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม มาก่อน แท้จริง พระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงส่ง” วงศ์วานของมุหัมมัดนั้นคือ บุคคลที่เศาะดะเกาะฮฺ (ซะกาต) เป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) นี่คือทัศนะที่ท่านอิมาม อัช-ชาฟิอีย์ ท่านอิมาม อะหฺมัด อิบนุ หันบัลฺ และบรรดานักวิชาการอื่นๆ นอกเหนือจากท่านทั้งสองได้กล่าวไว้ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้กล่าวว่า “แท้จริง เศาะดะเกาะฮฺ (ทานบริจาค) นั้นไม่เป็นที่อนุมัติ (หะรอม) แก่มุหัมมัด และไม่เป็นที่อนุมัติแก่วงศ์วานของมุหัมมัด” แท้จริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า :
﴿إِنَّمَا يُرِيدُ ٱللَّهُ لِيُذۡهِبَ عَنكُمُ ٱلرِّجۡسَ أَهۡلَ ٱلۡبَيۡتِ وَيُطَهِّرَكُمۡ تَطۡهِيرٗا ٣٣ ﴾ [الأحزاب: ٣٣]  
"แท้จริง อัลลอฮฺทรงต้องการขจัดความผิดที่เป็นบาปให้พ้นไปจากพวกเจ้า โอ้ บรรดาวงศ์วาน (ของนบี) และพระองค์ทรงประสงค์ให้พวกเจ้าสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง" (อัล-อะหฺซาบ : 33)
พระองค์ทรงห้ามมิให้ท่านเหล่านั้นรับเศาะดะเกาะฮฺ (ทานบริจาค) เพราะเศาะดะเกาะฮฺ เป็นเหงื่อไคลของผู้คนทั้งหลาย” (จบการอ้าง)
           ท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ดังปรากฎอยู่ใน “มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตะวา” ของท่าน (เล่มที่ 28 หน้าที่ 491) ว่า : "จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรักใคร่ ให้ความใกล้ชิดสนิดสนม ให้การช่วยเหลือต่อวงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และต้องมีความระมัดระวังเอาใจใส่ในสิทธิของท่านเหล่านั้นอย่างแท้จริง”
 
อิบนุล ก็อยยิม 
            ท่านอิมาม อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวไว้ในการแจกแจงรายละเอียดถึงสาเหตุต่างๆ ที่มีการยอมรับการตีความที่ไม่ถูกต้องไร้สาระ(อัต-ตะอ์วีลฺ อัล-ฟาสิด) ว่า : “สาเหตุที่สาม ผู้ที่ตีความหมายโดยการอ้างอิงว่า นำมาจากผู้ที่มีขีดขั้นความสามรถสูง มีชาติตระกูลดี เป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานกันอย่างกว้างไกล เป็นที่ยอมรับของคนที่มีสติปัญญา มีมันสมอง หรืออ้างอิงการตีความว่ามาจากวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรืออ้างว่า (การตีความหมายนี้) มาจากผู้ที่ได้รับการยกย่องชมเชย ได้รับการสรรเสริญอย่างดีงามและมีสัจจะวาจาจากประชาชาติ(มุสลิม) การอ้างอิงเช่นนั้น เพียงเพื่อต้องการให้การตีความมีผลเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหัวใจของบรรดาคนโง่เขลาเบาปัญญา ดังกล่าว นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องให้ความสำคัญกับคำพูดของบุคคลที่มีเกียรติ มีระดับ ใหญ่โตของพวกเขา จนถึงขนาดยกย่องเทิดทูนคำพูด (ผู้ทรงเกียรติ) ให้อยู่เหนือคำดำรัสของอัลลอฮฺ และคำพูดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เสียอีก โดยที่พวกเขาเหล่านั้นจะอ้างว่า เขาคนนั้นเป็นผู้รู้ในเรื่องของอัลลอฮฺมากกว่าพวกเรา และด้วยแนวทางนี้เอง กลุ่ม “อัร-รอฟิเฎาะฮฺ” กลุ่ม “อัล-บาฏินียะฮฺ” กลุ่ม “อัล-อิสมาอีลียะฮฺ” และกลุ่ม “อัน-นุศ็อยรียะฮฺ” จึงพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นเท็จ และการตีความผิดๆ ของพวกเขาให้สอดคล้องกันในช่วงเวลาที่พวกเขาพาดพิงสิ่งเหล่านั้นถึงวงศ์วาน ของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าบรรดามุสลิมนั้น มีความเห็นตรงกันว่า : “จะต้องมีความรัก และจะต้องยกย่องให้เกียรติต่อวงศ์วานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” 
         ดังนั้น พวกเขา (กลุ่มอัรรอฟิเฎาะฮฺ และกลุ่มอื่นๆ) จึงทำทีเข้ามาสังกัดอยู่กับกลุ่มมุสลิม และทำเป็นแสดงความรักใคร่ และยกย่องเทิดทูนบรรดาวงศ์วานท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้ปรากฏ และมีการระบุถึงเกียรติประวัติแห่งคุณงามความดีของท่านเหล่านั้น ซึ่งล้วนเป็นสิ่งลวงให้ผู้ฟังคล้อยตามไปว่า พวกเขาเป็นผู้ให้การช่วยเหลือสนับสนุนวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่แท้จริง ภายหลังจากที่ผู้คนหลงเชื่อแล้ว พวกเขาก็จะเริ่มโฆษณาชวนเชื่อสิ่งที่เป็นเท็จ และความเชื่อผิดๆ โดยอ้างว่าสิ่งเหล่านั้น มาจากท่านเหล่านั้น 
ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ ! ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงที่ต้องเคารพอิบาดะฮฺนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ! มีจำนวนไม่รู้เท่าไหร่จากพวกบิดเบือนและไม่ศรัทธาในอัลลอฮฺ พวกที่ไม่เลื่อมใสในศาสนา และพวกก่ออุตริกรรมได้เกิดขึ้นมาบนโลก เพียงด้วยสาเหตุที่มีพฤติกรรมที่ว่าดังกล่าวนั้น ทั้งๆ ที่คนที่ถูกอ้างเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขาอ้างและโฆษณาชวนเชื่อแม้แต่นิดเดียวเลย
เมื่อท่านพิจารณาถึงสาเหตุนี้แล้ว จะพบว่าในหัวใจของคนส่วนมากเขาจะไม่คิดอะไรนอกเหนือจากการนึกดี คิดดีต่อผู้พูดเท่านั้น โดยมิได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งมาจากอัลลอฮฺที่จะชักนำพวกเขาไปสู่ความรู้สึกดังกล่าว สิ่งนี้คือ มรดกตกทอดมาจากบรรดาผู้ที่ขัดแย้งกับศาสนาของบรรดาเราะสูลด้วยการอ้างว่าต้องยืนหยัดและยึดมั่นในสิ่งบรรดาบรรพบุรุษและบรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้วเคยยึดถือมาก่อน  นี่คือสภาพของคนทุกคนที่ลอกเลียนแบบบุคคลที่เขายกย่องให้เกียรติในสิ่งที่ขัดกับความถูกต้อง ซึ่งจะมีให้เห็นแบบนี้อีกต่อไปจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ” (จากหนังสือ “มุคตะศ็อร อัศ-เศาะวาอิก อัล-มุรสะละฮฺ” เล่มที่ 1 หน้าที่ 90)
 
 อิบนุ กะษีรฺ 
            ท่าน อิบนุ กะษีรฺ ได้กล่าวไว้ในตัฟสีรฺของท่านที่ได้อธิบายความหมายอายะฮฺในซูเราะฮฺ อัช-ชูรอ หลังจากนั้นท่านได้ชี้แจงรายละเอียดว่า :  ที่ถูกต้องแล้ว การอธิบายอายะฮ์นี้ตามคำมุ่งหมายของคำว่า “อัล-กุรบา” คือ ตระกูลหนึ่งของเผ่ากุเรช ดังที่เป็นการอธิบายของท่านอิบนุ อับบาส สำหรับอายะฮฺนี้ ที่มีระบุอยู่ในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรียฺ ท่านอิบนุ กะษีรฺได้กล่าวว่า “เราจะไม่ปฏิเสธการกำชับสั่งเสียที่เน้นให้สนใจต่อวงศ์วานของท่านนบี เราจะไม่ปฏิเสธคำสั่งใช้ให้ทำความดีงาม ให้เกียรติ ให้ความเคารพ ให้ความนอบน้อมต่อท่านเหล่านั้น เพราะท่านเหล่านั้นสืบมาจากเชื้อสายที่สะอาดบริสุทธิ์ มาจากครอบครัวที่สูงส่งที่สุดที่มีอยู่บนหน้าแผ่นดินนี้ สูงทั้งเกียรติยศ ความรุ่งเรือง สูงทั้งวงศ์ตระกูล และสูงทั้งเชื้อสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาท่านเหล่านั้นเป็นผู้ดำเนินตามแนวทางแห่งนบีที่ถูกต้องแจ่มแจ้งชัดเจน เหมือนดังที่บรรพชนของบรรดาท่านเหล่านั้นได้ดำเนินตามมาแล้วก่อนหน้า อย่างเช่น ท่านอัล-อับบาส และทายาทของท่าน ท่านอะลียฺ และวงศ์วานของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจญ์มะอีน”
หลังจากที่ท่านอิบนุ กะษีรฺ ได้นำเอารายงานทั้งสองรายงานมาระบุ คือ จากท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานหนึ่ง และอีกรายงานหนึ่งจากท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เกี่ยวกับเรื่องการเคารพยกย่องให้เกียรติวงศ์วานของท่านนบี และแจกแจงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับฐานันดร และตำแหน่งอันทรงศักดิ์ของบรรดาท่านเหล่านั้นแล้ว ท่านกล่าวว่า : “ดังนั้น สภาพตามตัวอย่างของเชคทั้งสอง (อบูบักรฺ และอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา)นี่แหละ คือสิ่งจำเป็นที่เราต้องปฏิบัติตาม(ในการให้เกียรติอะฮฺลุลบัยตฺ) และด้วยเหตุนี้เอง ท่านทั้งสองจึงเป็นผู้ศรัทธา(มุอ์มินีน)ที่ประเสริฐ ที่สุดรองลงมาจากท่านนบี และบรรดาเราะสูลทั้งมวล ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยท่านทั้งสอง ตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺทั้งมวลด้วยเถิด”
 
อิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานียฺ   
            ท่าน อิบนุ หะญัรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟัตหุลบารี” (เล่มที่ 3 หน้าที่ 11) เกี่ยวกับหะดีษในสายรายงานที่มาการสืบมาจากท่านอะลียฺ บิน หุสัยนฺ จากหุสัยนฺ บิน อะลียฺ จากท่านอะลียฺ บิน อบี ฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม   ท่านอิบนุ หะญัรฺ กล่าวว่า : “สายรายงานนี้เป็นหนึ่งในจำนวนสายรายงานที่ถูกต้องที่สุด และเป็นสายรายงานที่มาจากประวัติบุคคลที่สูงศักดิ์ที่สุดตามที่ได้มีปรากฏมา เกี่ยวกับบุคคลที่รายงานหะดีษฺมาจากผู้เป็นบิดาของเขา และผู้เป็นปู่ของเขา”

มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
สำหรับชัยคุลอิสลาม มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เราะหิมะฮุลลอฮฺ นั้น ท่านมีบุตรชายหกคน และบุตรีหนึ่งคน คือ อับดุลลอฮฺ อะลียฺ หะซัน หุสัยฮฺ อิบรอฮีม อับดุลอะซีซ และฟาฏิมะฮฺ โดยตั้งชื่อทั้งหมดให้เป็นชื่อเดียวกับวงศ์วานของท่านนบี นอกจาก อับดุลอะซีซ เท่านั้น สำหรับอับดุลลอฮฺ และอิบรอฮีมนั้น ตั้งตามชื่อเช่นเดียวกับชื่อบุตรชายทั้งสองท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่วนท่านที่เหลือคือ อะลียฺ ฟาฏิมะฮฺ หะสัน และหุสัยนฺ นั้น เป็นบุตรเขย บุตรสาว และหลานรักทั้งสองของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
และการที่ท่านเลือกตั้งชื่อบุตรตามชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านมีความรักความเคารพในวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และให้เกียรติต่อท่านเหล่านั้นเป็นอย่างมาก และแน่นอน ยังมีการนำชื่อเหล่านั้นมาตั้งเป็นชื่อหลานๆ ของท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกด้วย
  ในช่วงสุดท้ายของบทนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวยืนยันว่า อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงประทานบุตรชาย และบุตรสาวให้แก่ข้าพเจ้าหลายคน ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งชื่อพวกเขาว่า อะลียฺ อัล-หะสัน อัล-หุสัยนฺ ฟาฏิมะฮฺ และตั้งชื่อเดียวกับบรรดามารดาของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งเจ็ดท่าน และบรรดาผู้ที่ตั้งชื่อเหมือนกับชื่อของบรรดาท่านเหล่านั้น ซึ่งได้รวมไว้ซึ่งความประเสริฐในฐานะที่เป็นทั้งเศาะหาบะฮฺและเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
           บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น ผู้ทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีความเคารพรักต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูล  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และต่อวงศ์วานของท่าน และข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระองค์ ได้ทรงให้ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณ (นิอฺมะฮฺ) นี้ยาวนานตลอดไป และขอพระองค์ได้ทรงคุ้มครองรักษาหัวใจของข้าพระองค์ให้พ้นจากความอิจฉาริษยา ความอาฆาตมาดร้าย เคียดแค้นต่อผู้หนึ่งผู้ใดในบรรดาท่านเหล่านั้นเลย และขอทรงคุ้มครองรักษาลิ้นของข้าพระองค์ให้ห่างไกลจากการกล่าวถึงท่านเหล่านั้นในทางที่ไม่เหมาะสมด้วยเถิด
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวว่า :
﴿ وَٱلَّذِينَ جَآءُو مِنۢ بَعۡدِهِمۡ يَقُولُونَ رَبَّنَا ٱغۡفِرۡ لَنَا وَلِإِخۡوَٰنِنَا ٱلَّذِينَ سَبَقُونَا بِٱلۡإِيمَٰنِ وَلَا تَجۡعَلۡ فِي قُلُوبِنَا غِلّٗا لِّلَّذِينَ ءَامَنُواْ رَبَّنَآ إِنَّكَ رَءُوفٞ رَّحِيمٌ ١٠ ﴾ [الحشر: ١٠]  
“และบรรดาผู้ที่มาภายหลังจากพวกเขาเหล่านั้นจะกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเรา และพี่น้องของพวกเรา ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ศรัทธามาก่อนหน้าพวกเรามาแล้ว และขอพระองค์อย่าได้ทรงให้มีความอาฆาตเคียดแค้นเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเรา ต่อบรรดาผู้ศรัทธาเหล่านั้นเลย ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริง พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงเอ็นดู เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัล-หัชรฺ 10)

บริการ AI