เปรียบเทียบระหว่างหลักเชื่อมั่นของ “อะฮฺลุสสุนนะฮฺ” และกลุ่มอื่นๆ เกี่ยวกับอะฮฺลุล บัยตฺ

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 72

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

จากที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า หลักการเชื่อมั่นของ “อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” เกี่ยวกับวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็น การเดินตามสายกลาง ไม่เลยเถิด และไม่บกพร่องหย่อนยาน ไม่ยกย่องบุคคลเกินเลยฐานะ ไม่ทำตัวหมางเมิน กระด้างกระเดื่อง พวกเขารักและเคารพวงศ์วานของท่านนบีทุกท่าน เป็นมิตรกับบรรดาท่านเหล่านั้น ไม่หมางเมินและมิได้ยกย่องผู้ใดโดยเฉพาะ จนเกินฐานะความเป็นจริง
“อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” จะรักและเคารพบรรดาเศาะหาบะฮฺทุกท่าน โดยมิได้ยกเว้นผู้ใดทั้งสิ้น และถือว่าท่านเหล่านั้นล้วนเป็นมิตรที่ดี
“อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” รวมเอาความรักในเศาะหาบะฮฺ และความรักในวงศ์วานไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน กรณีนี้จึงแตกต่างกันกับพวกที่มิใช่ “อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” อันได้แก่พวกที่ยึดถือเอาแต่อารมณ์ ที่ยกย่องให้เกียรติบุคคลในวงศ์วานของท่านนบีเป็นการเฉพาะ จนเกินเลยฐานะความเป็นจริง และทำเมินเฉย กระด้างกระเดื่องกับบุคคลในวงศ์วานของท่านนบีอีกมากมายหลายท่าน ตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ด้วยเช่นกัน
          ในจำนวนตัวอย่างต่างๆ จากการกระทำที่เลยเถิดจนเกินฐานะที่พวกเขามีให้กับบรรดาอิมามสิบสอง ผู้สืบเชื้อสายมาจากวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บรรดาท่านเหล่านั้น คือ ท่านอะลียฺ ท่านหะสัน ท่านหุสัยนฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม และลูกๆของท่านอัล-หุสัยนฺ อีกเก้าท่านนั้น ได้ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ “อุศูลุลกาฟี” ของอัล-กุลัยนียฺ ในบทต่างๆ เช่น : 
- บทที่ว่า : “แท้ จริง บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม เป็นตัวแทนของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา บนหน้าแผ่นดินนี้ของพระองค์ และพวกเขาถูกนำออกมาจากประตูต่างๆของพระองค์” (เล่มที่ 1 หน้าที่ 193)

- บทที่ว่า :  “แท้จริง บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม คือ อะลามาต (สัญญาณเครื่องหมายต่างๆ) ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงระบุไว้ในคัมภีร์ของพระองค์” (อุศูลุลกาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 206) ในบทนี้มีอยู่สามหะดีษ ซึ่งเป็นหะดีษที่พวกเขาได้ประมวลไว้ด้วยการอธิบายความหมายของดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลาที่ว่า :
﴿ وَعَلَٰمَٰتٖۚ وَبِٱلنَّجۡمِ هُمۡ يَهۡتَدُونَ ١٦ ﴾ [النحل: ١٦]  
“และเครื่องหมายต่างๆ และด้วยกับดวงดาวนั้น พวกเขาอาศัยนำทาง” (อัน-นะหฺลุ :16)
พวกเขา (ชีอะฮฺ) อธิบายคำว่า “อัน-นัจญ์มุ” (ดวงดาว) นั้นว่า หมายถึง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และ “อัล-อะลามาต” (เครื่องหมายต่างๆ) นั้นหมายถึง บรรดาอิมาม (สิบสอง)

- บทที่ว่า : บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม นั้น เป็นรัศมีของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 193)
          ซึ่งในบทนี้ ประมวลหะดีษไว้มากมาย จากหะดีษเหล่านั้น ที่มีสายสืบสุดอยู่เพียงแค่ท่าน อบู อับดิลลาฮฺ (คือ ท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก) เป็นการอธิบายดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในซูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 35  ที่ว่า : 
﴿۞ٱللَّهُ نُورُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۚ ﴾ [النور: ٣٥]  
“อัลลอฮฺทรงเป็นแสงสว่าง (เป็นผู้นำทาง) แห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน....” 
          พวกเขากล่าวอ้างว่า อบู อับดิลลาฮฺ (ญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก) ได้อธิบายว่า 

﴿مَثَلُ نُورِهِۦ كَمِشۡكَوٰةٖ﴾
“อุปมาแสงสว่างแห่งอัลลอฮฺ อุปมัยดั่งช่อง(ที่ทำไว้ตามผนังสำหรับตั้งตะเกียง)” ว่า หมายถึงท่านหญิง ฟาฏิมะฮฺ อะลัยฮัสสลาม
﴿فِيهَا مِصۡبَاحٌۖ ﴾
(ณ ที่) “ตามช่องนั้นมีตะเกียง” หมายถึงอัล-หะสัน
﴿ ٱلۡمِصۡبَاحُ فِي زُجَاجَةٍۖ ﴾
“ตะเกียงนั้นอยู่ในโคมแก้ว” หมายถึงอัล-หุสัยนฺ
﴿ ٱلزُّجَاجَةُ كَأَنَّهَا كَوۡكَبٞ دُرِّيّٞ﴾
“โคมแก้วนั้นเสมือนดวงดาวที่ประกายแสง” ดวงดาวที่ว่าหมายถึง ท่านหญิง ฟาฏิมะฮฺ ที่เป็นเสมือนดวงดาวท่ามกลางบรรดาสตรีในโลกนี้
﴿ يُوقَدُ مِن شَجَرَةٖ مُّبَٰرَكَةٖ﴾
“(ตะเกียงนั้น) ถูกจุดขึ้นจากน้ำมัน ที่มาจากต้นไม้ที่เป็นมงคล (ให้ประโยชน์มากมาย)” ว่าหมายถึง ท่านนบี อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม
﴿زَيۡتُونَةٖ لَّا شَرۡقِيَّةٖ وَلَا غَرۡبِيَّةٖ﴾
“คือต้นซัยตูน ซึ่งมันมิได้อยู่ทางด้านตะวันออก และมิได้อยู่ทางด้านตะวันตก” (อยู่ในจุดที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน) ว่าหมายถึง ไม่ใช่พวกยิวและไม่ใช่พวกคริสต์
﴿يَكَادُ زَيۡتُهَا يُضِيٓءُ﴾ 
“น้ำมันของมันนั้นเกือบจะมีประกายแสงออกมา” ว่าหมายถึง วิชาความรู้นั้นเกือบจะระเบิดพุ่งออกมาจากแสงนั้น
﴿وَلَوۡ لَمۡ تَمۡسَسۡهُ نَارٞۚ نُّورٌ عَلَىٰ نُورٖۚ ﴾ 
“ถึงแม้ว่าแสงไฟนั้นจะไม่มากระทบกับมัน (มันก็จะประกายแสง) (เมื่อ)แสง(จากไฟตะเกียงส่องมากระทบ)กับแสง(ประกายที่ออกมาจากน้ำมันซัยตูนนั้น)ก็จะมีแสงสว่างเพิ่มมากขึ้นไปอีก” ว่าหมายถึง อิมาม (ของพวกเขา) ออกมาจากแสงสว่างนั้น ซึ่งจะตามกันมาเป็นลำดับ
﴿يَهۡدِي ٱللَّهُ لِنُورِهِۦ مَن يَشَآءُۚ ﴾ 
“อัลลอฮฺจะทรงนำผู้ที่พระองค์ประสงค์ไปสู่แสงสว่างของพระองค์” ว่าหมายถึง อัลลอฮฺ จะทรงนำทางผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ให้แก่บรรดาอิมามเหล่านั้น
 
- บทที่ว่า : “เครื่องหมายต่างๆ ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงระบุไว้ในคัมภีร์ของพระองค์นั้น หมายถึง บรรดาอิมามนั้นเอง” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 207) 
และในบทนี้ได้อธิบาย ดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า :
﴿وَمَا تُغۡنِي ٱلۡأٓيَٰتُ وَٱلنُّذُرُ عَن قَوۡمٖ لَّا يُؤۡمِنُونَ ١٠١ ﴾ [يونس: ١٠١]  
“สัญญาณต่างๆ และบรรดารอซูลผู้ให้การตักเตือน มิได้ให้คุณประโยชน์อันใดแก่กลุ่มคนที่ไม่ศรัทธา” (ยูนุส 101) 
พวกเขา (ชีอะฮฺ) อธิบายดำรัสของพระองค์ที่ว่า สัญญาณต่างๆ ที่ว่านั้น ก็คือ บรรดาอิมาม!
  และได้อธิบายดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ว่า
﴿كَذَّبُواْ بِ‍َٔايَٰتِنَا كُلِّهَا﴾ [القمر: ٤٢]  
“พวกเขาปฏิเสธสัญญาณต่างๆ ของเราทั้งหมด” (อัล-เกาะมัรฺ : 42)
พวกเขา(ชีอะฮฺ) ให้ความหมายของคำว่า อายาต หรือสัญญาณต่างๆ นั้นหมายถึงบรรดาผู้ที่ถูกสั่งเสีย ผู้ที่ถูกกำชับให้ดูแล (บรรดาอิมามทั้ง 12) 
ดังนั้น ถ้าว่ากันตามความหมายที่พวกเขากล่าวอ้างมา ก็แสดงว่าการลงโทษที่เกิดกับขึ้นฟิรฺเอาว์นฺก็เกิดมาจากสาเหตุที่เขาปฏิเสธต่อบรรดาอิมามของชีอะฮฺ ผู้ถูกสั่งเสีย ผู้ถูกกำชับเอาไว้นั่นเอง !!

- บทที่ว่า : “อะฮฺลุซซิกรฺ” ก็คือ บรรดาผู้ที่อัลลอฮฺได้ใช้ให้มวลมนุษย์วิงวอนขอต่อพวกเขา ฉะนั้น พวกเขา คือ บรรดาอิมาม (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 210)

- บทที่ว่า : “อัล-กุรอาน ได้นำทางให้แก่อิมาม” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 216) 
ในบทนี้ได้อธิบายดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า 
﴿إِنَّ هَٰذَا ٱلۡقُرۡءَانَ يَهۡدِي لِلَّتِي هِيَ أَقۡوَمُ ﴾ [الإسراء: ٩]  
 “แท้จริง อัลกุรอานนี้นำไปสู่ทางที่เที่ยงตรง” (อัล-อิสรออ์ : 9)
  (พวกเขาได้อธิบายไว้ว่า) “อัลกุรอานนี้นำทางไปสู่บรรดาอิมาม”
  และในบทนี้ (พวกเขา) ได้ให้การอธิบายดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า
﴿وَٱلَّذِينَ عَقَدَتۡ أَيۡمَٰنُكُمۡ ﴾ [النساء: ٣٣]  
“และบรรดาผู้ที่มือขวาของพวกเขาได้ทำข้อผูกพันกันไว้” (อัน-นิสาอ์ : 33)
(พวกเขา) ได้ให้ความหมายไว้ว่า “แท้จริง บรรดาอิมาม อะลัยฮิสสลาม นั้น ได้ดูแลเอาใจใส่ต่อข้อผูกพันดังกล่าวนั้นอย่างจริงจัง อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จึงได้กำหนดเป็นเงื่อนไขผูกมัดพวกท่านด้วยการที่จะต้องผูกพันอยู่กับพวกเขา (อิมาม)”

- บทที่ว่า : ความกรุณา(นิอฺมะฮฺ) ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงระบุไว้ในคัมภีร์ของพระองค์นั้น ก็คือ บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 217)
ในบทนี้มีการอธิบายความหมายดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า
﴿۞أَلَمۡ تَرَ إِلَى ٱلَّذِينَ بَدَّلُواْ نِعۡمَتَ ٱللَّهِ كُفۡرٗا﴾ [ابراهيم: ٢٨]  
“เจ้า (มุหัมมัด) ไม่เห็นดอกหรือว่า บรรดาผู้ที่เปลี่ยนความโปรดปรานของอัลลอฮฺให้กลายเป็นการปฏิเสธศรัทธา” (อิบรอฮีม : 28) 
(พวกเขาอธิบาย) โดยอ้างว่า ท่านอะลียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า “เราคือนิอฺมะฮฺ(ความโปรดปราน)ที่อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานมาให้แก่ปวงบ่าวของพระองค์ และผู้ที่จะได้รับความสำเร็จในวันกิยามะฮฺนั้นก็ด้วยเพราะเรานั่นเอง!!” 
และในบทนี้ ได้มีการอธิบายดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในสูเราะฮฺ อัร-เราะหฺมาน ที่ว่า :
﴿ فَبِأَيِّ ءَالَآءِ رَبِّكُمَا تُكَذِّبَانِ ١٣ ﴾ 
“และด้วยความโปรดปรานอันใดเล่า แห่งพระเจ้าของพวกเจ้าทั้งสอง ที่พวกเจ้าทั้งสองปฏิเสธ”
เขาให้ความหมายว่า “เจ้าทั้งสองปฏิเสธต่อนบี หรือว่าปฏิเสธต่อ “วะศียฺ” (ผู้ถูกกำชับสั่งเสีย) กันแน่” !!

- บทที่ว่า : การนำเสนอการงานต่างๆ (ในวันกิยามะฮฺ)ต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม วงศ์วานของท่าน และบรรดาอิมาม (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 219)

- บทที่ว่า : บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม นั้น มีคัมภีร์ทั้งหมดที่ประทานลงมาจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อยู่ที่พวกเขา และพวกเขาสามารถรู้ความหมายของคัมภีร์เหล่านั้นทั้งหมด แม้ว่าภาษาของคัมภีร์นั้นจะแตกต่างก็ตาม” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 227)
 
- บทที่ว่า : อัลกุรอานไม่ได้ถูกรวบรวมไว้ครบสมบูรณ์ในช่วงนั้น จนกระทั่งบรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม ได้มาทำการรวบรวมจนครบถ้วนสมบูรณ์ในภายหลัง และพวกเขารู้ และเข้าใจในวิชาการของอัลกุรอานทั้งหมด” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 228)

- บทที่ว่า : บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม จะรู้ดีถึงความรู้ทั้งหมดที่มีมาถึงมะลาอิกะฮฺ  ที่มีมาถึงบรรดานบี และบรรดาเราะสูล อะลัยฮิมุสสลาม” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 255)

- บทที่ว่า : บรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม จะรู้ว่า เมื่อไหร่พวกเขาถึงจะตาย และพวกเขาจะไม่ตายนอกจากความตายนั้น ต้องอยู่ในดุลยพินิจ และขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของพวกเขาเสียก่อนเท่านั้น” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 258)

- บทที่ว่า :  บรรดา อิมาม อะลัยฮิมุสสลาม จะรู้ถึงความรู้ที่เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้น และไม่มีสิ่งใดที่จะมาปกปิดซ่อนเร้นพวกเขาได้เลย” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 260)

- บทที่ว่า : อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะไม่สอนความรู้ใดแก่นบีของพระองค์ นอกจากจะมีบัญชาแก่นบีของพระองค์ให้นำเอาไปสอนต่อแก่อะมีรุลมุอ์มินีน (ท่านอะลียฺ) อะลัยฮิสสลาม และท่านอะมีรุลมุอ์มินีนนั้น เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมกับท่านนบีในวิชาความรู้ (ที่อัลลอฮฺ ทรงให้มา) (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 263)

- บทที่ว่า : สิ่งที่มีปรากฏอยู่ในมือของผู้คนทั้งหลายนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง นอกจากสิ่งนั้นจะต้องออกมาจากบรรดาอิมาม อะลัยฮิมุสสลาม เท่านั้น และแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มิได้ออกมาจากบรรดาอิมามของพวกเขามันคือสิ่งเท็จ” (อัล-กาฟี เล่มที่ 1 หน้าที่ 399)
บทต่างๆ เหล่านี้ ได้ประมวลหะดีษของพวกเขาไว้จำนวนหลายหะดีษ ซึ่งเราคัดลอกออกมาจากฉบับที่พิมพ์เผยแพร่ โดยสำนักพิมพ์ “อัศ-ศอดูก” ณ กรุงเตหะราน ในปี ฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 1381 
ตำราเล่มนี้ (อัล-กาฟี) ถึงแม้นหากว่ามันไม่ใช่ตำราที่สูงสุดของพวกชีอะฮฺแล้ว ก็คงเป็นหนึ่งในตำราที่ล้ำค่าสูงสุดในบรรดาตำราของพวกชีอะฮฺเลยทีเดียว และในคำนำของตำราเล่มนี้ มีการกล่าวสรรเสริญยกย่องอย่างยิ่งใหญ่ต่อตำรา และเจ้าของตำราเล่มนี้ (อัล-กุลัยนียฺ เจ้าของตำรา) ซึ่งได้เสียชีวิตลงในฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 329 นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้า ได้คัดลอกเอามาจากตำราเล่มนั้น เพื่อเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เกินเลยขอบเขตของชีอะฮฺรุ่นแรกที่มีต่อบรรดาอิมาม 
ส่วนการกระทำที่เกินขอบเขตของชีอะฮฺรุ่นหลังๆ ที่มีต่อบรรดาอิมาม ดังที่ปรากฏชัดเจนจากคำพูดผู้อาวุโสของพวกชีอะฮฺ ซึ่งเป็นคนร่วมสมัย คือ “โคมัยนียฺ” ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า “อัล-หุกูมะฮฺ  อัล-อิสลามียะฮฺ” (ในหน้าที่ 52) ที่พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ “อัล-มักตะบะฮฺ อัล-อิสลามียะฮฺ อัล-กุบรอ” ณ กรุง เตหะราน ว่า :
«وثبوتُ الولاية والحاكمية للإمام (ع) لا تَعنِي تجردَه عن منزلتِه التي هي له عند الله، ولا تجعله مثلَ مَن عداه مِن الحُكَّام؛ فإنَّ للإمام مقاماً محموداً ودرجةً سامية وخلافة تكوينيَّة تخضعُ لولايتها وسيطرتِها جميعُ ذرَّات هذا الكون، وإنَّ مِن ضروريات مذهبنا أنَّ لأئمَّتنا مقاماً لا يبلغه مَلَكٌ مُقرَّبٌ ولا نَّبِيٌّ مرسَلٌ، وبموجِب ما لدينا من الروايات والأحاديث فإنَّ الرَّسول الأعظم (ص) والأئمة (ع) كانوا قبل هذا العالَم أنواراً، فجعلهم الله بعرشِه مُحدقين، وجعل لهم من المنزلة والزُّلفَى ما لا يعلمه إلَّا الله، وقد قال جبرائيل كما ورد في روايات المعراج: لو دنوتُ أنْمُلة لاحترقتُ، وقد ورد عنهم (ع): إنَّ لنا مع اللهِ حالاتٍ لا يسعها مَلَكٌ مقرَّبٌ ولا نَبِيٌّ مرسَل»!!!
“การยืนยันยอมรับว่า วิลายะฮฺ และ หากิมียะฮฺ เป็นสิทธิของอิมาม (อ) นั้น มิได้หมายความว่าเป็นการปลดเปลื้องฐานะตำแหน่งของท่านที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺเลย และมันไม่ได้ทำให้ท่านเป็นเหมือนกับบรรดาผู้นำคนอื่นๆ แท้จริง สำหรับท่านอิมามนั้น จะมีฐานะ ตำแหน่งที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ และมีระดับชั้นอันทรงเกียรติ และมีสถานะเป็นตัวแทนปกครองสรรพสิ่ง ที่อณูทั้งหลายของจักรวาลนี้จะต้องสวามิภักดิ์ให้แก่อำนาจการปกครองและอำนาจการดูเลของท่าน เพราะฉะนั้น จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งของมัซฮับเรา (แนวทางของเรา)ที่จะต้องเชื่อว่า สำหรับบรรดาอิมามนั้น มีตำแหน่งซึ่งแม้แต่มลาอิกะฮฺผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และนบีที่ถูกส่งมา ก็ไม่สามารถก้าวเข้าไปสู่ตำแหน่งนี้ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามรายงาน และหะดีษมากมายที่ระบุเอาไว้ เพราะเราะสูลผู้ยิ่งใหญ่ (ศ) และอิมามทั้งหลาย (อ) นั้น ก่อนจะมาสู่โลกนี้ พวกเขาเคยเป็นแสงรัศมี และอัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งให้พวกเขาได้มาห้อมล้อมอยู่ ณ บริเวณบัลลังก์ของพระองค์อัลลอฮฺ ทรงกำหนดฐานะและความใกล้ชิดกับพระอง ด้วยตำแหน่งซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ถึงความใกล้ชิดที่พวกเขามีกับอัลลอฮฺได้ นอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น และแน่แท้ ญิบรีลได้กล่าวไว้ ดังที่ปรากฏในรายงานมากมายเกี่ยวกับเรื่อง “อัล-มิอฺรอจญ์” ว่า “หากฉัน ได้เข้าไปใกล้กับพระองค์เพียงปลายนิ้วมือเท่านั้น แน่นอน ฉันต้องไหม้เป็นจุล” ซึ่งปรากฏรายงานมาจากบรรดอิมาม (อ) แท้จริง สำหรับพวกเรากับอัลลอฮฺนั้น มีสถานะหลายสภาพด้วยกัน ซึ่ง(สภาพต่างๆ ของพวกเรากับอัลลอฮฺนั้น) แม้แต่บรรดามะลาอิกะฮฺและบรรดานบี ที่ถูกแต่งตั้งมาก็ไม่มีความเหมาะสมที่จะล่วงเข้าไปได้” !!!
ทุกคนที่เห็นหรือที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้แล้ว แน่นอน เขาคงจะไม่มีสิ่งใดที่จะกระทำได้ นอกจากจะต้องกล่าวว่า :
﴿رَبَّنَا لَا تُزِغۡ قُلُوبَنَا بَعۡدَ إِذۡ هَدَيۡتَنَا وَهَبۡ لَنَا مِن لَّدُنكَ رَحۡمَةًۚ إِنَّكَ أَنتَ ٱلۡوَهَّابُ ٨﴾ [آل عمران: ٨]  
“โอ้ พระเจ้าของเรา ขอพระองค์อย่าได้ให้หัวใจของพวกเราหันเหออกจากความจริงเลย ภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงนำทางให้แก่พวกเราแล้ว และขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานความเอ็นดูเมตตาของพระองค์ให้แก่พวกเราด้วยเถิด แท้จริง พระองค์นั้น เป็นผู้ทรงประทานให้อย่างแท้จริง” (อาล อิมรอน : 8)
และแม้แต่ผู้ที่มีความรู้แค่ปลายเล็บก็ยังสามารถยืนยันว่า สิ่งที่คนเหล่านี้นำเอามาอ้าง และสิ่งที่มีความคล้ายคลึงเยี่ยงเดียวกันกับที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ทั้งหมดย่อมเป็นเรื่องโกหก เป็นการกล่าวเท็จต่อบรรดาอิมาม แท้จริง บรรดาท่านอิมามเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเหล่าผู้กระทำเกินเลยขอบเขตในตัวของบรรดาอิมาม และความเชื่อที่เกินเลยขอบเขตของพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่นิด