ไม่อนุญาตให้อ้างว่าสืบเชื้อสายมาจาก “อะฮฺลุล บัยตฺ” โดยไม่ชอบธรรม

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 75

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

ตระกูลอันทรงเกียรติที่สุดคือ ตระกูลแห่งนบีของพวกเรา คือ ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ความสัมพันธ์ทางเชื้อสายกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และความสัมพันธ์กับวงศ์วานของท่านถือเป็นเกียรติอันสูงส่งหากว่าความสัมพันธ์ทางเชื้อสายนั้นเป็นจริง  แต่การอ้างอิงถึงตระกูลอันทรงเกียรตินี้ จะมีอยู่เป็นจำนวนมากในหมู่คนอาหรับ และคนที่ไม่ใช่อาหรับ ดังนั้น ผู้ใดที่มาจากวงศ์วานนี้จริง และเขาเป็นผู้มีอีมานศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงรวบรวมทั้งเกียรติของการอีมานศรัทธา และเกียรติของวงศ์ตระกูลเอาไว้ในตัวของเขาผู้นั้น และถ้าผู้ใดกล่าวอ้างว่ามาจากวงศ์ตระกูลอันทรงเกียรติ ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่เชื้อสายที่มาจากวงศ์ตระกูลที่อ้าง แน่นอน เขาได้กระทำสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม) เสมือนกับผู้ที่รับประทานสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้อนุญาต(ให้รับประทาน)จนเต็มอิ่ม ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า :
«الْمُتَشَبِّعُ بِمَا لَمْ يُعْطَ كَلَابِسِ ثَوْبَى زُورٍ» [مسلم برقم 2729]
“ผู้ที่รับประทานสิ่งที่เจ้าของไม่อนุญาตให้รับประทานจนอิ่ม เสมือนกับผู้ที่ใส่เสื้อผ้าของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนเอง” (บันทึกโดย ท่านอิมามมุสลิม ในหะดีษเศาะฮีหฺของท่าน เลขที่ 2729 จากหะดีษที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา)

แท้จริง ปรากฏว่ามีตัวบทจากหะดีษมากมายที่เศาะฮีหฺ ห้ามมิให้บุคคลใดอ้างอิงเชื้อสายของบุคคลอื่นๆ ทั้งที่มิใช่เชื้อสายของตนเอง จากหะดีษเหล่านั้นที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ก็คือ หะดีษชองท่าน อบู ซัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า เขาได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
«لَيْسَ مِنْ رَجُلٍ ادَّعَى لِغَيْرِ أَبِيْهِ وَهُوَ يَعْلَمُهُ إلَّا كَفَرَ بِاللهِ ، وَمَنْ ادَّعَى قَوْمًا لَيْسَ لَهُ فِيْهِمْ نَسَبٌ فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنْ النَّارِ» [البخاري برقم 3508، ومسلم برقم 112، وهذا اللفظ للبخاري]
“ไม่มีผู้ใดอ้างบุคคลอื่นเป็นบิดาของเขา ทั้งๆ ที่ เขารู้ว่าบุคคลนั้นมิใช่บิดาของเขา(ที่แท้จริง) นอกจากเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และผู้ใดอ้างว่าตัวเขามาจากชนกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ เขามิๆ ได้สืบเชื้อสายมาจากคนกลุ่มนั้นเลย ดังนั้น เขาจงเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรกเถิด” (บันทึกโดย อิมาม อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 3508 และท่านอิมามมุสลิม หะดีษเลขที่ 112 ซึ่งสำนวนนี้เป็นบันทึกของอิมามอัล-บุคอรียฺ)

และมีหะดีษบันทึกไว้ในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรียฺ (หะดีษเลขที่ 3509) จากรายงานของวาษิละฮฺ อิบนุล อัสเกาะอฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إِنَّ مِنْ أَعْظَمِ الْفِرَى أَنْ يَدَّعِي الرَّجُلُ إِلَى غَيْرِ أَبِيْهِ ، أَوْ يُريَ عَيْنَهُ مَالَمْ تَرَ ، أَوْيَقُوْلَ عَلَى رَسُوْلِ اللهِ صلى الله عليه مَالَمْ يَقُلْ» [البخاري برقم 3509]
“แท้จริง การกล่าวเท็จที่ใหญ่หลวงประการหนึ่งก็คือ การมีผู้หนึ่ง ผู้ใดอ้างบุคคลอื่นเป็นบิดาของเขา หรือว่าอ้างว่าเขาฝันเห็นของสิ่งหนึ่ง (ทั้งสองตาของเขา) ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เห็นของสิ่งนั้น หรือกุเรื่องว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวในสิ่งที่ท่านไม่ได้กล่าว”

ใน “มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตะวา” ของท่านชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ (เล่มที่ 31 หน้าที่ 93) กล่าวว่า : "ของวะกัฟสำหรับ อะฮฺลุลบัยตฺ และ ตระกูลอัชรอฟ(เชื้อสายของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) นั้น ไม่มีใครที่สมควรได้รับสิทธิในสิ่งวะกัฟเหล่านั้นนอกจากผู้ที่เชื้อสายของเขาสืบถึงวงศ์วานของท่านนบีอย่างชัดเจนเท่านั้น  และได้มีผู้ถามท่านอิบนุ ตัยมียะฮฺ ถึงสิ่งวะกัฟที่มีถูกวะกัฟให้กับเชื้อสายอัชรอฟ โดยที่เขากล่าวอ้างว่าพวกเขาเป็นญาติใกล้ชิด ซึ่งญาติใกล้ชิดนั้นเป็นหนึ่งในเชื้อสายอัชรอฟหรือไม่ ? และจะอนุญาตให้พวกเขาได้รับสิ่งใดได้บ้างหรือไม่จากของวะกัฟนั้น?”
ท่านเชค อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้ตอบคำถามโดยกล่าวว่า : “บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ถ้าของวะกัฟที่ว่าถูกวะกัฟให้กับอะฮฺลุลบัยตฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  หรือ วะกัฟแก่คนบางกลุ่มที่เป็นอะฮฺลุลบัยตฺ เช่นตระกูล อะละวียีน  ตระกูล ฟาฏิมียีน หรือตระกูลอัฏ-เฏาะลิบียีน ซึ่งตระกูลญะอฺฟัรฺ และตระกูล อะกีล เข้ามารวมอยู่ในตระกูลนี้ด้วย หรือตระกูล อับบาสิยีน และกลุ่มอื่นๆ อีกที่มาจากอะฮฺลุลบัยติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครที่สามารถรับของวะกัฟนั้นได้ นอกจากผู้ที่มีเชื้อสายของเขาสืบมาอย่างถูกต้องและยืนยันได้เท่านั้น ส่วนผู้ที่อ้างว่าเขาสืบเชื้อสายมาจากวงศ์วานของท่านนบี หรือรู้ตัวว่าเขาคนนั้นไม่ใช่คนในวงศ์วานและสายตระกูลท่านนบีอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็ย่อมไม่มีสิทธิในของวะกัฟนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะอ้างตนว่าเป็นคนที่มาจากวงศ์วานของท่านนบีก็ตาม เช่นพวกอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัยมูน อัล-ก็อดดาหฺ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนับเชื้อสายและแม้ผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญต่างก็รู้ดีว่า พวกนั้นมิได้มีเชื้อสายที่ถูกต้องที่สืบถึง(วงศ์วานของท่านนบีเลย) ซึ่งกลุ่มผู้รู้หลายกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มผู้รู้ทางนิติศาสตร์อิสลาม กลุ่มผู้รู้ทางหะดีษ กลุ่มผู้รู้ทางวิชาอัล-กะลาม (วาทะวิทยา) และกลุ่มผู้รู้ทางด้านเชื้อสายของตระกูลได้ยืนยันในกรณีดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งมีปรากฏอยู่ในเอกสารรายงานอย่างถูกต้องตามบัญญัติศาสนาที่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้ในตำราต่างๆ ที่ทรงคุณค่าที่เป็นตำราของบรรดามุสลิม ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่รู้กันสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากเหล่าอุละมาอ์
และเช่นเดียวกัน ถ้ามีผู้ที่ยกวะกัฟให้กับตระกูลอัชรอฟ แท้จริง  ถ้อยคำนี้โดยธรรมเนียมแล้วย่อมไม่มีใครที่เข้ามามีสิทธิในวะกัฟนี้ได้ นอกจากผู้ที่มีเชื้อสายสืบมาอย่างถูกต้องจากวงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อย่างแท้จริงเท่านั้น
แต่ถ้าหากว่ามีผู้วะกัฟให้กับตระกูลนั้นตระกูลนี้ หรือแก่ญาติใกล้ชิดของคนนั้นคนนี้ เป็นต้น ซึ่งในสิ่งที่วะกัฟนั้นไม่ได้มีหลักฐานแสดงว่าเป็นของอะฮฺลุลบัยตฺของท่านนบี และของวะกัฟเองก็อยู่ในความครอบครองของผู้วะกัฟ เขาก็สามารถที่จะวะกัฟให้กับตระกูลใดตระกูลหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจงได้ โดยไม่จำเป็นว่าตระกูลฮาชิมต้องเข้ามามีสิทธิในการวะกัฟนี้แต่อย่างใด"
 
          ณ ที่นี้ เอกสารเกี่ยวกับ อะฮฺลุล บัยตฺ (วงศ์วานของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และสถานภาพอันสูงส่งของบรรดาท่านเหล่านั้น ในทัศนะของ "อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ” ก็จบลงเพียงเท่านี้ และข้าพเจ้าขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงประทานความสำเร็จ (อัต-เตาฟีก) ให้กับสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย และขอได้ทรงประทานความเข้าใจในศาสนาของพระองค์ และขอได้ทรงประทานการยืนหยัดอย่างมั่นคงในความจริงให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริง พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน เป็นผู้ทรงตอบรับคำวิงวอนขอ 
ขอพระองค์ได้ทรงประทานพร สันติสุข และความสิริมงคล ให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเป็นนบีของพวกเรา ให้แก่วงศ์วานของท่าน และให้แก่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคนโดยถ้วนหน้ากันเทอญ