ความผิดซินา (ความผิดประเวณี)

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : English

การดู : 138

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

ซินา และ บทลงโทษ
ซินา หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่ไม่ได้สมรสถูกต้องตามกฎหมาย  อิสลามถือว่าการทำผิดซินาทุกกรณีเป็นบาปใหญ่ อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَلَا تَقۡرَبُواْ ٱلزِّنَىٰٓۖ إِنَّهُۥ كَانَ فَٰحِشَةٗ وَسَآءَ سَبِيلٗا ٣٢ ﴾ [الإسراء: ٣٢]  
ความว่า และพวกเจ้าอย่าเช้าใกล้การผิดประเวณีแท้จริงมันเป็นการลามกและทางอันชั่วช้า

ท่านนบีได้ประกาศว่าการทำผิดซินาเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายรองลงมาจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ(ชิรก)โดยกล่าวว่า :
“ไม่มีบาปไหนที่รุนแรง ณ อัลลอฮฺถัดจากชิรกฺ นอกจากการที่ชายปล่อยน้ำอสุจิในมดลูกของหญิงที่ต้องห้ามสำหรับเขา”
อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดซินาอย่างรุนแนงในโลกหน้า มีรายงานหะดีษของท่านนบีที่กล่าวว่าจะมีกลิ่นเหม็นโชยออกมาจากนรกของผู้ผิดประเวณี นอกจากนี้ยังมีหะดีษอื่นที่รายงานว่าอัลอฮฺจะเปิดหลุมฝังศพของผู้ผิดประเวณีออกเป็นแปดสิบประตูสำหรับการเข้าไปของไฟนรก ซึ่งทุกประตูของไฟนรกจะมีแมงป่องและงูพิษเข้ามากัดจนถึงวันฟื้นคืน
อิสลามประณามการทำผิดประเวณีและมีคำสั่งให้มุสลิมหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทุกอย่างที่จะนำไปสู่การทำผิดประเวณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองหญิงสาวด้วยอารมณ์ตัณหา ท่านนบีกล่าวว่า
“การมองหญิงแปลกหน้า (ด้วยอารมณ์ตัณหา) ถือว่าได้กระทำบาป” 
ท่านนบีได้กล่าวถึงบันไดขั้นต่อไปที่จะนำไปสู่การผิดประเวณีว่า
“ขาที่ผิดประเวณีจะเดินโดยมีจุดมุ่งหมายไปยังหญิงสาวที่ต้องห้ามสำหรับชายนั้น และมือที่ผิดประเวณีจะสัมผัส (หญิงดังกล่าว) และสายตาที่ผิดประเวณีจ้องมองนางด้วยอารมณ์ตัณหา” 

บทลงโทษของการผิดประเวณี
มีบทลงโทษฮัด สำหรับผู้กระทำผิดประเวณีซึ่งถูกบัญญัติไว้ในอัล–กุรอานและซุนนะฮฺ  อายะฮฺอัล–กุรอาน ถูกประทานแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อบรรเทาความลำบากใจของผู้เข้ารับนับถืออิสลามใหม่ซึ่งเคยอยู่ในสังคมที่พัวพันกับการผิดประเวณีโดยเฉพาะในสมัย ญาฮีลียะฮฺ   (สมัยก่อนอิสลาม) อายะฮฺแรกที่ถูกประทานลงมาเกี่ยวข้องกับหญิงโดยเฉพาะ
﴿ وَٱلَّٰتِي يَأۡتِينَ ٱلۡفَٰحِشَةَ مِن نِّسَآئِكُمۡ فَٱسۡتَشۡهِدُواْ عَلَيۡهِنَّ أَرۡبَعَةٗ مِّنكُمۡۖ فَإِن شَهِدُواْ فَأَمۡسِكُوهُنَّ فِي ٱلۡبُيُوتِ حَتَّىٰ يَتَوَفَّىٰهُنَّ ٱلۡمَوۡتُ أَوۡ يَجۡعَلَ ٱللَّهُ لَهُنَّ سَبِيلٗا ١٥ ﴾ [النساء: ١٥]  
ความว่า และบรรดาผู้ที่มีชู้กับชายอื่น จากในหมู่สตรีของพวกเจ้านั้นจงให้มีพยานสี่คนของพวกเจ้ายืนยันนางเหล่านั้น ถ้าพวกเขายืนยันแล้วก็จงกักขังนางเหล่านั้นไว้ในบ้านจนกว่าความตายจะคร่าพวกนาง หรือไม่ก็จะทรงให้มีทางหนึ่งสำหรับพวกนาง


อายะฮฺที่สองเกี่ยวข้องทั้งชายและหญิง อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ وَٱلَّذَانِ يَأۡتِيَٰنِهَا مِنكُمۡ فَ‍َٔاذُوهُمَاۖ فَإِن تَابَا وَأَصۡلَحَا فَأَعۡرِضُواْ عَنۡهُمَآۗ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ تَوَّابٗا رَّحِيمًا ١٦ ﴾ [النساء: ١٦]  
ความว่า ถ้าคนสองคนในหมู่ของพวกเจ้าที่กระทำการลามกนั้น พวกเจ้าจงลงโทษเขาเสียทั้งสองคน หากทั้งสองสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และปรับปรุงแก้ไขแล้ว ก็จงระงับการลงโทษเขาทั้งสองเสีย แท้จริงอัลลอฮนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ

อายะฮฺที่สามได้อธิบายเกี่ยวกับบทลงโทษของการทำผิดประเวณี
﴿ ٱلزَّانِيَةُ وَٱلزَّانِي ۡلِدُواْ كُلَّ وَٰحِدٖ مِّنۡهُمَا مِاْئَةَ جَلۡدَةٖۖ وَلَا تَأۡخُذۡكُم بِهِمَا رَأۡفَةٞ فِي دِينِ ٱللَّهِ إِن كُنتُمۡ تُؤۡمِنُونَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۖ وَلۡيَشۡهَدۡ عَذَابَهُمَا طَآئِفَةٞ مِّنَ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ ٢ ﴾ [النور: ٢]  
ความว่า หญิงมีชู้และชายมีชู้ พวกเจ้าจงโบยแต่ละคนในสองคนนั้น คนละหนึ่งร้อยทีและอย่าให้ความสงสารยับยั้งการกระทำของพวกเจ้าต่อคนทั้งสองนั้น ในบัญญัติของอัลลอฮเป็นอันขาด หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮและวันปรโลก และจงให้กลุ่มหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพยานในการลงโทษเขาทั้งสอง

เมื่ออายะฮฺข้างต้นถูกประทานลงมา ก็เป็นที่เข้าใจว่าผู้กระทำผิดประเวณีจะต้องรับโทษโบยหนึ่งร้อยที ท่านนบีได้อธิบายอายะฮฺดังกล่าวไว้ว่า
“ท่านทั้งหลายจงเอาจากฉัน ท่านทั้งหลายจงรับเอาจากฉัน แท้จริงอัลลอฮได้ชี้ทาง ให้แก่พวกเจ้าแล้ว คือ สำหรับผู้ที่ยังไม่แต่งงานบทลงโทษก็คือ โบยหนึ่งร้อยที  และเนรเทศออกจากภูมิลำเนาเป็นเวลาหนึ่งปี สำหรับผู้ที่แต่งงานแล้วบทลงโทษก็คือ โบยหนึ่งร้อยทีและขว้างก้อนหินจนตาย” นักกฎหมายอิสลามบางท่านให้ทัศนะว่าเนื่องจากผู้กระทำผิดประเวณีที่แต่งงานแล้วจะได้รับโทษขว้างก้อนหินจนตาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องรับโทษโบยหนึ่งร้อยทีอีก หลักฐานที่สนับสนุนทัศนะนี้ก็คือ ท่านนบีได้ลงโทษชาวยิวสองคนที่ผิดประเวณีด้วยการขว้างก้อนหินจนตาย โดยที่ท่านมิได้โบยผู้กระทำผิดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามท่านอะลีย์ได้ลงโทษหญิงคนหนึ่งด้วยการโบยในวันพฤหัสและขว้างก้อนหินในวันศุกร์ โดยอ้างว่าเขาโบยนางตามคำสั่งของอัลลอฮฺที่ตรัสไว้ในอัล–กุรอาน และขว้างก้อนหินนางตามคำสั่งของท่านนบี
ผู้ที่จะได้รับโทษของการขว้างก้อนหินนั้นต้องมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
ผู้กระทำผิดมีสุขภาพจิตเป็นปกติ
เป็นมุสลิม
สมรสแล้ว
บรรลุศาสนภาวะ

วิธีการลงโทษ
จุดมุ่งหมายของการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงดังกล่าวก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สังคม ผู้พิพากษา (กอฎีย์) จะตัดสินว่าผู้ผิดประเวณีคนใดที่จะต้องรับโทษของการขว้างก้อนหินจนตาย โดยต้องพิจารณาพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนสี่คน ซึ่งทุกคนจะต้องเห็นการกระทำผิดอย่างชัดเจน มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลย ในกรณีที่จำเลยรับสารภาพก็ไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอื่นอีก อย่างไรก็ตามถ้าหากจำเลยสารภาพว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงโดยเปล่งวาจาจำนวนสามครั้งแต่ครั้งที่สี่กลับถอนคำสารภาพ กรณีเช่นนี้จะลงโทษจำเลยไม่ได้
มีรายงานจาก ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ อัล–อันศอรีย์ว่ามีชายคนหนึ่งจากเผ่าบะนูอัสลัม ได้มาหาท่านนบีและเล่าว่าเขาได้กระทำผิดประเวณีโดยที่เขากล่าวคำสารภาพจำนวนสี่ครั้ง หลังจากนั้นท่านบีจึงได้สั่งให้ลงโทษชายดังกล่าวด้วยการขว้างก้อนหินจนตายเนื่องจากเขาแต่งงานแล้ว
มีนักวิชาการหลายท่านมีความรู้สึกว่าการลงโทษผู้กระทำผิดประเวณีด้วยการขว้างก้อนหินจนตายนั้นเป็นการกระทำไม่ถูกต้อง เนื่องจาก อัล-กุรอานมิได้บัญญัติบทลงโทษดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับที่ท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏอบเคยเป็นห่วงกังวลดังปรากฏตามรายงานของอบนุ อับบาส 
ท่านอุมัรกล่าวว่า “ฉันกลัวว่าหลังจากเวลาได้ผ่านพ้นไปเนิ่นนานผู้คนจะพูดว่า เราไม่เคยพบอายะฮฺอัล-กุรอานเกี่ยวกับ ร็อจมฺ (ของการขว้างก้อนหินจนตาย) ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็จะละทิ้งภาระหน้าที่ที่อัลลอฮฺทรงให้ปฏิบัติ จงจำไว้! ฉันขอยืนยันตรงนี้ว่าบทลงโทษร็อจมจะถูกกำหนดแก่ผู้กระทำผิดประเวณีที่แต่งงานเมื่อมีพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดอย่างชัดเจน”

สังคมอิสระกับมารดาที่ไม่สมรส
ในปัจจุบันมีหญิงให้กำเนิดบุตรโดยไม่มีการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็คือ การเป็นมารดาของบุตรโดยไม่สมรสกับชายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม ในปัจจุบันหญิงสาวที่ตั้งครรภ์ปราศจากการสมรสจะไม่พยายามทำแท้ง แต่จะคลอดลูกออกมาด้วยความภาคภูมิใจถึงแม้ว่าจะไม่มีชายใดรับเป็นบิดาของเด็กก็ตาม ทำให้สถิติของเด็กที่คลอดโดยมารดาที่ไม่สมรสเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน
เหตุผลที่ทำให้หญิงยอมให้กำเนิดบุตรโดยไม่สมรสก็เนื่องมาจากว่าสังคมให้การยอมรับการกระทำดังกล่าว พันตรี  Helen Warnock ผู้อำนวยการศูนย์ให้ความช่วยเหลือมารดาของกองทัพสหรัฐได้กล่าวว่า “ระยะเวลาที่ผ่านมานี้การตั้งครรภ์ของหญิงที่ไม่แต่งงานถือว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบันการกระทำดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีเกียรติ
เหตุผลอื่นที่ทำให้จำนวนของมารดาที่ไม่สมรสเพิ่มมากขึ้นก็คือเสรีภาพในทางเพศของสังคมตะวันตก  Jane Murray แห่งสถาบัน Alan Guttmachar  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนครอบครัว ได้กล่าวว่า “เราอาศัยอยู่ในโลกแห่งการเกงยีนคับ” ร้อยเอก Carl Bryant ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือมารดาที่ไม่แต่งงานในรัฐชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า “หญิงที่มีอายุระหว่าง 13-14 ปี พยายามที่จะปฏิบัติตนเหมือนกับผู้ใหญ่แต่ไม่เชื่อมการมีเพศสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์ในหนทางที่ถูกต้อง”
ผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ชี้ให้เห็นว่ามีวัยรุ่น เพียง 14 % เท่านั้นที่ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการคุมกำเนิดก่อนมีเพศัมพันธ์ครั้งแรก หญิงบางคนต้องการมีลูก เพื่อแสวงหาความเป็นผู้ใหญ่ Jane Whitten ผู้อำนวยการ Harlem’ s Reality House  กล่าวว่า “พวกเขาต้องการแต่งงาน แต่ถ้าการแต่งงานไม่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขาก็ยังต้องการแสดงว่ายินดีที่จะรับผิดชอบ หญิงบางคนเพียงต้องการของเล่นมากอด”
ในปัจจุบันสถิติของเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่สมรสเพิ่มขึ้นในอเมริกาทำให้รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินมหาศาลทีเดียว

บทลงโทษของการทำผิดประเวณีในซะรีอะฮฺ (กฏหมายอิสลาม)
การประชุมใหญ่เกี่ยวกับบทบัญญัติของศาสนาอิสลามและสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศ ซะอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1972 ระหว่างนักวิชาการกฎหมายอิสลามซะอุดีอาระเบียกับนักวิชาการกฎหมายอิสลามอียิปต์ บรรดานักวิชาการดังกล่าวได้ถกในประเด็นบทลงโทษทางของการขว้างก้อนหินจนตายสำหรับของการทำผิดประเวณี โดยสรุปได้ดังนี้ “บทลงโทษนี้จะบังคับใช้ก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดได้แต่งงานแล้ว โดยมีพยานบุคคล 4 คน ซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าพยานบุคคลดังกล่าวเห็นคู่กรณีนอนเปลือยกายกอดกันก็ยังถือว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ”
ที่ประชุมยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “เราเห็นด้วยกับบทลงโทษที่รุนแรงดังกล่าว อย่างไรก็ตามบทลงโทษนี้จะไม่ถูกกำหนดแก่ผู้ใดจนกว่าการกระทำความผิดจะถูกยืนยันโดยพยานบุคคลจำนวน 4 คน ที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ พยานบุคคลเพียงคนเดียวกฏหมายอิสลามถือว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับพิสูจน์ความผิดประเวณีได้ แต่กลับเป็นการใส่ร้ายผู้อื่นว่ากระทำผิดประเวณี (ก็อซฟฺ) ซึ่งจะมีบทลงโทษโบย ดังนั้นถ้าหากมีพยานบุคคลไม่ครบ 4 คน แล้วไม่ว่าจะมีหนึ่ง สอง หรือสามคน พยานดังกล่าวจะต้องถอนการกล่าวหา หาไม่แล้ว กฏหมายจะถือว่าพวกเขาได้กล่าวหาผู้บริสุทธิ์ว่ากระทำความผิดประเวณีซึ่งจะได้รับบทลงโทษตามที่กล่าวไว้แล้ว”
หลังจากนั้น ตัวแทนในที่ประชุมได้กล่าวต่อไปอีกว่า “เราจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าบทลงโทษของการผิดประเวณีได้ถูกกำหนดตั้งแต่สมัยเริ่มแรกของอิสลาม เนื่องจากในสมัยนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบสังคม เพราะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะการผิดประเวณี ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจนสร้างความสับสนในความเป็นบิดา จะเห็นได้ว่าในสมัยของท่านนบีคดีผิดประเวณีที่พิสูจน์โดยพยานบุคคลจำนวน 4 คน ไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนการลงโทษผู้กระทำผิดทั้งหมดจะพิสูจน์โดยคำสารภาพของผู้กระทำผิดเอง เพื่อต้องการชำระความผิดที่ได้กระทำไป เผื่อว่าในโลกหน้าจะได้หลุดพ้นจากบทลงโทษที่สาหัสสากรรจ์ของอัลลอฮฺ เมื่อผู้กระทำผิดดังกล่าวได้ไปหาท่านนบีและสารภาพว่าได้กระทำผิดประเวณีเพื่อให้ท่านนบีลงโทษขว้างก้อนหินจนตายปรากฏว่าท่านนบีหันหน้าไปทางอื่นและปฏิเสธที่จะรับฟังเรื่องดังกล่าว เนื่องจากว่าการผิดประเวณีได้กระทำในที่ลับดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อความสงบและความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่จะเป็นเรื่องที่อยู่ในจิตวิญญานและความสำนึกของผู้กระทำผิดซึ่งสะดวกในการขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ อย่างไรก็ตามชายผู้กระทำผิดก็ได้กล่าวคำสารภาพและคำวิงวอนเพื่อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิใจที่มีต่ออัลลอฮฺ อีกครั้งหนึ่งที่ท่านนบีได้เมินหน้าหนี เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สาม แต่เมื่อเขาได้กล่าวคำสารภาพเป็นครั้งที่สี่ ท่านนบีก็ได้ถามเขาว่ามีสุขภาพจิตเป็นปกติหรือไม่ ครั้งแรกท่านนบีปฏิเสธที่จะรับฟัง หลังจากนั้นจึงได้ถามข้อเท็จจริงโดยทีพยายามโน้มน้าวให้ชายดังกล่าวถอนคำสารภาพเสีย แต่ก็ไม่สำเร็จท่านนบีจึงลงโทษชายคนนั้น อย่างไรก็ตามในขณะกำลังรับโทษอยู่นั้นชายดังกล่าวรู้สึกเสียใจที่รับสารภาพไป จึงพยายามหลบหนีและถูกติดตามโดยกลุ่มผู้ดำเนินการลงโทษจนในที่สุดชายดังกล่าวถูกฆ่าตายเมื่อท่านนบีทราบเหตุการณ์ดังกล่าวในภายหลัง จึงได้กล่าว “ถ้าพวกเจ้าปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ เขาอาจจะมีความสำนึกผิด และพระเจ้าอาจทรงเมตตาต่อตัวเขา”
ในที่ประชุมกล่าวต่อไปอีกว่า “ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ด้วยพยานบุคคลจำนวนดังที่กล่าวมาข้างต้น ตลอดสมัยของท่านนบีมีคดีผิดประเวณีเพียงไม่กี่คดี เป็นเวลาสิบสี่ศตวรรษแล้วที่ได้ผ่านพ้นไปนับตั้งแต่ได้ใช้บทลงโทษที่รุนแรงดังกล่าว แต่ตลอดระยะเวลาดังกล่าวการลงโทษด้วยการขว้างก้อนหินจนตายยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย เพราะดังที่กล่าวมาแล้วตอนต้นว่าคดีผิดประเวณีที่สามารถพิสูจน์ด้วยพยานบุคคลเป็นเรื่องค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตามบทลงโทษดังกล่าวก็ยังคงอยู่ต่อไป” 
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฯ พณ ฯ ดร. ดาวาลินี ให้ข้อสังเกตดังต่อไปนี้ว่า “มีบางคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามได้ไปพูดกับประธานกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปก่อนที่ท่านจะเดินทางมายังประเทศซะอุดีอาระเบีย ให้ฟังว่า “ท่านกำลังจะไปยังประเทศที่ประหารชีวิตหญิงที่ผิดประเวณีหรือ?”  
“ถ้าท่านไม่ขัดข้อง โปรดกรุณาให้ท่านประธานกลับไปรายงานแก่บุคคลเหล่านั้นในสิ่งที่ท่านได้รับฟังมา ซึ่งท่านไม่เคยได้ยินเลยว่ามีคนถูกลงโทษด้วยการขว้างก้อนหินถึงตายและไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ในราชอาณาจักรแห่งนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สังคมมีความยำเกรงต่อพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่เพียงพอในการป้องกันสังคมให้พ้นจากอาชญากรรมและบทลงโทษและจะเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในครอบครัวและความความสุขให้แก่ชีวิตการสมรส  เพื่อการนี้การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงทางศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นและดีกว่าที่จะยึดถือบทบัญญัติที่กำหนดโดยฝีมือของมนุษย์ที่มีบทลงโทษไม่เหมือนกัน  ยิ่งกว่านั้นไม่สามารถทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรงต่อพระเจ้า  มิหนำซ้ำยังเป็นเหตุทำให้ขาดจิตสำนึกในความเป็นครอบครัว  ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นและเป็นการส่งเสริมอาชญากรมที่รุนแรงต่าง ๆ  สำหรับประเทศมุสลิมที่นับถือพระเจ้าและใช้บังคับกฎหมายที่ทรงประทานโดยพระองค์  สิ่งเหล่านี้ยากที่จะเกิดขึ้น”