ความเท่าเทียมของสตรีในสิทธิทางกฎหมาย

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 140

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0


อิสลามถือว่าชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันในทุกด้าน แนวความคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคมิได้มีในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่รวมไปถึงการปฎิบัติในศาลโดยผู้พิพากษา (กอฎีย์) ถ้าชายใดทำร้ายร่างกายหรือฆ่าหญิง เขาก็จะต้องรับโทษอย่างรุนแรงตามกฎหมายอิสลามซึ่งมีความเข้มงวดและสามารถลดจำนวนของอาชญากรรมลงได้ อิสลามมุ่งปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของชายและหญิง ถ้าชายใดฆ่าหญิง เขาก็จะต้องรับโทษประหารชีวิต เช่นเดียวกันถ้าหญิงฆ่าชาย นางก็จะต้องรับโทษทำนองเดียวกัน ดังที่อายะฮฺอัล-กุรอานบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
﴿وَلَكُمۡ فِي ٱلۡقِصَاصِ حَيَوٰةٞ يَٰٓأُوْلِي ٱلۡأَلۡبَٰبِ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ١٧٩﴾ [البقرة: ١٧٩]  
ความว่า และในการประหารฆาตกรให้ตายตามนั้น คือการชำระไว้ซึ่งชีวิตสำหรับพวกเจ้าโอ้ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย ! เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง  
จะเห็นได้ว่าชีวิตของสตรีมีเกียรติและมีค่าเท่าเทียมกับชีวิตของชายทุกประการ ผู้ใดทำให้เลือดของคนอื่นไหลออกมา กฎหมายอนุญาตทำให้เลือดของเขาไหลออกมาเช่นเดียวกัน ท่านนบีได้ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ชายจะถูกประหารชีวิตสำหรับความผิดฐานฆาตกรรมที่เขากระทำต่อหญิงอย่างไม่ต้องสงสัย” 
ครั้งหนึ่งชายชาวยิวได้ฆ่าสตรีมุสลิมด้วยการตีศีรษะอย่างรุนแรง ปรากฎว่าท่านนบีได้สั่งให้ฆ่าชายชาวยิวคนดังกล่าวด้วยวิธีเดียวกันที่เขาฆ่าสตรีคนนั้น ท่านอุมัร อิบนฺอัล-ค็อฏฏอบได้สั่งประหารตัวการที่ร่วมกันฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง อิมามอัล-บัยฮะกีย์รายงานในอัซ-ซุนัน อัล-กุบรอย์ว่าในสมัยการปกครองของ ซะอีด อิบนฺ อัล-มุซัยยิบ อุรวะฮฺ อิบนฺ อัซ-ซุบัยรฺ กอซิม อิบนฺมุฮัมหมัด อบูบักรฺ อิบนฺอับดุรรอฮมานและอื่น ๆ 
“พวกเขาเหล่านี้เคยกล่าว (เกี่ยวกับกิศ็อศ) ว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างชายและหญิง ในกรณีหญิงทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะตา หู หรือการทำร้ายประเภทอื่นๆ บทลงโทษกิศ็อศก็จะถูกกำหนดเหมือนกับชาย ถ้าผู้ชายฆ่าผู้หญิงเขาจะถูกประหารชีวิตให้ตายตาม  เช่นเดียวกันถ้าหากหญิงได้อภัยโทษแก่ฆาตกรที่ฆ่าญาติสนิดของนางด้วยการแลกกับดิยะฮฺ ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเสธการตัดสินใจของนางได้
ถ้าหากผู้ปกครองของผู้ถูกฆาตกรรมมีความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการรับดิยะฮฺ และการอภัยโทษฆาตกร ญาติอื่นๆ ของผู้ถูกฆ่าไม่มีสิทธิประหารชีวิตฆาตกรดังกล่าวได้ ไม่คำนึงว่าผู้ยกโทษจะเป็นชายหรือหญิง อะบูดาวูดกล่าวในหนังสือที่ชื่อ กิตาบ อัล–ญิฮาดว่า “ท่านหญิงอาอีชะฮฺรายงานว่าหญิงสามารถให้ที่หลบภัยในระหว่างสงคราม และการกระทำดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับ”
เป็นที่ทราบกันดีว่าในการพิชิตนครมักกะฮ อุมมู ฮานี ซึ่งเป็นน้องสาวของท่านอะลีย์ได้กล่าวแก่ท่านนบีว่านางได้ให้ความคุ้มครองแก่อิบนุฮิรอ ซึ่งเป็นศัตรูของอิสลาม แต่ท่านอะลีย์ยืนยันที่จะฆ่าผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามทุกคน อย่างไรก็ตามท่านนบีได้เข้าขัดขวางโดยกล่าวว่า “โฮ้อุมมูฮานี ใครก็ตามที่เจ้าให้ความคุ้มครองก็จะได้รับความคุ้มครองจากเรา”

สิทธิทางการเมืองของสตรี
อิสลามเป็นศาสนาแห่งโลกนี้ (ดีน  อัด–ดุนยา) และโลกหน้า (ดีน–อัล–อะคีเราะฮฺ)  ดังนั้นสตรีมีสิทธิตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของรัฐที่พวกนางอาศัยอยู่  กิจการต่างๆ ทางโลกซึ่งถูกต้องตามหลักการศาสนาจะถูกปฏิบัติดังเช่นกิจการทางศาสนา อิสลามมีจุดยืนอย่างไรเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งที่สำคัญของสตรี เช่น  รัฐมนตรี ผู้พิพากษา การเป็นแม่ทัพในสนามรบที่ต่อสู้เพื่อหนทางของอัลลอฮ (ญีฮาด) การเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของสาธารณะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการดำรงตำแหน่งสำคัญที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายสองอย่าง คือช่วยทางด้านศาสนาและป้องกันประเทศชาติ นักปราชญ์มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามมีนักปราชญ์บางท่านให้ทัศนะว่าถ้ามีความจำเป็นสตรีสามารถดำรงตำแหน่งสำคัญดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม นักปราชญ์มีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าสตรีไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศ(คอลีฟ)ได้  เนื่องจากว่ามีปัญหายุ่งยากมากมายทั้งทางศาสนาและทางการเมืองที่นางจะต้องเผชิญ จึงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับสตรีที่จะจัดการกับเรื่องดังกล่าวได้เมื่อพิจารณาถึงกฎเกณท์ที่เข้มงวดในด้านการปฏิบัติและโครงสร้างทางสรีระร่างกายของสตรี  
ท่านนบีได้กล่าวว่า “ประเทศชาติจะไม่ประสบความรุ่งเรืองถ้าหากมีผู้นำเป็นสตรี” 
มีเพียงมัซฮับเดียวในอิสลามที่ยอมรับควาามเป็นผู้นำของสตรีซึ่งในปัจจุบันมัซฮับนี้ไม่มีอีกแล้วคือมัซฮับอัซ-ซูฮัยบิยะฮฺ ซึ่งทัศนะของมัซฮับนี้อยู่นอกขอบเขตของทัศนะเอกฉันท์ของบรรดานักปราชญ์ทั้งหมด (อิจมาอฺ) 
อนึ่ง ความเห็นเอกฉันท์ของนักปราชญ์ก็คือสตรีไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขเดียวกับการเป็นผู้นำของรัฐ 
หลักการเดียวกันนี้ใช้บังคับกับการเป็นผู้นำในระดับท้องถิ่น ผู้นำในสนามรบ ตำแหน่งตุลาการ และตำแหน่งเกี่ยวกับการร้องทุกข์และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อิมามอะบูหะนีฟะฮฺซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมัซฮับหะนะฟีย์ให้ทัศนะว่าสตรีอาจถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการเพื่อตัดสินคดีแพ่งและพาณิชญ์ได้ แต่ไม่อาจตัดสินคดีอาญาที่มีบทลงโทษฮัดและประหารชีวิต และคดีที่เกี่ยวกับการสมรส  อย่างไรก็ตามนักปราชญ์ เช่น อิบนุญะรีร อัล-เฎาะบะรีย์ได้กล่าวว่าสตรีสามารถดำรงตำแหน่งทางตุลาการเพื่อตัดสินทุกคดีได้