สตรีและการศึกษา

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 255

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

ท่านนบีได้กำชับให้สตรีมีการศึกษาและมีการเรียนรู้โดยกล่าวว่า
“การหาความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิง”
ผู้หญิงในสมัยของท่านนบีได้รับการสนับสนุนให้เรียนอัล-กุรอาน และซุนนะฮ ตลอดจนภาษาอาหรับ
ท่านหญิงอาอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ในสมัยของท่านนบี ทุกครั้งที่อายะฮฺอัล-กุรอานถูกประทานลงมา พวกเราต้องจำเนื้อหาของอายะฮฺดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะไม่จำอายะฮฺทั้งหมดก็ตาม”
ท่านหญิงอาอิชะฮฺเคยสรรเสริญยกย่องหญิงชาวอันศ็อร ว่า  “หญิงชาวอันศ็อรมีความปะเสริญยิ่งนักเนื่องจากพวกนางไม่เคยอายที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจในเกี่ยวกับศาสนา” 
ผู้หญิงในสมัยของท่านนบีชอบเก็บเกี่ยวความรู้ดังเห็นได้จากข้อเสนอของพวกนางที่มีต่อท่านนบี
“กลุ่มผู้หญิงดังกล่าวได้กล่าวต่อท่านนบีว่า ท่านจะถูกล้อมโดยพวกผู้ชายเสมอ ดังนั้นขอให้ท่านให้เวลากับพวกเราบ้าง ท่านนบีได้ให้สัญญาว่าจะทำตามข้อเสนอของพวกนางโดยจะสอนพวกนาง”
นอกจากท่านนบีปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวด้วยตัวเองแล้ว ท่านยังได้ส่งตัวแทนไปให้ความรู้แก่พวกผู้หญิงดังกล่าวด้วย ดังเห็นได้จากหะดีษของท่านนบี ซึ่งรายงานโดยอุมมูอาตียยะฮฺว่า เมื่อท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺได้เดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านได้สั่งให้หญิงชาวอันศอรรวมตัวที่บ้านหลังหนึ่งและท่านได้ส่งอุมัร อับนุอัล-ค็อฏฏอบไปยังพวกนาง (เพื่อถ่ายทอดและสอนเกี่ยวกับอิสลาม) ท่านนบีได้กล่าวต้อนรับพวกนางในขณะที่ท่านยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ซึ่งพวกนางได้กล่าวคำทักทายตอบ หลังจากนั้นท่านนบีได้กล่าวว่า “ฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺที่ถูกส่งมายังพวกเจ้าโดยเฉพาะ” (อัล-บุคอรีย์)
ท่านนบีได้มอบหมายหน้าที่ให้แก่บิดามารดาทุกคนที่จะต้องให้การศึกษาแก่บุตรีเกี่ยวกับอิสลาม เพราะหลังจากที่นางแต่งงานแล้วผู้หญิงเหล่านี้จะเป็นแม่บ้านซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการทำหน้าที่เป็นมารดาของบุตร
ในกรณีที่บิดามารดาไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้แก่บุตรี ภาระหน้าที่นี้จะตกเป็นของสามีที่จะต้องสั่งสอนภรรยาของเขาเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของศาสนา เพื่อทั้งคู่สามารถดำรงชีวิตตามหลักคำสอนของอิสลาม
มีรายงานว่ามาลิก อิบนุ ฮุวัยริษ และกลุ่มผู้ชายอีกกลุ่มหนึ่งได้มาอาศัยอยู่ใกล้บ้านท่านนบีเพื่อศึกษาหาความรู้จากท่าน
เมื่อพวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับสู่มาตุภูมิของตัวเอง ท่านนบีก็ได้ฝากฝังพวกเขาว่า “จงกลับไปหาภรรยาและบุตรของพวกเจ้าและอยู่กับพวกเขา สอนพวกเขา (จากความรู้ที่พวกเจ้าได้รับมา) และสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามหลักคำสอนนั้น” (อัล-บุคอรีย์) 
มีเหตุการณ์หนึ่งน่าสนใจ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาเกี่ยวกับอิสลาม มีเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งซึ่งมีฐานะยากจนต้องการแต่งงานกับหญิงนางหนึ่ง แต่เขาไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัวเลยที่จะเป็นค่าสินสอด (มะฮฺรฺ) ให้แก่หญิงคนดังกล่าว อย่างไรก็ตามเขาได้เรียนรู้บางอายะฮฺ (ซูเราะฮฺ) ของอัล-กุรอาน ท่านนบีได้จัดการแต่งงานเขากับหญิงคนดังกล่าวโดยกำหนดเงื่อนไขว่าเขาจะต้องสอนหลักคำสอนของอัล–กุรอานดังกล่าวแก่ภรรยาและกล่าวว่าการสอนดังกล่าวถือว่าเป็น มะหัร ( อัล – บุคอรีย์) 
บนพื้นฐานของหลักการดังกล่าวข้างต้น นักปราชญ์ของมัสฮับมาลิกีย์ คือ อิบนุ อัล-ฮัจญ์ แสดงทัศนะว่า “ถ้าผู้หญิงต้องการสิทธิในการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาจากสามีของนางและนำเรื่องดังกล่าวไปสู่ศาล นางจะได้รับการคุ้มครองเนื่องจากว่าเป็นสิทธิของนางที่จะได้รับการศึกษาเกี่ยวกับอิสลามจากสามีหรือได้รับอนุญาตจากสามีให้ไปศึกษาหาความรู้จากที่อื่น ศาลจะต้องบังคับให้สามีกระทำตามความต้องการของภรรยาเหมือนกับสิทธิอื่นๆ ที่นางจะพึงได้ในทางโลกเพราะสิทธิของนางในศาสนามีความสำคัญมากกว่า” 
ส่วนนักปราชญ์ของมัสฮับหะนะฟีย์ ที่ชื่อ ฟัครุดดีน หะซัน อิบนุ มันซูร ก็มีทัศนะเหมือนกับทัศนะของอิบนุ อัล-ฮัจญ์ 
จากการที่ท่านนบีได้ให้ความสำคัญการศึกษาของสตรีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมอาหรับ ก่อนหน้านี้ผู้หญิงซึ่งได้รับการดูถูกดูแคลนและถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสได้กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาสมัยนั้น ซึ่งผู้หญิงดังกล่าวได้แก่ บุคคลที่จะกล่าวต่อไปนี้

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ บินตฺ อบูบักรฺ
จากหลักคำสอนของอิสลามที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของสตรีทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงจากที่เคยเกิดขึ้นในสังคมแห่งความงมงาย(ญาฮีลิยยะฮฺ) ซึ่งสมัยนั้นหญิงเป็นเพศที่น่ารังเกียจและถูกปฏิบัติดังเช่นสิ่งของไม่มีค่า หลังการมาของอิสลามแล้วผู้หญิงเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ชี้นำด้านการศึกษาให้แก่คนอื่น
สตรีตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือท่านหญิงอาอิชะฮฺซึ่งเป็นภรรยาของท่านนบีเอง นางดำรงชีวิตยาวนานหลังการเสียชีวิตของท่านนบีและเป็นผู้ชี้นำด้านการศึกษาให้แก่สังคมมุสลิม รวมทั้งเศาะฮาบะฮฺที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย อุรวะฮฺ อิบนุอัซ-ซุบัยรฺก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการชี้นำจากนางได้กล่าวถึงท่านหญิงอาอิชะฮ์ซึ่งถูกบันทึกในตัสกีเราะฮฺ อัล-หุฟฟาซ ว่า “ฉันไม่เคยเห็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺที่สามารถเข้าใจอัล-กุรอาน และเข้าใจถึงสิ่งหะลาล (สิ่งที่อนุมัติ) และสิ่งที่หะรอม (สิ่งไม่อนุมัติ) ตลอดจนมีความลึกซึ้งในด้านกวีและวรรณคดี ประวัติศาสตร์อาหรับและประชากรศึกษา”
อุรวะฮฺ อิบนุ อัซ-ซุบัยรฺ เองเป็นนักปราชญ์ด้านวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง เมื่อไหร่ที่ท่านถูกยกย่องสรรเสิญ ท่านก็จะกล่าวทันทีว่าท่านไม่อาจเปรียบเทียบกับท่านหญิงอาอิชะฮฺได้เลย เพราะนางสามารถยกกลอนทุกครั้งในการพูดคุย มูซา อิบนุฎ็อลหะฮฺ เป็นเศาะฮาบะฮฺอีกท่านหนึ่งที่กล่าวว่า “ฉันไม่เคยเห็นคนที่พูดคล่องกว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺเลย” 
เศาะฮาบะฮฺท่านอื่นๆ ก็ยอมรับความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ของท่านหญิงอาอิชะฮฺ อิบนุมะลีกะฮฺกล่าวว่าเราไม่แปลกใจต่อความเก่งกาจของนางในด้านการประพันธ์บทกวีเลย เนื่องจากนางเป็นบุตรของท่านอบูบักรฺซึ่งเป็นนักกวีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง แต่ที่สร้างความแปลกใจก็คือนางมีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ ทุกครั้งที่ตัวแทนจากต่างประเทศมาหาท่านนบีและปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ นางก็จะรับฟังและจดจำเป็นอย่างดี นอกจากนี้นางยังเก่งคณิตศาสตร์ ซึ่งมีเศาะฮาบะฮฺบางท่านเคยขอคำแนะนำในเรื่องการคำนวณเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์มรดก
ชื่อเสียงในความเป็นนักวิชาการของนางได้ขจรไปทั่ว มีผู้คนทุกสารทิศไปหานางเพื่อสอบถามเกี่ยวกับหะดีษของท่านนบีที่พวกเขาได้รับฟังจากนักปราชญ์ต่างๆ นอกจากนี้นางเคยให้คำแนะนำแก่เศาะฮาบะฮฺในเรื่องต่างๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งบรรดาเศาะฮาบะฮฺเหล่านั้นรวมไปถึงท่านอุมัร อิบนฺอัล-ค็อฏฏอบ, อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร และอบูฮุรัยรอฮฺ นางยังเป็นอีกผู้ที่ท่อง (หุฟฟาซ)หะดีษ และได้รายงานหะดีษทั้งหมดจำนวน 2210 หะดีษด้วยกัน
ไม่มีเศาะฮาบะฮฺท่านใดที่รายงานหะดีษมากมายขนาดนี้ ยกเว้นอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร อะนัส และอบู ฮุรัยรอฮฺ เศาะฮาบะฮฺทั้งหลายจะอ้างอิงท่านหญิงอาอีชะฮฺอยู่เสมอเมื่อพบกับความยุ่งยากในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาทางกฏหมาย อบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ ซึ่งเป็นนักกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวว่า “พวกเราบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านนบี เมื่อประสบกับความยุ่งยากในเรื่องของหะดีษ เราจะถามท่านหญิงอาอีชะฮฺอยู่เสมอ และพบว่านางมีความรู้ลึกซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”
ความรู้ที่ได้รับจากท่านหญิงอาอิชะฮฺถือว่าเป็นองค์ความที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง ซึ่งนักกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงแห่งนครมาดีนะฮฺที่ชื่อ อุรวะฮฺ อิบนุ อัซ-ซุบัยรฺ และนักหะดีษที่มีชื่อเสียงซึ่งมีชื่อว่า กอซิม อิบนุ มุฮัมหมัด ได้ยึดถือในการให้ทัศนะเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ อะหฺมัด อิบนุฮัมบัลได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เขาทั้งสองคนนี้เป็นบุคคลที่ยึดถือคำบอกเล่าของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และไม่เคยออกนอกขอบเขตคำกล่าวของนาง และให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ บนพื้นฐานของคำบอกเล่าของนาง” 
ท่านหญิงอาอิชะฮฺมีความจำที่ดีเยี่ยม นางสามารถจำคำสอนของท่านนบีได้เป็นอย่างดี นางดำรงชีวิตหลังการตายของท่านนบีเป็นเวลาห้าสิบปี มีผู้คนมากมายเรียนรู้คำสอนและกริยามารยาทของท่านนบีจากนาง จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าหนึ่งในสี่ของหลักคำสอนของชะรีอะฮฺทั้งหมดเป็นรายงานทีได้จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ
ฮาฟิซ อิบนุหะญัรบันทึกรายชื่อของนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่จำนวนแปดสิบแปดคนที่ได้เรียนรู้จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ฮาฟิซ อิบนุหะญัรยังกล่าวต่อไปว่า ยังมีคนอีกมากมายนอกเหนือไปจากนี้ที่ได้เรียนรู้จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ รวมทั้งนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ อาทิเช่น อัมรฺ อิบนุอัล-อ๊าศ อบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ และอับดุลลอฮฺ อิบนุอัซ-ซุบัยรฺ รวมถึงนักปราชญ์ด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงได้แก่ อบูฮุรัยรอฮฺ อับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาส และอับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร และนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ในยุคของตาบิอูน (ยุคหลังเศาะฮาบะฮฺ) เช่น ซะอีด อิบนุอัล-มุซัยยับ และอัลเกาะมะฮฺ อิบนุก็อยซฺ

ศ๊อฟยะฮฺ :  ภรรยาของท่านนบี 
ศ๊อฟยะฮฺเป็นภรรยาของท่านนบีอีกคนหนึ่งที่มีความรู้ในด้าน ฟิกฮฺ (ศาสนบัญญัติ) ซุฮัยรอฮฺ บินตฺ ญัยฟัร ได้กล่าวว่า “พวกเราบางคนไปยังนครมะดีนะฮฺหลังจากที่ได้ทำฮัจญ์ และได้ไปเยี่ยมท่านหญิงศ๊อฟยะฮฺ เมื่อเราไปถึงเราพบมีกลุ่มผู้หญิงลุ่มหนึ่งกำลังศึกษาหาความรู้จากนางอยู่ ซึ่งกลุ่มผู้หญิงดังกล่าวเดินทางมาจากเมืองกูฟะฮฺ พวกเราได้เรียนรู้จากนางในหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวและเกี่ยวกับประจำเดือนและเรื่องอื่นๆ”เพียงอัลลอฮฺเท่านั้นที่ทราบถึงจำนวนของผู้คนที่ได้รับประโยชน์จากความรู้ของศ๊อฟยะฮฺ
อิมามอัน-นะวะวีย์ได้กล่าวว่า “ท่านหญิงศ็อฟยะฮฺเป็นผู้ที่มีปัญญาล้ำเลิศที่สุดในบรรดาของผู้หญิงที่มีการศึกษา”

 อุมมูซะละมะฮฺ:ภรรยาของท่านนบี
อุมมูซะละมะฮฺเป็นผู้รอบรู้อีกคนหนึ่ง อิบนุหะญัร ได้ให้รายชื่อนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้เรียนรู้หะดีษมากมายจากนาง ซึ่งอย่างน้อยมีจำนวนสามสิบสองคนด้วยกัน ซึ่งได้รายงานหะดีษดังกล่าว ด้วยการอ้างความน่าเชื่อถือของนาง มัรวานและคนอื่นๆ อีกหลายคนได้ไปหานางเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับฟิกฮฺ มัรวานเคยกล่าวว่า” “ทำไมเราต้องไปหาคนอื่นในเมื่อเรามีภรรยาของท่านนบีอยู่กับเราอยู้แล้ว?”
อิบนุ หะญัรเขียนถึง อุมมู ซะละมะฮฺไว้ว่า “อุมมู ซะละมะฮฺมีความเพรียบพร้อมด้านความงาม ปัญญาที่สูงส่งและทัศนะที่น่าเชื่อถือ” 

เราะบีอะฮฺ บินตฺ มุเอาวัด
เราะบีอะฮฺ บินตฺมุเอาวัดเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความรู้ด้านฟิกฮฺ นักปราชญ์แห่งนครมะดีนะฮฺ เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาซ อับดุลลอฮฺ อิบนุอูมัร ซัลมาน อิบนุยะซัร อับบาด อิบนุวะลีด และนาฟิอฺ เคยไปหานางเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับฟิกฮฺจากนาง 
อุมมู อาติยยะฮฺ
อุมมู อาติยยะฮฺเป็นผู้รอบรู้อีกท่านหนึ่ง เศาะฮาบะฮฺและนักปราชญ์ในสมัยตาบิอูน บางท่านเคยไปหานางเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายอิสลามที่กรุงบัศรอฮฺ จอกจากนี้นางยังได้รายงานหะดีษมากมายจากท่านนบี อิมามนะวะวีย์ได้กล่าวถึงนางว่า “นางเป็นเศาะฮาบียะฮฺที่มีความรอบรู้และเป็นผู้หนึ่งที่เคยออกสู่สนามรบพร้อมกับท่านนบี” 

อาอิชะฮฺ บินตฺ ซะอัด อิบนุ อบี วักก็อศ
อาอิชะฮฺ บินตฺ ซะอัด อิบนุ อบี วักก็อศเป็นบุตรีของเศาะฮาบะฮฺผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่มีชื่อว่า ซะอัด อิบนุ อบี วักก็อศ นางเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอิสลามจนอิมาามาลิก หะกัม อิบนุอุตัยบะฮฺ อัยยูบ อัซ-ซัคติยานีย์ ตลอดจนนักกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆและนักวิชาการหะดีษหลายท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของนาง

ซัยยีดะฮฺ นะฟีซะฮฺ : หลานสาวของหะซัน 
ซัยยีดะฮฺ นะฟีซะฮฺเป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง นางมีลูกศิษย์มากมายซึ่งมาจากหลายสถานที่ อิมามชาฟิอีย์ก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของนาง 

อุมเราะฮฺ บินตฺ อับดุรรอฮฺมาน
อุมเราะฮฺ บินตฺอับดุรรอฮฺมานเป็นลูกศิษย์ของท่านหญิงอาอิชะฮฺ อิมามอะหฺมัดกล่าวถึงนางว่า “นางเป็นนักศาสนศาสตร์ที่แท้จริงและเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ อุมเราะฮฺ บินตฺ อับดุรรอฮฺมาน ได้เรียนรู้เป็นพิเศษจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ นางได้รายงานหะดีษ มากมายจากท่านหญิงอาอีชะฮฺ นางเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีความจำที่เป็นเลิศและเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของการรายงานหะดีษ”
อิบนุหิบบานเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ให้การยอมรับอุมเราะฮฺ บินตฺอับดุรรอฮฺมานว่าเป็นนักปราชญ์หะดีษที่ยิ่งใหญ่ โดยกล่าวว่า “นางเป็นศิษย์ของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่มีความรู้ในเรื่องของ หะดีษ โดยเฉพาะหะดีษที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ”
อัมรฺ อิบนุอับดุลอะซีซซึ่งเป็นเคาะลีฟะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงค์อุมัยยะฮฺที่ให้การยอมรับการรายงานหะดีษของอุมเราะฮฺ บินตฺอับดุรรอฮฺมานจนท่านได้สั่งให้อบูบักรฺ อิบนุมุฮัมหมัด อิบนุหัซมฺ ทำการบันทึกหะดีษเหล่านั้น ดังนั้นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน เช่น อบูบักรฺ อิบนุหัซมฺ อิมาม อัซ–ซุฮรีย์ และยะหฺยา อิบนุซะอีดได้ไปหาท่านอุมเราะฮฺ เพื่อศึกษาหะดีษจากนาง

ไซนับ : บุตรีของอุมมู ซะละมะฮฺ
ท่านหญิงอุมมูซะละมะฮฺเองเป็นหญิงที่มีความรู้คนหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนบุตรีของนางก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิสลาม อิบนุอับดุลบัรฺได้กล่าวถึงนางว่า “นางเป็นนักศาสนศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นๆ ที่อยู่ในยุคเดียวกัน” 
อุมมู อัด–ดัรดาอฺ : ภรรยาของอบู อัด–ดัรดาอฺ
อุมมู อัด–ดัรดาอฺ เป็นภรรยาของเศาะฮาบะฮฺที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่มีนามว่าอบูอัด-ดัรดาอฺ นางเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ของหะดีษ ซึ่งอิมามอัล-บุคอรีย์ หนึ่งในบรรดาหกท่านที่รวบรวมหะดีษ เศาะหีหฺ (หะดีษแท้) ได้กล่าวถึงความน่าเชื่อถือของนางในหนังสือของท่านที่ ชื่อ เศาะหีหฺ อัล–บุคอรีย์ ว่า “อุมมู อัด–ดัรดาอฺ ได้นั่งในขณะละหมาดเหมือนกับผู้ชายและนางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนศาสตร์ ดังนั้นการกระทำของนางจึงถือว่าทรงคุณค่าในการปฏิบัติตาม”
อิบนุ อับดุล–บัร เรียกนางว่า “เป็นนักปราชญ์หญิงที่มีความปราดเปรื่องในขณะเดียวกันเป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนา”
อิมาม อัน-นะวะวีย์ได้กล่าวว่า “นักปราชญ์ทุกคนต่างก็ยอมรับในความปราดเปรื่องของนางในเรื่องของฟิกฮฺ และความเฉลียวฉลาดตลอดจนความยิ่งใหญ่ของนาง”  

ฟาฏิมะฮฺ บินตฺก็อยซฺ
ฟาฏิมะฮฺ บินตฺก็อยซฺก็เป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งในยุคแรกของอิสลามที่มีความรู้เกี่ยวกับอิสลาม ความรู้ของนางมีความลึกซึ้งจนกระทั่งสามารถร่วมสนทนาเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายอิสลามกับอุมัรและท่านหญิงอาอิชะฮฺ ซึ่งท่านอุมัรและท่านหญิงอาอีชะฮฺไม่สามารถเปลี่ยนทัศนะของนางได้ อิมาม อัน-นะวะวีย์กล่าวว่า “นางเป็นผู้หนึ่งที่อพยพในยุคต้นๆ และเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดและความสามารถที่เป็นเลิศ” 

อุมมู สุลัยมฺ :  มารดาของอะนัส
อุมมู สุลัยมฺ เป็นมารดาของเศาะฮาบะฮฺที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งนั้นก็คือท่านอะนัส นางเอง เป็นเศาะฮาบียะฮฺที่ได้รับความเคารพจากบุคคลอื่น ฮาฟิส อิบนุหะญัรยกย่องนางโดยกล่าวว่า “ความสามารถของนางมีมากมายจนไม่อาจพรรณนาได้และนางเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง” 
อิมาม อัน-นะวะวีย์เรียกนางว่าเป็น “นักปราชญ์ที่มีความเป็นเลิศที่สุดในบรรดาเศาะฮาบียะฮฺทั้งหลาย” จากรายชื่อของบรรดาผู้หญิงในยุคแรกของอิสลามที่มีความรู้ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงมิได้ถูกปล่อยให้เป็นผู้ไร้การศึกษา แต่อิสลามกลับสนับสนุนให้พวกนางมีส่วนร่วมในกระบวนการการเรียนรู้และวิชาการ นอกจากนั้นแล้วพวกนางยังได้ทราบถึงสิทธิและความรับผิดชอบของสตรีได้เป็นอย่างดี มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงบางคนกล้าแม้กระทั้งที่จะท้าทายนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยของพวกนาง ถ้าหากว่านักปราชญ์เหล่านั้นได้กล่าวบางสิ่งบางอย่างที่ขัดแย้งกับสิทธิของพวกนางดังที่อัล–กุรอานและซุนนะฮฺได้บัญญัติไว้

ความสะดวกในการศึกษาของสตรีมุสลิม
เมื่อพูดถึงการศึกษาของสตรีแล้วสิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาถึงก็คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำให้พวกนางได้แสวงหาความรู้ พร้อมกับเอาความรู้เหล่านั้นมารวมกับคุณธรรมที่อิสลามได้กำหนดไว้มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นมารดาของบุตรในอนาคต
การแสวงหาความรู้ในศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ตลอดจนการศึกษาในสาขาอื่นๆ นอกเหนือไปจากสาขาศาสนา ผู้หญิงสามารถศึกษาในสาขาที่มิใช่ศาสนาเนื่องจากว่าไม่มีหะดีษใดของท่านนบีที่ห้ามกระทำการดังกล่าว ดังนั้นสตรีมุสลิมมีสิทธิเข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาตามระบบของการศึกษาปัจจุบัน ถ้าหากว่าสถาบันการศึกษาเหล่านั้นมีการจัดการการศึกอย่างถูกต้องสำหรับสตรีกล่าวคือ ไม่ปะปนกับนักศึกษาชาย
ผลของการจัดระบบการการศึกษาที่ปะปนระหว่างนักศึกษาชายและหญิงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสลดใดที่นักศึกษาหญิงส่วนใหญ่ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งในประเทศไทยเองแอบไปมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนนักศึกษาชายที่อยู่ร่วมห้องมากกว่าที่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากอาจารย์ผู้สอน สถานการณ์ของหญิงที่กำลังเรียนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยยิ่งมีความเลวร้ายขึ้นทุกวันดังเห็นได้จากกรณีที่มีอาจารย์ผู้สอนขอมีเพศสัมพันธ์กับนักศึกษาหญิงเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้คะแนนสูง
ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงระบบสหศึกษาและควรเปิดโรงเรียนระดับประถม มัธยม วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สำหรับหญิงโดยเฉพาะ ซึ่งอาจารย์ผู้สอนก็ต้องเป็นหญิงด้วย ส่วนชุดสำหรับนักศึกษาหญิงควรเป็นชุดที่สอดคล้องกับหลักการของชะรีอะฮฺ
เป็นที่น่ายินดีว่ามีประเทศมุสลิมหลายประเทศเริ่มจัดตั้งสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และปากีสถาน มหาวิทยาลัยกษัตริย์ อัลดุลอะซีซในนครญิดดะฮฺ (เจดดาห์) สามารถจัดตั้งแม้กระทั่งวิทยาลัยการแพทย์สำหรับนักศึกษาหญิงซึ่งมีอาจารย์ผุ้สอนที่เป็นหญิงล้วน จึงถึงเวลาอันสมควรแล้วที่มุสลิมจะต้องหันหลังให้กับความตกต่ำ และหันมาพัฒนาระบบการศึกษาใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการของอิสลามที่แท้จริง


บริการ AI