ไม่กล่าวถึงความผิดพลาดของพวกเขา และให้ลดช่องทางที่จะทำให้รับรู้เรื่องเหล่านั้น

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 98

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

ชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ คือกลุ่มชนทางสายกลางที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการศาสนา พวกเขาคือกลุ่มชนที่ไม่สุดโต่งและไม่ปฏิเสธต่อความจริง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมีความเชื่อมั่นว่าความสูงส่งของสถานะของเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม นั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องบริสุทธิ์จากความผิดบาป และความน่าเชื่อถือ (อะดาละฮฺ) ของพวกเขานั้นไม่ได้เสียหายไปเพียงเพราะการทำสิ่งที่เป็นความผิด 
อย่างไรก็ตาม ไม่อาจเทียบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับพวกเขาระหว่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ดีก็คือผู้ที่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตของทั้งสองกลุ่ม (เศาะหาบะฮฺกับคนทั่วไป)
แต่ถ้ามีเรื่องที่ทำให้เข้าใจว่าคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาได้ทำผิดหรือทำในสิ่งที่เป็นผิดบาปนั้น ส่วนใหญ่จะไม่พ้นเป็นเรื่องที่มีการเติมแต่งและตัดทอนไป หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับเลย –โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเช่นนั้น - ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องปฏิเสธทิ้งไปโดยไม่ต้องลังเลใดๆ ทั้งสิ้น 
หรือถ้าหากว่ามันเป็นเรื่องจริง ก็ให้คิดไปในทางที่ดี ซึ่งการทำเช่นนี้เองที่จะช่วยให้มีทัศนคติที่ดีต่อเรื่องราวนั้นได้  
และถ้าหากผู้ศรัทธาถูกเรียกร้องให้มีทัศนคติที่ดีต่อสิทธิของพี่น้องผู้ศรัทธาด้วยกันแล้ว ดังนั้นผู้ที่เป็นแกนนำของบรรดาผู้ศรัทธาก็สมควรยิ่งกว่าที่จะได้รับสิ่งนั้น  
ซึ่งการศรัทธาขั้นต่ำสุดคือการมีทัศนคติต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เขา (เศาะหาบะฮฺ) อาจจะตีความตัวบทหลักฐานที่อนุญาตให้ตีความได้ หรือไม่ก็เขาอาจจะหลงลืมหรือพลาดพลั้งไป หรือเป็นการวินิจฉัยในเรื่องที่สามารถได้รับหนึ่งผลบุญหรือสองผลบุญ 
อย่างไรก็ตาม หากมีความผิดใดเกิดขึ้นกับพวกเขา มันก็จะเข้าอยู่ในห้าประการนี้  
หนึ่ง พวกเขาได้กลับเนื้อกลับตัวจากความผิดนั้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิดแปลกแต่อย่างใด เพราะเศาะหาบะฮฺคือกลุ่มชนที่รีบเร่งในการกลับเนื้อกลับตัวมากที่สุด  และเป็นที่รู้ดีว่า
«التَّائِبُ مِنَ الذَّنْبِ، كَمَنْ لَا ذَنْبَ لَهُ»
ความว่า “ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวจากความผิด ก็ประดุจดั่งผู้ที่ไม่มีความผิดมาก่อน”  
ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาสมควรถูกตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวมากกว่าผู้อื่น เนื่องจากฐานะอันสูงส่งและสถานะของพวกเขา ณ ที่อัลลอฮฺ

สอง พวกเขาได้รับการอภัย ด้วยกับความดีงามที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ ซึ่งถูกประทานให้พวกเขา และแน่นอนว่าความดีงามนั้นจะลบล้างความผิดทั้งหลาย ซึ่งความดีงามของเศาะหาบะฮฺนั้น -ตามที่รู้มาแล้ว- เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ส่วนผลบุญของมันก็ใหญ่หลวงยิ่งนัก ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วในก่อนหน้านี้ 

สาม พวกเขาได้รับการอภัย ด้วยสาเหตุที่พวกเขาได้เข้ารับอิสลามเป็นกลุ่มคนแรกๆ และพวกเขาได้ร่วมต่อสู้ญิฮาดเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงสิทธิของชาวบะดัรว่า 
« وَمَا يُدْرِيكَ لَعَلَّ اللهَ اطَّلَعَ عَلَى أَهْلِ بَدْرٍ فَقَالَ: اعْمَلُوا مَا شِئْتُمْ، فَقَدْ غَفَرْتُ لَكُمْ »
ความว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าอัลลอฮฺทรงมองดูผู้ที่เข้าร่วมสงครามบะดัร แล้วพระองค์ก็ได้ดำรัสว่า พวกเจ้าจงทำในสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนาเถิด เพราะแน่นอนว่าข้าได้ให้อภัยแก่พวกเจ้าแล้ว” 

สี่ พวกเขาได้รับการอภัย ด้วยสาเหตุของการชะฟาอะฮฺ (ให้ความช่วยเหลือ) ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งครั้งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงชะฟาอะฮฺของท่านที่กลุ่มชนแห่งเตาฮีด (ให้ความเป็นเอกะแด่อัลลอฮฺ) โดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์จะได้รับนั้น   แกนนำของกลุ่มชนแห่งเตาฮีดและเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ย่อมคู่ควรที่จะได้รับยิ่งกว่า ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าพวกเขาคู่ควรที่จะได้รับการชะฟาอะฮฺจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยิ่งกว่ากลุ่มคนอื่น 

ห้า พวกเขาได้รับการอภัย ด้วยสาเหตุที่พวกเขาได้ประสบกับเคราะห์กรรมต่างๆ รวมถึงบททดสอบในโลกนี้ ซึ่งเคราะห์กรรมต่างๆ นั้นจะลบล้างความผิด ตามที่รู้กันดีในบทบัญญัติของศาสนา 

สรุปคือ “หนึ่งในหลักการพื้นฐานของชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺนั้น คือการที่หัวใจและลิ้นของพวกเขาต้องไม่มีความเคียดแค้นและกล่าวในทางไม่ดีต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” 
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าหัวใจและลิ้นของผู้ศรัทธานั้นต้องไม่ดูถูกเหยียดยามเศาะหาบะฮฺ และจะต้องไม่ตำหนิพวกเขา และใส่ร้ายพวกเขา และจะไม่มีผู้ใดละทิ้งแนวทางที่เที่ยงตรงนี้ นอกจากผู้ที่หัวใจของเขาจะมีปัญหา 
ท่านสุฟยาน บินอุยัยนะฮฺ ได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่กล่าว (ในแง่ไม่ดี) ต่อบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพียงแค่คำกล่าวเดียว เขาก็คือผู้ที่ฝักใฝ่ในอารมณ์ใฝ่ต่ำนั้นเอง” 
ท่านอิมามอะหฺมัด ได้กล่าวว่า “ผู้ใดที่ตำหนิคนหนึ่งคนใดในหมู่เศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือเกลียดชังต่อเขาเนื่องด้วยเรื่องที่เกิดจากเขา (เช่นความขัดแย้งในหมู่พวกเขา) หรือได้กล่าวถึงในแง่ที่ไม่ดีต่อเขา ผู้นั้นคือผู้ที่อุตริกรรม (บิดอะฮฺ) จนกว่าเขาจะขอให้พวกเขาทุกคน (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) ได้รับความเมตตา เมื่อนั้นก็จะทำให้หัวใจของเขาที่มีต่อพวกเขามีความบริสุทธิ์”