“ฆุลูว์” ตรงข้ามกับ “วะสัฏ”

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 187

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

ส่วนหนึ่งของคุณลักษณะที่ตรงข้ามกับ “วะสัฏ” คือ “ฆุลูว์” นั่นคือการก้าวล้ำเส้นของ “วะสัฏ” และถูกเรียกเช่นกันว่า “อิสรอฟ” หมายถึง ฟุ่มเฟือยเกินขอบเขต
“ฆุลูว์” เป็นคุณลักษณะที่ถูกตำหนิในทุกเรื่อง เนื่องจากคุณลักษณะต่างๆ ที่วางอยู่บนพื้นฐานของ “ฆุลูว์” ที่ตรงข้ามกับ “วะสัฏ” ล้วนเป็นสิ่งที่เสียหายและสร้างความเสียหายต่อสิ่งอื่น 
อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ﭑ ﭒ ﭓ ﭔ ﭕ ﭖ ﭗ ﭘ        ﭙ ﭚ ﭛ ﭜ﴾
ความหมาย “โอ้ชาวยิวและคริสต์เอ๋ย! จงอย่าปฏิบัติเกินขอบเขตในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่ากล่าวต่ออัลลอฮฺ นอกจากสิ่งที่เป็นความจริง” 

ในความหมายที่ว่า การเกินขอบเขตหมายถึงการล่วงล้ำและฝ่าฝืนขอบเขตที่อนุญาต

อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ ﭙ ﭚ  ﭛ   ﭜﭝ ﭞ ﭟ ﭠ ﭡ ﭢ ﴾
ความหมาย “และพวกเจ้าจงทานและดื่ม และจงอย่าฟุ่มเฟือยจนเกินขอบเขต แท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือยเกินขอบเขต”

ท่านเราะสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
«أَيُّهَا النَّاسُ، إِيَّاكُمْ وَالْغُلُوَّ فِي الدِّينِ، فَإِنَّما أَهْلَكَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ الْغُلُوُّ فِي الدِّينِ»
ความหมาย “มนุษย์เอ๋ย! พวกท่านจงระวังจากการเลยเถิดในการนับถือศาสนา เพราะแท้จริงความเลยเถิดในการนับถือศาสนาได้ทำลายประชาติก่อนหน้าพวกท่านมาแล้ว  (ซึ่งในจำนวนคนเหล่านั้นได้แก่ชาวยิวและคริสต์) ”

ความเลยเถิดที่หมายถึงในที่นี้คือการก้าวล้ำขอบเขตที่อัลกุรอานได้กำหนดไว้ในฐานะที่เป็น “อัดดีน” และก้าวล้ำขอบเขตการปฏิบัติของสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมในฐานะที่เป็น “อัตตะดัยยุน” ในทุกๆสิ่ง ไม่ใช่ขอบเขตที่ถูกกำหนดโดยชุมชนหรือบุคคลส่วนใหญ่ตามคำนิยามหรือความเข้าใจของชาวตะวันตก
อัลลอฮฺทรงห้ามชาวยิวและคริสต์จำนวนสองครั้งในสองอายะฮฺอัลกุรอาน ไม่ให้พวกเขากระทำการที่เลยเถิดในการนับถือศาสนาของพวกเขา พร้อมกับให้สัญญาณว่าการกระทำที่เลยเถิดและสุดโต่งนั้นขัดแย้งกับสัจธรรม “อัลหักก์”
พึงตระหนักว่า ความสุดโต่งในการนับถือศาสนาไม่ได้หมายความว่ามีคำสอนที่สุดโต่งอยู่ในศาสนา เพราะศาสนาดั้งเดิมของอัลลอฮฺยังคงสัจจริงเสมอ แต่ทว่าความสุดโต่งดังกล่าวเกิดจากวิธีการรับศาสนาของพวกเขา ตัวอย่างเช่นความดั้งเดิมของศาสนาอัลลอฮฺที่ถูกประทานแก่ท่าน นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ล้วนเป็นคำสอนที่สัจจริง แต่ชาวอิสราเอลผู้เป็นประชาชาติของท่านเองที่กระทำการเลยเถิดในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่มากกว่าหรือน้อยกว่าขอบเขตที่ศาสนาอนุญาต เช่นเดียวกับศาสนาของอัลลอฮฺที่ถูกประทานแก่ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม 
และความเลยเถิดดังกล่าวเป็นเหตุทำให้พวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงจากคัมภีร์ของพวกเขา และหาญกล้าแก้ไขและเปลี่ยนแปลงคำสอนดั้งเดิมในคัมภีร์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเตารอตหรืออินญีลก็ตาม นี่คือสิ่งที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกลัวที่สุดว่าจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของท่าน และนั่นคือส่วนหนึ่งของความลับหรือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำเป็น (วาญิบ) ต้องขอดุอาอ์ในละหมาดของเขาอย่างสม่ำเสมอด้วยดุอาอ์ 
﴿ﭧ  ﭨ ﭩ ﴾
มีความหมายว่า “ได้โปรดชี้นำเราสู่เส้นทางที่เที่ยงตรงในการนับถือศาสนา”

นั่นคือ “เส้นทางของบรรดานบี และวะลีย์ที่ดีก่อนหน้านี้”
﴿صِرَاطَ الَّذِيْنَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ ﴾
“ไม่ใช่เส้นทางของชาวยิวที่ถูกกริ้วเนื่องจากความเลยเถิดในการนับถือศาสนาของพวกเขา”
﴿غَيْرِ اْلمَغْضُوْبِ عَلَيْهِمْ﴾
“และไม่ใช่เส้นทางของชาวคริสต์ที่หลงทางเนื่องจากการก้าวออกนอกขอบเขตศาสนาที่แท้จริงของอัลลอฮฺ”
﴿ وَلَا الضَّالِّيْنَ ﴾

ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า
«هَلَكَ الْمُتَنَطِّعُونَ» قَالَهَا ثَلَاثًا
ความหมาย “ความวิบัติจะเกิดขึ้นกับบรรดาผู้ที่ปฏิบัติเกินขอบเขต” ท่านกล่าวย้ำเช่นนั้นถึงสามครั้ง

หมายถึงบุคคลที่เคร่งครัดเกินไปในสิ่งที่ไม่ควรเคร่งครัด และบุคคลที่ก้าวล้ำขอบเขตที่แท้จริง ทั้งคำพูดและการกระทำ เช่นกระทำการเกินขอบเขตด้านการตัดสิน หรือการปฏิบัติตามคำสอนของอิสลาม
โดยรวมแล้ว สาเหตุจากความสุดโต่ง  (ฆุลูว์) นี้แหละที่ก่อให้เกิดความวิบัติต่างๆ นานา อาทิ ความอธรรม (ซอลิม)  การตั้งภาคี  (ชิริก) อุตริกรรม (บิดอะฮฺ) ความเชื่อที่ไร้สาระ (คุรอฟาต) ความคลั่งไคล้ (ตะอัศศุบ) ในบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ความไม่เที่ยงตรง (อิวัจญ์) ความเบี่ยงเบน  (อินหิรอฟ) ความรุนแรง  (อัลอุนฟฺ) ความเลยเถิด (อิสรอฟ) ขาดศีลธรรม (ฟาสิก) หลงทาง (เฎาะลาล) และอื่นๆ เพราะสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและสุนนะฮฺของบรรดาเคาลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมทั้งสี่ท่านล้วนเป็นสัจธธรมแห่งความปานกลางและวะสะฏอ ไม่มีคำสอนจากสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺที่ถูกต้อง (เศาะฮีหฺ) และชัดเจน (เศาะรีหฺ) บทใดในทุกแขนงของการดำเนินชีวิตที่ถือว่าสุดโต่ง (ฆุลูว์)  อย่างเด็ดขาด
นี่คือส่วนหนึ่งของเหตุผลหรือสาเหตุที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เน้นย้ำให้ประชาชาติของท่านยึดมั่นกับสุนนะฮฺหรือวิถีการนับถือศาสนาอิสลามของท่าน โดยท่านได้กล่าวสั่งเสียไว้ว่า
«عَلَيْكُمْ بِسُنَّتِي وَسُنَّةِ الْخُلَفَاءِ الرَّاشِدِيْنَ الْمَهْدِيِّيْنَ»
ความหมาย “พวกท่านจงยึดมั่นกับสุนนะฮฺของฉันและสุนนะฮฺของบรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม”

เพราะสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมและสุนนะฮฺของบรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมล้วนเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมด้วยความปานกลางในทุกด้านของการดำเนินชีวิต ทั้งด้านอะกีดะฮฺ อิบาดะฮฺ ชะรีอะฮฺ มุอามะลาต อัคลากและอื่นๆ วิถีชีวิตของคนเหล่านี้แหละคือเส้นทางที่เที่ยงตรง
  ﴿ ﭨ ﭩ ﴾

ส่วนบรรดาผู้ที่ต่อต้านหรือคัดค้านการดำเนินตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขาก็คือผู้ที่เลยเถิดเช่นกัน ดังเช่นที่อายะฮฺอัลกุรอานได้กล่าวถึงคำปราศรัยของเหล่านบีต่อบรรดาผู้ต่อต้านที่ชอบกล่าวหาว่าการดำเนินตามสุนนะฮฺ หรือแนวทางของนบีนั้นจะก่อให้ลางร้าย ประสบเคราะห์กรรม และไม่ก้าวหน้า พร้อมกับข่มขู่ว่าจะทรมานหรือกระทำการทารุณต่อผู้ศรัทธา
﴿ ﮑ ﮒ ﮓﮔ ﮕ ﮖﮗ  ﮘ ﮙ ﮚ ﮛ ﮜ ﴾
ความหมาย “บรรดาเราะสูลตอบว่า ลางร้าย เคราะห์กรรม และความล้าหลังนั้นอยู่กับพวกท่าน (ซึ่งเกิดจากการปฏิเสธศรัทธา/ความอธรรมที่มีอยู่ในตัวของพวกท่านเอง) สมควรแล้วหรือเมื่อพวกท่านได้รับการตักเตือนและบทเรียนสำหรับความก้าวหน้าและความสำเร็จในชีวิต (แต่แล้วพวกท่านกลับกล่าวตำหนิพวกเราด้วยสิ่งต่างๆเหล่านั้น? พวกท่านหาใช่หมู่ชนที่ต้องการแสวงหาสัจธรรม) แต่ทว่าพวกท่านคือหมู่ชนที่เลยเถิด”

สรุปคือ ทุกคำสอนของอัลกุรอานและทุกการปฏิบัติที่อยู่ในรูปของสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมในทุกๆ ด้าน ทั้งหมดล้วนมีความเป็น “วะสัฏ” ที่เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ตามสภาพความเป็นจริงที่อัลลอฮฺได้แจ้งไว้ เพียงแต่ การนำความหมายของอายะฮฺอัลกุรอานและการปฏิบัติของสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เหล่านั้นลงสู่กาลเทศะที่ถูกต้องและเหมาะสมตามสภาพเวลาและสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่นจำเป็นต้องพึ่งพาความเฉลียวฉลาดของบรรดาอุละมาอ์และหุกะมาอ์ ผ่านการวินิจฉัยของกลุ่มนักวิชาการ (ญะมาอะฮฺ อะฮฺลุลอิลมีย์) ของทุกยุคสมัยและพื้นที่ วัลลอฮุอะอฺลัม

บริการ AI