ตัวอย่างภาพแห่งมิตรภาพอันเข้มข้นจากหัวใจ

img

Marqoom

หมวดหมู่ :

ภาษา : Thai

การดู : 234

เพิ่มไปยังรายการโปรด : 0

1. นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับอบูบักรฺ อัศ-ศิกดีก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ 
เป็นภาพความรักอย่างจริงใจในหนทางของอัลลอฮฺ ตะอาลา และเพื่อพระองค์ ซึ่งบางตอนที่สะท้อนความสัจจริงของความห่วงใยและความรักกัน ก็คือ รายงานที่อบู สะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านนบีมุหัมมัด -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ได้ปราศรัยกับผู้คนว่า
«إِنَّ اللَّهَ تَعَالَى خَيَّرَ عَبْدًا بَيْنَ الدُّنْيَا وَبَيْنَ مَا عِنْدَهُ ، فَاخْتَارَ ذَلِكَ الْعَبْدُ مَا عِنْدَ اللَّهِ» قال : فَبَكَى أَبُو بَكْرٍ ، فَعَجِبْنَا لِبُكَائِهِ ، أَنْ يُخْبِرَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ عَبْدٍ خُيِّرَ ، فَكَانَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ هُوَ الْمُخَيَّرُ ، وَكَانَ أَبُو بَكْرٍ أَعْلَمَنَا ، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : «إِنَّ أَمَنَّ النَّاسِ عَلَيَّ فِي صُحْبَتِهِ وَمَالِهِ أَبُو بَكْرٍ ، وَلَوْ كُنْتُ مُتَّخِذًا خَلِيلًا مِنَ النَّاسِ لَاتَّخَذْتُ أَبَا بَكْرٍ،  وَلَكِنْ أُخُوَّةُ الإِسْلامِ وَمَوَدَّتُهُ، لا يَبْقَيَّنَ فِي الْمَسْجِدِ بَابٌ إِلا سُدَّ إِلا بَابُ أَبِي بَكْرٍ»  [رواه الشيخان]
ความว่า:   “แท้จริง พระองค์อัลลอฮฺได้ทรงให้บ่าวคนหนึ่งเลือกระหว่างโลกดุนยากับสิ่งที่มีอยู่ ณ พระองค์ แล้วบ่าวคนนั้นก็เลือกเอาสิ่งที่อยู่ ณ พระองค์” แล้วอบู บักรฺ ก็ร้องไห้น้ำตาคลอ พวกเราจึงแปลกใจกับการคลอน้ำตาของท่านเพียงแค่กับการที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม บอกถึงบ่าวคนหนึ่งที่พระองค์เปิดให้เลือก ซึ่งความหมายแท้จริงก็คือ บ่าวที่ให้สิทธิได้เลือกคนนั้นเป็นท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เอง และปรากฏว่า อบูบักรฺนั้นเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าพวกเรา ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ -ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม- จึงกล่าวว่า “แท้จริง คนที่ฉันไว้วางใจในการคบหาเขาและในทรัพย์สมบัติของเขามากที่สุดคืออบู บักรฺ หากฉันสามารถเลือกเคาะลีล (คนสุดรัก) นอกจากอัลลอฮฺได้ แน่แท้ ฉันย่อมจะต้องเลือกอบู บักรฺ อย่างไรก็ตาม ท่านคือมิตรในอิสลามและเป็นคนรักคนห่วงใย ประตูบ้านใดที่ประชิดมัสยิดจงปิดให้หมดสิ้น ยกเว้นประตูบ้านของอบูบักรฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)
อิบนุ เราะญับ ได้กล่าวอธิบายหะดีษนี้ในหนังสือ ละฏออิฟุลมะอาริฟ ว่า หลังจากที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่าท่านเลือกจะไปใช้ชีวิตที่นิรันดรโดยที่ไม่บอกตรง ๆ นั้น หลายคนในนั้นไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงยกเว้นเพื่อนพิเศษของท่านที่เคยอยู่สองต่อสองในถ้ำ ท่านเป็นคนที่เข้าใจความหมายของคำพูดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มากที่สุด ท่านจึงคลอน้ำตาเมื่อได้ฟังข่าวนี้พร้อมกับกล่าวว่า เราขอไถ่ท่านกับทรัพย์สมบัติของเรา ตัวเราเอง และลูกหลานเรา (ให้ท่านอยู่กับเราตลอดไปและไม่ให้ท่านไปได้ไหม) ท่านเราะสูลจึงปลอบท่านด้วยการกล่าวยกย่องและสรรเสริญท่านอบู บักรฺ บนแท่นมินบัรที่ใช้เทศนา เพื่อให้ผู้คนทั้งหมดได้รับรู้ความประเสริฐของท่าน ทำให้พวกเขาไม่ขัดแย้งกันอีกว่า ท่านอบู บักรฺเหมาะสมที่สุดในการสืบทอดการปกครองประชาชาติมุสลิมหลังจากที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านนบี ได้กล่าวว่า “แท้จริง คนที่ฉันวางใจในการคบหาและทรัพย์สมบัติมากที่สุดคืออบูบักรฺ”

2. ชาวมุฮาญิรีนกับชาวอันศอรฺ 
มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างชาวมุสลิมฮาญิรีนและอันศอรฺนั้นเป็นมิตรภาพที่แท้จริง โดยอัลลอฮฺได้ตรัสชื่นชมชาวอันศอรฺว่า
﴿ وَٱلَّذِينَ تَبَوَّءُو ٱلدَّارَ وَٱلۡإِيمَٰنَ مِن قَبۡلِهِمۡ يُحِبُّونَ مَنۡ هَاجَرَ إِلَيۡهِمۡ وَلَا يَجِدُونَ فِي صُدُورِهِمۡ حَاجَةٗ مِّمَّآ أُوتُواْ وَيُؤۡثِرُونَ عَلَىٰٓ أَنفُسِهِمۡ وَلَوۡ كَانَ بِهِمۡ خَصَاصَةٞۚ وَمَن يُوقَ شُحَّ نَفۡسِهِۦ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُفۡلِحُونَ ٩ ﴾ [الحشر: ٩]  
ความว่า : (และทรัพย์สินฟัยอ์)เป็นของบรรดาผู้ที่จัดเตรียมบ้านเรือนและความศรัทธาก่อนที่พวกเขาจะอพยพมาถึง พวกเขาต่างรักใคร่ผู้ที่อพยพมาหา โดยที่ในหัวใจของพวกเขาไม่มีความต้องการหรือความอิจฉาใด ๆ ในสิ่งที่คนเหล่านั้นได้รับ พวกเขายังให้สิทธิแก่ผู้อื่นก่อนตัวเองเสมอแม้ว่าตัวเองยังมีความจำเป็นอยู่มากก็ตาม และผู้ใดก็ตามที่สามารถปกป้องตัวเองจากความตระหนี่ ผู้นั้นคือผู้ได้รับความสำเร็จ”  (อัล-หัชรฺ : 9)

อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้รายงานหะดีษที่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อของชาวอันศอรว่า
قَالَتِ الأَنْصَارُ : اقْسِمْ بَيْنَنَا وَ بَيْنَ إِخْوَانِنَا النَّخِيْلَ ، قَالَ : «لَا» ، فَقَالُوْا :  أَتَكْفُوْنَا الْمُؤْنَةَ وَ نُشْرِكُكُمْ فِيْ الثَّمَرَةِ ؟، قَالُوا : سَمِعْنَا وَ أَطَعْنَا. [البخاري]
ความว่า  ชาวอันศอรฺได้บอกกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า ท่านจงแบ่งต้นอินทผลัมของพวกเราให้กับสหายชาวมุฮาญิรีนของพวกเราเถิด ท่านนบีตอบว่า “ไม่ต้องหรอก” ดังนั้น ชาวมุฮาญิรีนจึงได้กล่าวถามว่า ได้ไหมถ้าหากพวกท่าน(ชาวอันศอรฺ)จะดูแลสวนอินผลัมแทนเราและให้เราได้มีส่วนแบ่งจากผลอินทผลัมของพวกท่านด้วย(โดยที่พวกท่านไม่จำเป็นต้องแบ่งที่ดินให้)? พวกเขาตอบว่า ได้ เราเชื่อฟังและยินดีที่จะทำตามนั้น (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์) 

อิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า ประโยคที่ว่า "พวกเขาต่างรักใคร่ผู้ที่อพยพมาหา” นั้นหมายถึง เกียรติศักดิ์และความสูงส่งทางจรรยาบรรณอีกอย่างหนึ่งของชาวอันศอรฺก็คือ พวกเขาจะรักใคร่เมตตาชาวมุฮาญิรีนและให้หลักประกันแก่คนเหล่านั้นด้วยทรัพย์สินของตัวเอง ส่วนคำว่า “โดยที่ในหัวใจของพวกเขาไม่มีความต้องการหรือความอิจฉาใด ๆ ในสิ่งที่คนเหล่านั้นได้รับ” นั้นหมายถึง พวกเขาไม่เคยมีความรู้สึกอิจฉาต่อชาวมุฮาญิรีนในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานเป็นพิเศษแก่คนเหล่านั้นแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสถานะภาพ ความมีเกียรติ การได้รับการระบุชื่อก่อนคนอื่น และตำแหน่ง เป็นต้น 
ส่วนคำว่า “พวกเขายังให้สิทธิแก่ผู้อื่นก่อนตัวเองเสมอแม้ว่าตัวเองยังมีความจำเป็นอยู่มากก็ตาม” นั้น อัล-กุรฏุบีย์ ได้กล่าวว่า การอีษารฺ หรือเสียสละเห็นแก่คนอื่นมากกว่า หมายถึง การให้คนอื่นได้รับปัจจัยและสิ่งดี ๆ ทางวัตถุโลกและทางศาสนาก่อนตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ เกิดจากการมีความศรัทธาอันแรงกล้า รักเพื่อนจริง และมีความอดทนต่อความทุกข์ยาก หมายถึงให้คนอื่นได้ดีทั้งทรัพย์สมบัติและสถานะตำแหน่งก่อนตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็มีจำเป็นต่อสิ่งนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขามีความอิ่มตัวแล้วแต่ประการใด ท่านยังกล่าวว่า การอีษารฺด้วยแรงกายนั้นเหนือกว่าการอีษารฺด้วยทรัพย์สมบัติ 
มีสุภาษิตหนึ่งที่บอกว่า การอุทิศตนด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนั้นคือสุดยอดของการอุทิศ 
ดร.บาบิลลียฺ ได้เขียนในหนังสือ “มะอานิลอุคุวะฮฺ ฟิลอิสลาม วะมะกอซิดิฮา” ว่าความรักนี้ ไม่ใช่เพราะเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณที่ชาวมุฮาญิรีนเคยทำไว้กับพวกเขา หรือเพราะต้องการเอาอกเอาใจพวกเขา ทว่าเป็นการกระทำเพราะความศรัทธาแท้ ๆ ที่สานเชื่อมกันในหัวใจของพวกเขา นั่นคือการรักในหนทางของอัลลอฮฺที่สานสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา พวกเขาจึงเปิดใจกว้างเพื่อเพื่อนร่วมศาสนา ก่อนที่จะเปิดประตูบ้านเพื่อพวกเขาเสียอีก
 

3. รักและเสียสละแม้ลมหายใจรวยริน
ภาพแห่งความประทับใจสำหรับการรักกันที่จริงใจอีกภาพหนึ่งก็คือ บทรายงานของอัล-กุรฏุบีย์ในตัฟสีรของท่าน จากหุซัยฟะฮฺ อัล-อัดวีย์ ว่า ในวันสงครามตะบูกนั้น ฉันเที่ยวตามหาลูกพี่ลูกน้องของฉันคนหนึ่ง ฉันพาน้ำดื่มเพียงเล็กน้อยไปด้วย ซึ่งตั้งใจว่า หากพบเขาถูกหอกแทง ฉันก็จะรินน้ำให้เขา แล้วฉันก็ได้พบกับเขา ฉันบอกว่า ให้ฉันรินน้ำให้น่ะ เขาผงกศีรษะส่งสัญญาณให้ แต่แล้ว ฉันก็ได้ยินชายคนหนึ่งส่งเสียงร้องเจ็บปวด  ลูกพี่ลูกน้องของฉันเลยส่งสัญญาณให้ฉันไปรินน้ำให้เขาคนนั้นก่อน ซึ่งปรากฏว่าเขาคือฮิชาม บิน อัล-อาศ ฉันบอกเขาว่า จะให้ฉันรินน้ำให้ไหม? เขาทำสัญญาณให้ริน แต่ ปรากฏว่า เขาได้ยินคนอื่นอีกคนร้องครวญครางเจ็บปวดอยู่อีกแห่งหนึ่ง  ฮิชามส่งสัญญาณให้ฉันเอาน้ำไปให้คนนั้นก่อน ฉันเลยมาหาซึ่งพอมาถึงก็ปรากฏว่าเขาได้สิ้นชีวิตเสียแล้ว ฉันจึงกลับมาที่ฮิชาม ก็ปรากฏว่าเขาได้เสียชีวิต แล้วกลับไปหาลูกพี่ลูกน้องซึ่งก็ปรากฏว่าเขาได้เสียชีวิตแล้วเช่นกัน