บทที่ 7 รุก่นต่างๆ ของการละหมาด

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 3

Thêm vào yêu thích : 0

มี 14 ประการ
ยืนตรง หากมีความสามารถ 
ตักบีเราะตุลอิห์รอม 
อ่านสูเราะฮฺ อัล-ฟาติหะฮฺ 
รุกูอฺ 
เงยศีรษะจากรุกูอฺมายืนตรง (อิอฺติดาล) 
สุญูดบนอวัยวะทั้งเจ็ด 
นั่งระหว่างสองสุญูด 
เงยจากสุญูด  
ฏุมะอ์นีนะฮฺ หรือการหยุดนิ่งครู่หนึ่งในแต่ละขั้นตอน 
เรียงลำดับในการปฏิบัติตามขั้นตอนขององค์ประกอบของการละหมาด  
อ่านตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย 
การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย 
อ่านเศาะละวาตต่อท่านนบีในตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย  
กล่าวสลามสองครั้ง

หลังจากที่ท่านเชคของเรา เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวถึงเงื่อนไขของการละหมาดในบทเรียนก่อนหน้านี้ เพราะเงื่อนไขของการละหมาดนั้นคือสิ่งแรกที่ต้องมี จึงเหมาะสมที่จะกล่าวถึงรุก่นต่างๆ ของมันในลำดับต่อไปนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ควบคู่การละหมาดอยู่แล้ว 
 
ดังนั้น รุก่นแรกของการละหมาด คือ การยืนตรงหากมีความสามารถ เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ดำรัสว่า 
﴿ وَقُومُواْ لِلَّهِ قَٰنِتِينَ ٢٣٨ ﴾ [البقرة: ٢٣٨]  
ความว่า “และจงยืนละหมาดเพื่ออัลลอฮฺโดยนอบน้อม” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 238)

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวในหะดีษของท่านอิมรอนว่า 
«صَلِّ قَائِمًا»
ความว่า “จงละหมาดในท่ายืน” (อัล-บุคอรีย์ 1066)

ซึ่งบรรดานักวิชาการก็เห็นพ้องกันในเรื่องนี้

รุก่นที่สอง  ตักบีเราะตุลอิห์รอม เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«مِفْتَاحُ الصَّلاةِ الطُّهُورُ، وَتَحْرِيمُهَا التَّكْبِيرُ، وَتَحْلِيلُهَا التَّسْلِيمُ»
ความว่า “กุญแจของการละหมาดคือความสะอาดด้วยวุฎูอ์ และเข้าสู่ภาวะต้องห้าม(ในละหมาด)ด้วยการกล่าวตักบีรฺ และปลดเปลื้องสู่ภาวะอนุญาต(ออกจากละหมาด)ด้วยการให้สลาม” (อัต-ติรมิซีย์ 3, อบู ดาวูด  61) 
ท่านอัต-ติรมิซีย์ได้กล่าวว่า ถือเป็นหะดีษที่ถูกต้องที่สุดในเรื่องนี้ และเพราะท่านนบี ศ็อลลัลลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยกล่าวสอนแก่คนที่ละหมาดรีบๆ ว่า 
«إِذَا قُمْتَ إِلَى الصَّلاَةِ فَأَسْبِغِ الوُضُوءَ، ثُمَّ اسْتَقْبِلِ القِبْلَةَ فَكَبِّرْ»
ความว่า “หากท่านจะละหมาดก็จงอาบน้ำละหมาดอย่างดี หลังจากนั้นให้ผินหน้าไปทางทิศกิบละฮฺ แล้วให้กล่าวตักบีรฺ” (อัล-บุคอรีย์ 5897, มุสลิม 397) 

รุก่นที่สาม อ่านสูเราะฮฺฟาติหะฮฺ เพราะมีหะดีษที่รายงานโดยท่านอุบาดะฮฺ บินอัศ-ศอมิต ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«لَا صَلَاةَ لِمَنْ لَمْ يَقْرَأْ بِفَاتِحَةِ الْكِتَابِ»
ความว่า “ไม่มีการละหมาด สำหรับผู้ที่ไม่ได้อ่านสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ” (อัล-บุคอรีย์ 723, มุสลิม 394)

รุก่นที่สี่ รุกูอฺ เพราะอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ดำรัสว่า 
﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱرۡكَعُواْ ٧٧ ﴾ [الحج : ٧٧]  
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย สูเจ้าจงรุกูอฺเถิด” (อัล-หัจญ์ : 77)

ดังที่มีบันทึกในเศาะฮีหฺอัล-บุคอรีย์และมุสลิมจากหะดีษที่รายงานโดยท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺเราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ในหะดีษที่กล่าวถึงคนที่ละหมาดชุ่ยๆ ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« ثُمَّ ارْكَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ رَاكِعًا »
ความว่า “หลังจากนั้นให้ท่านรุกูอฺ จนกระทั่งการรุกูอฺนั้นอยู่ในสภาพที่หยุดนิ่งครู่หนึ่ง (มีฏุมะอ์นีนะฮฺ)” (อัล-บุคอรีย์ 724, มุสลิม 397)

รุก่นที่ห้า  เงยศีรษะจากรุกูอฺมายืนตรง (อิอฺติดาล) เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่คนที่ละหมาดชุ่ยๆ ว่า 
«ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَعْدِلَ قَائِمًا»
ความว่า “หลังจากนั้นให้เงยศีรษะขึ้นมายืนตรง” (อัล-บุคอรีย์ 760, มุสลิม 397)

และเพราะมีบันทึกโดยนักบันทึกทั้งห้า จากการรายงานของท่านอบู มัสอูด อัล-อันศอรีย์ ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าววว่า 
«لا تُجْزئ صَلاةٌ لا يُقِيْمُ الرَجُلُ فِيْها صُلْبَهُ فِي الرُكُوْعِ والسُجُوْدِ»
ความว่า “ละหมาดของผู้ที่ไม่เหยียดหลังขณะรุกูอฺและสุญูดนั้นถือว่าใช้ไม่ได้” (อัต-ติรมิซีย์ 265, อัน-นะสาอีย์ 1027)

รุก่นที่หก สุญูดบนอวัยวะทั้งเจ็ด เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«أُمِرْتُ أَنْ أَسْجُدَ عَلَى سَبْعَةِ أَعْظُمٍ: عَلَى الجَبْهَةِ ، وَأَشَارَ بِيَدِهِ عَلَى أَنْفِهِ ، وَاليَدَيْنِ ، وَالرُّكْبَتَيْنِ ، وَأَطْرَافِ القَدَمَيْنِ»
ความว่า “ฉันถูกสั่งใช้ให้สุญูดด้วย 7 กระดูก (อวัยวะ) อันได้แก่ หน้าผาก และท่านก็ได้ชี้ไปที่จมูกของท่านด้วย, มือทั้งสอง, เข่าทั้งสอง, และปลายเท้าทั้งสอง” (อัล-บุคอรีย์ 779, มุสลิม 490)

รุก่นที่เจ็ด นั่งระหว่างสองสุญูด เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่คนที่ละหมาดชุ่ยๆ ว่า
« ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَعْتَدِلَ جَالِسًا »
ความว่า “หลังจากนั้นให้ลุกขึ้นมานั่งตัวตรง” (อัล-บุคอรีย์ 760, มุสลิม 397)

และเพราะท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าว่า
« كَانَ لنَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  إِذَا رَفَعَ رَأْسَهُ مِنَ السُّجُودِ لَمْ يَسْجُدْ حَتَّى يَسْتَوِيَ قَاعِدًا »
ความว่า “เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เงยศีรษะจากสุญูด ท่านจะไม่สุญูด (ครั้งที่สอง) จนกว่าจะนั่งตัวตรงเสียก่อน” (มุสลิม 498, อบู ดาวูด 783) 

รุก่นที่แปด เงยจากสุญูด เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่คนที่ละหมาดชุ่ยๆ ว่า 
« ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ جَالِسًا »
ความว่า “หลังจากนั้นให้ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับหยุดนิ่งครู่หนึ่ง” (อัล-บุคอรีย์ 724, มุสลิม 397)

รุก่นที่เก้า ฏุมะอ์นีนะฮฺ หรือการหยุดนิ่งครู่หนึ่งในแต่ละขั้นตอน เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่คนที่ละหมาดชุ่ยๆ ว่า 
« ثُمَّ ارْكَعْ حَتَّى تَطْمَئِنَّ رَاكِعًا»
ความว่า “หลังจากนั้นให้รุกูอฺแล้วหยุดนิ่งครู่หนึ่ง” (อัล-บุคอรีย์ 724, มุสลิม 397)

ซึ่งการละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะมีความฏุมะอ์นีนะฮฺ และท่านนบีได้กล่าวว่า 
« صَلُّوا كَمَا رَأَيْتُمُونِي أُصَلِّي »
ความว่า “พวกท่านจงละหมาด ตามที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด” (อัล-บุคอรีย์ 605)

รุก่นที่สิบ เรียงลำดับในการปฏิบัติตามขั้นตอนขององค์ประกอบของการละหมาด 

รุก่นที่สิบเอ็ดและสิบสอง นั่งอ่านตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านได้นั่ง (ตะชะฮฺฮุด) ในละหมาด ก็จงกล่าวว่า 
«التَّحِيَّاتُ لله، وَالصَّلَوَاتُ، وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْـمَةُ الله وَبَرَكَاتُـهُ، السَّلامُ عَلَيْنَا، وَعَلَى عِبَادِ الله الصَّالِـحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُولُـهُ»
ความว่า “มวลการสดุดีทั้งหลายมอบแด่อัลลอฮฺ รวมทั้งการสรรเสริญด้วยพรและความดีงามต่างๆ ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านโอ้ผู้เป็นนบี รวมทั้งความเมตตาแห่งอัลลอฮฺและความประเสริฐทั้งหลายของพระองค์ ขอความสันติสุขจงประสบแด่เราและแด่บรรดาบ่าวผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์” (อัล-บุคอรีย์ 5876, มุสลิม 402)

รุก่นที่สิบสาม อ่านเศาะละวาตต่อท่านนบีในตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย เพราะมีหะดีษที่รายงานจากท่านกะอฺบ์ บินอุจญ์เราะฮฺ ในครั้งที่ท่านได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับวิธีการเศาะละวาต ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่าพวกท่านจงกล่าวว่า 
«اللَّهُـمَّ صَلِّ عَلَى مُـحَـمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُـحَـمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إبْرَاهِيمَ، وَعَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ، إنَّكَ حَـمِيدٌ مَـجِيدٌ، اللَّهُـمَّ بَارِكْ عَلَى مُـحَـمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُـحَـمَّدٍ، كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إبْرَاهِيمَ، وَعَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ، إنَّكَ حَـمِيدٌ مَـجِيدٌ»
ความว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลแห่งเรา ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง โอ้ พระผู้อภิบาลแห่งเรา ขอทรงประทานความประเสริฐแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความประเสริฐแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง” (อัล-บุคอรีย์ 3190, มุสลิม 406)

รุก่นที่สิบสี่ กล่าวสลามทั้งสองครั้ง เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
« وَتَحْلِيلُهَا التَّسْلِيمُ»
ความว่า “และอนุญาต (ออกจากละหมาด) ด้วยการให้สลาม” (อัต-ติรมิซีย์ 3, อบู ดาวูด 61)

และคำกล่าวของท่านหญิงอาอิชะฮฺที่กล่าวถึงลักษณะการละหมาดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไว้ว่า “ท่านนบีได้ปิดท้ายการละหมาดด้วยการให้สลาม ดังนั้นการให้สลามจึงเป็นบัญญัติที่ทำให้มีการอนุญาตออกจากละหมาดได้ ซึ่งมันเป็นการปิดท้ายและเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดละหมาด” (ดูใน อัส-สัลสะบีล ฟี มะอฺริฟะฮฺ อัด-ดะลีล หน้า 1/146, 148)