บทที่ 9 การตะชะฮฺฮุด

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 9

Thêm vào yêu thích : 0

การอ่านตะชะฮฺฮุด “อัตตะหิยาต” นั้นคือ  
«التَّحِيَّاتُ لله، وَالصَّلَوَاتُ، وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْـمَةُ الله وَبَرَكَاتُـهُ، السَّلامُ عَلَيْنَا، وَعَلَى عِبَادِ الله الصَّالِـحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُولُـهُ اللَّهُـمَّ صَلِّ عَلَى مُـحَـمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُـحَـمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إبْرَاهِيمَ، وَعَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ، إنَّكَ حَـمِيدٌ مَـجِيدٌ، وَبَارِكْ عَلَى مُـحَـمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُـحَـمَّدٍ، كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إبْرَاهِيمَ، وَعَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ، إنَّكَ حَـمِيدٌ مَـجِيدٌ»
ความว่า “มวลการสดุดีทั้งหลายมอบแด่อัลลอฮฺ รวมทั้งการสรรเสริญด้วยพรและความดีงามต่างๆ ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านโอ้ผู้เป็นนบี รวมทั้งเมตตาแห่งอัลลอฮฺและความประเสริฐทั้งหลายของพระองค์ ขอความสันติสุขจงประสบแด่เราและแด่บรรดาบ่าวผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง และขอทรงประทานความประเสริฐแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความประเสริฐแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง”
หลังจากนั้นให้ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺในตะชะฮฺฮุสุดท้ายให้รอดพ้นจากการลงโทษในนรกญะฮันนัม และจากการลงโทษในหลุมฝังศพ และจากฟิตนะฮฺในขณะมีชีวิตและขณะที่เสียชีวิต และจากฟิตนะฮฺของอัล-มะสีหฺ อัด-ดัจญาล หลังจากนั้นให้เลือกอ่านดุอาอ์ตามที่ต้องการ โดยเฉพาะบทดุอาอ์ที่มีรายงานจากท่านนบี เช่น 
«اللَّهُمَّ أَعِنِّي عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ».
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดช่วยเหลือฉัน ให้ได้รำลึกถึงพระองค์ และได้แสดงถึงการขอบคุณต่อพระองค์ และทำอิบาดะฮฺแด่พระองค์อย่างงดงาม” 

«اللَّهُـمَّ إنِّي ظَلَـمْتُ نَفْسِي ظُلْـماً كَثِيراً وَلَا يَـغْفِرُ الذُّنُوبَ إلَّا أَنْتَ فَاغْفِرْ لِي مَغْفِرَةً مِنْ عِنْدِكَ، وَارْحَـمْنِي إنَّكَ أَنْتَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ». 
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงฉันได้อธรรมต่อตัวเองซึ่งเป็นการอธรรมอย่างมากมาย และไม่มีผู้ใดที่จะอภัยโทษทั้งหลายได้นอกจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้น ได้โปรดอภัยให้ฉันด้วยการอภัยจากพระองค์ด้วยเถิด ได้โปรดเมตตาฉัน แท้จริงแล้วพระองค์นั้นเป็นผู้ที่ทรงอภัยและทรงเมตตายิ่ง”
และมีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บินมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้หันมายังพวกเรา แล้วท่านก็กล่าวว่า 
«إِذَا صَلَّى أَحَدُكُمْ فَلْيَقُلْ: التَّحِيَّاتُ لله، وَالصَّلَوَاتُ، وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْـمَةُ الله وَبَرَكَاتُـهُ، السَّلامُ عَلَيْنَا، وَعَلَى عِبَادِ الله الصَّالِـحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لا إلَـهَ إلَّا الله، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُـحَـمَّداً عَبْدُهُ وَرَسُولُـهُ ثُمَّ لِيَتَخَيَّرْ أمِنَ الدُّعَاءِ أَعْجَبَهُ إِلَيْهِ فَيَدْعُو» 
ความว่า “เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านละหมาด ก็จงกล่าวว่า มวลการสดุดีทั้งหลายมอบแด่อัลลอฮฺ รวมทั้งการสรรเสริญด้วยพรและความดีงามต่างๆ ขอความสันติสุขจงประสบแด่ท่านโอ้ผู้เป็นนบี รวมทั้งเมตตาแห่งอัลลอฮฺและความประเสริฐทั้งหลายของพระองค์ ขอความสันติสุขจงประสบแด่เราและแด่บรรดาบ่าวผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย ข้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ หลังจากนั้นให้เลือกดุอาอ์ที่เขาชื่นชอบแล้วให้ขอมัน” (อัล-บุคอรีย์ 5876, มุสลิม 402) 

ซึ่งหะดีษที่รายงานโดยท่านอิบนุมัสอูดนั้นเป็นหะดีษที่ถูกต้องที่สุดที่มีการรายงานเกี่ยวกับสำนวนการอ่านตะชะฮฺฮุด   
และมีรายงานจากท่านอบู มัสอูด อัล-บัดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านบะชีรฺ บิน สะอฺด์ ได้กล่าวว่า
«يَا رَسُولَ اللَّهِ أَمَرَنَا اللَّهُ أَنْ نُصَلِّيَ عَلَيْكَ فَكَيْفَ نُصَلِّ عَلَيْكَ؟ فَسَكَتَ ثُمَّ قَالَ: " قُولُوا: اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ، وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا بَارَكْتَ عَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ فِي الْعَالَمِينَ إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ، وَالسَّلَامُ كَمَا عَلِمْتُمْ»
ความว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ อัลลอฮฺได้สั่งใช้เราให้เศาะละวาตต่อท่าน แล้วเราจะเศาะละวาตต่อท่านอย่างไร ? ท่านนบีจึงนิ่งเงียบ หลังจากนั้นท่านนบีจึงกล่าวว่า พวกท่านจงกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง และขอทรงประทานความประเสริฐแด่มุหัมมัดและครอบครัวของมุหัมมัด เช่นที่พระองค์ประทานความประเสริฐแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง ส่วนการให้สลามนั้นก็เป็นไปตามที่ได้สอนพวกท่านแล้ว” (มุสลิม 405, อัต-ติรมิซีย์ 3220, อัน-นะสาอีย์ 1285)

และมีรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«إِذَا تَشَهَّدَ أَحَدُكُمْ فَلْيَسْتَعِذْ بِاللهِ مِنْ أَرْبَعٍ يَقُولُ: اللهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ جَهَنَّمَ، وَمِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، وَمِنْ فِتْنَةِ الْمَحْيَا وَالْمَمَاتِ، وَمِنْ فِتْنَةِ الْمَسِيحِ الدَّجَّالِ»
ความว่า “เมื่อคนหนึ่งคนใดได้กล่าวตะชะฮฺฮุดแล้ว ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจาก 4 ประการนี้ โดยให้กล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺแท้จริง ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากการลงโทษของนรกญะฮันนัม และจากการลงโทษในหลุมฝังศพ และจากฟิตนะฮฺในขณะมีชีวิตและขณะที่เสียชีวิต และจากฟิตนะฮฺของอัล-มะสีหฺ อัด-ดัจญาล” (อัล-บุคอรีย์ 1311, มุสลิม 588) 

หะดีษบทนี้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าศาสนาได้กำหนดให้ขอความคุ้มครองจากสิ่งเหล่านั้นในขณะที่นั่งอยู่หลังจากที่ได้กล่าวเศาะละวาตต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และก่อนให้สลาม
และจากท่านอบู บักรฺ อัศ-ศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านได้กล่าวแก่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า
«عَلِّمْنِي دُعَاءً أَدْعُو بِهِ فِي صَلاَتِي، قَالَ: " قُلْ: اللَّهُمَّ إِنِّي ظَلَمْتُ نَفْسِي ظُلْمًا كَثِيرًا، وَلاَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلَّا أَنْتَ، فَاغْفِرْ لِي مَغْفِرَةً مِنْ عِنْدِكَ، وَارْحَمْنِي إِنَّكَ أَنْتَ الغَفُورُ الرَّحِيمُ» 
ความว่า “ได้โปรดสอนดุอาอ์ที่ฉันจะขอมันในการละหมาดของฉันเถิด ท่านนบีจึงกล่าวว่า จงกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงฉันได้อธรรมต่อตัวเองซึ่งเป็นการอธรรมอย่างมากมาย และไม่มีผู้ใดที่จะอภัยโทษทั้งหลายได้นอกจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้น ได้โปรดอภัยให้ฉันด้วยการอภัยจากพระองค์ด้วยเถิด ได้โปรดเมตตาฉัน แท้จริงแล้วพระองค์นั้นเป็นผู้ที่ทรงอภัยและทรงเมตตายิ่ง” (อัล-บุคอรีย์ 799, มุสลิม 2705)
ส่วนหะดีษบทนี้เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าศาสนาได้กำหนดให้ขอดุอาอ์ในละหมาดได้ตลอด ซึ่งหนึ่งในช่วงเวลาที่ให้ขอก็คือ หลังจากที่อ่านตะชะฮฺฮุด อ่านเศาะละวาตต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  และขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจาก 4 ประการนั้นเสร็จแล้ว จึงขอดุอาอ์อื่นๆ ต่อ เพราะท่านนบีได้กล่าวในหะดีษของอิบนุ มัสอูดว่า 
« ثُمَّ لِيَتَخَيَّرْ مِنَ الدُّعَاءِ أَعْجَبَهُ إِلَيْهِ فَيَدْعُو » 
ความว่า “หลังจากนั้นให้เลือกดุอาอ์ที่เขาชื่นชอบที่สุด แล้วให้ขออุอาอ์กับมัน” (อัล-บุคอรีย์ 5876, มุสลิม 402)
และเนื้อหาของหะดีษเป็นหลักฐานที่อนุญาตให้ขอดุอาอ์ในละหมาด ด้วยสำนวนที่มีรายงานจากท่านนบี หรือสำนวนที่อาจจะไม่มีในรายงานก็ได้ ตราบใดที่มันไม่ได้เป็นสำนวนที่ศาสนาได้ห้ามไว้ และในบางสำนวนหะดีษได้กล่าวว่า
«ثُمَّ لْيَتَخَيَّرْ مِنَ الْمَسْأَلَةِ مَا شَاءَ » 
ความว่า “หลังจากนั้นให้เลือกขอดุอาอ์ตามที่ต้องการ” (มุสลิม 402, อัน-นะสาอีย์ 1298 และดูในอัล-มัจญ์มูอะฮฺ อัล-ญะลีละฮฺ หน้า 79-80)