ห้ามชายหญิงอยู่กันตามลำพัง

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 60

Thêm vào yêu thích : 0

และแนวทางหนึ่งที่จะรักษาอวัยวะเพศคือห้ามมิให้สตรีอยู่ตามลำพังกับชายที่ไม่ใช่มะห์ร็อมของเธอ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า
«مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ فَلا يَخْلُونَّ بِامْرَأَةٍ لَيْسَ مَعَهَا ذُو مَحْرَمٍ مِنْهَا فَإِنَّ ثَالِثْهُمَا الشَّيْطَانُ»
“ผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก เขาก็อย่าได้อยู่กับสตรีโดยที่ไม่มีมะห์ร็อมของเธออยู่ด้วย เพราะคนที่สามก็คือชัยฏอน” (บันทึกโดยอะห์มัด : 3/339)

มีรายงานจากอามิรฺ อิบนุ เราะบีอะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จงรู้ไว้เถิดว่าชายคนหนึ่งจะไม่อยู่ตามลำพังกับหญิงที่ไม่เป็นที่อนุมัติแก่เขา เพราะตนที่สามคือ ชัยฏอน นอกจากจะมีมะห์ร็อมอยู่ด้วยเท่านั้น” (บันทึกโดยอะห์มัด : 1/18)
  อัล-มัจญดุดดีน (ปู่ของอิบนุ ตัยมียะฮฺ) ได้กล่าวไว้ในหนังสือมุนตะกอ อัล-อัคบารฺ ว่า “ทั้งสองหะดีษนี้บันทึกโดย
อิมามอะห์มัด และความหมายดังหะดีษที่กล่าวมาปรากฏในรายงานของอิบนุอับบาสซึ่งเป็นหะดีษที่บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม
อิมาม อัช-เชากานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือนัยลุลเอาฏอรฺ (6/120) “และการอยู่ตามลำพังกับสตรีที่แต่งงานได้นั้นเป็นสิ่งต้องห้าม โดยมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ ดังที่อิบนุ หะญัรฺ ได้กล่าวไว้ในฟัตหุลบารี และสาเหตุของการห้ามตามหะดีษคือการที่มีชัยฏอนมาเป็นตนที่สามและมาอยู่ด้วยนั้น จะทำให้ทั้งสองกระทำในสิ่งที่ฝ่าฝืน ส่วนการอยู่กับสตรีที่แต่งงานได้โดยมีมะห์ร็อมอยู่ด้วยก็เป็นสิ่งที่อนุญาต เนื่องจากจะไม่เกิดการฝ่าฝืน ขณะที่มะห์ร็อมอยู่” 
      สตรีบางคนและผู้ปกครองของเธออาจจะไม่สนใจ ปล่อยปะละเลยในเรื่องการอยู่ด้วยกันตามลำพังในหลากหลายรูปแบบ อาทิ
  หนึ่ง สตรีอยู่ตามลำพังกับญาติใกล้ชิดของสามี และเปิดใบหน้า และนี่เป็นการอยู่ตามลำพังที่อันตรายที่สุด ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إيَّاكُمْ وَالدُّخُولَ عَلَى النِّسَاءِ» . فَقَالَ رَجُلٌ مِنْ الْأَنْصَارِ : يَا رَسُولَ اللَّهِ ، أَفرَأَيْتَ الْحَمْوَ ؟ قَالَ: «الْحَمْوُ الْمَوْتُ». 
ความว่า “ท่านทั้งหลายจงระวังการเข้าไปหาบรรดาสตรี” แล้วชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺได้กล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ แล้วท่านเห็นอย่างไรกับน้องชายของสามี? ท่านตอบว่า “นั่นคือความตาย” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 5232 และอัต-ติรมีซีย์ : 1171)

อิบนุ หะญัรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในฟัตหุลบารีว่า “อิมามอัน-นะวะวีย์กล่าวว่า นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า “อัล-หัมวุ” ในสำนวนหะดีษ คือ ญาติใกล้ชิดของสามี เช่น พ่อ ลุง พี่น้อง หลาน ลูกพี่ลูกน้องของเขา และคนอื่นๆ....จุดประสงค์ของหะดีษคือบรรดาญาติใกล้ชิดของสามี แต่ไม่รวมถึงพ่อ และลูกๆ ของสามี เนื่องจากพวกเขาเป็นมะห์ร็อมของเธอ อนุญาตให้อยู่กับตามลำพังกับเธอได้ และพวกเขาไม่ถูกระบุลักษณะว่าเป็นความตาย... การปฏิบัติโดยทั่วไปมักจะมีการปล่อยปะละเลย โดยที่น้องชายจะอยู่ตามลำพังกับภรรยาของพี่ชาย ดังนั้น เขาจึงถูกเปรียบเหมือนกับความตาย ซึ่งสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการห้าม” (ฟัตหุลบารี : 9/331)
    และอิมามอัช-เชากานีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือนัยลุลเอาฏอรฺ (6/122) “คำว่าญาติของสามีคือความตาย หมายความว่า ญาติของสามีน่ากลัวยิ่งกว่าคนอื่น ดังที่ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าสิ่งอื่นๆ” 
    โอ้สตรีผู้ศรัทธาเอ๋ย เธอจงยำกรงต่ออัลลอฮฺเถิด และอย่าได้ปล่อยปะละเลยในเรื่องนี้ เพราะว่าบรรทัดฐานนั้นอยู่ที่บัญญัติของศาสนา ไม่ใช่วิถีปฏิบัติของมนุษย์ทั่วไป
  สอง สตรีบางคนและผู้ปกครองของเธอ ปล่อยปะละเลยในเรื่องการโดยสารรถยนต์ไปกับคนขับตามลำพัง ซึ่งคนขับรถนั้นไม่ใช่มะห์ร็อมของเธอ ทั้งที่แท้จริงแล้วการกระทำเช่นนั้นเป็นที่ต้องห้าม
  ชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อาล อัช-ชัยค์ ผู้ชี้ขาดปัญหาศาสนาของประเทศซาอุดิอาระเบีย กล่าวไว้ใน มัจญ์มูอฺฟะตาวา เล่มที่ 10 หน้าที่ 52 ว่า “ในปัจจุบันนี้ไม่มีความสงสัยอันใดเลยว่า การโดยสารของสตรีซึ่งไปกับคนขับหรือเจ้าของรถตามลำพัง โดยไม่มีมะห์ร็อมติดตามเธอไปด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย และมีผลเสียมากมาย ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่ว่าสตรีนั้นจะเป็นเด็กที่สงบเสงี่ยมหรือเด็กเรียบร้อยที่พูดคุยกับผู้ชายก็ตาม ผู้ชายที่พอใจกับการกระทำเช่นนี้ เขาเป็นผู้ที่ไม่เคร่งครัด ขาดความเป็นบุรุษ มีความหึงหวงน้อย” ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีชายคนใดที่อยู่ตามลำพังกับผู้หญิงนอกจากชัยฏอนจะเป็นตนที่สาม” (หะดีษบทนี้ได้อ้างอิงก่อนนี้แล้ว) 
    และการอยู่ตามลำพังในรถกับคนขับนั้น ยิ่งกว่าการอยู่กับเธอภายในบ้านและที่อื่นๆ เพราะเขาสามารถที่จะพาเธอไปไหนก็ได้ตามที่เขาประสงค์ ในประเทศ นอกประเทศ ด้วยความสมัครใจหรือบังคับ และจะมีผลเสียที่ร้ายแรงติดตามมา ซึ่งมากกว่าผลเสียจากการอยู่ตามลำพังทั่วๆ ไป และจำเป็นที่มะห์ร็อมจะต้องเป็นผู้ใหญ่ จึงไม่เพียงพอหากมะห์ร็อมนั้นเป็นเด็ก และสตรีบางคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเธอได้พาเด็กมากับเธอด้วยนั่นหมายความว่าไม่อยู่ในข่ายการอยู่ด้วยกันโดยลำพังกับผู้ชายแล้ว นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดมาก
  อิมาม อัน-นะวะวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “เมื่อชายและหญิงที่แต่งงานกันได้อยู่ตามลำพัง โดยไม่มีคนที่สามอยู่ด้วยก็เป็นสิ่งต้องห้ามโดยมติเอกฉันท์ และเช่นเดียวกันหากมีเด็กเล็กอยู่พร้อมกับเขาทั้งสอง การอยู่ด้วยกันโดยลำพังที่ต้องห้ามก็ยังคงมีอยู่” (อัล-มัจญ์มูอฺ : 9/109)
  สาม สตรีบางคนและผู้ปกครองของเธอปล่อยปะละเลยให้สตรีเข้าไปหาหมอ โดยอ้างว่ามีความจำเป็นที่เธอจะต้องรักษา และนี่เป็นสิ่งที่ชั่วร้ายมาก อันตรายยิ่ง และไม่อนุญาตให้ยอมรับและนิ่งเฉยต่อข้ออ้างเช่นนี้
      ชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม กล่าวไว้ในมัจญ์มูอฺฟะตาวา (10/13) ว่า “และอย่างไรก็ตาม การอยู่ตามลำพังกับสตรีที่แต่งงานกันได้ เป็นสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติ แม้กระทั่งหมอที่จะมาทำการเยียวยาเธอก็ตาม เนื่องจากหะดีษที่ว่า “ไม่มีชายคนใดที่จะอยู่กับสตรีโดยลำพังนอกจากชัยฏอนจะเป็นตนที่สาม” ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีคนหนึ่งคนใดอยู่กับเธอด้วย จะเป็นสามีหรือมะห์ร็อมคนอื่นๆ ถ้าหากมะห์ร็อมไม่พร้อมก็ให้มีญาติของเธอที่เป็นผู้หญิง แล้วหากไม่มีคนหนึ่งคนใดจากที่กล่าวมาแล้ว ในขณะความเจ็บป่วยถึงขั้นอันตรายไม่สามารถรอช้าได้ อย่างน้อยก็ต้องให้พยาบาลหรือคนอื่นอยู่ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้รอดพ้นจากการอยู่กันตามลำพังที่ต้องห้าม”
และเช่นเดียวกันไม่อนุญาตให้หมออยู่กับสตรีโดยลำพัง ไม่ว่าเธอจะเป็นหมอ เป็นเพื่อน หรือเป็นพยาบาลก็ตาม ไม่อนุญาตให้ครูชายซึ่งตาบอดหรืออื่นๆ อยู่ตามลำพังกับนักเรียนหญิง และไม่อนุญาตให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไปอยู่ตามลำพังกับผู้ชาย
        สำหรับเรื่องนี้ ผู้คนทั้งหลายได้ปล่อยปะละเลย โดยอ้างความทันสมัย เลียนแบบต่างศาสนิกอย่างเงยหัวไม่ขึ้น และไม่สนใจใยดีต่อบทบัญญัติศาสนา ดังนั้น ไม่มีอำนาจและไม่มีพลังอันใดนอกจากต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งและทรงไพศาล – 
ลาเหาละ วะลา กูว์วะตะ อิลลา บิลลาฮิล อะลียิลอะซีม
        และไม่อนุญาตให้ผู้ชายอยู่ตามลำพังกับคนใช้หญิงที่บริการอยู่ในบ้านของเขา และไม่อนุญาตให้สตรีเจ้าของบ้านอยู่กับคนใช้ผู้ชายโดยลำพัง 
    สำหรับปัญหาคนรับใช้นั้นเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ซึ่งผู้คนในสมัยนี้ประสบกันมาก เพราะผู้หญิงยุ่งอยู่กับการศึกษาและการทำงานนอกบ้าน และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาจำเป็นต้องระวังเป็นอย่างยิ่งและหลีกเลี่ยงให้มาก และอย่ายอมที่จะแลกกับประเพณีที่ไม่ดีทั้งหลายแหล่