บทที่ 2 คำปฏิญาณแห่งอิสลาม

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 104

Thêm vào yêu thích : 0

คือกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงท่านนบีมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ”

ประการที่ 1  สถานะของคำปฏิญาณตน
คำปฏิญาณตนทั้งสองประโยค เป็นรุก่นอิสลามข้อที่หนึ่ง ท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«بُنِيَ الإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ ، شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللهِ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ، وَحَجِّ بَيْتِ اللهِ الحَرَامِ لِمَنْ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيْلًا» 
ความว่า “อิสลามนั้นวางอยู่บนหลักการพื้นฐานห้าประการ นั่นคือ การปฏิญานตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยตุลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีปัจจัยสามารถเดินทางไปได้” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 8 และมุสลิม 16)

ดังนั้น คำปฏิญาณตนจึงเป็นรากฐานของศาสนา เป็นป้อมปราการที่มั่นคง และเป็นสิ่งจำเป็นประการแรกของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งการกระทำทุกอย่างจะได้รับภาคผลก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้กล่าวคำปฏิญาณตนและน้อมปฏิบัติตามเนื้อหาสาระของคำคำนี้

ประการที่ 2 ความหมายของคำปฏิญาณตน
หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ เราจะให้ความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เช่น จะให้ความหมายว่า “ไม่มีผู้สร้างใดนอกจากอัลลอฮฺ” หรือ “ไม่มีพระเจ้า” หรือ “ไม่มีผู้ให้ปัจจัยนอกจากอัลลอฮฺ” ด้วยเหตุผลหลายประการ ส่วนหนึ่งก็คือ เนื่องจากว่าบรรดาผู้ปฏิเสธชาวกุเรชมิได้ปฏิเสธเลยว่าอัลลอฮฺเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ แต่ความเชื่อนี้หาได้เกิดประโยชน์แก่พวกเขาแต่อย่างใด พวกเขาเข้าใจความหมายของคำนี้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาจึงไม่ยอมที่จะกล่าวคำนี้เมื่อท่านเราะสูลเรียกร้องพวกเขาให้กล่าวว่า  “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ - ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ”
เรารู้สึกฉงนยิ่งนักที่ในปัจจุบันนี้ผู้คนกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ - ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ” โดยที่พวกเขามิได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง พวกเขาจึงวิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่นๆ ร่วมกับอัลลอฮฺ ไม่ว่าจากผู้ที่ถูกฝังในหลุมศพ หรือผู้วิเศษ เป็นต้น แล้วอ้างตนว่าพวกเขาให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺลมุสตะอาน 

ประการที่ 3 กฎเกณฑ์ของคำปฏิญาณตนมีสองประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง การปฏิเสธ ด้วยการกล่าวว่า “ลาอิลาฮะ - ไม่มีพระเจ้าอื่นใด”
ประเด็นที่สอง การยอมรับ และยืนยัน ด้วยกล่าวว่า “อิลลัลลอฮฺ - นอกจากอัลลอฮฺ” 
ดังนั้นเมื่อกล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด” เท่ากับว่าได้ปฏิเสธพระเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่อื่นจากอัลลอฮฺ และเมื่อกล่าวว่า “นอกจากอัลลอฮฺ” เท่ากับเป็นการยืนยันการเป็นพระเจ้าแด่อัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์

ประการที่ 4 ความประเสริฐของการกล่าว “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ”
คำปฏิญาณตนมีความประเสริฐที่สูงส่งมาก ณ อัลลอฮฺ ผู้ใดที่กล่าวคำนี้อัลลอฮฺจะให้เขาเข้าสวนสวรรค์ของพระองค์ ส่วนผู้ใดที่กล่าวแค่ลมปาก ไม่มีความจริงใจเขาก็ยังได้รับความคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สินในโลกนี้ ส่วนในปรโลกก็สุดแล้วแต่อัลลอฮฺจะคิดบัญชีกับเขาอย่างไร และเขาผู้นั้นจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผู้กลับกลอก 
อนึ่ง คำปฏิญาณตนเป็นวลีที่สั้นๆ เพียงไม่กี่อักษร กล่าวได้ไม่ยาก แต่มีน้ำหนักยิ่งนักในตาชั่ง ท่านอิบนุ เราะญับได้รวบรวมความประเสริฐของคำคำนี้ไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า “กะลิมะฮฺ อัล-อิคลาศ” ไว้หลายประการพร้อมนำหลักฐานประกอบ เช่น
คำปฏิญาณตนเป็นค่าของสวนสวรรค์ ซึ่งผู้ใดที่กล่าวคำนี้ก่อนสิ้นชีวิตเขาจะได้เข้าสวรรค์
เป็นคำกล่าวที่จะทำให้รอดพ้นจากขุมนรก
เป็นคำกล่าวที่เป็นเหตุให้ได้รับการอภัยโทษ
เป็นคำกล่าวที่เป็นความดีงามสูงสุด
เป็นคำกล่าวที่ลบล้างความผิด
เป็นคำกล่าวที่จะเปิดม่านที่ปิดกั้นเส้นทางสู่อัลลอฮฺ
ผู้ใดที่กล่าวคำนี้อัลลอฮฺจะทรงเชื่อในตัวเขา
เป็นคำที่ประเสริฐที่สุดที่บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺได้กล่าวไว้
เป็นคำกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺที่ดีที่สุด
เป็นการกระทำที่ประเสริฐที่สุด
เป็นคำกล่าวที่มีภาคผลเพิ่มเป็นทวีคูณ เท่ากับการปลดปล่อยทาสให้เป็นไท
เป็นคำกล่าวที่เป็นเกราะป้องกันชัยฏอนมารร้าย
เป็นคำกล่าวที่ทำให้ได้รับความปลอดภัยจากความโดดเดี่ยวในหลุมฝังศพ
เป็นคำกล่าวที่ทำให้ได้รับความสะดวกในวันฟื้นคืนชีพ
เป็นสัญลักษณ์ของผู้ศรัทธาเมื่อฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ
เป็นคำกล่าวที่จะเปิดประตูสวรรค์ทั้งแปด ซึ่งเขาจะเลือกเข้าทางประตูใดก็ได้
เป็นคำกล่าวที่จะนำเจ้าของ/ผู้ที่เอ่ยมันออกจากนรก แม้ว่าเขาต้องตกนรกด้วยความบกพร่องในหน้าที่ต่อคำปฏิญาณนี้ระหว่างที่มีชีวิตอยู่บนโลกดุนยาก็ตาม แต่สุดท้ายเขาก็จะได้ออกจากนรก (ดูเพิ่มเติมในหนังสือของเชคศอลิหฺ บิน เฟาซาน หัวข้อ “ลาอิละฮะ  อิลลัลลอฮฺ”)

ประการที่ 5 ความหมายของคำปฏิญาณตนว่า “มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ” 
หมายถึง จะต้องเชื่อมั่นและยอมรับในสิ่งที่ท่านนำมาบอก เชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน ละเว้นจากข้อห้ามต่างๆ ที่ท่านห้ามปราม และให้ความสำคัญกับข้อใช้และข้อห้ามของท่าน อย่าได้นำเอาความคิด ทัศนะและคำพูดผู้ใดนำหน้าก่อนคำพูดของท่าน

ประการที่ 6 พึงทราบเถิดว่าผู้ใดที่ปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว และแท้จริงมุหัมมัดเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและเป็นศาสนทูตของพระองค์ และแท้จริงอีซาเป็นบ่าวของอัลลอฮฺและเป็นศาสนทูตของพระองค์ เป็นประกาศิตที่อัลลอฮฺประทานให้แก่มัรยัม และเป็นวิญญาณที่ประทานมาจากพระองค์ และเชื่อว่าเรื่องนรกและสวรรค์เป็นความจริง อัลลอฮฺจะให้เขาเข้าสวรรค์ตามการงานที่เขาได้ประพฤติไว้ ซึ่งท่านอุบาดะฮฺ บิน อัศ-ศอมิต ได้เล่าเรื่องนี้จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

เงื่อนไขของการกล่าวคำปฏิญาณตน มีดังนี้ คือ
อัล-อิลมฺ รู้ความหมายของคำปฏิญาณตนอย่างลึกซึ้ง  มิใช่กล่าวโดยที่ไม่เข้าใจในความหมาย (ตรงกันข้ามกับ อัล-ญะฮ์ลฺ)
อัล-ยะกีน มีความมั่นใจกับการกล่าวคำปฏิญาณตน ต้องไม่มีความสงสัย ลังเลใจ (ตรงกันข้ามกับ อัช-ชักก์)
อัล-อิคลาศ มีความบริสุทธิ์ใจต่อคำปฏิญาณตน ต้องไม่มีการตั้งภาคีกับพระองค์ (ตรงกันข้ามกับ อัช-ชิรกฺ)
อัศ-ศิดกฺ มีความสัจจริงต่อคำปฏิญาณตน (ตรงกันข้ามกับ อัล-กะซิบ)
อัล-มะหับบะฮฺ มีความรักต่อคำปฏิญาณตน ต้องไม่มีความรู้สึกเกลียดชัง (ตรงกันข้ามกับ อัล-บุฆฎฺ)
อัล-อินกิยาด การยอมจำนน โดยไม่ละทิ้งหรือไม่แยแส (ตรงกันข้ามกับ อัต-ตัรกฺ)
อัล-เกาะบูล ยอมรับปฏิบัติตาม โดยไม่มีการคัดค้านปฏิเสธ (ตรงกันข้ามกับ อัร-ร็อดด์)
ต้องปฏิเสธต่อพระเจ้าทั้งหมดที่ได้รับการภักดีอื่นจากอัลลอฮฺ
นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเงื่อนไขของคำปฏิญาณตนมีเจ็ดประการ แต่มีผู้รู้บางท่านอย่างเชคบินบาซผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ท่านเพิ่มเงื่อนไขข้อที่แปด ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

เงื่อนไขข้อที่ 1 รู้ความหมายของคำปฏิญาณตน
เมื่อบ่าวรู้ว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าองค์เดียวซึ่งคู่ควรที่จะได้รับการภักดี การภักดีพระเจ้าอื่นๆ ทั้งหมดถือเป็นโมฆะ และเขาถือปฏิบัติตามความรู้อันนี้ แสดงว่าเขารู้ความหมายที่แท้จริงของคำปฏิญาณตน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ فَٱعۡلَمۡ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا ٱللَّهُ﴾ [محمد : ١٩]  
ความว่า “ พึงทราบเถิดว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ” (มุหัมมัด:19)

และพระองค์ได้ตรัสอีกว่า
﴿ إِلَّا مَن شَهِدَ بِٱلۡحَقِّ وَهُمۡ يَعۡلَمُونَ ٨٦ ﴾ [الزخرف: ٨٦]  
ความว่า “เว้นแต่ผู้ยืนยันเป็นพยานด้วยความจริงและพวกเขารู้ดี” (อัซ-ซุครุฟ:86 )

และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 
«مَنْ مَاتَ وَهُوَ يَعْلَمُ أَنَّهُ لَا إلهَ إِلَّا اللهُ دَخَلَ الْجَنَّةَ» 
ความว่า “ผู้ใดที่สิ้นชีวิตลงในขณะที่เขารู้ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ เขาย่อมจะได้เข้าสวรรค์” (บันทึกโดยมุสลิม 26 และอะห์มัด 1/69)


เงื่อนไขข้อที่ 2 จะต้องมีความมั่นใจ
นั่นคือเขาต้องกล่าวด้วยความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ ส่วนพระเจ้าอื่นทั้งหมดเป็นพระเจ้าจอมปลอม อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَٱلَّذِينَ يُؤۡمِنُونَ بِمَآ أُنزِلَ إِلَيۡكَ وَمَآ أُنزِلَ مِن قَبۡلِكَ وَبِٱلۡأٓخِرَةِ هُمۡ يُوقِنُونَ ٤ ﴾ [البقرة: ٤]  
ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์ที่เจ้าได้รับ และต่อคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้าเจ้า และพวกเขามีความศรัทธามั่นต่อวันปรโลก” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 4)

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า  
«مَنْ لَقِيتَ خَلْفَ هَذَا الْحَائِطِ يَشْهَدُ أَنْ لا إِلَهَ إِلا اللَّهُ مُسْتَيْقِنًا بِهَا مِنْ قَلْبِهِ فَبَشِّرْهُ بِالْجَنَّةِ» 
ความว่า “ผู้ใดที่เจ้าได้พบเจอเขาด้านหลังกำแพงนี้ ที่เขาปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีที่เที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ ด้วยหัวใจที่เชื่อมั่น พึงแจ้งข่าวดีแก่เขาเถิดว่า เขาจะได้เข้าสวรรค์” (บันทึกโดยมุสลิม 31)

เงื่อนไขข้อที่ 3 การยอมรับ
หมายถึงต้องยอมรับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำปฏิญาณตนทั้งด้วยจิตใจและวาจา อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ قُولُوٓاْ ءَامَنَّا بِٱللَّهِ وَمَآ أُنزِلَ إِلَيۡنَا ﴾ [البقرة: ١٣٦]  
ความว่า “พวกเจ้าจงกล่าวว่าเราศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ และต่อคัมภีร์ที่พระองค์ประทานลงแก่เรา”(อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 163) 

เงื่อนไขข้อที่ 4 การยอมจำนน
หมายถึงจะต้องจำนนอย่างศิโรราบต่อสิ่งที่คำปฏิญาณตนได้ยืนยัน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَمَنۡ أَحۡسَنُ دِينٗا مِّمَّنۡ أَسۡلَمَ وَجۡهَهُۥ لِلَّهِ وَهُوَ مُحۡسِنٞ ﴾ [النساء : ١٢٥]  
ความว่า “และผู้ใดจะยึดมั่นในศาสนาดียิ่งไปกว่าผู้ที่ยอมจำนนตัวของเขาแด่อัลลอฮฺ ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นผู้กระทำดี” (อัน-นิสาอ์ : 125)

และพระองค์ได้ตรัสอีกว่า
﴿ ۞وَمَن يُسۡلِمۡ وَجۡهَهُۥٓ إِلَى ٱللَّهِ وَهُوَ مُحۡسِنٞ فَقَدِ ٱسۡتَمۡسَكَ بِٱلۡعُرۡوَةِ ٱلۡوُثۡقَىٰۗ ﴾ [لقمان: ٢٢]  
ความว่า “และผู้ใดยอมจำนนใบหน้า(มอบตัว)ของเขาแด่อัลลอฮฺ โดยที่เขาเป็นผู้กระทำดี แน่นอนเขาได้ยึดมั่นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว” (ลุกมาน : 22)

เงื่อนไขข้อที่ 5 มีความสัจจริง
หมายถึงจะต้องมีอีมานหรือความศรัทธาที่แท้จริง เชื่อจริง พูดจริง และสัจจริงในการเรียกร้องเชิญชวน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
 ﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱتَّقُواْ ٱللَّهَ وَكُونُواْ مَعَ ٱلصَّٰدِقِينَ﴾ [التوبة: 119]  
ความว่า “โอ้ศรัทธาชนเอ๋ย พึงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และจงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้สัจจริงเถิด” (อัต-เตาบะฮฺ : 119)

เงื่อนไขข้อที่ 6 มีความบริสุทธิ์ใจ
นั่นคือทุกวาจาและพฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาต้องกระทำไปเพื่ออัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว หวังในความพอพระทัยของพระองค์ ไม่ปะปนกับสิ่งอื่นใด อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَمَآ أُمِرُوٓاْ إِلَّا لِيَعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ﴾ [البينة: ٥]  
ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด เว้นแต่เพื่อให้พวกเขาเป็นผู้ที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่ออัลลอฮฺ” (อัล-บัยยินะฮฺ : 5)

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 
«أَسْعَدُ النَّاسِ بِشَفَاعَتِي مَنْ قَالَ : لَا إلهَ إلَّا اللَّهُ خَالِصًا مِنْ قَلْبِهِ» 
ความว่า “มนุษย์ที่มีความสุขที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือจากฉัน คือผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีที่เที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ ด้วยความบริสุทธิ์จากก้นเบื้องของหัวใจเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 99 และอะหมัด 2/373)

เงื่อนไขข้อที่ 7 มีความรัก
นั่นคือ จะต้องรักต่อคำคำนี้ และส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฉะนั้นเขาจะต้องรักอัลลอฮฺ รักเราะสูล และต้องรักทั้งสองมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَمِنَ ٱلنَّاسِ مَن يَتَّخِذُ مِن دُونِ ٱللَّهِ أَندَادٗا يُحِبُّونَهُمۡ كَحُبِّ ٱللَّهِۖ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ أَشَدُّ حُبّٗا لِّلَّهِۗ ﴾ [البقرة: ١٦٥]  
ความว่า “และในหมู่มนุษย์นั้น มีผู้ยึดถือเอาภาคีอื่นจากอัลลอฮฺ โดยที่พวกเขาให้ความรักต่อภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮฺ แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮฺยิ่งกว่ามากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 165)

เงื่อนไขข้อที่ 8 ปฏิเสธพระเจ้าจอมปลอมอื่นจากอัลลอฮฺ
ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
« مَنْ قَالَ لَا إلهَ إلَّا اللَّهُ وَكَفَرَ بِمَا يُعْبَدُ مِنْ دُوْنِ اللهِ حَرُمَ مَالُهُ وَدَمُهُ وَحِسَابُهُ عَلَى اللهِ» 
ความว่า “ผู้ใดที่กล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺ และปฏิเสธพระเจ้าทั้งหลายที่ได้รับการภักดีอื่นจากอัลลอฮฺ เขาจะได้รับการคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สิน  ส่วนในปรโลกจะเป็นเช่นไรอัลลอฮฺจะทรงคิดบัญชีกับเขาเอง” (บันทึกโดยมุสลิม 23)