บทที่ 3 หลักการศรัทธา

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 100

Thêm vào yêu thích : 0


หมายถึง ท่านต้องศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ ต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ ต่อบรรดาคัมภีร์ ต่อบรรดาเราะสูล ต่อวันอาคิเราะฮฺ และต่อการลิขิตของอัลลอฮฺทั้งชั่วดี ดังปรากฏในหะดีษญิบรีลเมื่อท่านได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับหลักการอีมาน ท่านตอบว่า
«الْإِيمَانُ أَنْ تُؤْمِنَ بِاللَّهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ وَبِالْقَدَرِ خَيْرِهِ وَشَرِّهِ»
ความว่า “การศรัทธา คือการที่ท่านต้องศรัทธามั่นต่ออัลลอฮฺ ต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ ต่อบรรดาคัมภีร์ ต่อบรรดาเราะสูล ต่อวันอาคิเราะฮฺ และต่อการกำหนดความดีและความชั่ว” (บันทึกโดยมุสลิม 8) 

1. การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ 
หมายถึงต้องมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺในหลักพื้นฐาน  4  ประการ

ประการที่หนึ่ง ต้องเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงมี 
ซึ่งได้ปรากฏหลักฐานที่แสดงถึงการมีของอัลลอฮฺในหลายๆ แง่ ไม่ว่าโดยกมลสันดานโดยธรรมชาติสติปัญญา ตัวบทหลักฐาน และประสาทสัมผัส
1. หลักฐานในแง่กมลสันดานโดยธรรมชาติที่แสดงถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺ เนื่องจากว่าสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติให้มีความศรัทธาต่อผู้สร้างเขา โดยไม่ต้องแสร้งคิดและเหนื่อยหาเหตุผลหรือต้องเรียนรู้มาก่อน ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
« مَا مِنْ مَوْلُودٍ إِلَّا يُولَدُ عَلَى الْفِطْرَةِ ، فَأَبَوَاهُ يُهَوِّدَانِهِ ، أَوْ يُنَصِّرَانِهِ ، أَوْ يُمَجِّسَانِهِ» 
ความว่า “ทารกทุกคนเกิดมาด้วยกมลสันดานธรรมชาติที่บริสุทธิ์ แล้วบิดามารดาของเขาเป็นเหตุทำให้เขากลายเป็นยิว หรือเป็นคริสต์ หรือเป็นผู้บูชาไฟ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 1292 และมุสลิม 2658)

2. หลักฐานด้านสติปัญญา อันเนื่องจากว่าสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งปวงตั้งแต่กาลก่อน และที่จะมีต่อไปข้างหน้า ย่อมมีผู้สร้างให้บังเกิดขึ้น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สรรพสิ่งจะสร้างตัวของมันขึ้นมาเองได้ และเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญปราศจากผู้สร้าง  

3. ตัวบทหลักฐานที่แสดงถึงการมีของอัลลอฮฺ
นั่นคือ เนื่องจากว่าบรรดาคัมภีร์ทุกเล่มที่ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้าต่างยืนยัน และบอกกล่าวถึงการมีของอัลลอฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์ที่ประเสริฐสุด คือคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งได้ยืนยันไว้ชัดเจน และบรรดาศาสนทูตทั้งหลายต่างชี้นำและอธิบายถึงเรื่องนี้อย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนบีมุหัมมัดศาสนทูตท่านสุดท้าย

4. หลักฐานด้านประสาทสัมผัสที่แสดงถึงการมีของอัลลอฮฺนั้น  แบ่งออกเป็นสองแง่มุม คือ
หนึ่ง ตามที่เราได้รับทราบและได้เห็นการตอบสนองของอัลลอฮฺแก่ผู้วิงวอนร้องขอความช่วยเหลือ  และการที่พระองค์ทรงช่วยเหลือผู้ตกอยู่ในภาวะนาทีชีวิต หรือภาวะคับขัน ถือเป็นหลักฐานยืนยันที่แสดงถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺ
สอง สัญญาณต่างๆ ที่บรรดาศาสนทูตนำมาแสดงให้ผู้คนได้เห็น ได้สัมผัส หรือที่พวกเขาได้รับทราบ นั้นคือ สิ่งปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้นเกินความสามารถของมนุษย์ ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีของผู้สร้าง ผู้ครอบครองและผู้บริหารสูงสุดแห่งจักรวาลนี้ นั่นคือ อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง

ประการที่สอง การศรัทธาต่อการเป็นผู้อภิบาลของอัลลอฮฺ 
คือ ต้องเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้นเป็นองค์อภิบาล ไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์ ไม่มีใครเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ และองค์อภิบาลนั้นคือผู้ที่ทรงสร้าง ทรงครอบครอง และทรงบริหารกิจการทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่มีผู้สร้างใดนอกจากอัลลอฮฺ ไม่มีใครครอบครองจักรวาลนี้นอกจากพระองค์ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿أَلَا لَهُ ٱلۡخَلۡقُ وَٱلۡأَمۡرُۗ ﴾ [الأعراف: ٥٣]  
ความว่า “พึงทราบเถิดว่าการสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิ์ของพระองค์เท่านั้น” (อัล-อะอฺรอฟ : 54)

และพระองค์ได้ตรัสอีกว่า
﴿ذَٰلِكُمُ ٱللَّهُ رَبُّكُمۡ لَهُ ٱلۡمُلۡكُۚ وَٱلَّذِينَ تَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ مَا يَمۡلِكُونَ مِن قِطۡمِيرٍ ١٣ ﴾ [فاطر: ١٣]  
ความว่า “นั่นคืออัลลอฮฺพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และพระเจ้าอื่นๆ ที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น มิได้ครอบครองสิ่งใด แม้แต่เพียงเยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม” (ฟาฏิรฺ : 13)

ประการที่สาม การศรัทธาต่อการเป็นพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีแต่เพียงผู้เดียวของอัลลอฮฺ
หมายถึงการเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่จะได้รับการเคาพภักดีอย่างแท้จริง ไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์ 
อนึ่ง ความหมายของคำว่า “อิลาฮฺ” คือผู้ที่ได้รับการเคารพสักการะด้วยความรักและด้วยการเทิดทูน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 
﴿ وَإِلَٰهُكُمۡ إِلَٰهٞ وَٰحِدٞۖ لَّآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلرَّحۡمَٰنُ ٱلرَّحِيمُ ١٦٣ ﴾ [البقرة: ١٦٣]  
ความว่า “และผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะของพวกเจ้านั้นมีเพียงองค์เดียว ไม่มีผู้ใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :163)

และอัลลอฮฺได้ตรัสอีกว่า
﴿ لَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا نُوحًا إِلَىٰ قَوۡمِهِۦ فَقَالَ يَٰقَوۡمِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مَا لَكُم مِّنۡ إِلَٰهٍ غَيۡرُهُۥٓ إِنِّيٓ أَخَافُ عَلَيۡكُمۡ عَذَابَ يَوۡمٍ عَظِيمٖ ٥٩ ﴾ [الأعراف: ٥٨]  
ความว่า “แท้จริง เราได้ส่งนูหฺไปยังกลุ่มชนของเขา แล้วเขาได้เรียกร้องว่า โอ้หมู่ชนของฉันจงให้การภักดีต่ออัลลอฮฺเถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่พวกท่านควรจะให้การเคารพภักดีอีกแล้วอื่นจากพระองค์” (อัล-อะอฺรอฟ : 59)

ประการที่สี่ การศรัทธามั่นต่อพระนามอันวิจิตรและคุณลักษณะอันสมบูรณ์ของอัลลอฮฺ
กล่าวคือ การยืนยัน การยอมรับต่อพระนามและคุณลักษณะที่อัลลอฮฺทรงยืนยันแก่พระองค์เองในคัมภีร์ของพระองค์ และที่ปรากฏในวจนะของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตามสภาพที่เหมาะสมกับพระองค์ โดยไม่มีการบิดเบือน ไม่ปฏิเสธ ไม่อธิบายวิธีหรือรูปแบบ และไม่มีการเปรียบเทียบ อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿لَيۡسَ كَمِثۡلِهِۦ شَيۡءٞۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡبَصِيرُ ١١﴾ [الشورى: ١١]  
ความว่า “ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ทรงเห็นยิ่ง” (อัช-ชูรอ : 11)
ผลที่ได้รับจากการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
บรรลุถึงแก่นแท้ของการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ กล่าวคือ จิตใจจะไม่ผูกพันกับสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการหวังในความเมตตาและผลบุญ หรือเกรงกลัวการลงโทษ และจะไม่เคารพภักดีต่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์เท่านั้น
รักอัลลอฮฺและเทิดทูนเกียรติพระองค์อย่างสมบูรณ์แบบ ตามเจตนารมณ์ของพระนามอันวิจิตร และคุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์
บรรลุถึงแก่นแท้ของการเคารพภักดีต่อพระองค์ ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชา และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

สอง การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ
ก. นิยาม
     มะลาอิกะฮฺ คือสรรพสิ่งที่เร้นลับ ถูกสร้างมาจากรัศมี มีหน้าที่ปฏิบัติตามบัญชาของอัลลอฮฺ ไม่มีลักษณะพิเศษของการเป็นพระเจ้าหรือการเป็นผู้สร้างแต่อย่างใด อัลลอฮฺสร้างพวกเขามาจากรัศมี และพระองค์ให้พวกเขามีลักษณะของการน้อมรับคำบัญชาของพระองค์อย่างสมบูรณ์แบบ และให้มีพละกำลังที่จะดำเนินการให้คำบัญชาของพระองค์สำเร็จลุล่วง พวกเขามีจำนวนมหาศาล ไม่มีผู้ใดรู้จำนวนของพวกเขา นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น

ข. การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺครอบคลุมสี่ประการ
หนึ่ง ศรัทธาต่อการมีอยู่ของมะลาอิกะฮฺ
สอง ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮฺที่เราทราบชื่ออย่างเจาะจง เช่น ญิบรีล ส่วนผู้ที่เราไม่ทราบชื่อนั้นให้เราศรัทธาโดยภาพรวม
สาม ศรัทธาในคุณลักษณะของพวกเขาตามที่เราได้รับรู้จากหลักฐาน 
สี่ ศรัทธาในหน้าที่ของพวกเขาตามที่เราได้รับรู้ เช่น มะละกุลเมาต์ มีหน้าที่ดึงวิญญาณออกจากร่าง เป็นต้น

สาม การศรัทธาต่อคัมภีร์ต่างๆ
คือ การศรัทธาต่อคัมภีร์ต่างๆ ที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ เพื่อเป็นความเมตตาต่อสรรพสิ่ง และเป็นทางนำแก่พวกเขา เพื่อนำไปสู่ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า
การศรัทธาต่อคัมภีร์ประกอบด้วย 
หนึ่ง ศรัทธาว่าแท้จริงคัมภีร์เหล่านั้นถูกประทานมาจากอัลลอฮฺ
สอง ศรัทธาในคัมภีร์ที่เราทราบชื่อ เช่น อัลกุรอาน ถูกประทานแก่มุหัมมัด อัต-เตารอต ถูกประทานแก่มูซา เป็นต้น
สาม เชื่อในคำบอกเล่าหรือเรื่องราวที่อยู่ในคัมภีร์ เช่น เรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ในอัลกุรอาน และเรื่องราวที่อยู่ในคัมภีร์ก่อนๆ ที่ยังไม่ถูกบิดเบือนหรือแก้ไข
สี่ ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ยังไม่ถูกยกเลิก ยอมรับอย่างจริงใจและจำนนต่อบทบัญญัติของมันโดยดุษฎี แม้ว่าเราจะรู้และเข้าใจในวิทยปัญญาของมันหรือไม่ก็ตาม ส่วนบทบัญญัติในคัมภีร์ก่อนๆ นั้นล้วนถูกยกเลิกโดยอัลกุรอานแล้วทั้งสิ้น อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَأَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ مُصَدِّقٗا لِّمَا بَيۡنَ يَدَيۡهِ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَمُهَيۡمِنًا عَلَيۡهِۖ ﴾ [المائ‍دة: ٤٨]  
ความว่า “และเราได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมายังเจ้าด้วยความจริง เพื่อยืนยันในความสัจจริงของคัมภีร์ที่มาก่อนหน้า และควบคุมเหนือคัมภีร์เหล่านั้น (เป็นคัมภีร์ที่จำแนกว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดถูกบิดเบือนในคัมภีร์ก่อนหน้านี้)” (อัล-มาอิดะฮฺ : 48)

ผลที่ได้รับจากการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์
ได้รับรู้ว่าอัลลอฮฺให้ความสำคัญกับปวงบ่าวของพระองค์ โดยพระองค์ได้ประทานคัมภีร์แก่ทุกๆ ชนชาติ เพื่อชี้แนะแนวทางแก่พวกเขา
รู้ถึงวิทยปัญญาอันลึกซึ้งที่อัลลอฮฺได้บัญญัติศาสนาของพระองค์ โดยทรงกำหนดให้บทบัญญัติ ของคนแต่ละยุคสมัยมีความเหมาะสมกับสภาพของพวกเขา อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ لِكُلّٖ جَعَلۡنَا مِنكُمۡ شِرۡعَةٗ وَمِنۡهَاجٗاۚ ﴾ [المائ‍دة: ٤٨]  
 ความว่า “สำหรับทุกประชาชาติจากหมู่พวกเจ้านั้น เราได้กำหนดให้มีบทบัญญัติและแนวทางของพวกเขาเอง” (อัล-มาอิดะฮฺ : 48) 

สี่ การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต
เราะสูล หรือศาสนทูต คือบุคคลที่อัลลอฮฺให้โองการแก่เขาด้วยการประทานบทบัญญัติลงมา และบัญชาสั่งให้เขาทำการเผยแพร่มัน เราะสูลคนแรกคือ นูหฺ และคนสุดท้ายคือ มุหัมมัด (ความจำเริญและความสันติมีแด่พวกเขาทั้งมวล)  
ไม่มีประชาชาติใดที่ว่างเว้นจากศาสนทูตเลย อัลลอฮฺจะแต่งตั้งศาสนทูตไปยังหมู่ชนของเขา โดยให้มีบทบัญญัติเป็นเอกเทศ หรือพระองค์อาจจะมีโองการไปยังนบีในยุคหนึ่งๆ ให้นำบทบัญญัติของศาสนทูตก่อนๆ มาใช้ เพื่อเป็นการฟื้นฟู อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَۖ ﴾ [النحل: ٣٦]  
ความว่า “ขอสาบาน แท้จริงเราได้ส่งศาสนทูตมาในทุกประชาชาติ โดยให้ประกาศแก่พวกเขาว่า พวกท่านจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และออกห่างจากการบูชาสิ่งอื่นทั้งหมด” (อัน-นะห์ลฺ : 36) 

และพระองค์ได้ตรัสว่า 
﴿ إِنَّآ أَرۡسَلۡنَٰكَ بِٱلۡحَقِّ بَشِيرٗا وَنَذِيرٗاۚ وَإِن مِّنۡ أُمَّةٍ إِلَّا خَلَا فِيهَا نَذِيرٞ ٢٤ ﴾ [فاطر: ٢٤]  
ความว่า “แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเป็นศาสนทูตด้วยสัจธรรม ในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้สำทับตักเตือน และทุกๆ ประชาชาติล้วนจะต้องมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา” (ฟาฏิรฺ : 24)
บรรดาศาสนทูตล้วนเป็นสามัญชนคนธรรมดา ต่างก็มาจากลูกหลานของอาดัม ไม่มีคุณสมบัติพิเศษของการเป็นผู้สร้างและการเป็นพระเจ้าแต่ประการใด พวกเขามีคุณสมบัติของการเป็นมนุษย์ มีความเมตตา จะต้องเสียชีวิต ต้องการอาหารและเครื่องดื่ม และอื่นๆ

การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้
หนึ่ง ศรัทธาว่าพวกเขาเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง ดังนั้น บุคคลใดปฏิเสธศาสนทูตคนหนึ่งคนใดจากพวกเขา เท่ากับว่าเขาได้ปฏิเสธศาสนทูตคนอื่นๆ ทุกคน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ كَذَّبَتۡ قَوۡمُ نُوحٍ ٱلۡمُرۡسَلِينَ ١٠٥ ﴾ [الشعراء : ١٠٥]  
ความว่า “กลุ่มชนของนูหฺได้ปฏิเสธต่อบรรดาศาสนทูตแล้ว” (อัช-ชุอะรออ์ : 105)

สอง ศรัทธาต่อผู้ที่เราทราบชื่อของพวกเขา เช่น มุหัมมัด อิบรอฮีม มูซา อีซา และนูหฺ (ขอความจำเริญมีแด่พวกเขา) ทั้งห้าคนนี้ได้ชื่อว่า “อุลุล อัซมิ” ผู้มีความมั่นคงหนักแน่นในหมู่ศาสนทูตทั้งปวง 
ส่วนผู้ที่เราไม่ทราบชื่อนั้น เราศรัทธาต่อพวกเขาโดยสังเขปในภาพรวม อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَلَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا رُسُلٗا مِّن قَبۡلِكَ مِنۡهُم مَّن قَصَصۡنَا عَلَيۡكَ وَمِنۡهُم مَّن لَّمۡ نَقۡصُصۡ عَلَيۡكَۗ ﴾ [غافر: ٧٨]  
ความว่า “ขอสาบาน แท้จริงเราได้ส่งบรรดาศาสนทูตก่อนหน้าเจ้า บางคนจากพวกเขามีผู้ที่เราบอกเล่าแก่เจ้า และบางคนจากพวกเขา มีผู้ที่เรามิได้บอกเล่าแก่เจ้า” (ฆอฟิรฺ : 78)

สาม เชื่อในคำบอกเล่าเกี่ยวกับพวกเขา ตามที่มีหลักฐานในสายรายงานที่เชื่อถือได้อย่างถูกต้อง 
สี่ ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ถูกประทานแก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเป็นศาสนทูตคนสุดท้ายที่ถูกส่งมายังพวกเรา

ผลที่ได้รับจากการศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต
ได้รู้ถึงความเมตตาและการให้ความสำคัญของอัลลอฮฺที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ โดยการส่งศาสนทูตเพื่อชี้นำพวกเขาสู่แนวทางอันเที่ยงตรง และเพื่อชี้แจงรูปแบบของการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺแก่พวกเขา
ขอบคุณในความโปรดปรานอันใหญ่หลวงของพระองค์ที่ให้มีบรรดาศาสนทูต
มีความรัก ให้เกียรติ และเทิดทูนยกย่องบรรดาศาสนทูต ตามสถานะที่เหมาะสมกับพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ ที่ยืนหยัดในการเคารพภักดีต่อพระองค์ เผยแพร่สารของพระองค์ และหวังดีต่อปวงบ่าวของพระองค์

ห้า การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺ
วันอาคิเราะฮฺ หรือวันปรโลก คือวันสุดท้าย เป็นวันที่อัลลอฮฺให้มนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง เพื่อคิดบัญชีและตอบแทนรางวัล สาเหตุที่เรียกว่าวันสุดท้ายเนื่องจากจะไม่มีวันใดหลังจากนั้นอีกแล้ว

การศรัทธาต่อวันปรโลกประกอบด้วย 
หนึ่ง การศรัทธาในเรื่องการฟื้นคืนชีพ การฟื้นคืนชีพเป็นเรื่องจริงซึ่งมีหลักฐานยืนยันจากอัลกุรอาน หะดีษ และมติเอกฉันท์ของบรรดาปราชญ์มุสลิม  
 สอง ศรัทธาต่อการคิดบัญชีสอบสวนและการตอบแทน บ่าวจะถูกคิดบัญชีและได้รับการตอบแทนในผลงานของเขา ดังที่มีหลักฐานยืนยันจากอัลกุรอาน หะดีษ และมติเอกฉันท์ของบรรดาปราชญ์มุสลิม 
สาม ศรัทธาต่อสวรรค์และนรก ซึ่งทั้งสองจะเป็นที่พำนักตลอดกาลสำหรับมนุษย์
การศรัทธาต่อวันปรโลกนั้น ยังรวมถึงการศรัทธาต่อทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากความตาย เช่น การสอบสวนในหลุมศพ การลงโทษและความสุขในโลกสุสาน
 
ผลที่ได้รับจากการศรัทธาต่อวันปรโลก
ยับยั้งตนจากการกระทำที่ฝ่าฝืน เนื่องจากเกรงกลัวการลงโทษของอัลลอฮฺในวันปรโลก
ปรารถนาและมุ่งมั่นที่จะกระทำความดี เพราะหวังในผลบุญและการตอบแทน
เป็นการปลอบโยนผู้ศรัทธาในสิ่งที่พลาดไปจากเขาในโลกนี้ เพราะหวังผลบุญและความสุขที่จะได้รับทดแทนในโลกหน้า

หก การศรัทธาต่ออัล-เกาะดัรฺ 
อัล-เกาะดัรฺ คือ กฎสภาวการณ์ การลิขิต การกำหนดของอัลลอฮฺที่มีต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย ตามความรอบรู้ของพระองค์ที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว และเป็นไปตามวิทยความปรีชาญาณแห่งพระองค์
การศรัทธาต่อการกำหนดของอัลลอฮฺครอบคลุมประการต่างๆ ต่อไปนี้:
หนึ่ง ศรัทธาว่าอัลลอฮฺมีความรอบรู้ในทุกสิ่งทั้งในภาพรวมและรายละเอียด รู้อย่างดั้งเดิมและตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับการกระทำของพระองค์หรือการกระทำของปวงบ่าว
สอง ศรัทธาว่าอัลลอฮฺได้บันทึกทุกสิ่งไว้ในแผ่นจารึกที่ถูกเก็บรักษาไว้ (อัล-เลาห์ อัล-มะห์ฟูซฺ)
สาม ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งจะเกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺเท่านั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเกี่ยวกับการกระทำของพระองค์หรือการกระทำของสรรพสิ่งต่างๆ 
อัลลอฮฺตรัสว่า  
﴿ وَرَبُّكَ يَخۡلُقُ مَا يَشَآءُ وَيَخۡتَارُۗ ﴾ [القصص: ٦٨]  
ความว่า “และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงเลือก” (อัล-เกาะศ็อศ : 68)

สี่ ศรัทธาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้างทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวตน ลักษณะ และการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งหมด
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 
﴿ ٱللَّهُ خَٰلِقُ كُلِّ شَيۡءٖۖ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ وَكِيلٞ ٦٢ ﴾ [الزمر: ٦١]  
ความว่า “อัลลอฮฺเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง อีกทั้งพระองค์เป็นผู้ดูแลทุกสิ่ง” (อัซ-ซุมัรฺ : 62) 
ผลที่ได้รับจากการศรัทธาต่อการกำหนดของอัลลอฮฺมีหลายประการ เช่น
ยึดอัลลอฮฺเป็นที่พึ่ง เมื่อได้กระทำตามเหตุและปัจจัยแล้ว โดยไม่ยึดเหตุและปัจจัยเป็นที่พึ่ง เนื่องจากทุกสิ่งจะเป็นไปตามกำหนดของอัลลอฮฺ
เมื่อได้รับในสิ่งที่พึงปรารถนาก็จะไม่หลงลำพองตน เพราะการได้รับสิ่งใดจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺนั้น ก็ด้วยจากสาเหตุของความดีและความสำเร็จที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้ให้เขาเช่นกัน และการลำพองตนนั้นจะทำให้ลืมการขอบคุณในความโปรดปรานอัลลอฮฺ
มีความสงบและผ่อนคลายทางอารมณ์ รู้สึกสบายใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการกำหนดของอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจในชั้นฟ้าและแผ่นดิน ซึ่งมันต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
﴿ مَآ أَصَابَ مِن مُّصِيبَةٖ فِي ٱلۡأَرۡضِ وَلَا فِيٓ أَنفُسِكُمۡ إِلَّا فِي كِتَٰبٖ مِّن قَبۡلِ أَن نَّبۡرَأَهَآۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ ٢٢ لِّكَيۡلَا تَأۡسَوۡاْ عَلَىٰ مَا فَاتَكُمۡ وَلَا تَفۡرَحُواْ بِمَآ ءَاتَىٰكُمۡۗ وَٱللَّهُ لَا يُحِبُّ كُلَّ مُخۡتَالٖ فَخُورٍ ٢٣ ﴾ [الحديد: ٢٢- ٢٣]  
ความว่า “ไม่มีเคราะห์กรรมอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ และในตัวของพวกเจ้าเอง นอกจากถูกบันทึกไว้ก่อนที่เราจะบังเกิดมันขึ้นมา แท้จริงนั่นเป็นความง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ เพื่อพวกเจ้าจะไม่เสียใจในสิ่งที่สูญเสียไปจากพวกเจ้า และไม่ดีใจอย่างยโสโอ้อวดในสิ่งที่พระองค์ประทานแก่พวกเจ้า และอัลลอฮฺไม่ทรงรักผู้ที่หยิ่งจองหอง ผู้ที่โอ้อวดทุกคน” (อัล-หะดีด : 22-23)

สองกลุ่มที่มีความเชื่อผิดพลาดในเรื่องอัล-เกาะดัรฺ
กลุ่มที่หนึ่ง: อัล-ญะบะรียะฮฺ ซึ่งพวกเขากล่าวว่า “แท้จริงบ่าวไม่มีสิทธิ์เลือกในการกระทำ ในการตัดสินใจ และไม่มีความสามารถในการลงมือทำ”
กลุ่มที่สอง: อัล-เกาะดะรียะฮฺ กลุ่มที่กล่าวว่า “แท้จริงบ่าวมีสิทธิ์อย่างเป็นเอกเทศในการกระทำของเขาเอง ในการตัดสินใจและมีความสามารถในการกระทำเอง โดยไม่มีผลมาจากความประสงค์ของอัลลอฮฺหรืออำนาจของพระองค์แต่อย่างใด” (ดูเพิ่มเติมในตำรา ชัรห์ อุศูล อัล-อีมาน ของเชคอิบนุ อุษัยมีน) 
พวกเขากล่าวปฏิเสธความเชื่อที่ว่าอัลลอฮฺได้กำหนดสรรพสิ่งต่างๆ และผลงานหรือการกระทำของมันล่วงหน้าก่อนที่มันจะเกิดขึ้น คำกล่าวของทั้งสองกลุ่มนี้เป็นความเท็จที่ห่างไกลจากความถูกต้องมากที่สุดแล้ว