การมีภรรยาหลายคนกับปรากฏการณ์ของความเข้าใจผิด

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 143

Thêm vào yêu thích : 0

สงครามและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสาเหตุทำให้ชายในสังคมลดจำนวนน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของหญิง ทำให้หญิงจำนวนมากต้องขาดที่พึ่งและผู้ให้ความช่วยเหลือ จากผลดังกล่าวทำให้หญิงมีสองทางเลือก คือครองตัวอยู่คนเดียว หรือเลือกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของผู้อื่น  ซึ่งอิสลามสนับสนุนให้หญิงเลือกทางที่สองมากกว่า เนื่องจากจะทำให้สังคมเกิดความมั่นคงและมีศีลธรรม  อิสลามไม่อนุญาตให้หญิงอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของชายคนใดที่มิใช่สามีของนางหรือเป็นญาติใกล้ชิดที่นางแต่งงานไม่ได้
การมีภรรยาหลายคนในสถานการณ์ดังกล่าวเป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งนี้เพื่อสนองความต้องการของหญิงที่ต้องการมีผู้คุ้มครองและดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ถ้าหญิงรู้สึกว่านางสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือหรือความคุ้มครองของชายใดแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถบังคับนางให้แต่งงานกับชายที่มีภรรยาแล้ว ดังนั้นอิสลามถือว่าการมีภรรยาหลายคนจะเป็นการเยียวยาสังคมที่บุคคลจะปฎิบัติได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

การมีภรรยาหลายคน (polygamy) ในอัล-กรุอาน และอัซ–ซุนนะฮฺ
สมัยก่อนอิสลาม การมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติสำหรับชาวอาหรับ แต่ปฏิบัติอย่างไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุของการกดขี่และปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบรรดาภรรยาดังกล่าว ดังนั้นอิสลามจึงแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวด้วยการวางกฎเกณฑ์ว่าชายสามารถมีภรรยา 4  คนในเวลาเดียวกันโดยมีเงื่อนไขว่าเขาสามารถให้ความเป็นธรรมต่อภรรยาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อัลลอฮฺตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
﴿ وَإِنۡ خِفۡتُمۡ أَلَّا تُقۡسِطُواْ فِي ٱلۡيَتَٰمَىٰ فَٱنكِحُواْ مَا طَابَ لَكُم مِّنَ ٱلنِّسَآءِ مَثۡنَىٰ وَثُلَٰثَ وَرُبَٰعَۖ فَإِنۡ خِفۡتُمۡ أَلَّا تَعۡدِلُواْ فَوَٰحِدَةً ﴾ [النساء: ٣]  
ความว่า และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้าในหมู่สตรีสองคนหรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว 

อายะฮฺข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการมีภรรยาหลายคนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ จะเห็นได้ว่าอายะฮฺได้กล่าวถึงความยุติธรรมที่จะต้องปฏิบัติต่อเด็กกำพร้าเป็นพิเศษ  อัลลอฮฺทรงประทานอายะฮฺข้างต้นทันทีหลังจากที่สงครามอุหู๊ดได้สิ้นสุดลง เมื่อสังคมมุสลิมต้องประสพกับปัญหาเด็กกำพร้า หญิงหม้ายและเชลยสงคราม  การดูแลบุคคลเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมและความเท่าเทียมกัน ดังที่อะลีย์ได้กล่าวว่า  “เหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้วแต่หลักการยังคงอยู่  จงแต่งงานกับหญิงที่กำพร้าบิดาถ้าพวกเจ้ามั่นใจว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์และทรัพย์สินของนางด้วยความเป็นธรรม”
อายะฮฺข้างต้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงเด็กกำพร้าเท่านั้น แต่บังคับใช้ทั่วไปโดยคำนึงถึงกฎเกณฑ์การแต่งงานในอิสลาม ดังนั้นนักกฎหมายอิสลามได้วางเงื่อนไขสำหรับการมีภรรยาหลายคนไว้ดังนี้
1. จะต้องมีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูภรรยาทุกคน
2. จะต้องปฏิบัติต่อภรรยาทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ภรรยาทุกคนจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเท่าเทียมกัน
ถ้าชายใดไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถเลี้ยงดูบรรดาภรรยาด้วยความเสมอภาคและยุติธรรมหรือไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูภรรยาแล้ว เขาควรจำกัดตัวเองด้วยการมีภรรยาเพียงคนเดียว  อิมามมาลิกได้กล่าวในหนังสือ อัล– มูวัฏฏอ ว่าในขณะที่ฆ็อยลาน อิบนุซะละมะฮฺเข้ารับอิสลามนั้นเขามีภรรยาถึงสิบคน ท่านนบีจึงกล่าวว่า “จงเลือกสี่คนระหว่างพวกนางส่วนที่เหลือจงปล่อยให้เป็นอิสระ”
นอกจากนี้ ท่านอบูดาวูดได้รายงานคำกล่าวของหาริษว่า “ฉันเข้ารับอิสลามและในขณะนั้นฉันมีภรรยาถึงแปดคน  ท่านนบีได้กล่าวกับฉันว่า จงเลือกสี่คนจากพวกนาง”
ถ้าหากชายมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนแล้วจึงเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องปฏิบัติต่อพวกนางอย่างเท่าเทียมกัน เป้าหมายหลักของการแต่งงานในอิสลามคือ การสร้างครอบครัวที่มั่นคงซึ่งสามีภรรยาและบรรดาลูก ๆ อยู่ด้วยความรักและความสามัคคีดังที่อัลลอฮตรัสว่า
﴿ وَمِنۡ ءَايَٰتِهِۦٓ أَنۡ خَلَقَ لَكُم مِّنۡ أَنفُسِكُمۡ أَزۡوَٰجٗا لِّتَسۡكُنُوٓاْ إِلَيۡهَا وَجَعَلَ بَيۡنَكُم مَّوَدَّةٗ وَرَحۡمَةًۚ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَأٓيَٰتٖ لِّقَوۡمٖ يَتَفَكَّرُونَ ٢١ ﴾ [الروم: ٢١]  
ความว่า และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองแก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ  

ดังนั้นสามีซึ่งเป็นบิดาและภรรยาซึ่งเป็นมารดาของบรรดาลูก ๆ จะต้องอยู่ด้วยกันและร่วมกันดูแลครอบครัว  มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน  อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดปัญหา ถ้าหากคนในครอบครัวมีความเมตตาปราณี ความรัก ความอ่อนโยนและความสงบสุขให้แก่กัน  ถ้าผู้ใดไม่มั่นใจว่าเขาสามารถปฏิบัติสิ่งดังกล่าวแล้ว เขาก็ควรจำกัดตัวเองโดยมีภรรยาเพียงคนเดียว 
การมีภรรยาหลายคนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้
1. เมื่อภรรยาเกิดโรคร้ายแรง เช่น  เป็นอัมพาต  ลมบ้าหมู  หรือโรคติดต่อ  ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนถ้าสามีมีภรรยาอีกคนหนึ่งเพื่อดูแลสามีและลูกๆ ซึ่งภรรยาคนที่สองสามารถให้ความช่วยเหลือภรรยาคนแรกที่กำลังป่วยอยู่
2. เมื่อแพทย์พิสูจน์ว่าภรรยาเป็นหมัน  สามีควรแต่งงานกับภรรยาคนที่สองเพื่อให้กำเนิดบุตร เนื่องจากว่าบุตรนั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
3. เมื่อภรรยาวิกลจริต ในกรณีนี้สามีและลูกจะประสบกับปัญหาอันใหญ่หลวง
4. เมื่อหญิงถึงวัยชราและกลายเป็นผู้อ่อนแอ สุขภาพไม่แข็งแรง จนไม่สามารถจัดการ ดูแลบ้านและทรัพย์สินของสามีได้
5. เมื่อสามีพบว่าภรรยามีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้  เขาควรมีภรรยาอีกคนหนึ่ง
6. เมื่อนางออกไปจากบ้านของสามีและไม่เชื่อฟังสามีและสามีเห็นว่าพฤติกรรมของภรรยาดังกล่าวยากที่จะแก้ไขได้  ดังนั้นเขาควรมีภรรยาอีกคนหนึ่ง
7. เมื่อชายถูกฆ่าในสงครามทำให้มีหญิงหม้ายเป็นจำนวนมาก การมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวที่ดีที่สุด
8. นอกเหนือจากเงื่อนไขข้างต้นแล้ว ถ้าชายมีความรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องมีภรรยาคนที่สองเพราะความต้องการตามธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวเขาและเมื่อเขามีรายได้ที่เพียงพอแล้ว ก็ควรแต่งงานกับภรรยาอีกคนหนึ่ง

ข้อจำกัดของการมีภรรยาหลายคน
อิสลามได้จำกัดการมีภรรยาหลายคนที่เคยปฏิบัติเกินขอบเขตในสมัยก่อนอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นหัวหน้าเผ่าและผู้ปกครองที่นิยมมีหญิงหลายคนเป็นอนุภรรยา แม้กระทั่งผู้ปกครองมุสลิมเองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกิเลสตัณหาและมีภรรยาเกินจำนวนที่อิสลามได้กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการบทบัญญัติอย่างชัดเจน ถ้าหากมีความจำเป็นอย่างแท้จริงแล้วมุสลิมสามารถมีภรรยาได้สี่คนในเวลาเดียวกัน นักกฎหมายอิสลามส่วนใหญ่ได้ให้ทัศนะว่าไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับชายมุสลิมที่จะมีภรรยาเกินกว่าสี่คนในเวลาเดียวกัน ยกเว้นท่านนบีคนเดียว อูละมาอฺ.บางท่านของมัสฮับซอฮิรีย์  ได้อธิบายคำ มัษนา  ในอายะฮฺที่ 3 ของซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺว่าหมายถึง “สอง  สอง”  และ  ซูลาษ หมายถึง “สาม  สาม”  และรุบาอฺหมายถึง “สี่  สี่”  ดังนั้นเมื่อรวมทั้งหมดแล้วชายมีภรรยาได้สิบแปด  นอกจากนี้ยังมีบางท่านให้ทัศนะอย่างผิด ๆ ว่า “มัษนา วะ ซุลาษะ วะรุบาอ”  มาพร้อมกันจึงเป็นเก้า ทำให้ชายสามารถมีภรรยาได้ถึงเก้าคน แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นการตีความอายะฮฺอัล-กุรอานที่ไม่ถูกต้อง ส่วนคำอธิบายที่ถูกต้องของอายะฮฺอัล-กุรอานดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากอัลหะดีษของท่านนบีที่จะกล่าวดังต่อไปนี้
ท่านนบีได้พูดกับฆ็อยลาน  อิบนุ อูมัยยะฮฺ อัษ–ษะเกาะฟีย์ซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลามและเขามีภรรยาสิบคนอยู่ก่อนแล้วว่า  “จงเลือกสี่คนจากพวกนางและปล่อยให้เป็นอิสระในส่วนที่เหลือ”   
เมื่อมุสลิมมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนแล้ว  สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือเลี้ยงดูภรรยาทุกคนอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหาร  ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและแม้กระทั่งความสัมพันธ์ทางเพศเท่าที่จะทำได้  ถ้าหากผู้ใดไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถกระทำในสิ่งดังกล่าวได้แล้ว เขาก็ไม่สมควรมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน  ดั่งที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿فَإِنۡ خِفۡتُمۡ أَلَّا تَعۡدِلُواْ فَوَٰحِدَةً ﴾ [النساء: ٣]  
ความว่า แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว 

บิลลี่ เกรแฮม (Billy Graham) กล่าวถึงการมีภรรยาหลายคนว่า “ถ้าชาวคริสเตียนไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมที่กำลังเหลวแหลกและอิสลามได้อนุญาตให้ธรรมชาติของมนุษย์ดำเนินไปอย่างอิสระ แต่จำกัดให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ประเทศคริสเตียนทั้งหลายได้แสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในการมีภรรยาเพียงคนเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขามีภรรยาหลายคน ทุกคนรู้ว่าการมีภรรยาหลายคนได้เกิดขึ้นในสังคม จึงถือได้ว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความซื่อสัตย์ที่อนุญาตให้มุสลิมมีภรรยาคนที่สองถ้าจำเป็น  แต่อิสลามห้ามการมีเพศสัมพันธ์อย่างลับ ๆ  ทั้งนี้เพื่อปกป้องศีลธรรมของสังคม”

วิธีการสมัยใหม่ที่มีต่อการมีภรรยาหลายคน
ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถถึงหลักคำสอนของอิสลามว่าล้าสมัยเมื่อคำสอนเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลักการการมีภรรยาหลายคนที่นักวิชาการบางท่านต่อต้านอย่างรุนแรง จนกระทั่งมีความพยายามอธิบายอายะฮฺอัล–กรุอานอย่างผิดๆว่าอิสลามไม่อนุมัติให้มีภรรยาหลายคน อายะฮฺดังกล่าวคืออายะฮฺที่ 3 และ129  ของซูเราะฮฺอัน–นิซาอ. 
อายะฮฺที่ 3 บัญญัติของซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺบัญญัติว่า
﴿ وَإِنۡ خِفۡتُمۡ أَلَّا تُقۡسِطُواْ فِي ٱلۡيَتَٰمَىٰ فَٱنكِحُواْ مَا طَابَ لَكُم مِّنَ ٱلنِّسَآءِ مَثۡنَىٰ وَثُلَٰثَ وَرُبَٰعَۖ فَإِنۡ خِفۡتُمۡ أَلَّا تَعۡدِلُواْ فَوَٰحِدَةً ﴾ [النساء: ٣]  
ความว่า และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้าในหมู่สตรีสองคนหรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว 

ส่วนอายะฮฺที่  129 บัญญัติว่า
﴿ وَلَن تَسۡتَطِيعُوٓاْ أَن تَعۡدِلُواْ بَيۡنَ ٱلنِّسَآءِ وَلَوۡ حَرَصۡتُمۡۖ ﴾ [النساء: ١٢٩]  
ความว่า และพวกเจ้าไม่สามารถที่จะให้ความยุติธรรมในระหว่างบรรดาหญิงได้เลย และแม้ว่าพวกเจ้าจะมีความปราถนาอันแรงกล้าก็ตาม …  
นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการมีภรรยาหลายคนได้อธิบายว่าอัล-กุรอานทั้งสองข้างต้นอนุญาตให้มีภรรยามากกว่าหนึ่งคนโดยมีเงื่อนไขว่าสามีต้องให้ความเท่าเทียมและความยุติธรรมต่อภรรยาทุกคน อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวกระทำได้ยาก  ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในอายะฮฺ 129  ของซูเราะฮฺข้างต้น ดังนั้นการมีภรรยาหลายคนไม่เป็นที่อนุมัติในอิสลาม เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่ชายซึ่งมีภรรยาเกินกว่าหนึ่งคนจะให้ความยุติธรรมที่สมบูรณ์แก่บรรดาภรรยาดั่งที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้
นักวิชาการสมัยใหม่บางท่านถือว่าอายะฮฺ ที่ 129 ของซูเราะฮฺ อัน–นิซาอ. เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายสำหรับการมีภรรยาหลายคน  เนื่องจากการเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นมุสลิมต้องมีภรรยาเพียงคนเดียว สิ่งที่พวกเขามองข้ามก็คือความจริงของ คำว่า “การเลี้ยงดูอย่างยุติธรรม”  ในที่อยู่อาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มซึ่งจะมีความแตกต่างระหว่างบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง  และจากประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจของสังคม  อย่างเช่น  เราไม่สามารถเอาระดับมาตรฐานในเรื่องของอาหาร เครื่องนุ่มห่มและที่อยู่อาศัยของประเทศในยุโรปมาใช้กับบางประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกา  ซึ่งมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสามีแต่ละคนที่จะต้องเลี้ยงดูภรรยาอย่างเท่าเทียมตามฐานะของตัวเอง
แม้กระทั่งในสังคมเดียวกันก็มีสถานภาพที่แตกต่างกัน เช่น นักธุรกิจจะต้องเลี้ยงดูภรรยาตามฐานะของเขา ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานซี่งมีรายได้ต่ำก็จะต้องดูเลี้ยงดูภรรยาตามรายได้ที่เขาได้รับมา ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้เป็นกรรมกรจะมีมาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าหญิงที่เป็นภรรยาของนักธุรกิจ  ยิ่งกว่านั้นภรรยาอาจจะยอมรับฐานะของสามีด้วยความสมัครใจและสามารถดำรงชีวิตด้วยความผาสุขดังที่เกิดขึ้นในในประเทศทวีปแอฟริกา
ยุคล่าอาณานิคมได้ส่งผลกระทบต่อประเทศมุสลิมต่าง ๆ เป็นอย่างมากเป็นเหตุให้ประเทศเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและกำหนดข้อจำกัดมิให้ชายมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน ซีเรียเป็นประเทศแรกที่พยายามในเรื่องนี้ ในปี 1953 รัฐได้ออกกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคล และได้บัญญัติว่า “….ผู้พิพากษามีอำนาจปฏิเสธคำมีภรรยาคนที่สองของชายที่แต่งงานแล้ว ถ้าชายดังกล่าวไม่มีความสามารถให้การเลี้ยงดูภรรยาทั้งสองได้…”  (มาตราที่ 17) มาตราดังกล่าวได้กำหนดมิให้ชายมีภรรยาเพิ่มเว้นแต่ว่าเขามีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงดูภรรยาทุกคน เกี่ยวกับเรื่องนี้นักกฎหมายชาวซีเรียซึ่งจบการศึกษาจากประเทศยุโรปได้อธิบายอายะฮฺที่ 3 ของซูเราะฮฺอันนิซาอฺ.ว่าเป็นเงื่อนไขทางกฎหมายของการมีภรรยาหลายคนซึ่งศาลต้องกำหนดบนพื้นฐานของหลักการที่ว่าควรจะปิดประตูที่อาจนำไปสู่ความเลวร้าย
การขออนุญาตจากศาลเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีภรรยาหลายคน มาตรา 17 ของกฎหมายข้างต้นได้บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้พิพากษาในการห้ามมิให้ชายที่แต่งงานแล้วมีภรรยาหลายคน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าชายดังกล่าวไม่มีความสามารถให้การเลี้ยงดูภรรยาทุกคน ส่วนผู้ละเมิดกฎหมายดังกล่าวจะถูกลงโทษและศาลจะไม่รับรองการแต่งงานดังกล่าว  ถึงแม้ว่ากฎหมายมิได้ระบุว่าการแต่งงานดังกล่าวไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ในประเทศตูนีเซีย การมีภรรยาหลายคนเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด ประมวลกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคลของประเทศตูนีเซียปี 1975 ได้บัญญัติว่า “การมีภรรยาหลายคนเป็นสิ่งต้องห้าม  ผู้ใดแต่งงานใหม่โดยมิได้หย่าขาดกับภรรยาคนแรกจะถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีและปรับ…..” (มาตรา 18) เป็นอีกกฎหมายฉบับหนึ่งที่บัญญัติตามความเห็นของนักวิชาการสมัยใหม่ซึ่งถูกครอบงำโดยแนวความคิดตะวันตกที่ถือว่าอายะฮฺที่ 3 ของซูเราะฮฺอัน–นิซาอฺ  เป็นเงื่อนไขทางกฎหมายของการมีภรรยาหลายคน ดังนั้นการมีภรรยาคนที่สองไม่เป็นที่อนุมัติยกเว้นจะมีหลักฐานยืนยันได้ว่าภรรยาทุกคนจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากนักวิชาการเหล่านี้คิดว่าในสภาวะสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบันการเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่าเงื่อนไขที่สำคัญของการมีภรรยาหลายคนไม่มีทางที่สามารถจะทำได้  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนักกฎหมายของประเทศตูนีเซียได้ห้ามการมีภรรยาหลายคนโดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นการขัดแย้งกับโองการของอัล–กรุอานโดยชัดเจน
ประมวลกฎหมายสถานะบุคคลของประเทศโมร็อคโค ค.ศ. 1958 เลือกเดินทางสายกลางโดยห้ามมิให้มีภรรยาหลายคน เมื่อมีข้อสงสัยในความเท่าเทียมกันของการเลี้ยงดู มาตรา 30 ของกฎหมายฉบับนี้บัญญัติว่า “การมีภรรยาเกินหนึ่งคนเป็นสิ่งต้องห้าม  เมื่อไม่มีความยุติธรรมต่อภรรยา …  การสมรสกับภรรยาคนที่สองจะทำไม่ได้จนกว่าหญิงจะได้รับการบอกกล่าวจากชายว่าเขาได้สมรสแล้ว”  ศาลมีอำนาจเข้าแทรกแซงด้วยการเพิกถอนการสมรสเมื่อสามีปฏิบัติต่อภรรยาไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่ยึดทัศนะมัซฮับมาลิกีย์ และอนุญาตให้ภรรยาฟ้องหย่า  ถ้าหากไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ถูกต้องสามี
ในทวีปแอฟริกาการมีภรรยาหลายคนเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง บางคนได้รับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและบางคนต้องการคนมาช่วยงานต่าง ๆ และบางคนมีภรรยาหลายคนเนื่องจากว่าภรรยาคนแรกมีความบกพร่อง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป้าหมายของของการแต่งงานของชาวแอฟริกา  ก็เพื่อจะได้มีหญิงมาเป็นผู้ดูแลบ้านและคอยช่วยเหลืองานของสามี การมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนจะทำให้สามีมีผู้ช่วยงานมากขึ้น แม้กระทั่งปัจจุบันชายหนุ่มชาวแอฟริกายังคิดอยู่เสมอว่าการมีภรรยาหลายคนเป็นสิ่งจำเป็น

การมีภรรยาหลายคนของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
คนต่างศาสนิกมักคิดว่าชายมุสลิมโดยส่วนใหญ่จะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน  แต่เมื่อดูจากผลการสำรวจแล้วจะพบว่า  ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะมีสถิติของการมีภรรยาหลายคนสูงกว่าชาวมุสลิมเสียอีก เช่นที่ประเทศอินเดีย จากการสำรวจของ อัรชาด มะสูด(Arshad  Masood) พบว่าผู้ที่มิใช่มุสลิมโดยเฉพาะชาวฮินดู ชาวพุทธ มีสถิติของการมีภรรยาหลายคนสูงกว่าชาวมุสลิมทั้ง ๆ ที่ศาสนาเหล่านั้นได้ห้ามในเรื่องดังกล่าว หลังจากที่อายะฮฺอัล–กรุอานที่กำหนดขอบเขตของการมีภรรยาหลายคนถูกประทานลงมา เป็นที่ประจักษ์ตามประวัติศาสตร์ว่าท่านนบีไม่เคยสมรสกับหญิงคนไหนอีกเลย  ข้อเท็จจริงที่เบี่ยงเบนโดยชาวตะวันตกทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะท่านนบีได้สมรสอย่างเป็นทางการกับหญิงเพียงสองคนนั้นคือท่านหญิงเคาะดีญะฮฺกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ ส่วนการสมรสกับภรรยาคนอื่น ๆ เป็นไปตามภาวะความจำเป็นซึ่งท่านนบีจะพิจารณาเป็นกรณี
เป็นเรื่องที่แปลกที่ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในสมัยญาฮีลียะห์  (สมัยก่อนอิสลาม) โดยสามารถรักษาความบริสุทธิ์และมีความถ่อมตนท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยการดื่มสิ่งมึนเมาและการผิดประเวณี  เมื่ออายุได้  25  ปี  ท่านได้สมรสกับหญิงหม้ายคนหนึ่งอายุ 40 ปี และได้ใช้ชีวิตคู่กับนางเป็นระยะเวลา 28 ปี หญิงคนดังกล่าวได้แก่ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ จึงสงสัยว่าทำไมท่านจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มักมากในกามารมณ์ การมีภรรยาถึง 9 คนของท่านเริ่มตั้งแต่เมื่อท่านมีอายุได้  55  ปี จนถึง  59  ปี
ในบรรดาภรรยาใหม่ส่วนใหญ่ของท่านนบีจะมีอายุระหว่าง 36 ปี ถึง 50 ปี ยกเว้น 2 คน ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรไปไกลทั่วประเทศอาหรับตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ทำไมท่านจึงไม่แต่งงานกับสาวสวย?  นอกจากนี้เราอย่าลืมว่าท่านนบีต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการสร้างอุมมะฮฺ (ประชาชาติ) มุสลิม เป็นเหตุให้ท่านไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เวลาส่วนใหญ่ของท่านหมดไปกับการเผยแผ่อิสลาม แม้กระทั่งเวลาส่วนตัว ท่านได้ทำการละหมาดจนกระทั่งขาบวม เพราะเหตุใดผู้ที่ประพฤติตนเช่นนี้จึงยังถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่หมกหมุ่นในกามารมณ์
ท่านนบีจะมีความแตกต่างจากบรรดาผู้ปกครองอื่นๆ โดยสิ้นเชิง เพราะบุคคลเหล่านั้นจะคำนึงถึงความสุขส่วนตัวเป็นสำคัญ ท่านนบีมิใช่ผู้กดขี่และมิใช่นักดื่มเหล้าเมายา ไม่ชอบเสียงดนตรีและการเต้นรำ และไม่ชอบใส่เสื้อผ้าที่มีราคาแพง นอกจากนี้ท่านไม่เคยให้ภรรยาใส่ผ้าไหมและใส่เครื่องประดับทองและไม่เคยนึกถึงผลประโยชน์ส่วนตัวก่อนผลประโยชน์ส่วนรวม  ทั้งหมดนี้เป็นการใช้ชีวิตอย่างสมถะของผู้เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ มีอยู่ครั้งหนึ่งบรรดาภรรยาของท่านนบีเรียกร้องให้เพิ่มค่าครองชีพแก่พวกนาง ท่านนบีจึงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของท่านว่า ถ้าพวกนางมีความพอใจที่จะดำเนินชีวิตอย่างสมถะก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับท่าน หรือถ้าไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตเช่นนั้น ท่านก็จะอย่าพวกนางโดยชอบธรรม
เป็นที่ทราบกันดีว่าในสมัยนั้น ความป็นชนเผ่า ทำให้ชายที่มาจากชนเผ่าหนึ่งอคติต่อชายที่มาจากอีกเผ่าอื่น  ไม่มีใครกล้าปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงนอกจากสมาชิกของชนเผ่านั้นเอง ดังนั้นเพื่อผลประโยชน์ของอิสลาม ท่านนบีจึงต้องการให้ทุกเผ่ามีความสัมพันธ์กัน ท่านต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชนเผ่าต่าง  ๆ  ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนสามารถเป็นพี่น้องในศาสนา (อิควานฟิดดีน) ดังกรณีภรรยาคนหนึ่งของท่านที่ชื่อท่านหญิงญุวัยริยะฮฺ ซึ่งมาจากเผ่าบานู มุสตาลิก ที่ทรงอิทธิพล คนของเผ่านี้เป็นศัตรูกับอิสลามมาตั้งแต่เริ่มแรก แต่ในที่สุดพวกเขาถูกกำราบโดยกองทัพมุสลิม เมื่อท่านนบีได้สมรสกับท่านหญิงญุวัยริยะฮฺแล้วฝ่ายมุสลิมก็ได้ปล่อยนักโทษการเมืองที่เป็นชาวบานูมุสตาลิกออกไปโดยให้เหตุผลว่าเป็นเครือญาติของท่านนบี จึงไม่สมควรถูกจองจำ นอกจากนี้การสมรสระหว่างท่านนบีกับท่านหญิงญุวัยริยะฮฺห์ทำให้ชนเผ่าบานูมุสตาลิกทั้งหมดเข้ารับนับถืออิสลามและกลายเป็นชนเผ่าที่รักความสงบสุขและเชื่อฟังกฎหมายภายในรัฐอิสลามที่เกิดขึ้นใหม่อย่างเคร่งครัด
ท่านหญิงมัยมุนะฮฺเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของท่านนบีที่มาจากชนเผ่าที่ทรงอิทธิพล นั่นคือ เผ่านัจด ท่านหญิงมัยมุนะฮฺเป็นน้องสาวของภรรยาหัวหน้าเผ่า ชนเผ่านี้เองที่ได้ฆ่านักเผยแผ่มุสลิมที่ส่งโดยท่านนบีจำนวน 70 คนอย่างโหดเหี้ยม การแต่งงานของท่านนบีกับท่านหญิงมัยมุนะฮฺทำให้ชนเผ่านัจด.ทั้งหมดยอมรับการปกครองของรัฐบาลนครมะดีนะฮฺภายใต้การนำของท่านนบี
อุมมู หะบีบะฮฺเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของท่านนบีเป็นบุตรสาวของอบูซุฟยาน ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่ากุร็อยซ หลังจากที่ท่านนบีได้แต่งงานกับอุมมู หะบีบะฮฺ อบูซุฟยานไม่ต่อสู้กับฝ่ายมุสลิมีนอีกเลย  ถือได้ว่าการแต่งงานดังกล่าวมีผลต่อการพิชิตนครมักกะฮฺเป็นอย่างมาก
ท่านหญิงเศาะฟิยยะฮฺก็เป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของท่านนบี นางเป็นบุตรสาวหัวหน้าชาวยิวที่มีนามว่า ฮุยยัย  อิบนุอัคตาบ  เมื่อพิจารณาถึงสถานะทางครอบครัวแล้ว  ท่านหญิงเศาะฟิยยะฮฺไม่สามารถไปปรากฏตัวที่บ้านของคนธรรมดา  ดังนั้นท่านนบีจึงแต่งงานกับนางด้วยตัวเอง หลังจากการแต่งงานดังกล่าวระหว่างท่านนบีและท่านหญิงเศาะฟิยยะฮฺ  ชาวยิวก็ไม่กล้าต่อต้านท่านนบีและเศาะฮาบะฮฺของท่านอีกต่อไป
ส่วนการแต่งงานกับท่านหญิงฮัฟเศาะฮฺนั้น เป็นความต้องการของท่านนบีเอง เพื่อจะเชื่อมความสัมพันธ์กับเศาฮาบะฮฺท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและว่าที่ผู้นำประชาชาติมุสลิมในอนาคต  เนื่องจากท่านนบีได้สมรสกับบุตรสาวของอบูบักรฺ ส่วนบุตรสาวของท่านสองคนได้สมรสกับท่านอุษมาน และท่านอะลีย์  ดังนั้นท่านอุมัรจึงควรเป็นอีกผู้หนึ่งที่ท่านนบีจะละเลยไม่ได้ ดังนั้นท่านจึงสมรสกับท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และเพื่อให้เสาหลักของประชาชาติมุสลิมมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นอกจากนี้แล้วการสมรสของท่านนบีจะเป็นการปลอบประโลมให้หายจากความโศกเศร้าเสียใจ ท่านนบีจัดการให้ไซหนับสมรสกับ ซัยด อิบนุฮารีษะฮฺ  ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของท่านเอง  แต่ในที่สุดการสมรสต้องสิ้นสุดลงด้วยการหย่า เมื่อท่านนบีเห็นว่าไซหนับต้องอยู่คนเดียว จึงสงสารและมีความความรู้สึกว่าท่านต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนั้นท่านยังต้องการทำลายประเพณีที่ถือว่าบุตรบุญธรรมเหมือนกับบุตรที่แท้จริง ดังนั้นท่านจึงสมรสกับไซหนับเพื่อยกเลิกประเพณีดั้งเดิมและแทนที่ด้วยหลักการของอิสลาม
นอกจากเหตุผลทางการเมืองแล้ว การแต่งงานของท่านนบีกับอุมมูหะบีบะฮฺ ซึ่งเป็นบุตรสาวของอบูซุฟยาน ยังมีเหตุผลอื่น กล่าวคือการที่ท่านนบีเสนอคำขอแต่งงานกับนาง  เนื่องจากอุมมูหะบีบะฮฺ เคยแต่งงานกับอุบัยดุลลอฮฺและทั้งคู่ได้อพยพไปยังเอธิโอเปีย ซึ่งต่อมาอุบัยดุลลอฮฺเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์และมีนิสัยชอบดื่มสุราจนเสียชีวิตในที่สุด ส่วนอุมมูหะบีบะฮฺยังคงนับถืออิสลามอย่างเหนียวแน่น การที่สามีต้องเสียชีวิตในขณะที่เป็นคริสเตียนได้สร้างความเสียใจให้แก่นางเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้ที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ที่ต้องการการปลอบใจ ท่านนบีจึงส่งอัมรฺ อิบนุอุมัยยะฮฺ อัซ-ซามิรีย์ไปพบกษัตริย์เอธิโอเปียพร้อมด้วยคำเสนอขอแต่งงานกับอุมมูหะบีบะฮฺ ซึ่งได้สร้างความปิติยินดีให้แก่นางเป็นอย่างยิ่ง จนนางตัดสินใจมอบเครื่องประดับทั้งหมดให้แก่ทาสีของนาง กษัตริย์เอธิโอเปียจึงจัดงานแต่งงานด้วยพระองค์เองโดยไม่มีท่านนบีอยู่ด้วย พร้อมกับจ่ายมัฮรฺ เป็นจำนวนเงิน 400 ดิรฮัม และจัดงานเฉลิมฉลองแก่อุมมูหะบีบะฮฺ  
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอุมมู อัล–มะซากีน (มารดาแห่งผู้ยากไร้) ไซหนับ บุตรีของคุซัยมะฮฺ อิบนุอัล-ฮาริษ จากเผ่าฮะวาซีน สามีของนางเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่ออิสลามและถูกฆ่าตายในสงครามอุหู๊ด เพื่อมิให้นางต้องอยู่ตัวคนเดียว ท่านนบีจึงรับนางเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง
ท่านนบีมีภรรยารวมทั้งหมด 11 คน  ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺเสียชีวิตก่อนฮิจเราะฮฺ  (การอพยพจากนครมักกะฮฺไปยังนครมะดีนะฮฺ) และไซหนับซึ่งเป็นบุตรีของคุซัยมะฮได้เสียชีวิตหลังจากที่ได้แต่งงานกับท่านนบีได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น ซึ่งตรงกับปีที่สามของการฮิจเราะฮฺ ดังนั้นท่านนบีจึงเหลือภรรยาที่อยู่กับท่านจนวาระสุดท้ายของชีวิต จำนวน 9 คน และในจำนวนนี้ท่านหญิงเซาดะฮฺเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุด หลังจากที่อัลลอฮฺทรงจำกัดให้มีภรรยาได้ 4 คน ท่านนบีก็ไม่เคยสมรสกับหญิงใดอีกเลย ถึงกระนั้นก็ตามอัลลอฮฺทรงอนุญาตให้ท่านนบีคงไว้ภรรยาทั้ง 9 คนที่มีอยู่แล้ว ภรรยาทั้ง 9 คนของท่านนบีถือว่าเป็นมารดาแห่งศรัทธาชนและถ้าหากภรรยาคนใดถูกหย่าก็ไม่สามารถสมรสใหม่ได้อีก นอกจากนี้ บรรดาภรรยาของท่านนบีมีหน้าที่เผยแผ่วิถีชีวิตอิสลามให้แก่บรรดาหญิงทั้งหลาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านหญิงอาอิชะฮฺได้กลายเป็นนักปราชญ์หญิงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งและได้รายงานหะดีษมากมาย ตลอดจนหลักปฏิบัติของท่านนบีให้ประชาชาติมุสลิมได้รับทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับชีวิตภายในครอบครัว เมื่อไรที่มุสลิมต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น พวกเขาเหล่านั้นก็จะไปขอคำแนะนำจากบรรดาภรรยาของท่านนบีและจะได้รับคำตอบที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน
ถ้าหากเราวิเคราะห์การแต่งงานของท่านนบีที่เกิดจากเหตุผลทางการเมือง จะพบว่าชนเผ่าต่อไปนี้มีความสัมพันธ์กับท่านนบี ได้แก่  1) บานู  อาซาด อิบนุ อับดุลอุซซา 2) บานู อามิร อิบนุ  ลูอัย. 3) บานู ตัยม 4)  บานูอาดี 5)  บานู มัดซูม  6) บานู อุมัยยะฮฺ 7) บานู อาซาด  อิบนุคุซัยมะฮฺ 8)  บานู  มุสตาลิก  9) อาหรับยิว 10) บานูกีลาบ กัลบฺและซาลีม  11) บานู กินดะฮฺ
ท่านนบีประสบความสำเร็จในการทำให้ชนเผ่าเหล่านี้ซึ่งมีความขัดแย้งมาก่อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยุติความอาฆาตแค้นในอดีตทั้งหมด เพื่อความสงบสุขและความยุติธรรมของสังคม ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการมีภรรยาหลายคนคือหนทางที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าวได้ และกล่าวได้ว่าด้วยการเสียสละที่ยิ่งใหญ่นี่เอง ทำให้ท่านนบีประสบความสำเร็จในการเผยแผ่อิสลามอย่างรวดเร็ว

ทัศนะของผู้ที่มิใช่มุสลิมที่มีต่อการมีภรรยาหลายคน
ดร. Annie Besant ซึ่งเป็นนักวิชาการหญิงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง  ได้พูดถึงการมีภรรยาคนเดียวอันจอมปลอมของโลกตะวันตกด้วยคำกล่าวต่อไปนี้
“ในตะวันตกการมีภรรยาเพียงคนเดียวเป็นการเสแสร้งเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้วชายชาวตะวันตกมีภรรยาหลายคนแต่ขาดความรับผิดชอบ ภรรยาหลวงจะถูกทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี  เมื่อสามีเกิดความเบื่อหน่ายในตัวนางและในที่สุดนางต้องกลายเป็น “หญิงข้างถนน”  ซึ่งหญิงประเภทนี้ถือว่ามีอยู่ในความเลวร้ายกว่าหญิงที่เป็นภรรยาของชายที่มีภรรยาหลายคน เมื่อเราห็นหญิงที่อยู่ในสถานการณ์แห่งความทุกข์ยากจำนวนมาก อยู่ตามท้องถนนของเมืองต่างๆ ในประเทศตะวันตกในยามค่ำคืนแล้ว เราจะมีความรู้สึกว่าการต่อต้านของชาวตะวันตกที่มีต่อการมีภรรยาหลายคนในอิสลามเป็นสิ่งที่รับฟังไม่ได้ เพราะการที่หญิงเป็นภรรยาของชายที่มีภรรยาหลายคนด้วยความมีเกียรติจะดีกว่าหญิงที่อยู่ตามท้องถนนที่มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของผู้เดินผ่านไปผ่านมา  ซึ่งจะเป็นที่ดูถูกดูแคลนของคนทั่วไป” 
ดร. Annie Besant พูดต่อหน้าฝูงชนในกรุงลอนดอนเกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนในอิสลามว่า
“คุณจะพบกับผู้ที่พูดว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความชั่วร้ายที่อนุญาตให้ชายมีภรรยาได้หลายคน แต่พวกคุณอาจเคยได้ยินในสิ่งที่ฉันเคยพูดในหอประชุมกรุงลอนดอน ซึ่งฉันรู้ว่าผู้คนในหอประชุมไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับอิสลาม ฉันอธิบายต่อพวกเขาว่าการมีภรรยาคนเดียวแต่เจือปนสิ่งสกปรกของการผิดประเวณีนั้นเป็นการเสแสร้งและเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าการมีภรรยาหลายคนที่อยู่ในขอบเขต  โดยธรรมชาติแล้วคำกล่าวเช่นว่านั้นอาจจะเป็นความผิดแต่จำเป็นที่จะต้องพูดเพราะว่าเราจะต้องระลึกอยู่เสมอว่ากฎหมายอิสลามที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงเป็นกฎหมายที่มีความยุติธรรม และส่วนหนึ่งของกฎหมายดังกล่าวเป็นต้นแบบของกฎหมายอังกฤษ  ไม่ว่าในเรื่องของทรัพย์สิน  มรดก  การหย่า  กฎหมายอิสลามจะล้ำหน้ากว่ากฎหมายของตะวันตกอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของสตรี  แต่ผู้คนกลับลืมสิ่งเหล่านี้หันไปสนใจกับคำว่าการมีภรรยาคนเดียวและหลายคน โดยมิได้มองไปที่สิ่งหลอกลวงที่อยู่เบื้องหลังของมัน ซึ่งเกิดขึ้นในโลกตะวันตก นั่นก็คือการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของหญิงที่อยู่ข้างถนนเมื่อสามีเบื่อในตัวนาง และงดเว้นให้ความช่วยเหลือใดแก่นาง
ดร.Billy Graham ซึ่งเป็นนักเผยแผ่ศาสนาคริสเตียนที่มีชื่อเสียงของโลกกล่าวว่า “ศาสนาคริสเตียนไม่สามารถประนีประนอมกับการมีภรรยาหลายคน ในปัจจุบันถ้าคริสเตียนยังคงยืนหยัดตามเจตนารมณ์เดิมจะก่อให้เกิดความเสียหาย  ในขณะที่ศาสนาอิสลามได้อนุญาตให้มีภรรยาหลายคนเพื่อเยียวยาสังคมและอนุญาตให้มนุษย์มีความอิสระในระดับหนึ่งแต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย  ประเทศคริสเตียนทั้งหลายต่างก็แสดงเจตนารมณ์ที่จะยืนหยัดในหลักการของการมีภรรยาเพียงคนเดียว  แต่ในทางปฏิบัติที่แท้จริงแล้วกลับตรงกันข้ามซึ่งทุกคนก็ทราบในสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี  เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วถือว่าศาสนาอิสลามได้วางกฎเกณฑ์อย่างเหมาะสมที่สุด  เนื่องจากอนุญาตให้มุสลิมมีภรรยาคนที่สองได้เมื่อมีความจำเป็นแต่ห้ามการผิดประเวณี ทั้งนี้เพื่อปกป้องศิลธรรมของสังคมตลอดไป”
Ahmad  Galwash  ได้อ้างถึงกรณีของนโปเลียน โบนาปาร์ตที่จำต้องหย่าภรรยาสุดที่รักที่มีนามว่า Josephine  ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มีคุณงามความดีและมีความสามารถที่เป็นเลิศ  ทั้งสองคนรักกันมากแต่กษัตริย์นโปเลียนไม่สามารถมีบุตรกับนางได้  ดังนั้นทางรัฐจึงยืนยันให้ทั้งสองหย่าขาดกัน  นักประวัติศาสตร์และนักชีวประวัติถือว่าการหย่าดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่ง กษัตริย์นโปเลียนได้สมรสกับหญิงอีกคนหนึ่งและปกครองประเทศด้วยความสามารถจนสามารถสร้างความรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมือง  แต่ในภายหลังพระองค์ประสบกับภัยพิบัติจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ในกรณีดังกล่าวถ้าหากเป็นกรณีของกฎหมายอิสลามแล้วกษัตริย์นโปเลียน โบนาปาร์ต กับ  Josephine  คงจะไม่ประสบกับความขมขื่นเช่นว่านั้น  เพราะในกรณีดังกล่าวหญิงมุสลิมต้องอนุญาตให้สามีมีภรรยาอีกคนหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งทายาท
ถ้าหากการแต่งงานกับภรรยาหลายคนไม่เป็นที่อนุมัติแล้ว ผลที่ตามก็คือความสับสนทางเพศและการเสื่อมเสียของศีลธรรม  แท้จริงแล้วโลกตะวันตกไปสู่จุดเสื่อมของศีลธรรม เราสามารถเห็นนักวิชาการสนับสนุนการมีภรรยาเพียงคนเดียว แต่ความโชคร้ายก็คือพวกเขาไม่เคยนึกถึงปัญหาอีกด้านหนึ่ง  ในปัจจุบันนี้มีนักวิชาการบางคนเริ่มกล้าที่จะถกเถียงถึงเรื่องนี้และมีนักคิดชาวตะวันตกบางคนยอมรับความจริงว่าการมีภรรยาหลายคนคือแนวทางที่ดีที่สุดของการแก้ปัญหาจำนวนของหญิงที่มีมากกว่าชาย
เซอร์ George Scott ได้กล่าวว่าเนื่องจากว่าจากเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของหญิงในศตวรรษนี้  ทำให้ชายจำนวนมากมีภรรยาเกินกว่าหนึ่งคน เมื่อกล่าวถึงปัญหานี้แล้ว ดร. Rom Landau ได้กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาถึงพยานหลักฐานที่รวบรวมโดยคณะประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์แล้วจะพบว่าเป็นไปไม่ได้เลยท่จะปฏิเสธการมีภรรยาหลายคน”  

ทัศนะของสองนักวิชาการมุสลิมะฮฺที่มีต่อการมีภรรยาหลายคน
อิสลามขจัดปัญหาความยุ่งยากภายในครอบครัวและความสัมพันธ์ของการสมรสด้วยการห้ามการมีภรรยาหลายคนที่ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยก่อนอิสลามและในโลกตะวันตกซึ่งไม่ได้รับการรับรองและถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย
มัรยัม  ญะมีละฮฺซึ่งเป็นสตรีชาวอเมริกันเชื้อสายยิวซึ่งเข้ารับศาสนาอิสลามได้กล่าวเกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนว่า
“อิสลามอนุญาตให้มีภรรยาหลายคนเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการสมรสเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด  ชายและหญิงที่กระทำผิดประเวณีจะได้รับโทษเหมือนกัน  ดังนั้นถ้าชายไม่อาจมีภรรยาเพียงคนเดียว  เขาสามารถสมรสกับหญิงอื่นและให้การเลี้ยงดูอย่างเท่าเทียมกันและต้องรับผิดชอบในฐานะบิดาของลูกๆ ที่เกิดจากภรรยาทุกคน ในความเป็นจริงแล้วโดยสัญชาติญานชายทุกคนต้องการมีภรรยาหลายคน ดังนั้นถ้าการมีภรรยาหลายคนไม่เป็นที่อนุมัติแล้วจึงเหลือเพียงแค่สองทางเลือกเท่านั้น คือหย่าขาดกับภรรยาคนแรกโดยที่ปล่อยนางและลูกๆ ให้เป็นบุคคลไร้ที่พึ่ง หรือแอบไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอย่างลับๆ จริงอยู่ที่หญิงไม่ต้องการให้สามีเอาหญิงอื่นมาร่วมเตียงนอนกับสามีของนาง แต่สองทางเลือกที่กล่าวมาข้างต้นจะมีความเลวร้ายยิ่งกว่า บางคนอาจจะมีข้อสงสัยว่าเมื่ออิสลามอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ถึงสี่คนแล้วทำไมไม่อนุญาตให้อนุญาตให้หญิงมีสามีสี่คนบ้าง เหตุผลก็คือถ้าชายมีความซื่อสัตย์ต่อภรรยาทั้ง 4 คนของเขาแล้ว โครงสร้างของครอบครัวก็จะยังคงอยู่ตลอดไป แต่ถ้าอนุญาตให้หญิงมีสามีมากกว่าหนึ่งคนแล้ว ชีวิตครอบครัวก็จะแตกสลายไม่เหลือชิ้นดีอย่างแน่นอน เนื่องจากไม่มีใครสามารถกำหนดความเป็นบิดาที่แท้จริงของบรรดาลูกๆ ดังนั้นอิสลามจึงอนุญาตให้ชายมีภรรยาหลายคนตามจำนวนที่ได้กำหนดไว้  แต่ห้ามไม่ให้หญิงมีสามีหลายคน”
A’isha  Lemu  สตรีมุสลิมชาวอังกฤษเข้ารับอิสลามในปี  ค.ศ. 1961  เธอได้พูดถึงการมีภรรยาหลายคนจากประสบการณ์ของเธอเอง เพราะสามีของเธอมีภรรยาหลายคนว่า :
“เป็นที่สังเกตได้ว่า ถึงแม้ว่าการมีภรรยาหลายคนจะถูกใช้ในทางที่ผิดในบางแห่งและบางเวลา  แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่งนั้นการมีภรรยาหลายคนถือว่าเป็นการกระทำที่ทรงคุณค่า  ในบางสถานการณ์การมีภรรยาหลายคนจะเป็นการบรรเทาความชั่วร้าย  และในอีกสถานการณ์หนึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อการจัดการ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในเรื่องดังกล่าวก็คือ ยามสงครามซึ่งหลีกหนีไม่พ้นการตายของชายชาติทหาร ซึ่งจะทำให้หญิงจำนวนมากต้องเป็นหม้ายและสูญเสียคู่หมั้น หญิงเหล่านี้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีรายได้มาจุนเจือและขาดผู้คุ้มครอง ในสถานการณ์เช่นนี้ถ้ายังยืนหยัดต่อหลักการที่ว่าชายจะต้องมีภรรยาเพียงคนเดียวแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไรกับหญิงที่อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว
พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือทางเลือกของพวกนางก็คืออยู่คนเดียวหรือว่าเป็นภรรยาลับของชายคนใดคนหนึ่งโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย  หญิงส่วนมากไม่ต้องการทั้งสองสิ่งที่กล่าวมาเนื่องจากพวกนางต้องการความคุ้มครองจากสามีและครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ดังนั้นหนทางแก้ไขสำหรับหญิงที่อยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ก็คือการให้ทางเลือกแก่พวกนาง ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่าพวกนางยินดีที่จะมีสามีร่วมมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว  ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าการเป็นภรรยาคนที่สองของคนในสังคมที่ยอมรับการกระทำดังกล่าวจะง่ายกว่าสังคมที่ไม่ยอมรับในสิ่งนั้น  นั้นก็คือสังคมของโลกตะวันตก  ความแตกต่างมีอยู่ว่าในขณะที่ชายชาวตะวันตกไม่ต้องรับผิดชอบต่อภรรยาคนที่สอง  คนที่สามหรือคนที่สี่ และบรรดาลูก ๆ ที่เกิดจากภรรยาเหล่านี้  แต่ชายมุสลิมมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อภรรยาคนที่สอง คนที่สามหรือคนที่สี่และบรรดาลูก ๆ
อาจจะมีสถานการณ์อื่นนอกเหนือไปจากสภาวะสงครามที่ทำให้ชายควรมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน เช่นเมื่อภรรยาคนแรกเป็นโรคติดต่อเรื้อรังหรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ  ในบางกรณีการสมรสกับภรรยาคนที่สองเป็นแนวทางที่ทั้งสามฝ่ายสามารถตกลงกันได้  นอกจากนี้มีบางกรณีที่ภรรยาเป็นหมันไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้  ในขณะที่สามีต้องการบุตรเป็นอย่างมาก  ภายใต้กฎหมายของตะวันตกชายจะต้องยอมรับภาวะความเป็นหมันของภรรยา หรือถ้าเขายอมรับไม่ได้เขาจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เพียงพอต่อภรรยาเพื่อขอหย่าและแต่งงานใหม่
ยังมีกรณีอื่นที่ทำให้ชีวิตสมรสไม่ราบรื่นและสามีหลงรักหญิงอื่น สถานการณ์เช่นนี้เป็นที่คุ้นเคยของสังคมเป็นอย่างดี หรือเรียกว่า “รักสามเส้า” ภายใต้กฎหมายตะวันตก  สามีไม่สามารถสมรสกับภรรยาคนที่สองโดยที่ไม่หย่าขาดกับภรรยาคนแรก  ซึ่งในบางครั้งภรรยาคนแรกอาจไม่ต้องการหย่า  ถึงแม้ว่านางไม่ได้รักสามีอีกต่อไป แต่นางยังให้ความเคารพเขาและต้องการที่จะอยู่กับเขาเพื่อผลประโยชน์ของนางและลูกๆ เช่นเดียวกับหญิงคนที่สองอาจไม่ประสงค์ที่จะทำให้ครอบครัวของชายเกิดความแตกแยก หญิงทั้งสองคนตามกรณีดังกล่าวสามารถยอมรับการมีภรรยาหลายคนของสามีได้ ดีกว่าที่จะมีการหย่าขาดจากกันหรือแอบมีความสัมพันธ์อย่างลับ ๆ  โดยที่ไม่มีการสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ฉันได้ยกตัวอย่างกรณีดังกล่าวเนื่องจากคนส่วนใหญ่ในตะวันตกซึ่งมีภรรยาหลายคนจะคิดแต่เพียงว่าให้ได้มีนางบำเรอที่เป็นสาวสวยมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นเอง”