- เฏาะล๊าก อะหฺซัน (การหย่าร้างที่ดีเยี่ยม)
- เฏาะล๊าก หะซัน (การหย่าร้างที่ดี)
โดยทั่วไปแล้วคู่สมรสต้องการคงความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาพร้อมกับสร้างความอบอุ่นและความสุขในครอบครัวตลอดไป แต่บางครั้งความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาอาจจะร้าวฉานจนไม่สามารถประนีประนอมกันได้อีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ชีวิตการแต่งงานไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ในกรณีนี้กฎหมายอิสลามอนุญาตให้มีการหย่าขาดโดยชอบธรรม แทนที่จะบังคับให้คู่สมรสอยู่ในสภาพที่ขมขื่น ซึ่งการหย่าดังกล่าวเรียกว่าเฏาะล๊าก ก่อนจะกล่าวถึงรายละเอียดของเฏาะล๊ากในอิสลาม เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงการหย่าในศาสนาอื่น ๆ ก่อนสมัยอิสลาม
การหย่าสมัยก่อนอิสลาม
สมัยก่อนอิสลาม การหย่าเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของโลกอย่างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะปฏิบัติอย่างไร้ความยุติธรรม เมื่อใดที่สามีโกรธภรรยา ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ เขาสามารถหย่านางได้ทันที แต่หญิงที่ถูกหย่าดังกล่าวจะตกในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ เพราะไม่สามารถพึ่งกระบวนการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและสิทธิอื่นๆ จากสามีได้
กฎหมายของประเทศกรีกไม่อนุญาตให้คู่สมรสทำการหย่า อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการฟ้องร้อง ผู้พิพากษามีอำนาจสั่งเพิกถอนการสมรสได้ ในยุคแรก การหย่าร้างของชาวโรมันไม่อาจกระทำได้เลย อย่างไรก็ตามสามีมีสิทธิเหนือภรรยาอย่างไรขอบเขต บางครั้งเมื่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งสามีจะหาทางฆ่าภรรยา เพราะกฎศาสนาไม่อนุญาตให้มีการหย่า แต่ในเวลาต่อมา ได้มีการแก้กฎอนุญาตให้มีการหย่าได้
กฎหมายสิบสองโต๊ะบัญญัติไว้ในเรื่องการหย่าไว้ว่าผู้ชายโรมันมีอำนาจฆ่าภรรยาถ้าหากว่านางกระทำความผิดบางอย่าง เช่น ดื่มสิ่งมึนเมาเป็นต้น ส่วนภรรยาไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ในกรณีที่นางฟ้องหย่าสามี กฎหมายจะลงโทษนางฐานหุนหันพลันแล่นเกินเหตุ การหย่าร้างที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งดูเหมือนว่าจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของคู่สมรสและนำไปสู่การแยกทางในที่สุด ถึงแม้ว่าในบางครั้งการหย่าดังกล่าวเกิดจากความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น Gibbon ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เป็นเวลาสามศตวรรษที่การหย่าอย่างเสรีได้แพร่หลาย อารมณ์ชั่ววูบ ผลประโยชน์หรือความมีอารมณ์ร้อนคือสาเหตุหลักแห่งการหย่าร้าง ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและความเมตตาปราณีของมนุษย์ได้เสื่อมลงกลายเป็นสังคมที่ไม่มั่นคง เต็มไปด้วยผลประโยชน์ และตกอยู่ภายใต้อารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง”
วิธีการหย่าก่อนอิสลาม
กฎหมายโมเซอิค (Mosaic Law) ได้บัญญัติให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่สามีในการหย่าภรรยา ผู้ชายสามารถหย่าภรรยาได้อย่างง่ายดายด้วยการกล่าวหาว่านางกระทำผิดต่อหลักการศาสนา และไม่สามารถประนีประนอมในภายหลังได้ เนื่องจากหลังจากที่มีการกล่าวหาเช่นนั้นแล้ว สามีจะต้องหย่าภรรยาอย่างเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายศาสนา ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าหากหญิงไม่สามารถให้กำเนิดบุตรภายในเวลาสิบปีนับแต่วันแต่งงานแล้ว สามีจะต้องหย่านางทันที อีกกรณีหนึ่ง เมื่อภรรยาสร้างความไม่พอใจให้แก่สามี นางอาจถูกหย่าได้ทันที แต่ในทางกลับกันภรรยาไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจไว้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจตามอำเภอใจของสามีในการหย่าภรรยาเลย
ส่วนศาสนาคริสเตียนได้บัญญัติว่า การหย่านั้นไม่สามารถกระทำได้ โดยอ้างหลักคำสอนของท่านนบีอีซาที่กล่าวว่า “ห้ามแยกสิ่งที่พระเจ้าประสานเข้าด้วยกันแล้ว” (Matthew 5:31–32) ชายที่ทอดทิ้งภรรยาห้ามทำการสมรสใหม่กับหญิงคนอื่น ยิ่งกว่านั้นกฎหมายยังได้ห้ามหญิงที่ถูกสามีหย่าทำการแต่งงานกับชายคนใหม่เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่สามีและภริยามีชู้ ทั้งคู่สามารถหย่าได้
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกได้อธิบายหลักคำสอนข้างต้นว่า การหย่าจะกระทำไม่ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ส่วนในกรณีที่คู่สมรสมีชู้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการหย่าอีกเนื่องจากการผิดประเวณีดังกล่าวจะทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยปริยาย ถ้าหากภรรยาเป็นฝ่ายมีชู้ สามีตีจากภรรยาดังกล่าวได้ทันที ยิ่งกว่านั้นการกระทำดังกล่าวถือว่าจำเป็นอีกด้วย ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์กลับมีทัศนะที่ตรงกันข้าม กล่าวคืออนุญาตให้มีการหย่าในกรณีที่คู่สมรสมีชู้ แต่การหย่าด้วยเหตุผลอื่นไม่เป็นที่อนุมัติ เช่นสามีทำร้ายร่างกายหรือเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง โบสถ์แห่งนิกายออกธอดอกซ์ของประเทศอียิปต์ได้แก้ไขคัมภีร์ไบเบิลเกี่ยวกับการหย่าโดยกำหนดว่าสามีสามารถหย่าภรรยาถ้าหากว่าภรรยาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรภายในสามปีหรือถ้าหากนางมีโรคติดต่อหรือคู่สมรสเกิดทะเลาะเบาะแว้งเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งหมดหวังที่จะกลับมาคืนดีได้เหมือนเดิม
ศาสนาฮินดูโบราณถือว่าการสมรสเป็นข้อผูกมัดที่ถาวรไม่สามารถทำให้สลายได้ แม้กระทั่งการเสียชีวิตของคู่สมรสซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงชาวฮินดูต้องเผาตัวเองเมื่อสามีเสียชีวิตลง
สังคมอาหรับสมัยก่อนอิสลามเคยหย่าภรรยาจำนวนหลายครั้งด้วยเหตุผลบางประการ หรือบางครั้งไม่มีเหตุผลเลย นอกจากนี้ยังเคยยกเลิกการหย่าหลังจากที่ได้ลั่นวาจาหย่าและได้กล่าววาจาหย่าใหม่และทำเช่นนี้ซ้ำๆ โดยไม่มีขอบเขต สุดแต่ใจต้องการ ยิ่งกว่านั้นพวกเขาเคยทำการสาบานต่อหน้ารูปเจว็ดว่าจะไม่สมสู่กับภรรยา แต่ยังคงดำเนินชีวิตด้วยกันต่อไป ชายสามารถกล่าวหาภรรยาว่ากระทำผิดประเวณีกับชายอื่นตามอำเภอใจ และถึงแม้ว่าพวกเขาจะทอดทิ้งภรรยาก็ไม่ต้องรับผิดชอบในค่าเลี้ยงดูและไม่มีบทลงโทษใดๆ ที่จะลงโทษแก่พวกเขาได้
การหย่าในอิสลาม
ความแตกต่างของหลักคำสอนของศาสนาต่างๆ ที่ห้ามมิให้มีการหย่าอย่างเด็ดขาด หรือการหย่าเป็นสิ่งที่กระทำได้ง่ายจนกลายเป็นของเล่นของชาย แต่อิสลามจะอยู่สายกลางระหว่างคำสอนดังกล่าว อิสลามยอมรับว่าเมื่อชีวิตการแต่งงานไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ก็เป็นการสมควรที่คู่สมรสจะต้องแยกทางโดยชอบธรรม ซึ่งดีกว่าจะทนอยู่ในสภาพที่ขมขื่นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามการใฝ่หาการหย่าร้างเป็นสิ่งที่อิสลามไม่อนุมัติและเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งในอิสลาม
วิธีการหย่าในอิสลามมีความเหมาะสมในเนื้อหาและสอดคล้องกับการแต่งงาน เพราะอิสลามถือว่าการแต่งงานเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อาจดำเนินต่อไปหรือยกเลิกได้ ดังนั้นอิสลามอนุมัติให้มีการหย่าเพื่อทำให้การแต่งงานสิ้นสุดลง
เฏาะล๊าก หรือการหย่าเป็นสิทธิของสามีเท่านั้น ถึงแม้ว่าอิสลามอนุญาตให้ทำการหย่าได้ แต่ท่านนบีได้กล่าวว่า “ในบรรดาสิ่งที่อิสลามอนุมัติ การหย่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด” (อาบูดาวูด)
หะดีษข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการหย่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุผลที่เพียงพอ การหย่าโดยเร่งรีบ หรือมีเจตนาร้าย ถือว่าเป็นการกระทำที่น่าตำหนิในอิสลาม ท่านนบีได้กล่าวว่า “จงแต่งงานและจงหลีกเลี่ยงการหย่า ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า บัลลังค์แห่งคุณงามความดีจะสั่นสะเทือนเมื่อมีการหย่าเกิดขึ้น”
ดังนั้นอิสลามสนับสนุนการประนีประนอมระหว่างคู่สมรสมากกว่าการใช้ความรุนแรง
ประเภทของเฏาะล๊าก
เฏาะล๊ากมี 2 ประเภทดังต่อไปนี้
1. เฏาะล๊าก อัร–ร็อจญ์อีย์ (การหย่าที่สามารถกลับคืนได้) ซึ่งประกอบด้วย 2 ลักษณะ ได้แก่
2. เฏาะล๊าก อัล–บาอิน (การหย่าร้างที่ไม่สามารถกลับคืนได้) ครอบคลุม เฏาะล๊าก อัล-บิดอะฮฺ (การหย่าร้างที่อุตริขึ้นมา)
ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดของเฏาะล๊ากประเภทต่าง ๆ
เฏาะล๊ากอัร-ร็อจญ์อีย์ (การหย่าที่สามารถกลับคืนดีได้)
การหย่าประเภทนี้สามีจะกล่าวคำหย่าหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง หลังจากนั้น ช่วงระยะเวลา อิดดะฮฺของภรรยาก็จะเริ่มนับ แต่ก่อนที่อิดดะฮฺจะสิ้นสุดลง สามีอาจคืนดีกับภรรยาได้ ซึ่งเรียกว่า ร็อจญ์อฺหรือการกลับคืน อย่างไรก็ตามสิทธิในการร็อจญ์อฺจะสิ้นสุดลง เมื่อช่วงระยะเวลาของอิดดะฮฺได้ครบกำหนด ซึ่งจะส่งผลทำให้เฏาะล๊ากดังกล่าวกลายเป็นเฏาะล๊ากบาอิน (ไม่สามารถกลับคืนดีได้)
อนึ่ง ระยะเวลาของอิดดะฮฺจะนับเฉพาะกับหญิงที่ได้ร่วมประเวณีกับสามีแล้วเท่านั้น ถ้าหากนางยังมิได้ร่วมประเวณีกับสามี ก็ไม่มีอิดดะฮฺสำหรับนาง ดังนั้นถ้าหากสามีหย่าภรรยาที่เขายังมิได้ร่วมประเวณีกับนาง ก็จะถือว่าเป็นการเฏาะล๊าก บาอิน เช่นเดียวกัน
อัล-กุรอานได้บัญญัติถึงเฏาะล๊าก ร็อจญ์อีย์ไว้ว่า
﴿ ٱلطَّلَٰقُ مَرَّتَانِۖ فَإِمۡسَاكُۢ بِمَعۡرُوفٍ أَوۡ تَسۡرِيحُۢ بِإِحۡسَٰنٖۗ ﴾ [البقرة: ٢٢٩]
ความว่า การหย่านั้นมีสองครั้ง แล้วให้มีการยับยั้งไว้โดยชอบธรรม หรือไม่ก็ให้ปล่อยไปพร้อมด้วยการทำความดี
การหย่าที่สามารถกลับคืนดีได้นั้นสามารถกระทำได้สองครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นสามีจะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะหย่าภรรยาหรือจะอยู่ด้วยกันต่อไป สำหรับเฏาะล๊าก ร็อจญ์อีย์นั้นความสัมพันธ์ของการสมรสยังไม่สิ้นสุดลงจนกว่าจะมีการเฏาะล๊าก บาอิน ดังนั้นถ้าหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลาของอิดดะฮฺแล้ว คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิรับมรดกได้ เฏาะล๊าก ร็อจญ์อีย์ มี 2 ประเภท คือ เฏาะล๊าก อะหฺซัน และเฏาะล๊าก หะซัน
เฏาะล๊าก อะหฺซันหมายถึงการหย่าที่ดีเยี่ยมเพราะคำว่าอะหฺซัน มีความหมายว่า “ดีเยี่ยม” การที่เรียกว่าเฏาะล๊าก อะหฺซัน เนื่องจากว่าเป็นการหย่าที่ท่านนบีได้อนุมัติ อิสลามมุ่งเน้นการป้องกันการแยกทางของคู่สมรส ด้วยการเปิดโอกาสให้คู่สมรสได้คืนดีภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ซึ่งจะทำให้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวคู่สมรสอาจจะหายจากความโกรธเคืองและปรับความเข้าใจกันใหม่ต่อไป องค์ประกอบที่สำคัญของ เฏาะล๊าก อะหฺซัน ได้แก่
1. สามีต้องกล่าวคำเฏาะล๊ากเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตัวอย่างเช่น “ฉันขอหย่าเธอ” ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เขากับภรรยากลับคืนดีได้ภายในระยะเวลาของอิดดะฮฺ ซึ่งจะเริ่มนับหลังจากที่มีการกล่าวคำหย่าดังกล่าว
2. คำเฏาะล๊ากต้องกล่าวในช่วงที่ภรรยาเพิ่งหมดจากการมาประจำเดือน เพราะเป็นไปได้ว่าในช่วงที่ภรรยามาประจำเดือนนั้น สามีอาจไม่มีความเมตตาสงสารต่อนางเนื่องจากไม่สามารถร่วมประเวณีกับนางได้
3. หลังจากกล่าวคำเฏาะล๊าก สามีต้องไม่ร่วมประเวณีกับภรรยาเป็นเวลาสามเดือน ช่วงระยะเวลานี้เรียกว่าอิดดะฮฺ
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังขององค์ประกอบข้อที่ 2 และ 3 สามารถดูได้จากหะดีษของท่านนบี เนื้อหาของหะดีษมีอยู่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร ได้หย่าภรรยาของเขาในขณะที่นางกำลังมาประจำเดือน เหตุการณ์นี้ได้รู้ถึงท่านนบี ท่านนบีจึงกล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า “เขาจะต้องคืนดีกับภรรยาและจงกันนางไว้จนกระทั่งนางหมดประจำเดือน และรอให้นางมาประจำเดือนอีกครั้งจนกระทั่งหมด หลังจากนั้นเมื่อเขาคิดไตร่ตรองดีแล้ว ก็ให้หย่านางได้ แต่ต้องทำในขณะที่นางปราศจากประจำเดือนยังมิได้ร่วมประเวณีกับนาง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นระยะเวลาของอิดดะฮฺที่อัลลอฮฺทรงกำหนดสำหรับการหย่า”
จุดมุ่งหมายของคำสอนของหะดีษข้างต้นคือ เพื่อยับยั้งมิให้สามีด่วนหย่าภรรยาในขณะที่นางมาประจำเดือน การกำหนดระยะเวลาที่นานพอสมควรดังกล่าว ก็เพื่อต้องการให้สามีมีโอกาสไตร่ตรองการตัดสินใจของเขาที่มีต่อการหย่าดังกล่าวและสามีมีสิทธิกลับคืนดีกับภรรยาก่อนที่ช่วงระยะเวลาของอิดดะฮฺจะสิ้นสุดลง
ในช่วงของระยะเวลาของอิดดะฮฺ ความสัมพันธ์ของการสมรสระหว่างสามีภรรยายังคงมีอยู่และสามียังคงมีสิทธิเหนือภรรยา ดังนั้นสามีจึงมีสิทธิเข้าหาภรรยาได้ทุกเมื่อถึงแม้ว่าภรรยาจะไม่ยินยอมก็ตาม ในกรณีที่สามีกระทำการดังกล่าว ก็ถือว่าเขาได้ร็อจญ์อ (กลับคืน)ภรรยาอย่างสมบูรณ์
นักกฎหมายอิสลามในมัซฮับหะนะฟีย์ให้ทัศนะว่าสามีมีสิทธิเอาภรรยากลับคืนมา สิทธิดังกล่าวจะมีอยู่จนกระทั่งหมดประจำเดือนครั้งที่สามนับแต่วันที่นางถูกหย่า ทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของท่านอบูบักรฺและท่านอะลีย์ และเศาะฮาบะฮฺท่านอื่นๆ เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส อะบู มูซา อัล-อัชอะรีย์ และอับดุลลอฮฺ อิบนุมัสอูด ส่วนนักกฎหมายอิสลามในมัซฮับมาลิกีย์และชาฟิอีย์ให้ทัศนะว่าสามีจะเสียสิทธิคืนดีกับภรรยาทันทีหลังจากที่ภรรยาเริ่มมาประจำเดือนครั้งที่สามนับแต่มีการหย่าเกิดขึ้น ซึ่งทัศนะนี้สอดคล้องกับทัศนะของท่านหญิงอาอิชะฮฺและเศาะฮาบะฮฺท่านอื่น ๆ เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนุอุมัร และซัยดฺ.บินซาบิต อย่างไรก็ตามนักกฎหมายอิสลามส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าสามียังคงมีสิทธิคืนดีกับภรรยาก็ต่อเมื่อเขากล่าววาจาหย่าครั้งเดียวหรือสองครั้ง แต่ถ้าหากเขากล่าววาจาหย่าสามครั้งในวาระเดียวกัน สิทธิดังกล่าวก็จะหมดสิ้นไป
ถ้าสามีกล่าววาจาหย่าครั้งเดียวหรือสองครั้ง และหลังจากนั้นเขาไม่ได้ติดต่อกับภรรยาในช่วงเวลาของอิดดะฮฺที่เหลืออยู่จนครบกำหนดตามกฎหมายอิสลามได้กำหนดไว้ กรณีนี้สามีหมดสิทธิกลับคืนดีกับภรรยาได้ แต่สามีและภรรยาสามารถทำการสมรสใหม่ได้
เฏาะล๊าก หะซันคือการหย่าที่ยอมรับได้ เพราะคำว่า “หะซัน”หมายถึง “เป็นที่ยอมรับ” ซึ่งระดับมาตรฐานจะต่ำกว่าระดับเฏาะล๊าก อะหฺซัน
เฏาะล๊าก หะซันเป็นการกล่าววาจาหย่าตามลำดับของระยะเวลาดังต่อไปนี้
1. การกล่าววาจาหย่าครั้งแรกกระทำในช่วงที่ภรรยาปลอดประจำเดือน(ฏุฮูร)
2. หลังการกล่าววาจาหย่าครั้งแรกสามีต้องไม่ร่วมประเวณีกับภรรยา
3. การกล่าววาจาหย่าครั้งที่สองกระทำในช่วงที่ภรรยาปลอดประจำเดือน (ฏุฮูร) พร้อมกับไม่มีเพศสัมพันธ์กับนาง
4. ถ้าสามีต้องการคืนดีกับภรรยา ก็สามารถทำได้ก่อนจะลั่นวาจาหย่าครั้งที่สาม
5. การกล่าววาจาหย่าครั้งที่สามกระทำในช่วงที่ปลอดประจำเดือน (ฏุฮูร) การหย่าดังกล่าวก็จะเพิกถอนไม่ได้อีกต่อไป
หลังการหย่าที่เพิกถอนไม่ได้ คู่สมรสไม่สามารถทำการสมรสใหม่ได้เว้นแต่จะมีการตะหฺลีล ซึ่งจะทำการอธิบายในรายละเอียดต่อไป
ร็อจญ์อฺ (การกลับคืนดี)
ร็อจญ์อฺหรือการกลับคืนดีเป็นสิทธิของสามี ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَبُعُولَتُهُنَّ أَحَقُّ بِرَدِّهِنَّ فِي ذَٰلِكَ إِنۡ أَرَادُوٓاْ إِصۡلَٰحٗاۚ ﴾ [البقرة: ٢٢٨]
ความว่า และบรรดาสามีของพวกนางนั้นเป็นผู้มีสิทธิกว่าใน การให้พวกนางกลับมาในกรณีดังกล่าว หากพวกเขาปรารถนาประนีประนอม
การคืนดีนั้นสามีแค่กล่าวว่า “ฉันเอาเธอกลับคืน” ก็เป็นการเพียงพอหรืออาจจะด้วยการมีการร่วมประเพณีหรือจุมพิตซึ่งกันและกัน อิมามชาฟิอีย์ให้ทัศนะว่าการกลับคืนดีนั้นจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสามีกล่าวโดยวาจาเท่านั้น อิมามมาลิกให้ทัศนะว่าไม่อนุมัติให้สามีอยู่สองต่อสองกับภรรยาที่หย่าแล้ว และห้ามมีเพศสัมพันธ์กับนางถ้าหากนางไม่อนุญาต แต่สามารถรับประทานอาหารร่วมกับนางได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลาของอิดดะฮฺ ยังคงถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยายังคงมีอยู่และสามียังคงมีสิทธิเหนือภรรยา ดังนั้นสามีอาจเข้าไปหาภรรยา ถึงแม้ว่านางไม่ยินยอมก็ตาม ถ้าหากสามีกระทำเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นการร็อจญ์อฺ.(กลับคืน)อย่างสมบูรณ์