สิทธิทางเศรษฐกิจของสตรีในชะรีอะฮฺ

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 237

Thêm vào yêu thích : 0

อาชีพที่อนุมัติและไม่อนุมัติสำหรับสตรีมุสลิมะฮฺ 
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าบทบาทของคู่สมรสถูกกำหนดตามโครงสร้างของสรีระร่างกาย อิสลามยืนยันถึงความแตกต่างดังกล่าวและได้กำหนดกฎเกณฑ์พื้นฐานทางสังคมไว้ดังนี้
(1) สถาบันครอบครัวเป็นกลไกสำคัญของสังคมซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานของการสมรสที่ถูกต้อง
(2) กฎเกณฑ์ธรรมชาติได้กำหนดไว้ว่าทุกสังคมจะต้องมีกฎระเบียบและผู้นำ
(3) การสมรสจะก่อให้เกิดสิทธิทางศีลธรรมและสิทธิทางกฎหมาย ความสงบสุขภายในครอบครัวจะไม่เกิดขึ้น ถ้าสามีภรรยาไม่มีความไว้วางใจและความพอใจซึ่งกันและกัน คุณค่าทางศีลธรรมของการสมรสในอิสลามคือการเป็นหุ้นส่วนในการทำให้ชีวิตสมรสบรรลุเป้าหมาย เมื่อสามีภรรยาเข้าใจถึงคุณค่าทางศีลธรรมดังกล่าวแล้ว ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันก็จะไม่เกิดขึ้นทั้งชายและหญิงจะถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยพระผู้เป็นเจ้าภายใต้หลักคำสอนของอัล-กุรอาน
(4) เนื่องจากความแตกต่างในด้านสรีระร่างกายทำให้ชายและหญิงมีบทบาทในครอบครัวแตกต่างกันไป
ในสังคมสมัยก่อนสตรีจะมีหน้าที่ดูแลบ้านและครอบครัวและนางจะไม่ออกจากบ้านArnold J. Toynbee ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือที่ชื่อ “Study of History” (ศึกษาประวัติศาสตร์) ได้กล่าวว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาในปัจจุบันซึ่งเป็นสมัยแห่งวัตถุนิยมประสบกับความล้มเหลวและทำให้แผนการณ์ที่ดีกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เราได้ใช้ความพยายามอย่างสูงในการพัฒนาเครื่องจักรกลเพื่อใช้แทนแรงงานคนแต่ผลของการพัฒนาดังกล่าวกับทำให้สตรีต้องทำงานกันมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภรรยาในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีเวลาทำงานบ้านอีกต่อไป ผลที่ตามก็คือผู้หญิงมีภาระหน้าที่ 2 อย่าง ได้แก่หน้าที่ของภรรยาในบ้าน และอีกหน้าที่หนึ่งคือเป็นลูกจ้างในสำนักงานหรือโรงงาน ความรุ่งเรืองของประวัติศาสตร์กรีกเกิดขึ้นในศตวรรษที่ห้าเมื่อสตรีไม่ต้องทำงานนอกบ้าน แต่หลังสมัยการปกครองของอเล็กซานเดอร์ก็ได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ครั้นเมื่อสตรีเริ่มทำงานนอกบ้านก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความอิสระให้แก่นาง ในปัจจุบันนี้การยับยั้งไม่ให้สตรีทำงานนอกบ้านนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
อิสลามไม่ต้องการให้สตรีเข้าไปมีส่วนพัวพันในการค้าขาย หรืออาชีพอื่น ยกเว้นในภาวะจำเป็นเท่านั้น ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าภาระหน้าที่ที่ชายและหญิงถูกมอบหมายให้รับผิดชอบ นั้นคือ หญิงจะต้องดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน เลี้ยงดูและอบรมบุตร หญิงอาจจะมีภาระหน้าที่อื่นเพิ่มเติม แต่นางต้องไม่ละเลยภาระหน้าที่หลักของนาง เช่นนางต้องการหารายได้เสริม ก็สามารถไปทำงานนอกบ้าน แต่ต้องได้รับความยินยอมจากสามีก่อน ส่วนงานที่นางทำได้นั้นต้องเป็นงานสุจริตที่ไม่ขัดกับหลักการศาสนา 
ต่อไปนี้จะขอกล่าวถึงประเภทของงานที่สตรีสามารถทำได้ ภายใต้ขอบเขตที่อิสลามได้กำหนดไว้

งานเลขานุการ
งานเลขานุการที่สตรีในสมัยนี้นิยมทำนั้นเป็นงานที่จะต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ชายที่เป็นเจ้านายอย่างต่อเนื่อง เราได้ยินข่าวบ่อยๆ ว่า เลขานุการบางคนได้แอบไปมีความสัมพันธ์ลับกับเจ้านายและในที่สุดนางกลายเป็นภรรยาลับของเจ้านายดังกล่าว มีหะดีษบทหนึ่งได้อธิบายว่าเมื่อชายและหญิงนั่งด้วยกันสองต่อสองในที่ลับตาคน จะมีชัยฏอน (ซาตาน) นั่งเป็นบุคคลที่สาม อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกจ้างทั้งหมดเป็นหญิง งานเลขานุการเป็นสิ่งที่อนุมัติให้ทำได้

การทำงานในโรงงาน
หญิงมุสลิมะฮฺสามารถทำงานในโรงงานได้ถ้าหากลูกจ้างในโรงงานดังกล่าวเป็นหญิงทั้งหมด จะเห็นได้ว่าโรงงานต่างๆ ไม่ว่าในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา แม้กระทั่งในประเทศมุสลิมเอง จะมีหญิงชายทำงานร่วมกัน ซึ่งแน่นอนโรงงานดังกล่าวไม่ใช่รูปแบบของอิสลาม

การค้าขายในตลาด
อิสลามมิได้ห้ามสตรีทำการค้าขาย ตรงกันข้ามอิสลามอนุญาตให้หญิงทำสิ่งดังกล่าว แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่อิสลามได้กำหนดไว้ การค้าขายของหญิงต้องไม่ทำให้นางต้องอยู่ปะปนกับชาย ตลาดอาจทำให้ผู้คนหันเหจากการนึกถึงอัลลอฮฺ ถ้าหากเป็นการค้าขายที่ขัดต่อหลักการอิสลาม ในหะดีษบทหนึ่งท่านนบีได้กล่าวถึงตลาดว่าเป็นสถานที่ที่เลวร้ายที่สุด และมัสยิดเป็นสถานที่ดีที่สุดของอุมมะฮฺ (ประชาชาติ)
ในบางประเทศจะมีสตรีเดินเร่ขายของตามถนนโดยวางสินค้าบนศีรษะ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก ภาพเหล่านี้สามารถเห็นได้ทั่วไปในประเทศดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่รูปแบบการค้าขายที่อิสลามอนุมัติอย่างแน่นอน ผู้ทำการค้าขายในกลุ่มประเทศแอฟริกาส่วนใหญ่จะเป็นหญิง แต่ในประเทศมุสลิมอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าหญิงทำการค้าขายในบ้านของตัวเองซึ่งมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหญิงหรือเด็กก็เป็นที่อนุมัติ

งานประเภทอื่น ๆ 
สตรีสามารถศึกษาและจัดตั้งอุตสาหกรรมขนาดย่อมในบ้านของตัวเองหรืองานตัดเย็บเสื้อผ้า หรืองานอื่น ๆ ที่สามารถทำในบ้านได้ เพราะงานเหล่านี้จะทำให้หญิงสามารถทำงานโดยที่ไม่ต้องทิ้งภาระหน้าที่ภายในบ้าน งานดังกล่าวอาจได้แก่การผลิตภาชนะของใช้ การทอผ้า การผลิตตะกร้า สิ่งประดับ การเย็บปักษ์ถักร้อย เป็นต้น

สตรีกับวิชาชีพ
สำหรับหญิงที่มีความเฉลียวฉลาดและมีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัยก็สามารถทำประโยชน์แก่สังคมได้ โดยเฉพาะวิชาชีพด้านการสอน แต่ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่จะต้องอยู่ในขอบเขตของหลักการอิสลามกล่าวคือผู้หญิงมุสลิมะฮฺสามารถสอนเด็กเล็กทั้งชายและหญิงในระดับโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งจะมีครูทั้งหมดเป็นหญิง ส่วนในระดับมัธยมศึกษา วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย พวกนางสามารถสอนในสถาบันที่เปิดสอนสำหรับนักศึกษาหญิงเท่านั้น
ส่วนวิชาชีพทางการแพทย์นั้นแพทย์หญิงทางด้านสูตินรีเวชเป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่งของสังคม โดยทั่วไปแล้วหญิงจะเขินอายที่จะขอคำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับครรภ์และมดลูกจากนายแพทย์ ซึ่งชะรีอะฮฺเองก็ห้ามการกระทำดังกล่าว แต่ถ้ามีความจำเป็นต่อสุขภาพแล้ว พวกนางก็สามารถขอคำปรึกษาจากนายแพทย์ได้  จึงเป็นการสมควรเป็นอย่างยิ่งที่หญิงมุสลิมะฮฺจะได้รับการสนับสนุนให้เรียนวิชาชีพแพทย์หรือพยาบาล แต่พวกนางควรทำงานในสถานพยาบาลที่มีคนไข้ที่เป็นหญิงเท่านั้น

งานเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม
หญิงสามารถทำงานในศาลคดีเด็กและในสถาบันเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม ด้วยนิสัยที่อ่อนโยน หญิงจะสามารถแก้ปัญหาเด็กเยาวชนที่กระทำผิดทางอาญา หรือที่ต้องถูกขับออกจากโรงเรียนหรือเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัว

การทำงานของสตรีในสมัยของท่านนบี
หญิงสามารถออกนอกบ้านเพื่อทำงานเท่าที่จำเป็นได้ ในสมัยของท่านนบีมีหญิงออกไปตลาดหรือสวน ท่านนบีไม่ได้ห้ามหญิงที่อยู่ในอิดดะฮฺออกนอกบ้านในกรณีที่มีความจำเป็น ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺได้กล่าวว่าป้าของเขาถูกสามีหย่า ถึงแม้ว่านางยังอยู่ในช่วงของอิดดะฮฺ แต่นางต้องออกไปเก็บผลอินทผาลัมในสวนเพื่อนำออกไปขาย
มีเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งห้ามมิให้นางกระทำเช่นนั้น โดยกล่าวว่าการออกจากบ้านในขณะที่ยังอยู่ในช่วงของอิดดะฮฺเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นนางจึงได้ไปหาท่านนบีเพื่อขอคำตัดสินจากท่าน  ท่านนบีกล่าวว่า “เจ้าจงออกเก็บผลอินทผาลัม (เพื่อขาย) เพื่อที่เจ้าสามารถเอารายได้ไปทำการอื่นที่เป็นประโยชน์ได้ต่อไป”
อิสลามอนุญาตให้หญิงทียังอยู่ในช่วงของอิดดะฮฺ ออกนอกบ้านถ้ามีความจำเป็น เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาถึงและนางมีความรู้สึกว่าควรจะไปเก็บเกี่ยวผลอินทผาลัมเพื่อเลี้ยชีพก็ถือว่ามีความจำเป็น หะดีษข้างต้นชี้ให้เห็นว่าอิสลามให้ความสำคัญต่อทรัพย์สินของผู้หญิง หลังจากที่อายะฮฺเกี่ยวกับฮิญาบถูกประทานลงมา เมื่อท่านอุมัรเห็นเซาดะฮฺออกนอกบ้าน เขาจึงยับยั้งนางและว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้นางกระทำดังกล่าว นางจึงกลับบ้านและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แก่ท่านนบีฟัง ท่านนบีจึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺอนุญาตให้เจ้าออกนอกบ้านเพื่อกระทำธุระที่เจ้าต้องการ” 
ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าหญิงสามารถทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลได้ ซัฮลฺ อิบนฺ ซะอัด ซึ่งเป็นเศาะฮาบะฮฺอีกท่านหนึ่งก็ได้กล่าวทำนองเดียวกันนี้ว่าเราได้พบหญิงคนหนึ่งมีชื่อว่ากีละฮฺ ซึ่งนางมาหาท่านนบีเพื่อถามเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในทางธุรกิจ และนางพูดว่า“ฉันเป็นหญิงที่มีอาชีพค้าขาย” 
ในสมัยการปกครองของคอลีฟะฮฺอุมัร อิบนฺค็อฏฏอบ มีหญิงคนหนึ่งมีชื่อว่าอัสมาอฺ บินตฺมัคซูมะฮฺ เอาน้ำหอมจากลูกชายที่ชื่อ อับดุลลอฮฺ อิบนฺเราะบีอะฮฺ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศเยเมนเพื่อไปขายต่อ ครั้งหนึ่ง ท่านอะลีย์เคยเชยชมความสามารถในการค้าขายของหญิงที่ชื่ออุมเราะฮฺ เมื่อนางซื้อปลาตัวหนึ่งด้วยราคาย่อมเยา ครั้งหนึ่งภรรยาของอับดุลลอฮฺ อิบนฺมัสอูดร้องทุกข์ต่อท่านนบีว่านางมีรายได้น้อยจากงานหัตถกรรม ในขณะที่สามีและบุตรชายของนางไม่มีรายได้เลย

การกดขี่ทางเพศต่อหญิงทำงาน
แนวความคิดที่ว่าสตรีต้องทำงานเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในโลกตะวันตก ซึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาการกดขี่ทางเพศในที่ทำงาน บ่อยครั้งที่เกิดเหตุการณ์การลวนลามทางเพศของผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานโดยการข่มขู่ว่าจะไล่ออกถ้าหากไม่ยอมหรือให้สัญญาว่าจะปรับตำแหน่งให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ทั่วไปในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในสำนักงาน โรงงานหรือสถานที่ทำงานอื่น ๆ 
เมื่อเราดูสังคมตะวันตกจะพบว่าการกดขี่ทางเพศในที่ทำงานดูจะเป็นเรื่องธรรมดา จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไปจากสังคมตะวันตก มีหญิงมากมายที่ถูกลวนลามทางเพศและรู้สึกอายที่จะไปฟ้องร้องต่อศาลทำให้ต้องตกอยู่ในความทุกข์ระทม ในขณะที่หญิงอีกกลุ่มหนึ่งต้องเสียพรหมจรรย์เนื่องจากความไร้เดียงสาหรือตกหลุมรักเพศตรงข้าม 
ถ้าหากสตรีมุสลิมได้รับอนุญาตให้ทำงานในสำนักงานหรือโรงงาน ถึงแม้ว่าการกดขี่ทางเพศจะมีน้อยกว่า แต่ก็ถือว่ามีการ “ผิดประเวณีทางสายตา” “ผิดประเวณีทางขา” “ผิดประเวณีทางมือ” และอื่นๆ อีกมากมาย อิสลามไม่อนุญาตให้ผู้ชายเกี้ยวพาราสีหญิงเนื่องจากการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ในที่สุดดังที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตก การลวนลามทางเพศไม่ใช่ว่าจะเกิดกับหญิงเท่านั้น แต่อาจรวมถึงชายด้วย ดังที่เคยตกเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
ผลตามมาของการที่หญิงออกทำงานนอกบ้านโดยทิ้งลูกและครอบครัวปราศจากผู้ดูแลคือ ความแตกแยกภายในครอบครัว ดร. Sullivan ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือที่ชื่อว่า Alcoholism กล่าวว่า“….การจ้างแรงงานหญิงให้ทำงานในโรงงานนอกจากจะทำให้สตรีที่แต่งงานแล้วต้องละเลยภาระหน้าที่ภายในบ้านแล้ว ยังมีผลทำให้หญิงที่ยังไม่แต่งงานต้องขาดโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นแม่บ้านจนในที่สุดทำให้พวกนางต้องขาดความรู้เกี่ยวกับการปรุงอาหาร การทำความสะอาด การเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ภรรยาและมารดาของสังคมชนชั้นล่างกลายเป็นบุคคลที่พึ่งตัวเองไม่เป็นซึ่งเป็นสาเหตุของความฟุ่มเฟือยและทำให้สามีจำเป็นต้องหากินนอกบ้านจนในที่สุดกลายเป็นนักดื่มแอลกอฮอล ประเภทของการจ้างงานที่ทำให้ผู้หญิงต้องละทิ้งภาระหน้าที่ภายในบ้านดูเหมือนว่าจะทำให้สถิติของการติดเหล้าเพิ่มมากขึ้นและเป็นการเปิดโอกาสให้สิ่งชั่วร้ายอื่นๆ เกิดขึ้นอย่างงายดาย”
ศาสตราจารย์คุรชิด อะหฺมัด (Khurshid Ahmad) ได้วิเคราะห์ถึงความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากที่ผู้หญิงต้องทำงานหารายได้ตามโรงงานและฟาร์มต่างๆ ว่าผู้หญิงมีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งซึ่งเป็นสาเหตุของความหายนะในครอบครัว เมื่อใดสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมล่มสลายและผู้หญิงถูกทิ้งขว้าง เมื่อนั้นท้องถนนก็จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความชั่วร้าย ร้านอาหารและสวนสาธารณะก็จะกลายเป็นสถานที่แสวงหาเพศตรงข้ามเพื่อสนองความใคร่ทางเพศ
มีหญิงทำงานนอกบ้านบางคนอาจมีคำถามว่าเพราะเหตุใดหญิงที่มีรายได้เป็นของตัวเองและไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นจะต้องผูกมัดกับผู้ชายเพียงคนเดียว? ทำไมนางจึงต้องอยู่ในกรอบของคุณธรรมต่างๆ มากมายเพื่อรับผิดชอบของชีวิตครอบครัวด้วย? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกรอบของคุณธรรมดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางไม่ให้นางประพฤติในทางเพศอย่างอิสระ เพราะเหตุใดนางต้องละทิ้งสิ่งที่สามารถสร้างความสนุกสนานและความพอใจและกลับเลือกประเพณีโบราณที่จำต้องแบกภาระหน้าที่และต้องใช้ความเสียสละ? การละทิ้งศาสนาออกจากชีวิตทำให้ความยำเกรงในการก่อบาปถูกทำลายไปดังที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมตะวันตก
ในเวลานี้ประชาชาติมุสลิมจะถูกถามว่า “มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้หญิงทำงานนอกบ้าน?” ส่วนใหญ่แล้วบิดามารดาหรือสามีสนับสนุนบุตรีหรือภรรยาทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้เสริมแก่ครอบครัวเพื่อซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยตามวิถีชีวิตสมัยใหม่ ถึงแม้จะเสี่ยงต่อการสูญเสียศักดิ์ศรีและเกียรติยศก็ตาม ในขณะเดียวกันมีหญิงบางคนสมัครใจทำงานนอกบ้านเพื่อหลบหนีความจำเจภายในบ้าน
อย่างไรก็ตาม มีบางครอบครัวที่จำเป็นต้องให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้แล้วพวกเขาควรอุทิศเวลา แรงกายและเงินทองเพื่อสร้างโรงงานขนาดย่อมภายในบ้าน ซึ่งสามารถสร้างงานให้แก่พวกสตรีโดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
เมื่อกล่าวถึงคำสอนของอิสลามเกี่ยวกับบทบาทของสตรีแล้ว ทำให้เกิดคำถามว่าอิสลามได้เตรียมทางเลือกให้แก่หญิงไว้อย่างไร? ซึ่งก็มีคำตอบดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น
สิทธิในทางเศรษฐกิจของหญิงมุสลิมสามารถสรุปได้ดังนี้
  1. หญิงมีสิทธิในทรัพย์มรดกของบิดา สามี และบุตร 
2. นางมีสิทธิในค่าสินสอด (มะฮฺรฺ) ที่สามีต้องมอบแก่นางในเวลาแต่งงาน อย่างไรก็ตามไม่มีการจำกัดจำนวนที่แน่นอนแต่จะขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของสามีและฐานะทางสังคมของฝ่ายหญิงเงินทุกบาททุกสตางค์หรือทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งเป็นมะฮฺรฺจะเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว ไม่ถือว่าเป็นสินสมรส ดังนั้นสามีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินดังกล่าว
3. ถ้าภรรยาต้องการ นางก็มีสิทธิดำเนินธุรกิจภายในขอบเขตของหลักการอิสลามและรายได้ทั้งหมดจะตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว 
4. ในกรณีที่มีการหย่า มะฮฺรฺ ทรัพย์สินต่าง ๆ และสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดูในช่วงของอิดดะฮฺ เป็นสิทธิของภรรยาที่จะได้รับตามหลักการของอัล–กุรอาน ยกเว้นในกรณีที่ภรรยาผิดประเวณีกับชายอื่น
5. ถ้าสามีเสียชีวิต สิทธิของภรรยาที่กำหนดในสัญญาการแต่งงานจะต้องได้รับจัดการเป็นอันดับแรกจากทรัพย์มรดกของสามี จะเห็นได้ว่าอิสลามประกันความมั่นคงในทางเศรษฐกิจให้แก่หญิงที่สมรส หลังจากที่การสมรสสิ้นสุดลงไม่ว่าโดยการหย่าหรือการตายของสามี ดังที่ศาสตราจารย์ คุรชิด อะหฺมัด ได้กล่าวย้ำว่าฐานะของหญิงในอิสลามเกี่ยวกับมรดก ทรัพย์สิน การสมรสและการหย่าเหนือกว่าหญิงในศาสนาอื่นๆ ซึ่งโลกต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีศาสนาอื่นใดที่ให้สิทธิมากมายแก่หญิงและปกป้องเกียรติ์และความบริสุทธิ์ของนางดังศาสนาอิสลาม 
ดังนั้น จึงเป็นการสมควรควรอย่างยิ่งที่เราจะศึกษาสิทธิของผู้หญิงเกี่ยวกับมะฮฺรฺ (ค่าสินสอด)  มีรอษ (มรดก) อย่างละเอียด ส่วนสิทธิของผู้หญิงเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ (ค่าเลี้ยงดู) เราได้กล่าวไปแล้วในบทที่ผ่านมา

มะฮฺรฺ 
มะฮรฺ ที่ถูกบัญญัติไว้ในซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ อายะฮฺที่ 4 ในฐานะเป็นส่วนสำคัญของการสมรสในอิสลามซึ่งเจ้าบ่าวจะต้องมอบให้แก่เจ้าสาวตามจำนวนที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเห็นชอบร่วมกัน อาจมีค่าเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของหนึ่งดีนาร์จนถึงหนึ่งพันดีนาร์หรือมากกว่านั้น มะฮฺรฺ มีความแตกต่างกับประเพณีของบางพื้นที่ที่ถือว่าเป็นค่าตัวของเจ้าสาวเนื่องจากการแต่งงานในอิสลามไม่ใช่เป็นการขายเจ้าสาวให้แก่เจ้าบ่าวแต่อย่างใด นอกจากนี้แล้ว มะฮฺรฺ ยังมีความแตกต่างกับค่าสินสอดของชาวยุโรป หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยถือว่าค่าสินสอดคือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบแก่บิดามารดาของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนในการอนุญาตให้แต่งงาน จะเห็นได้ว่าค่าสินสอดจะเป็นของบิดามารดา แต่มิใช่ของเจ้าสาว 
ในสมัยก่อนบิดาจะให้ค่าสินสอดจำนวนหนึ่งแก่ลูกสาวในวันแต่งงานซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้จะตกเป็นของสามีเปรียบเสมือนเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง ประเพณีเหล่านี้ถูกปฏิบัติในศาสนาคริสต์และฮินดู บิดาจะต้องจ่ายค่าสินสอดจำนวนมากเพื่อหาสามีที่ดีให้แก่บุตรสาว ในสังคมอาหรับก่อนอิสลามมะฮฺรฺถือว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ปกครองของฝ่ายหญิง
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แตกต่างกับอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะอิสลามกำหนดว่ามะฮฺรฺเป็นของขวัญการแต่งงานที่เจ้าบ่าวมอบให้แก่เจ้าสาว อิสลามได้ยกฐานะของสตรีด้วยการถือว่าการให้มะฮฺรฺเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียรติ์แก่สตรี ถึงแม้ว่าการแต่งงานต้องสิ้นสุดด้วยการหย่า แต่มะฮฺรฺก็ยังคงเป็นทรัพย์สินของภรรยาและสามีไม่มีสิทธิเอากลับคืน ยกเว้นในกรณีของคุลอฺที่การหย่าเกิดขึ้นตามคำขอของภรรยาซึ่งนางจะต้องคืนมะฮฺรฺบางส่วนหรือทั้งหมดที่นางได้รับเนื่องการแต่งงาน
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมะฮฺรฺเป็นเงินหรือทรัพย์จำนวนหนึ่งหรือที่สามีสัญญาว่าจะจ่ายให้แก่ภรรยาเนื่องการแต่งงาน
มีคำอื่นที่ใช้แทนมะฮฺรฺในอัล-กุรอาน เช่น อัจญรฺ ซึ่งมีความหมายว่ารางวัลผลตอบแทนหรือของขวัญที่มอบให้แก่เจ้าสาว แท้จริงแล้วคำว่าอัจญรฺคือผลกำไรที่ปราศจากการขาดทุน คำว่าเศาะดะกออฺ ก็ถูกใช้ในอัล-กุรอานแสดงถึงของขวัญการแต่งงาน นอกจากนี้แล้วยังมีคำอื่นๆ อีกที่ถูกกล่าวในอัล-กุรอานที่หมายถึงมะฮฺรฺ
เมื่อกล่าวถึงของขวัญเนื่องการแต่งงานได้แก่ฟะรีเฎาะฮฺ ซึ่งถูกกล่าวในอัล-กุรอานในอายะฮฺที่สี่ของซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺซึ่งตามหลักภาษาหมายถึงข้อผูกพันที่จะต้องปฏิบัติ ส่วนคำว่ามะฮฺรฺก็ถูกใช้ในอัล–กุรอานในความหมายของค่าสินสอดหรือของขวัญเนื่องจากการแต่งงานเช่นเดียวกัน ตามความในอัล–กุรอาน มะฮฺรฺ คือสิ่งที่สามีมอบให้แก่ภรรยาเพื่อก่อความสัมพันธ์ในทางสมรส ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿ وَءَاتُواْ ٱلنِّسَآءَ صَدُقَٰتِهِنَّ نِحۡلَةٗۚ ﴾ [النساء: ٤]  
ความว่า และจงให้แก่บรรดาหญิงซึ่ง มะฮฺรฺ ของนางด้วยความเต็มใจ

การจ่ายมะฮฺรฺของสามีเป็นการยอมรับการเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของภรรยาทันทีที่การแต่งงานมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้นางไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย การให้มะฮฺรฺแก่หญิงในพิธีแต่งงานเป็นสิ่งที่ต้องทำ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ ۞وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلنِّسَآءِ إِلَّا مَا مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُكُمۡۖ كِتَٰبَ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡۚ وَأُحِلَّ لَكُم مَّا وَرَآءَ ذَٰلِكُمۡ أَن تَبۡتَغُواْ بِأَمۡوَٰلِكُم مُّحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَۚ فَمَا ٱسۡتَمۡتَعۡتُم بِهِۦ مِنۡهُنَّ فَ‍َٔاتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةٗۚ وَلَا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ فِيمَا تَرَٰضَيۡتُم بِهِۦ مِنۢ بَعۡدِ ٱلۡفَرِيضَةِۚ ﴾ [النساء: ٢٤]  
ความว่า และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้น ในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่ในฐานะผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่กำหนดไว้

ในกรณีที่ผู้ชายมุสลิมแต่งงานกับหญิงชาวคริสเตียนหรือชาวยิว อัล-กุรอานได้บัญญัติไว้ว่า


﴿وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلۡمُؤۡمِنَٰتِ وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ مِن قَبۡلِكُمۡ إِذَآ ءَاتَيۡتُمُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ مُحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَ وَلَا مُتَّخِذِيٓ أَخۡدَانٖۗ ﴾ [المائ‍دة: ٥]  
ความว่า และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิง และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อน จากพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะฮฺรฺของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่เป็นผู้กระทำซินาโดยเปิดเผยและมิใช่ยึดนางเป็นเพื่อนโดยกระทำซินาลับ ๆ

จากอายะฮฺข้างต้นเป็นที่เข้าใจว่าการจ่ายมะฮฺรฺเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแต่งงาน ส่วนหะดีษของท่านนบีก็กล่าวในทำนองเดียวกัน
ท่านอุมัร อิบนฺอัล-ค็อฏฏอบและชุร็อยหฺกล่าวว่าถ้าภรรยาสละสิทธิในมะฮฺรฺทั้งหมดหรือบางส่วน แต่ต่อมานางกลับมาทวงมะฮฺรฺดังกล่าว เช่นนี้ สามีต้องจ่ายมะฮฺรฺแก่นาง เนื่องจากการกระทำของนางแสดงให้เห็นว่าการสละสิทธิในมะฮฺรฺครั้งแรกมิได้เกิดจากความสมัครใจของนางเอง

มะฮฺรฺ ต้องจ่ายเมื่อไหร่ ? 
การจ่ายมะฮฺรฺเป็นสิ่งจำเป็น ถึงแม้ว่าเป็นจำนวนน้อยนิดก็ตาม ยกเว้นในบางกรณีที่การแต่งงานมีผลสมบูรณ์ถึงแม้ว่าไม่มีการกำหนดจำนวนของมะฮฺรฺก็ตาม อย่างไรก็ดี สามีก็ยังต้องจ่ายมะฮฺรฺในภายหลังการแต่งงาน อัล-กุรอานได้บัญญัติถึงการหย่าว่า
﴿ لَّا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ إِن طَلَّقۡتُمُ ٱلنِّسَآءَ مَا لَمۡ تَمَسُّوهُنَّ أَوۡ تَفۡرِضُواْ لَهُنَّ فَرِيضَةٗۚ ﴾ [البقرة: ٢٣٦]  
ความว่า ไม่มีบาปใด ๆ แก่พวกเจ้า ถ้าหากพวกเจ้าหย่าหญิง โดยที่พวกเจ้ายังมิได้แตะต้องพวกนางหรือยังมิได้กำหนดมะฮฺรฺใดๆ แก่พวกนาง

อายะฮฺข้างต้นชี้ให้เห็นว่าการแต่งงานมีผลสมบูรณ์โดยไม่ต้องกำหนดจำนวนมะฮฺรฺที่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีหะดีษที่ได้กล่าวถึงความสมบูรณ์ของการแต่งงานลักษณะดังกล่าว แต่ มะฮฺรฺดังกล่าวจะต้องจ่ายให้แก่หญิง ไม่ว่าจะจ่ายเมื่อมีการสมรสหรือหลังจากนั้น ส่วนจำนวนของ มะฮฺรฺจะขึ้นอยู่กับฐานะของสามีและฐานะทางสังคมของภรรยา ดังที่อัล-กุรอานบัญญัติไว้ว่า
﴿وَمَتِّعُوهُنَّ عَلَى ٱلۡمُوسِعِ قَدَرُهُۥ وَعَلَى ٱلۡمُقۡتِرِ قَدَرُهُۥ مَتَٰعَۢا بِٱلۡمَعۡرُوفِۖ﴾ [البقرة: ٢٣٦]  
ความว่า และจงให้นางได้รับสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่พวกนางโดยหน้าที่ของผู้มั่งมีนั้น คือตามกำลังความสามารถของเขาและหน้าที่ของผู้ยากจนนั้น คือตามกำลังความสามารถของเขา เป็นการให้ประโยชน์โดยชอบธรรม
ส่วนหะดีษได้กล่าวถึงกรณีหญิงที่สามีตายก่อนที่จะกำหนดจำนวนของมะฮฺรฺที่แน่นอน หรือตายก่อนที่จะร่วมประเวณีกับนาง กรณีนี้จะต้องเป็นไปตามคำตัดสินของอัลดุลลอฮฺ อิบนฺมัสอูด ซึ่งได้ตัดสินว่านางจะต้องได้รับค่ามะฮฺรฺตามจำนวนที่หญิงซึ่งมีฐานะเดียวกันกับนางได้รับ คำตัดสินดังกล่าวซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานของของนักกฎหมายในยุคหลังได้อธิบายว่าจำนวนที่เหมาะสมของมะฮฺรฺจะขึ้นอยู่กับฐานะทางและฐานะทางสังคมของคู่สมรส ซึ่งในแต่ละสังคมจะมีความแตกต่างกัน 
จากอายะฮฺอัล-กุรอานและหะดีษข้างต้น เป็นที่ชัดเจนว่ามะฮฺรฺเป็นส่วนประกอบสำคัญของการแต่งงานในอิสลามซึ่งหากปราศจากมะฮฺรฺแล้วจะทำให้การสมรสไม่สมบูรณ์ อายะฮฺข้างต้นกล่าวถึงมะฮฺรฺ โดยใช้คำศอดะเกาะฮฺ ซึ่งมีความหมายสำคัญอยู่ในตัว เนื่องจากว่าคำดังกล่าวหมายถึงการบริจาคทาน จึงแสดงให้เห็นว่ามะฮฺรฺที่ให้ไปนั้นจะกลายเป็นทรัพย์สินของภรรยาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นนางมีสิทธิที่จะแบ่งส่วนของมะฮฺรฺให้แก่สามีหรือผู้ปกครองของนางก็ได้ อีกอายะฮฺหนึ่งของอัล-กุรอานบัญญัติว่า
﴿ وَإِنۡ أَرَدتُّمُ ٱسۡتِبۡدَالَ زَوۡجٖ مَّكَانَ زَوۡجٖ وَءَاتَيۡتُمۡ إِحۡدَىٰهُنَّ قِنطَارٗا فَلَا تَأۡخُذُواْ مِنۡهُ شَيۡ‍ًٔاۚ أَتَأۡخُذُونَهُۥ بُهۡتَٰنٗا وَإِثۡمٗا مُّبِينٗا ٢٠ ﴾ [النساء: ٢٠]  
ความว่า และหากพวกเจ้าต้องการเปลี่ยนคู่ครองคนหนึ่งแทนที่ของคู่ครองอีกคนหนึ่งและพวกเจ้าได้ให้แก่นางหนึ่งในหมู่นางเหล่านั้น ซึ่งทรัพย์อันมากมายก็ตามก็จงอย่าได้เอาสิ่งใดจากทรัพย์นั้นคืน พวกเจ้าจะเอามันคืนด้วยการอุปโลกนี้ความเท็จและการกระทำบาปอันชัดเจนกระนั้นหรือ

อายะฮฺนี้แสดงให้เห็นว่ามะฮฺรฺเป็นสิทธิของภรรยาที่ถูกหย่าโดยไม่คำนึงว่าจะมีราคามากน้อยเพียงใด สามีไม่มีสิทธิเอาคืนด้วยการบังคับ ข่มขู่หรือกล่าวหาภรรยา สามีทุกคนควรยำเกรงต่ออัลลอฮฺและมีความเคร่งครัดในศาสนาและหลีกเลี่ยงการเบียดเบียนสิทธิของอดีตภรรยา อัล-กุรอาน ได้บัญญัติต่อไปว่า
﴿ وَكَيۡفَ تَأۡخُذُونَهُۥ وَقَدۡ أَفۡضَىٰ بَعۡضُكُمۡ إِلَىٰ بَعۡضٖ وَأَخَذۡنَ مِنكُم مِّيثَٰقًا غَلِيظٗا ٢١ ﴾ [النساء: ٢١]  
ความว่า และพวกเจ้าจะเอามันคืนได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่บางคนของพวกเจ้าได้แนบกายกับอีกบางคนแล้วและพวกนางก็ได้เอาคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นจากพวกเจ้าแล้วด้วย

อายะฮฺนี้ชี้ให้เห็นว่ามะฮฺรฺเป็นสิทธิของภรรยาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่เป็นของสามีของนาง ดังนั้นถ้าสามีพยายามเอาคืนด้วยการใช้วิธีการอันชั่วร้าย เช่น การใส่ร้ายป้ายสีนางและนินทาว่าร้ายนาง ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺที่ตรัสว่า
﴿ ۞وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلنِّسَآءِ إِلَّا مَا مَلَكَتۡ أَيۡمَٰنُكُمۡۖ كِتَٰبَ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡۚ وَأُحِلَّ لَكُم مَّا وَرَآءَ ذَٰلِكُمۡ أَن تَبۡتَغُواْ بِأَمۡوَٰلِكُم مُّحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَۚ فَمَا ٱسۡتَمۡتَعۡتُم بِهِۦ مِنۡهُنَّ فَ‍َٔاتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةٗۚ وَلَا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ فِيمَا تَرَٰضَيۡتُم بِهِۦ مِنۢ بَعۡدِ ٱلۡفَرِيضَةِۚ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمٗا ٢٤ ﴾ [النساء: ٢٤]  
ความว่า และบรรดาหญิงที่อยู่ในปกครองของสามี นอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง เป็นบัญญัติของอัลลอฮฺที่มีแก่พวกเจ้า และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้น ในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้าในฐานะเป็นผู้แต่งงานมิใช่ในฐานะผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าแสนสุขด้วยนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสิ่งตอบแทนแก่พวกนาง ตามที่มีกำหนดไว้และไม่เป็นบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าในต่างที่พวกเจ้าต่างยินยอมกันในสิ่งนั้น หลังจากที่มีกำหนดนั้นขึ้นแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาน

จากอายะฮฺข้างต้นเป็นที่เข้าใจว่ามะฮฺรฺเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสมรสที่สมบูรณ์ นอกจากนี้แล้วอายะฮฺนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่ามะฮฺรฺคือรางวัลหรือค่าตอบแทนที่ชายมอบให้แก่หญิงเสมือนหนึ่งว่านางได้มอบหรือฝากชีวิตให้แก่สามี ดังนั้น ชายควรมอบทรัพย์สินให้แก่นางเป็นการตอบแทนอย่างไรก็ตามหญิงมีสิทธิที่จะยกเว้นให้สามีไม่ต้องจ่ายมะฮฺรฺให้แก่นางหรือลดหรือเพิ่มจำนวนของ มะฮฺรฺ หลังจากที่กำหนดแล้ว ถ้าหากทั้งสองสามารถบรรลุข้อตกลงได้
อัล-กุรอานไม่ได้กำหนดให้มะฮฺรฺเป็นสิ่งจำเป็นของการแต่งงานระหว่างมุสลิมด้วยกันเท่านั้น แต่ยังได้กำหนดสำหรับการแต่งงานระหว่างชายมุสลิมกับหญิงชาวกีตาบียะฮฺอีกด้วย (หญิงชาวยิวหรือคริสเตียน)  ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلۡمُؤۡمِنَٰتِ وَٱلۡمُحۡصَنَٰتُ مِنَ ٱلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ مِن قَبۡلِكُمۡ إِذَآ ءَاتَيۡتُمُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ مُحۡصِنِينَ غَيۡرَ مُسَٰفِحِينَ وَلَا مُتَّخِذِيٓ أَخۡدَانٖۗ ﴾ [المائ‍دة: ٥]  
ความว่า และบรรดาหญิงบริสุทธิในหมู่ผู้ศรัทธาหญิงและบรรดาหญิงบริสุทธิในหมู่ผู้ที่ได้รับคำภีร์ก่อน จากพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่ง มะฮฺรฺ ของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่เป็นผู้กระทำการซินาโดยเปิดเผยและมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อนโดยกระทำซินาลับ ๆ 

อัล-กุรอานยังบัญญัติต่อไปว่า
﴿ لَّا جُنَاحَ عَلَيۡكُمۡ إِن طَلَّقۡتُمُ ٱلنِّسَآءَ مَا لَمۡ تَمَسُّوهُنَّ أَوۡ تَفۡرِضُواْ لَهُنَّ فَرِيضَةٗۚ وَمَتِّعُوهُنَّ عَلَى ٱلۡمُوسِعِ قَدَرُهُۥ وَعَلَى ٱلۡمُقۡتِرِ قَدَرُهُۥ مَتَٰعَۢا بِٱلۡمَعۡرُوفِۖ حَقًّا عَلَى ٱلۡمُحۡسِنِينَ ٢٣٦ ﴾ [البقرة: ٢٣٦]  
ความว่า ไม่มีบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าถ้าหากพวกเจ้าหย่าหญิง โดยที่พวกเจ้ายังมิได้แตะต้องนางหรือยังมิได้กำหนด มะฮฺรฺ ใด ๆ แก่พวกนางและจงให้นางได้รับสิ่งที่อำนวยประโยชน์แก่พวกนาง โดยที่หน้าที่ของผู้มั่งมีนั้นคือตามกำลังความสามารถของเขาและหน้าที่ของผู้ยากจนนั้น คือตามกำลังความสามารถของเขา เป็นการให้ประโยชน์โดยชอบธรรม เป็นสิทธิเหนือผู้กระทำดีทั้งหลาย

อายะฮฺนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าชายมุสลิมหย่าภรรยาของเขาก่อนที่จะมีการร่วมประเวณีหรือก่อนที่จะกำหนดจำนวนมะฮฺรฺที่แน่นอน เช่นนี้เขาจะต้องจ่ายให้แก่อดีตภรรยาเป็นทรัพย์สินตามฐานะของเขา แต่ถ้าจำนวนของมะฮฺรฺถูกกำหนดแล้วและเกิดการหย่าก่อนที่จะมีการร่วมประเวณีกรณีเช่นนี้สามีจะต้องจ่ายมะฮฺรฺครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวให้แก่หญิง 

การกำหนดจำนวนของมะฮฺรฺ 
อิสลามมิได้กำหนดจำนวนของมะฮฺรฺ ที่แน่นอน อายะฮฺอัล-กุรอานกล่าวแต่เพียงว่าชายต้องจ่ายมะฮฺรฺแก่หญิงในการแต่งงาน แต่มิได้กล่าวถึงจำนวนที่แน่นอน อย่างไรก็ตามมีหะดีษของท่านนบีกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้
รายงานโดย อามีร อิบนุ เราะบีอะฮฺว่ามีหญิงจากเผ่าบานูฟะซะเราะฮฺได้รับมะฮฺรฺเป็นรองเท้าคู่หนึ่งในการแต่งงาน ท่านนบีได้ถามนางว่า “เจ้าพอใจรองเท้าคู่ดังกล่าวหรือไม่ ? นางได้ตอบท่านนบีว่านางพอใจ หลังจากนั้นท่านนบีจึงอนุญาตให้มีการสมรส” (รายงานโดยอาอะหฺมัด อิบนุมาญะฮฺและอัต–ติรมิซีย์)
นอกจากนี้มีหญิงคนหนึ่งมาหาท่านนบีและกล่าวว่า “โอ้ ท่านศาสนฑูตของอัลลอฮฺ !  ฉันต้องการมอบตัวฉันให้แก่ท่าน” หลังจากนั้นนางได้นั่งเป็นเวลานานเพื่อรอคำตอบ หลังจากนั้นมีชายอีกคนหนึ่งมานั่งและกล่าวว่า “โอ้ ! ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ  ถ้าท่านไม่ต้องการนาง  โปรดแต่งงานนางกับฉันเถิด” ท่านนบีจึงได้ถามชายดังกล่าวว่า “เจ้าพอมีทรัพย์สินสำหรับเป็นค่ามะฮฺรฺ หรือไม่?”  เขาตอบว่า  เขามีเพียง กางเกงคู่หนึ่ง ซึ่งถ้าให้แก่นางแล้วเขาก็จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย  ท่านนบีจึงขอร้องให้เขาให้อะไรก็ได้สำหรับเป็นค่ามะฮฺรฺ แม้กระทั่งแหวนเหล็ก แต่เขาก็ยังไม่มี ท่านนบีจึงถามว่า  “เจ้าพอมีความรู้ในอัล–กุรอานบ้างหรือไม่?”  เขาตอบว่า  “มี”  และบอกชื่อซูเราะฮฺ ที่เขาจำได้  หลังจากนั้นท่านนบีจึงกล่าวว่า “ฉันขอประกาศว่าเจ้าทั้งสองทำการสมรสโดยมีซูเราะฮฺที่เจ้าจำจากอัล–กุรอานเป็นมะฮฺรฺ” (รายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
ในกรณีข้างต้น ซูเราะฮฺหรือบทของอัล–กุรอานที่ชายดังกล่าวท่องจำได้นั้นถือว่าเป็นมะฮฺรฺ อย่างไรก็ตาม เราควรทำความเข้าใจกับหะดีษนี้ให้ถูกต้อง กล่าวคือหะดีษไม่ได้กำหนดจำนวนต่ำสุดของมะฮฺรฺ ดังที่อิมามอบูหะนีฟะฮฺ และอิมามมาลิกเข้าใจ อิบนุอัล-ก็อยยิมอธิบายว่าหะดีษนี้ให้ความหมายว่ามะฮฺรฺนั้นเป็นสิทธิของหญิงและหญิงที่เคร่งครัดในศาสนาที่ถูกกล่าวในหะดีษดังกล่าวมีความพอใจในตัวของชายที่อย่างน้อยมีความรู้ในอัล–กุรอาน:
“นี่เป็นการสร้างความพอใจให้แก่นางมากกว่าทรัพย์สินเนื่องจากคำว่าเศาะด๊ากที่แท้จริงคือสิ่งที่ให้ผลประโยชน์แก่หญิง ถ้านางพึงพอใจในความรู้เกี่ยวกับอิสลามและการท่องจำอัล-กุรอานของสามีแล้ว สิ่งดังกล่าวก็ถือว่าเป็นมะฮฺรฺ เพราะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่นางได้”  
การให้มะฮฺรฺเป็นจำนวนมากก็สามารถกระทำได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัร อิบนฺอัล-ค็อฏฏอบได้กล่าวว่าท่านนบีเคยประกาศว่าไม่ควรให้มะฮฺรฺมากกว่า 400 ดิรฮัม เมื่อเขาลงจากมิมบัร มีหญิงเผ่ากุร็อยซถามเขาว่า “ท่านไม่เคยได้ยินหลักคำสอนของอัลลอฮฺหรืออย่างไร?  ที่พระองค์ตรัสว่า
﴿وَءَاتَيۡتُمۡ إِحۡدَىٰهُنَّ قِنطَارٗا ﴾ [النساء: ٢٠]  
ความว่า และพวกเจ้าได้ให้แก่นางหนึ่งในหมู่นางเหล่านั้นซึ่งทรัพย์อันมากมาย

ท่านอุมัรได้เดินกลับไปยังมิมบัรอีกครั้งและประกาศว่า “ฉันแนะนำมิให้พวกเจ้าให้มะฮฺรฺ มากกว่า 400 ดิรฮัม แต่ถ้าใครต้องการให้มากกว่านั้นก็สามารถกระทำได้”   
อย่างไรก็ตาม  สามีไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนทรัพย์สินที่เขามอบให้แก่ภรรยาเนื่องด้วยการแต่งงานหรือเครื่องประดับเสื้อผ้า ซึ่งให้เป็นของขวัญแก่ภรรยา การเรียกร้องเอาคืนสิ่งที่ได้มอบให้แก่คนอื่นไปแล้วถือว่าขัดกับหลักการอิสลามโดยสิ้นเชิง ท่านนบีเปรียบเทียบพฤติกรรมดังกล่าวเหมือนกับสุนัขที่เลียอาเจียนของตัวเอง เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งถ้าหากสามีเรียกร้องเอาคืนสิ่งที่ได้มอบให้แก่ภรรยาหลังจากที่มีการหย่าเกิดขึ้น ตรงกันข้ามอิสลามกำชับให้สามีให้ทรัพย์สินแก่ภรรยาก่อนที่เขาจะจากนางไป ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
﴿وَلَا يَحِلُّ لَكُمۡ أَن تَأۡخُذُواْ مِمَّآ ءَاتَيۡتُمُوهُنَّ شَيۡ‍ًٔا ﴾ [البقرة: ٢٢٩]  
ความว่า และไม่อนุญาตแก่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะเอาสิ่หนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนาง

เงื่อนไขอื่นๆ เกี่ยวกับมะฮฺรฺ
การจ่ายมะฮฺรฺควรจะอยู่ในรูปของสิ่งของที่มีราคา ถึงแม้ว่าสิ่งดังกล่าวจะมีค่าเล็กน้อยก็ตาม  มัซฮับหะนะฟีย์ให้ทัศนะว่าจำนวนของมะฮฺรฺจะต้องไม่น้อยกว่า 10 ดิรฮัม ส่วนมัซฮับมาลิกีย์ให้ทัศนะว่าจำนวนต่ำสุดของมะฮฺรฺคือ 3 ดิรฮัม ในขณะที่มัซฮับชาฟิอีย์มิได้กำหนดจำนวนต่ำสุดของมะฮฺรฺ ซึ่งเป็นทัศนะเดียวกับมัซฮับฮันบะลีย์ ถ้าการแต่งงานฝ่ายชายได้ให้มะฮฺรฺแก่หญิงเป็นสิ่งมึนเมาหรือสุกร หรือสิ่งหะรอม (ไม่อนุมัติ)อื่นๆ ในอิสลาม ซึ่งมุสลิมไม่สามารถครอบครองหรือทำการซื้อขายสิ่งดังกล่าวได้ เช่นนี้ถือว่าการแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งนักกฎหมายอิสลามของทั้งสี่มัซฮับมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้  มัซฮับมาลิกีย์ให้ทัศนะว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมะฮฺรฺ จะต้องให้แก่ภรรยาหลังจากที่มีการร่วมประเวณีเป็นครั้งแรก การจ่ายมะฮฺรฺจะต้องกระทำในพิธีแต่งงานหรือหลังการแต่งงานก็ได้มัซฮับหะนะฟีย์ให้ความเห็นว่าการจ่ายมะฮฺรฺ สามารถกระทำภายหลังการแต่งงานได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด
การเสนอในการให้ มะฮฺรฺ จะต้องไม่สร้างความสับสนเช่นกล่าวว่า  “ฉันแต่งงานกับคุณโดยมี มะฮฺรฺ จำนวนสามหมื่นบาท ซึ่งฉันจะให้ก็ต่อเมื่อมีฝนตกหรือเมื่อผู้เดินทางมาถึง” เป็นต้น  มัซฮับมาลีกีย์มีทัศนะว่า มะฮฺรฺ อาจจะเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจน เช่น สัตว์ซึ่งอาจจะทราบจากการมองเห็นหรืออธิบายหรือชนิดของม้า  เช่น ม้าพันธ์อาหรับ  หรืออาจจะเป็นเงินจำนวนหนึ่งดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ถึงแม้ว่าจไม่มีการมอบมะฮฺรฺในขณะประกอบพิธีสมรส แต่มะฮฺรฺไม่ควรถูกประวิงโดยคำสัญญาที่ไม่แน่นอน อาทิเช่น กล่าวว่า “จะจ่ายมะฮฺรฺ ก็ต่อเมื่อถึงแก่ความตายหรือเมื่อเราได้หย่าขาดจากกัน” มัซฮับชาฟีอีย์และฮันบะลีย์ให้ทัศนะว่าสามารถจ่ายมะฮฺรฺทั้งหมดภายหลังการแต่งงานได้ แต่ไม่ควรละเลยโดยสิ้นเชิง เมื่อจำนวนของมะฮฺรฺถูกกำหนดแล้วและฝ่ายชายพร้อมที่จะจ่าย เช่นนี้การจ่ายมะฮฺรฺไม่ควรเลื่อนออกไป ส่วนมัซฮับมาลิกีย์มีความเห็นว่ามะฮฺรฺควรจ่ายในวันที่ประกอบพิธีสมรสยกเว้นในกรณีที่ฝ่ายหญิงต้องการรับมะฮฺรฺภายหลังการสมรส การจ่ายมะฮฺรฺไม่ควรถูกเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด เพราะจะเป็นสร้างความกังวลใจให้แก่ภรรยา มัซฮับมาลิกีย์ให้ทัศนะว่าถ้าหากมะฮฺรฺถูกกำหนดแล้ว อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมะฮฺรฺจะต้องให้แก่หญิงทันที และอีกครึ่งหนึ่งจ่ายในภายหลังโดยที่จะต้องกล่าวอย่างชัดเจน เช่น “ฉันแต่งงานกับคุณด้วยมะฮฺรฺจำนวนสองหมื่นบาท  ซึ่งจะจ่ายขณะนี้เลยจำนวนหนึ่งหมื่น ส่วนที่เหลืออีกหมื่นหนึ่งบาทจะให้ในภายหลัง”  ในกรณีนี้จะต้องจ่ายมะฮฺรฺทั้งหมดก่อนร่วมประเวณีครั้งแรก
มัซฮับหะนะฟีย์ให้ทัศนะว่าภรรยามีสิทธิปฏิเสธมิให้สามีร่วมประเวณี ถ้านางยังมิได้รับมะฮฺรฺจากสามีตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว ในกรณีสามีไม่ยอมจ่ายมะฮฺรฺ หรือค่าเลี้ยงดูแก่ภรรยาแล้ว ภรรยามีสิทธิฟ้องหย่าได้ นักกฎหมายอิสลามของมัซฮับชาฟิอีย์ให้ทัศนะว่าถ้าสามีไม่สามารถจ่ายมะฮฺรฺดังที่ได้ตกลงกันแล้ว เช่นนี้ขึ้นอยู่กับภรรยาว่าจะยอมรับสภาพหรือฟ้องหย่า
ส่วนจำนวนของมะฮฺรฺ อายะฮฺอัล-กุรอานแสดงให้เห็นว่าค่าของมะฮฺรฺนั้นจะเป็นจำนวนใดก็ได้ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَءَاتَيۡتُمۡ إِحۡدَىٰهُنَّ قِنطَارٗا ﴾ [النساء: ٢٠]  
ความว่า และพวกเจ้าได้ให้แก่นางหนึ่งในหมู่นางเหล่านั้นซึ่งทรัพย์อันมากมาย

ดังนั้นไม่มีจำนวนสูงสุดหรือต่ำสุดกำหนดสำหรับมะฮฺรฺ ท่านนบีจ่ายมะฮฺรฺให้แก่บรรดาภรรยาด้วยจำนวนที่หลากหลาย เช่น การแต่งงานกับอุมมูหะบีบะฮฺ (บุตรสาวของอะบูซุฟยาน) ซึ่งตอนนั้นนางอาศัยอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย การแต่งงานดังกล่าวท่านนบีให้มะฮฺรฺเป็นจำนวนสี่พันดิรฮัม ในขณะที่ภรรยาคนอื่นๆ ท่านนบีให้มะฮฺรฺเป็นจำนวนห้าร้อยดิรฮัม  ส่วนมะฮฺรฺของบุตรสาวของท่านนบีเองที่ชื่อฟาฏิมะฮฺคือสี่ร้อยดิรฮัม จำนวนต่ำสุดของมะฮฺรฺดังที่กล่าวในหลายๆ หะดีษ ซึ่งได้นำเสนอมาแล้วข้างต้นคือแหวนเหล็ก และถ้าชายที่ไม่สามารถหาแม้กระทั่งแหวนเหล็ก ก็สามารถให้มะฮฺรฺแก่ภรรยาด้วยการสอนอัล–กุรอานให้แก่นาง
บางหะดีษได้กล่าวถึงการจ่ายมะฮฺรฺด้วยอาหารหรือผลอินทผาลัมจำนวนหนึ่ง  อย่างไรก็ตามจำนวนของมะฮฺรฺอาจจะเพิ่มหรือลดตามข้อตกลงที่ได้รับความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ดังที่บัญญัติไว้ในอัล-กุรอาน อายะฮฺ 24 ของซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ  ภรรยาเป็นเจ้าของมะฮฺรฺ ดังนั้นนางอาจจะสละสิทธิมะฮฺรฺ บางส่วนหรือทั้งหมด การสละสิทธิในมะฮฺรฺ ตามหลักวิชาฟิกฮฺเรียกว่าฮิบะฮฺ อัล-มะฮฺรฺ
อย่างไรก็ตามมัซฮับหะนะฟีย์ให้ทัศนะว่าถ้ามะฮฺรฺถูกกำหนดไว้แล้ว สามีก็ต้องจ่ายให้แก่ภรรยาทันที ถ้าเป็นความประสงค์ของภรรยา และถ้ามีการตกลงจ่ายมะฮฺรทันทีหรือในภายหลัง แต่ต่อมาได้เกิดการหย่าร้างขึ้นมา หรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่นนี้สามีต้องจ่ายมะฮฺรที่ถูกกำหนดในข้างต้นทันที เมื่อมะฮฺรถูกกำหนดแล้ว ก็อาจจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กันและอาจกำหนดต่อไปว่า  ส่วนแรกจะต้องจ่ายทันทีตามความประสงค์ของภรรยาและส่วนที่เหลือจ่ายเมื่อสามีถึงแก่ความตายหรือเมื่อเกิดการหย่าร้าง หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

สิทธิในมรดกของผู้หญิงมุสลิม
อัล-กุรอานได้อธิบายว่าทั้งชายและหญิงต่างก็มีสิทธิรับมรดก ในสมัยก่อนอิสลามหญิงและชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะไม่มีสิทธิในมรดก
เมื่อพิจารณาถึงอายะฮฺของอัล-กุรอานจะเห็นได้ว่าผู้ชายจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งของผู้หญิงสองคน ดังที่มุฮัมหมัดอิกบาลให้ข้อสังเกตได้อย่างน่าสนใจว่า การที่ผู้หญิงได้รับส่วนแบ่งดังกล่าวไม่ใช่เนื่องมาจากความต่ำต้อยของนาง แต่เนื่องจากโอกาสทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคมของนาง
มุฮัมหมัดอิกบาลยังได้อธิบายต่อไปว่าอิสลามกำหนดให้บุตรสาวมีสิทธิในทรัพย์สินที่มอบให้โดยบิดาของนางเองและสามีในวันแต่งงานอย่างสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันนางก็เป็นเจ้าของในมะฮฺรฺ ซึ่งอาจจะได้รับทันทีหรือในภายหลังทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนางเอง นอกจากนี้สามีต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูนางตลอดชีวิต
นอกจากนี้ อิสลามยังได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านเศรษฐกิจแก่ผู้ชายในขณะที่หญิงมีบทบาทในเรื่องดังกล่าวน้อยกว่าชาย
ถึงกระนั้นก็ตาม  ถ้าบรรดาทายาทของผู้ตายเป็นผู้หญิงทั้งหมด พวกนางก็จะมีสิทธิสองในสามส่วนของมรดกทั้งหมด  แต่ถ้าผู้มีสิทธิได้รับมรดกเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว นางก็จะได้รับครึ่งหนึ่ง
การแบ่งมรดกข้างต้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้หักหนี้และค่าทำพิธีฝังศพเจ้ามรดกแล้ว

ส่วนแบ่งในมรดกของมารดา
ถ้าบิดาซึ่งมีบุตรเสียชีวิตลง  มารดาจะได้รับมรดกเศษหนึ่งส่วนหก นอกจากนี้นางจะได้รับมรดกเศษหนึ่งส่วนหก ถ้าบุตรชายของนางมีพี่น้องชายหรือหญิงหลายคน (บิดาเดียวกันหรือมารดาเดียวกัน) อย่างไรก็ตามถ้าบุตรชายดังกล่าวมีพี่น้องชายหรือหญิงเพียงคนเดียว นางก็จะได้รับหนึ่งในสาม นอกจากนี้นางยังจะได้รับมรดกหนึ่งในสามของส่วนที่เหลือจากการแบ่งแล้ว เมื่อนางรับมรดกร่วมกับบิดา ภรรยา หรือสามีของผู้ตาย หลังจากที่ได้แบ่งมรดกให้แก่สามีหรือภรรยาของผู้ตายแล้ว นางก็จะได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในสาม ในขณะที่บิดาได้รับส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้เป็นตามทฤษฎีการแบ่งมรดกที่เรียกว่าอุมะริยยะตานีย์ ซึ่งจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจกับทฤษฎีนี้ต่อไป