การให้ความเสมอภาคทางสังคมและการเมือง แก่สตรีในประเทศมุสลิม
การเคลื่อนไหวของสตรีเพื่อเรียกร้องความเสมอภาคทางสังคมและการเมืองเริ่มเกิดขึ้นมานานแล้ว ความคิดดังกล่าวถูกริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในหนังสือที่ชื่อว่า L’Homme–Femme ซึ่งเขียนในปี ค.ศ. 1872 ในปี 1977 Mary Wollstonecraft ได้เขียนหนังสือชื่อว่า The Rights of Women (สิทธิของสตรี) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงความสำคัญของการยกสถานภาพของสตรีให้สูงขึ้น ในยุคสมัยของการล่าอาณานิคม ความคิดดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปยังประเทศมุสลิมต่าง ๆ
ผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากวิถีชีวิตแบบตะวันตกได้แก่ ผู้ปกครองประเทศมุสลิมทั้งหลาย เมื่ออิสลามถึงยุคตกต่ำ ผู้นำเหล่านี้มีความเชื่อว่าโลกมุสลิมมีความล้าหลังเนื่องจาก “สตรีได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง”
ความเคลื่อนไหวของสตรีในประเทศอียิปต์
ความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างสตรีกับผู้ชายในประเทศอียิปต์ได้รับการชี้นำจากบุคคลระดับประเทศ เช่น มุฮัมหมัดอะลีย์และอิสมาอีล บาชา บุคคลเหล่านี้เป็นริเริ่มการปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรม จึงส่งผลทำให้ประเทศอียิปต์ละทิ้งหลักคำสอนและวิถีชีวิตแบบอิสลาม มูฮัมหมัดอะลีย์ บาชา ได้วางระบบการศึกษาของอียิปต์ใหม่ โดยยึดรูปแบบของประเทศฝรั่งเศส ทั้งยังได้ส่งสมาชิกภายในครอบครัวหลายคนไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่บรรดาอุละมาอฺ และชาวมุสลิมอียิปต์เป็นอย่างมาก
เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียงประเทศอียิปต์เท่านั้นที่เกิดการเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาสิทธิเสรีภาพของ ซึ่งกล่าวได้ว่าอิทธิพลตะวันตกได้ฝังรากในประเทศอียิปต์จนทำให้ผู้นำอิยิปต์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวความคิดดังกล่าว
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของสตรีคือ อิทธิพลของคณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์
ในปี ค.ศ. 1826 มูฮัมหมัดอะลีย์ได้ส่งนักศึกษาชุดแรกจำนวน 44 คนไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศตะวันตก ในปี ค.ศ. 1833 จำนวนนักศึกษาที่ถูกส่งไปศึกษาต่อกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 114 คน เหตุการณ์เดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นในประเทศตุรกี ซีเรีย และส่วนอื่น ๆ ของโลกมุสลิม นักศึกษาเหล่านี้ทั้งชายและหญิงถูกครอบงำโดยแนวความคิดของตะวันตกและนำมาซึ่งการต่อต้านแนวความคิดอิสลาม
มูฮัมหมัดอะลีย์ บาชา เป็นคนที่คลั่งไคล้ระบบการศึกษาของยุโรปเป็นอย่างมากถึงขนาดเขียนจดหมายถึง Jeremy Bentham ซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวอังกฤษ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรชายของตัวเอง
ทายาทของมูฮัมหมัดอาลี พาชา ที่ชื่อ คิดีฟ อิสมาแอล พาชา (18303-895) ซึ่งปกครองประเทศระหว่างปี ค.ศ. 1863 จนถึงปี 1879 เริ่มดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพของสตรี คิดิฟ อิสมาแอล บาชา จบการศึกษาจากกรุงปารีส ดังนั้นเขาจึงต้องการให้อียิปต์มีวัฒนธรรมเหมือนกับโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้ในยุคสมัยการปกครองของเขาได้มีการสร้างโรงเรียนเพิ่มจากจำนวนทั้งหมด 185 หลัง เป็น 4,817 หลัง ซึ่งโรงเรียนทั้งหมดนี้ได้นำเอารูปแบบการแต่งกายของนักเรียนและหลักสูตรการศึกษามาจากยุโรปทั้งสิ้น
ที่ร้ายไปกว่านั้น คิดีฟ อิสมาแอล บาชา ส่งเสริมไม่ให้สตรีสวมใส่ผ้าคลุมศีรษะ และในปี ค.ศ. 1873 เขาได้สร้างโรงเรียนสำหรับสตรีขึ้นแห่งแรก ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากภรรยาของเขาเอง ในปี ค.ศ. 1875 โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนหญิงทั้งหมดจำนวน 298 คน
ในปลายศตวรรษที่ 19 มีนักวิชการที่มีชื่อเสียง 4 คน ได้เขียนถึงการยกสถานภาพของสตรี ผลงานของพวกเขาได้ช่วยเสริมสร้างความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสตรีในประเทศอียิปต์ซึ่งผลสุดท้ายก็ดังที่เราได้เห็นในอียิปต์ปัจจุบัน นักวิชการดังกล่าวได้แก่ ญะมัล อัด-ดีน อัล-อัฟฆอนีย์, เชค มูฮัมหมัดอับดุฮ, กอซิม อามีน และมาลิก ฮิฟนี นาซีฟ
ญะมัล อัด-ดีน อัล–อัฟฆอนีย์ (1839–1879) ถือว่าเป็นนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ซึ่งแนวคิดของเขามีอิทธิพลต่อโลกมุสลิมในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าพื้นเพดั้งเดิมของเขามาจากประเทศอัฟกานิสถาน แต่เขาได้กลายเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูปของโลกมุสลิมทั้งหมด โดยเฉพาะในประเทศตุรกี อียิปต์และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ชาวอียิปต์มีความประทับใจในบุคลิกภาพของญะมัล อัด-ดีน อัล-อัฟฆอนีย์ เป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เขาอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์นั้น เขาได้ก่อตั้งกลุ่มชาตินิยมอียิปต์ ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ อะดัม (Charles Adams) ได้เขียนหนังสือที่ชื่อว่า Islam and Modernism in Egypt (อิสลามและความสมัยใหม่ในอียิปต์) โดยกล่าวถึงความนิยมและความสำเร็จของ ญะมัล อัด-ดีน อัล-อัฟฆอนีย์
ลูกศิษย์ของญะมัล อัด-ดีน อัล-อัฟฆอนีย์คนหนึ่งที่ชื่อ เชค มูฮัมหมัด อับดูฮฺ ได้สานงานของเขาต่อไป ศาสตราจารย์อะดัมส์ได้กล่าวถึงการปฏิรูปสังคมของมูฮัมหมัด อับดูฮว่า :
“ความเห็นที่โดดเด่นของมูฮัมหมัดอับดูฮฺคือความจำเป็นของการฝึกฝนและให้การศึกษาแก่สตรีอย่างเท่าเทียมกับผู้ชาย และการปฏิรูปสังคมและประเพณีที่จะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสตรีในประเทศมุสลิม อิสลามได้แสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมของการเป็นศาสนาของโลก หลักคำสอนของอิสลามในทุกๆ เรื่องได้ให้สตรีมีความเท่าเทียมกับผู้ชาย” มูฮัมหมัดอับดูฮฺทำการต่อต้านการมีภรรยาหลายคนในประเทศอียิปต์
ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา แนวความคิดงานเขียนของนักวิชาการเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของแนวความคิดสมัยใหม่ในโลกอาหรับ ความพยายามของพวกเขาคือการทำให้อิสลามออกจากความเป็นอนุรักษ์นิยม อัล-อัฟฆอนีย์เชื่ออย่างแน่วแน่ว่าอิสลามสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทุกขณะเนื่องจากเป็นศาสนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด ความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากลูกศิษย์ของเขาที่ชื่อ มูฮัมหมัดอับดูฮฺ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นผู้สร้างอียิปต์สมัยใหม่ แรงดลใจของการ “ปฏิรูป” ของนักวิชาการเหล่านี้ได้จุดประกายประเทศมุสลิมอื่นๆ ทำให้มีนักปฏิรูปเพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ 20 เช่น กะมาล อะตาเติร์ก (Kamal Ataturk) ในประเทศตุรกี ซะอัด ซัฆลูล (Sa’d Zaghlul) ในประเทศอียิปต์ และ เรซา ชาห์ (Reza Shah) ในอิหร่าน ความสมัยใหม่ทำให้ผู้นำเหล่านี้ได้ปฏิบัติตามรูปแบบที่มิใช่อิสลาม
กอซิม อะมีนได้เดินตามรอยเท้าของนักปฏิรูปอียิปต์รุ่นก่อนๆ เขาได้เขียนหนังสือสองเล่มเกี่ยวกับสตรี อบู อัล-ฮัซซัน อะลีย์นัดวีย์ ได้ให้ทัศนะที่น่ารับฟังเกี่ยวกับการรับอิทธิพลของแนวความคิดตะวันตกโดยผู้นำมุสลิมและแม้กระทั่งอุละมาอฺเองจนนำไปสู่การเรียกร้อง “การปลดปล่อยสตรี”
การพิสูจน์ถึงผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมซึ่งเกิดจากอิทธิพลตะวันตกที่มีต่อแนวคิดของชาวอียิปต์ถูกค้นพบในงานเขียนของ กอซิม อะมีน ที่ชื่อว่า ตัหรีรฺ อัล-มารออาต (การให้สตรีมีเสรีภาพ) และ อัล-มารออาต อัล-ญะดีดะฮฺ (สตรีสมัยใหม่) ใน ตัหรีรฺ อัล-มารออาต กอซิม อะมีน ได้เรียกร้อง “การยกเลิก ฟุรดะฮฺ (การปกปิดร่างกาย) ไม่เป็นการขัดต่อหลักคำสอนของอิสลาม” หนังสือ ตัหรีรฺ อัล-มารออาต ได้กล่าวถึงเนื้อหา 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ฟุรดะฮฺ การมีส่วนร่วมของสตรีในการดำเนินชีวิตในรูปแบบต่างๆ การมีภรรยาหลายคนและการหย่า เกี่ยวกับหัวข้อที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ กอซิม อะมีนได้ใช้จุดยืนของตะวันตกแทนจุดยืนของอิสลาม นอกจากนี้แล้วเขายังได้อธิบายเกี่ยวกับคำสอนของชะรีอะฮฺอย่างผิดๆ อีกด้วย
แนวความคิดแบบตะวันตกของกอซิม อามีน สามารถสังเกตเห็นอย่างชัดเจนในหนังสือของเขาอีกเล่มหนึ่งที่ชื่อ อัล-มารออาต อัล-ญะดีดะฮฺ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เขาได้อ้างเหตุผลแบบตะวันตกที่ปฏิเสธความจริงทั้งหมดและความเชื่อที่ไม่อาจรับรู้ทางประสบการณ์ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่บนพื้นฐานของศาสนาก็ตาม กล่าวคือสิ่งที่ชาวตะวันตกเรียกว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) นั้นเอง ในตอนท้ายของหนังสือ กอซิม อามีนได้แสดงให้เห็นถึงการเอาแบบอย่างสังคม วัฒนธรรมและประเพณีตะวันตกอย่างชัดเจนด้วยการวิจารณ์ชาวอียิปต์อย่างรุนแรงที่สรรเสริญเยินยอและมีความภาคภูมิใจในอารยธรรมและวัฒนธรรมเก่าแก่ของอียิปต์
“นี่คืออาการป่วยของเราที่แท้จริงซึ่งจำเป็นต้องกำจัดเป็นลำดับแรกสุด แนวทางในการกำจัดมีเพียงทางเดียวนั้นก็คือเราจะต้องให้เยาวชนของเรามีความคุ้นเคยให้มากที่สุดกับอารยธรรมตะวันตกรวมทั้งเงื่อนไขและสถานการณ์ของอารยธรรมดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อทำให้ความจริงถูกเปิดเผยเหมือนกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ เราจะรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของอารยธรรมตะวันตกและมองตัวเราเองว่าไม่มีการปฏิรูปใดที่มีความเป็นไปได้ นอกจากการปฏิรูปที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สมัยใหม่ของตะวันตกและกิจการทุกอย่างของมนุษย์ไม่ว่าในเรื่องของจริยธรรมและวัตถุจะต้องได้รับการส่งเสริมของเหตุผลและการเรียนรู้
“ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่าทุกสังคมของโลกปัจจุบันจะมีความเหมือนกันในเรื่องขององค์กรทางการเมือง รัฐบาลและการปกครอง โครงสร้างของครอบครัว การศึกษา ภาษา ตัวอักษร และสถาปัตยกรรม และแม้กระทั่งในเรื่องปลีกย่อยต่างๆ เช่น การแต่งกาย การทักทาย อาหารหรือเครื่องมือ ถึงแม้สังคม เหล่านี้จะมีความแตกต่างในเรื่องของเชื้อชาติ ภาษา สัญชาติและศาสนาก็ตาม ด้วยเหตุผลนี้เองที่เราต้องถือว่าชาวตะวันตกเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์แบบและเรียกร้องให้คนของเราทำการศึกษาเกี่ยวกับตำแหน่งและฐานะของสตรีตะวันตก”
หนังสือทั้งสองเล่มนี้ได้รับความนิยมจากชาวอียิปต์รุ่นใหม่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่ต้องการความเสมอภาคและความอิสระเสรี ตลอดจนสตรีที่ต้องการถอดเครื่องแต่งกายที่มิดชิด การอยู่ร่วมกันระหว่างชายและหญิงกลายเป็นสิ่งธรรมดาและสตรีและนักเรียนหญิงชาวอียิปต์เริ่มเดินทางไปยังทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างเสรี
คำสอนของกอซิม อะมีนได้กระตุ้นความรู้สึกของสตรีชาวอียิปต์ที่ต้องการสิทธิและเสรีภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
มะลัก ฮิฟนีย์ นาซิฟ (Malak Hifni Nasif) เป็นผู้ร่วมงานหญิงของกอซิม อามีน นางเป็นบุตรีของฮิฟนีย์ เบ นาซิฟ (Hifni Bey Nasif) ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มของมูฮัมหมัด อับดูฮฺ มะลัก ฮิฟนีย์ นาซิฟ นางได้รับการศึกษาด้านศิลปศาสตร์จากโรงเรียนฝึกหัดครูสำหรับสตรีในปี ค.ศ. 1893 หลังจากจบการศึกษา นางได้สอนในโรงเรียนรัฐบาลหลายแห่ง และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 1918 คำพูดและบทความของนางแสดงให้เห็นว่านางต้องการปฏิรูปสถานะของผู้หญิงชาวอียิปต์ในทุกอณูของชีวิต
Arslan Bohdanowicz กล่าวว่า “ไม่ถึงสิบปีหลังจากที่หนังสือของกอซิม อะมีน ได้ถูกตีพิมพ์ปรากฏว่าแนวความคิดของเขาเป็นที่เผยแพร่อย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งกลุ่มอนุรักษ์นิยมเริ่มหยุดปฏิเสธถึงความจำเป็นของการศึกษาของสตรี”
การก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี ค.ศ. 1909 ก็เป็นการเคลื่อนไหวประเภทหนึ่งเพื่อสิทธิของสตรีในประเทศอียิปต์ การเรียนจะถูกสอนโดยอาจารย์สตรี อาจารย์คนแรกเป็นชาวฝรั่งเศส แต่ในปี ค.ศ. 1911 นางละบีบะฮฺ ฮาชิม (Labibah Hashim) ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือที่ชื่อว่า ฟาตาต อัช–ชัรกฺ (สตรีตะวันออก) ได้รับเชิญให้มาสอนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ในปี 1912 มีหญิงมุสลิมอีกสองคนถูกเชิญให้มาสอนในแขนงวิชาอื่นๆ
ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสตรีได้รับการสอนต่อโดย ฮุดา ชะอฺรอวี (Huda Sha’rawi) (เสียชีวิตเมื่อเดือนกันยายน ปี 1947) บิดาของนางเป็นประธานรัฐสภาและสามีเป็นสมาชิกของกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชของประเทศอียิปต์ ด้วยสถานะทางสังคมที่สูงส่งทำให้นางกลายเป็นคนที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวเป็นอย่างมาก
นางเริ่มเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในปี 1919 เมื่อนางได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้บริหารหญิงของพรรควัฟดฺ การไม่คลุมศีรษะและการแต่งกายแบบยุโรปในประเทศอียิปต์ถือว่าเป็นผลงานของนาง เนื่องจากไม่เคยมีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้มาก่อน ในปี 1923 ก่อนที่จะมีการประชุมเกี่ยวกับสิทธิสตรีระหว่างประเทศ (International Feminist Congress)ในกรุงโรมนางได้ก่อตั้งสหพันธ์สิทธิสตรีแห่งอียิปต์ (Egyptian Feminist Union) โดยสมาชิกมาจากคณะกรรมการผู้บริหารหญิงของพรรควัฟดฺ นางพร้อมกับผู้นำสตรีอีกสองคนเดินทางไปยังประเทศอิตาลีเพื่อเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดแต่งกายแบบยุโรปและไม่คลุมศีรษะ หลังกลับจากประเทศอิตาลี นางเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีอย่างจริงจัง ในเดือนมีนาคม ปี 1927 ได้จัดการแสดงเพื่อการกุศลในกรุงไคโร ซึ่งในงานนี้ผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแห่งสตรีมาร่วมงานโดยที่ไม่คลุมศีรษะและแต่งกายแบบยุโรป ซึ่งต่อมาการแต่งกายลักษณะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
ก้าวต่อไปของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสตรีคือปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับการสมรส เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมายและนักวิชาการ ในปี 1927 คณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอแนะเกี่ยวกับ “การปฏิรูป” การสมรสและการหย่า
ในวันที่ 11 มีนาคมคม 1928 กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการสมรสและการหย่าถูกบังคับใช้ หลังจากนั้นได้มีองค์กรและสมาคมของสตรีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นกลุ่มแนะแนวให้แก่เด็กผู้หญิง (Girl Guide Movement) ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1929 ภายใต้การนำของ มุนีเราะฮฺ ศ็อบรีย์ ความนิยมขององค์กรนี้สามารถเห็นได้จากตัวเลขของจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นสี่พันคนในปี 1948
ผลกระทบของวัฒนธรรม วิถีชีวิตและการศึกษาแบบตะวันตกส่งผลต่อประเทศมุสลิมบางประเทศเป็นอย่างมาก เช่น อียิปต์ แม้กระทั่งบรรดาอุละมาอฺบางท่านซึ่งถือว่าเป็น “ทายาทบรรดานบี” ยังคล้อยตามกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีเช่นเดียวกัน
เชค ริฟาอะฮฺ อัต-ตะฮฺตะวีย์ (Shaykh Rifa’ah at-Tahtawi) ก็เป็นนักปฏิรูปอีกคนหนึ่งที่ร่วมสมัยกับ เชค อับดูฮ เขาเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย อัล-อัซฮัร รุ่นแรกที่ถูกคัดเลือกโดยรัฐบาลอียิปต์ให้ไปศึกษาต่อในประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลับมาแล้วเขาได้กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทในประเทศอียิปต์และทำหน้าที่สอนหนังสือตามแนวคิดตะวันตก เขาได้เขียนหนังสือมีชื่อว่า The Honest Guide form Girls and Boys (ทางนำที่แท้จริงสำหรับเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย) ซึ่งตีพิมพ์ในกรุงไคโรเมื่อปี ค.ศ. 1873 และเป็นหนังสือที่สอนให้สตรีชาวอียิปต์เลียนแบบผู้หญิงตะวันตก กอซิม อะมีน ก็เป็นนักวิชาการอีกคนหนึ่งที่ร่วมสมัยกับ เชค อับดูฮฺ และมีชีวิตอยู่ทันดูการเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิสตรี มีความเป็นไปได้สูงว่านักเขียนเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของ เชค ริฟาอะฮฺ อัต-ตะฮตะวีย์ เชค อับดูฮฺได้เสียชีวิตในกรุงไคไร เมื่อปี 1905
ไม่เพียงแต่ประเทศอียิปต์เท่านั้นที่ได้ทิ้งหลักคำสอนของอัล-กุรอานและอัซ-ซุนนะฮฺ โดยเอาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของตะวันตกมาแทนที่ แต่แนวความคิดเหล่านี้ยังถูกเผยแพร่ในประเทศมุสลิมอื่นๆ อีกด้วย เมื่อเราเดินบนถนนในเมืองต่างๆ ของประเทศอียิปต์เสมือนหนึ่งว่าเราอยู่ในประเทศยุโรป จะพบสตรีสวมใส่กระโปรงสั้นและชุดแต่งกายที่รัดตัวตามแบบตะวันตก ซึ่งสามารถพบเห็นโดยทั่วไป นอกจากนี้จะพบไนท์คลับและสถานที่เต้นรำตามริมถนนเกือบทุกสาย การดื่มสิ่งมึนเมาไม่เป็นที่ต้องห้าม การเต้นรำพื้นเมืองถูกคิดค้นขึ้นมาในหลายรูปแบบ จนมีอุละมาอฺบางท่านให้การรับรองว่าไม่ขัดต่อหลักศาสนา ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชาติมุสลิมทั้งมวล