การละหมาด (อัศ-เศาะลาฮฺ)

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 196

Thêm vào yêu thích : 0

การละหมาด จัดเป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่สำคัญที่สุดในอิสลาม โดยมีหลักฐานและข้ออ้างอิงทางศาสนามากมาย ที่ชี้ถึงความสำคัญและความประเสริฐของการละหมาด โดยได้ระบุว่า การละหมาดคือสายใยสัมพันธ์ระหว่างบ่าวกับพระผู้อภิบาลของเขา ซึ่งการละหมาดยังเป็นสิ่งชี้ชัดว่า บ่าวผู้นั้นเคารพภักดีต่อพระผู้อภิบาลของเขาหรือไม่

หนึ่ง : นิยามของการละหมาด
ความหมายตามรากศัพท์ในภาษาอาหรับ (الـصَّـلاة) “อัศ-เศาะลาฮฺ” หรือ การละหมาด หมายถึง (الدعاء) “อัด-ดุอาอฺ” หรือ การขอพร ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿وَصَلِّ عَلَيْهِمْ إِنَّ صَلاتَكَ سَكَنٌ لَهُمْ﴾
(سورة التوبة: 103)
ความว่า : และเจ้าจงขอพรให้แก่พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงการขอพรของเจ้านั้น ทำให้เกิดความสุขใจแก่พวกเขา ] อัตเตาบะฮฺ โองการที่ 103]

ความหมายในแง่ศาสนบัญญัติ การละหมาด คือ การเคารพภักดี ซึ่งประกอบด้วยคำกล่าวและอิริยาบถต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ เริ่มต้นด้วยการกล่าวตักบีรฺ (อัลลอฮุอักบัรฺ) และสิ้นสุดด้วยการให้สลาม      (อัสสลามมูอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุลลอฮฺ)

คำกล่าวในที่นี้หมายถึง : การกล่าวตักบีรฺ การอ่านอัลกุรอาน การกล่าวตัสบีฮฺ(การสรรเสริญ) การกล่าวดุอาอฺ(วิงวอนขอ) และสิ่งอื่นๆ
อิริยาบทในที่นี้หมายถึง : การยืนตรง การรุกูอฺ(การโค้ง) การสุญูด(การกราบ) การนั่งและสิ่งอื่นๆ

สอง : ความสำคัญของการละหมาดต่อบรรดานบีและรอซูล
การละหมาดนับว่าเป็นหนึ่งในการปฏิบัติศาสนกิจที่ถูกบัญญัติในศาสนาของอัลลอฮฺ ก่อนการแต่งตั้งนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นศาสนทูต
ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม ได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺ ให้ตัวเขาและลูกหลานของเขาเป็นผู้ดำรงการละหมาด  ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺ  
﴿رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلاةِ وَمِنْ ذُرِّيَّتِي﴾
(سورة إبراهيم: 40)
ความว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์และจากลูกหลานของข้าพระองค์เป็นผู้ดำรงการละหมาดเถิด [อิบรอฮีม โองการที่ 40]
ท่านนบีอิสมาอีล อะลัยฮิสลาม ได้สั่งให้ครอบครัวของท่าน ให้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿وَكَانَ يَأْمُرُ أَهْلَهُ بِالصَّلاةِ وَالزَّكَاةِ﴾
(سورة مريم: 55)
ความว่า : และเขาได้ใช้เครือญาติของเขาให้ปฏิบัติละหมาดและจ่ายซะกาต ]มัรยัม โองการที่ 55]
อัลลอฮฺได้ตรัสแก่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม ว่า
﴿إِنَّنِي أَنَا اللَّهُ لا إِلَهَ إِلَّا أَنَا فَاعْبُدْنِي وَأَقِمِ الصَّلاةَ لِذِكْرِي﴾ (سورة طـه: 14)
ความว่า : แท้จริงข้าคืออัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้นอกจากข้า ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า และจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดเพื่อรำลึกถึงข้า [ฏอฮา โองการที่ 14]
และอัลลอฮฺ ได้สั่งเสียแก่นบีอีซา อะลัยฮิสลาม ถึงเรื่องการละหมาดว่า
﴿وَجَعَلَنِي مُبَارَكاً أَيْنَ مَا كُنْتُ وَأَوْصَانِي بِالصَّلاةِ وَالزَّكَاةِ مَا دُمْتُ حَيّاً﴾ (سورة مريم:31)
ความว่า : และพระองค์ทรงให้ฉันได้รับความจำเริญไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงสั่งเสียให้ฉันทำการละหมาด และจ่ายซะกาตตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่ ] มัรยัม โองการที่ 31]
อัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติการละหมาดแก่นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ของเรา เหนือชั้นฟ้าในค่ำคืนแห่งการอิสเราะอฺและเมียะร็อจญ์(การเดินทางสู่อัล-กุดส์และขึ้นสู่ฟ้า) โดยครั้งแรกที่พระองค์ทรงบัญญัติคือต้องทำการละหมาดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งห้าสิบเวลา ต่อมาอัลลอฮฺ  ได้ลดหย่อนเหลือเพียงห้าเวลา ส่วนภาคผลนั้นก็จะได้รับเสมือนกับทำการละหมาดห้าสิบเวลาเท่าเดิม

การละหมาดห้าเวลานั้น ประกอบด้วย ละหมาดฟัจญ์ริหรือศุบฮิ ละหมาดซุฮฺริ ละหมาดอัศริ ละหมาดมัฆริบและละหมาดอิชาอฺ 
และในที่สุดการละหมาดนั้นก็ถูกบัญญัติให้ดำรงอยู่ในห้าเวลาอย่างที่เราถือปฏิบัติกันโดยมติเอกฉันท์ของบรรดามุสลิมีน

สาม : หลักฐานในการบัญญัติละหมาด
ได้มีหลักฐานมากมายที่ยืนยันถึงการบัญญัติละหมาด

หลักฐานจากอัลกุรอาน
1. พระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿وَأَقِيمُوا الصَّلاةَ وَآتُوا الزَّكَاةَ﴾
(سورة البقرة: 43)
ความว่า : พวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดและจงจ่ายซะกาต [อัล-บะเกาะเราะฮฺ  โองการที่ 43]

2. พระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿إِنَّ الصَّلاةَ كَانَتْ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ كِتَاباً مَوْقُوتاً﴾
(سورة النساء: 103)
ความว่า : แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย  [อันนิสาอฺ โองการที่ 103]


3. พระดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า 
﴿وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ حُنَفَاءَ وَيُقِيمُوا الصَّلاةَ وَيُؤْتُوا الزَّكَاةَ﴾ 
 (سورة البينة: 5) 
ความว่า : และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ อย่างผู้มีเจตนาบริสุทธิ์(ในการภักดีต่อพระองค์) เป็นผู้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรงและจ่ายซะกาต ] อัล-     บัยยินะฮฺ โองการที่ 5]

หลักฐานจากอัลหะดีษฺ
1. หะดีษฺที่รายงานโดยท่านอิบนุ อุมัรเราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ความว่า “อิสลามนั้นยืนหยัดอยู่บนหลักห้าประการด้วยกันคือ การกล่าวปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมุหัมมัดนั้นคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ  การปฏิบัติละหมาด การจ่ายซะกาต  การบำเพ็ญหัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ(มหานครมักกะฮฺ) และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน” (รายงานโดย  อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

2. หะดีษฺที่รายงานโดยท่านอุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ความว่า “อิสลามนั้นคือการที่ท่านต้องกล่าวคำปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริง       มุหัมมัดนั้นคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ  ท่านต้องดำรงการละหมาด  ท่านต้องจ่ายซะกาต ท่านต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และท่านต้องบำเพ็ญหัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ หากท่านมีความสามารถเดินทางไปได้ (รายงานโดย มุสลิม)
3. หะดีษฺที่รายงานโดยท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมาท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ส่งมุอาซฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ไปยังเมืองเยเมน(เพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม)ท่านได้กล่าวแก่มุอาซฺว่า “เจ้าจงเชิญชวนพวกเขาสู่การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และแท้จริงมุหัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ หากพวกเขาเชื่อฟังเจ้าแล้ว ก็จงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า อัลลอฮฺได้บัญญัติให้พวกเขาทำการละหมาดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งห้าเวลา (รายงานโดย อัล- บุคอรีย์ และมุสลิม)
  บรรดามุสลิมีนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การละหมาดห้าเวลานั้น เป็นบทบัญญัติและเป็นฟัรฎู(ข้อบังคับ)หนึ่งในศาสนาอิสลาม สี่ : เหตุผลและสาเหตุที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติการละหมาด การละหมาดถูกบัญญัติขึ้นด้วยเหตุผลและสาเหตุ ซึ่งเราสามารถอธิบายถึงสิ่งดังกล่าวบางส่วนได้ ดังต่อไปนี้ 1.การละหมาดถูกบัญญัติขึ้นเพื่อการเคารพภักดีของบ่าวต่ออัลลอฮฺ เนื่องจากบ่าวนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว การละหมาดจะทำให้มนุษย์สำนึกถึงความเป็นบ่าวต่ออัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้เขาจะมีความสัมพันธ์กับพระผู้อภิบาลอย่างสม่ำเสมอ 2. การละหมาดนั้นจะทำให้ผู้ที่ละหมาดรู้สึกมีความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และรำลึกถึงพระองค์อย่างสม่ำเสมอ 3. การละหมาดสามารถยับยั้งผู้ที่ละหมาดจากสิ่งชั่วร้าย และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้บ่าวผู้นั้นปลอดภัยจากบาปและมลทิน โดยหะดีษฺบทหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่องนี้ คือหะดีษฺที่รายงานโดย ท่านญาบิรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ความว่า “อุปมาการละหมาดนั้นดังลำน้ำสายหนึ่งไหลผ่านหน้าประตูบ้านของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่าน ซึ่งเขาจะอาบน้ำจากลำน้ำนั้นวันละห้าเวลา” (รายงานโดย มุสลิม) 4. การละหมาดจะทำให้ใจเกิดความสงบ สำรวมและห่างจากความทุกข์ต่างๆที่ทำให้ชีวิตมัวหมอง ด้วยเหตุนี้การละหมาดเป็นดังแก้วตาดวงใจของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อท่านมีเรื่องกลุ้มใจท่านจะมุ่งทำการละหมาดทันที กระทั่งท่านได้กล่าวแก่บิลาลความว่า “โอ้บิลาล ! จงทำให้เราสงบด้วยการละหมาด(คือสั่งให้บิลาลทำการอะซานเพื่อละหมาด)” (รายงานโดย อะหฺมัด) ห้า : ผู้ที่วาญิบ(จำเป็น)ต้องละหมาด การละหมาดเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนที่บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทั้งชายและหญิง การละหมาดไม่เป็นที่วาญิบสำหรับคนกาฟิรฺ(ผู้ไม่ใช่มุสลิม)เขาไม่ถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติละหมาดในโลกดุนยานี้ เนื่องจากการละหมาดของเขานั้นใช้ไม่ได้ เพราะการปฏิเสธศรัทธาของเขา แต่ทว่าในวันปรโลกเขาจะถูกลงโทษเนื่องจากเขาได้ทิ้งละหมาดโดยเขาสามารถที่จะละหมาดได้ เมื่อเขาเข้ารับอิสลาม แต่เขาก็ปฏิเสธอิสลาม ดังพระดำรัสของอัลลอฮฺที่ชี้ถึงเรื่องนี้ว่า ﴿مَا سَلَكَكُمْ فِي سَقَرَ. قَالُوا لَمْ نَكُ مِنَ الْمُصَلِّينَ. وَلَمْ نَكُ نُطْعِمُ الْمِسْكِينَ. وَكُنَّا نَخُوضُ مَعَ الْخَائِضِينَ. وَكُنَّا نُكَذِّبُ بِيَوْمِ الدِّينِ. حَتَّى أَتَانَا الْيَقِينُ﴾ (سورة المدثر: 42-47) ความว่า : อะไรเล่าที่นำพวกท่านเข้าสู่กองไฟที่เผาไหม้? พวกเขากล่าวว่า เรามิได้อยู่ในหมู่ผู้ทำละหมาด เรามิได้ให้อาหารแก่บรรดาผู้ขัดสน และพวกเราเคยมั่วสุมอยู่กับพวกที่มั่วสุม และเราเคยปฏิเสธวันแห่งการตอบแทนจนกระทั่งความตายได้มาเยือนเรา [อัล-มุดดั๊ซซิรฺ โองการที่ 42-47] การละหมาดไม่วาญิบแก่เด็ก เพราะเขายังไม่บรรลุศาสนภาวะ ไม่เป็นที่วาญิบแก่ผู้ที่ขาดสติปัญญา ไม่เป็นวาญิบแก่ผู้หญิงที่มาประจำเดือนหรือมีเลือดนิฟาส (เลือดหลังคลอดบุตร) ผู้หญิงสองประเภทนี้มิได้ถูกบัญญัติให้ปฏิบัติละหมาดเนื่องจากพวกหล่อนมีญุนูบ(ความจำเป็นที่ไม่ต้องละหมาด) จำเป็นที่ผู้ปกครองต้องใช้ให้ลูกหลานทำการละหมาดเมื่อพวกเขามีวัยเจ็ดขวบ และเมื่อพวกเขาวัยสิบขวบแล้ว และยังไม่ละหมาด เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องเฆี่ยนตี เพื่อสั่งสอนพวกเขาดังที่ได้มีการรายงานจากตัวบทหะดีษฺ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก็เพื่อให้บุตรหลานมีความเคยชินและให้ความสำคัญกับการละหมาดเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นมา หก : ข้อตัดสินของผู้ที่ทิ้งละหมาด ผู้ใดที่ละทิ้งละหมาดโดยตั้งใจ เขาผู้นั้นจะตกศาสนาและเป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธ) โดยถือว่าเขาสิ้นสุดจากสภาพความเป็นมุสลิม เนื่องจากเขาผู้นั้นได้เนรคุณ ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺด้วยการที่เขาละทิ้งสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ และตามด้วยการที่เขาจะถูกสั่งให้ทำการเตาบัต(กลับตัว) ถ้าเขากลับตัวและทำการละหมาดเขาก็จะเป็นมุสลิมเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่หากเขาไม่ยอมกลับตัวเขาก็จะตกศาสนาเป็นมุรตัด และไม่อนุญาตให้ผู้ใดอาบน้ำศพ กะฝั่น(ห่อศพ)และละหมาดญะนาซะฮฺเมื่อเขาเสียชีวิตไป ตลอดจนไม่อนุญาตให้ฝังศพของเขาในสุสานของมุสลิมีน ทั้งนี้เนื่องจากเขาผู้นั้นได้พ้นจากสภาพความเป็นมุสลิมโดยสิ้นเชิง เจ็ด : เงื่อนไขของการละหมาด 1. ต้องเป็นมุสลิม 2. ต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ 3. ต้องเป็นมุมัยยิซ (บรรลุศาสนภาวะ) 4. เข้าเวลาละหมาด 5. ต้องตั้งเจตนา (เนียต) 6. ต้องผินหน้าสู่กิบละฮฺ 7. ต้องปกปิดเอาเราะฮฺ( ส่วนของร่างกายที่ศาสนากำหนดให้ปกปิด) เอาเราะฮฺของผู้ชาย คือส่วนที่อยู่ระหว่างสะดือกับหัวเขา ส่วน เอาเราะฮฺของผู้หญิง คือทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือในเวลาละหมาด 8. จะต้องชำระสิ่งโสโครก(นะญิส)ออกจากเสื้อผ้า ร่างกายของผู้ที่ละหมาดและสถานที่ที่ทำการละหมาด 9. จะต้องปลอดจากหะดัษฺทั้งใหญ่และเล็ก โดยการอาบน้ำละหมาดสำหรับหะดัษฺเล็ก และอาบน้ำญะนาบะฮฺสำหรับหะดัษใหญ่ แปด : เวลาของการละหมาด 1. ซุฮฺริ : เริ่มตั้งแต่ตะวันคล้อยหลังเที่ยงวัน(คือตะวันจะเคลื่อนที่จากจุดกลางบนฟากฟ้าไปยังทิศตะวันตก) เรื่อยไปจนกระทั่งเงาของวัตถุมีขนาดเท่าตัวเอง 2. อัศริ : เริ่มตั้งแต่เมื่อเวลาของซุฮฺริสิ้นสุดลง จนกระทั่งเงาของวัตถุเท่ากับตัวเองสองเท่าตัว(คือระยะแรกของท้องฟ้ามีสีเหลือง) 3. มัฆริบ : เริ่มตั้งแต่ตะวันตกดิน จนกระทั่งสิ้นแสงสีแดงที่ขอบฟ้า(แสงสีแดงที่ปรากฎหลังจากตะวันตกดิน) 4. อิชาอฺ : เริ่มตั้งแต่เมื่อเวลาของมัฆริบสิ้นสุดลง จนกระทั่งถึงเที่ยงคืน 5. ฟัจญ์ริ หรือ ศุบฮิ : เริ่มตั้งแต่แสงฟะญัรฺ(แสงอรุณ)ครั้งที่สองปรากฎขึ้นที่ขอบฟ้า จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น หลักฐานที่อ้างอิงถึงเวลาละหมาดต่างๆนั้น คือหะดีษฺที่รายงานโดย อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า แท้จริงท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ความว่า “เวลาละหมาดซุฮฺรินั้นเมื่อตะวันคล้อยจนเงาของคนคนหนึ่งจะเท่าตัวเขาเอง(หรือ)กระทั่งเข้าเวลาอัศริ ส่วนเวลาละหมาดอัศรินั้นจะสิ้นเมื่อตะวันเป็นสีเหลือง และเวลาละหมาดมัฆริบจะสิ้นสุดเมื่อแสงสีแดงที่ขอบฟ้าหายไป เวลาของละหมาดอิชาอฺจะดำเนินได้ถึงเที่ยงคืน ส่วนเวลาละหมาดศุบฮินั้นเริ่มตั้งแต่ฟะญัรฺ(แสงอรุณ)ปรากฎจนกระทั่งตะวันขึ้น เมื่อดวงตะวันปรากฎก็จงหยุดการทำละหมาด” (รายงานโดย มุสลิม) เก้า : จำนวนร็อกอัต 1. ละหมาดซุฮฺริ 4 ร็อกอัต 2. ละหมาดอัศริ 4 ร็อกอัต 3. ละหมาดมัฆริบ 3 ร็อกอัต 4. ละหมาด อิชาอฺ 4 ร็อกอัต 5. ละหมาดศุบฮิ 2 ร็อกอัต ผู้ใดที่เพิ่มเติมหรือตัดทอนจากจำนวนที่กำหนดไว้โดยเจตนา ละหมาดของเขาจะเป็นโมฆะ และถ้าหากว่าเขาทำด้วยความหลงลืม เขาจะต้องชดเชยด้วยการสุญูดสะฮฺวีย์ เพื่อให้ละหมาดของเขาสมบูรณ์ กรณีดังกล่าวนั้น จะไม่รวมถึงการละหมาดของคนเดินทาง ซึ่งการละหมาดของคนเดินทางนั้นอนุญาตให้ย่อจำนวนร็อกอัต โดยละหมาดที่มีสี่ร็อกอัตให้ย่อเป็นสองร็อกอัต มุสลิมจำเป็นต้องทำการละหมาดฟัรฎูห้าเวลาในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ยกเว้นผู้ที่มีความจำเป็นตามที่ศาสนบัญญัติยอมรับ อย่างเช่น การนอนโดยไม่รู้สึกตัว หลงลืม การเดินทาง ถ้าหากผู้ใดนอนจนเลยเวลาละหมาดหรือลืมทำการละหมาด ก็จงละหมาดเมื่อเขาตื่นขึ้นมาหรือเขานึกได้ สิบ : รุก่นละหมาด (ข้อพึงจำเป็นต้องปฏิบัติในละหมาด) 1. การยืนตรง หากมีความสามารถ 2. การกล่าวตักบีเราะตุลอิหฺรอม (กล่าว อัลลอฮฺ อักบัรฺ เริ่มละหมาด) 3. การอ่าน อัล-ฟาติหะฮฺ 4. การรุกูอฺ 5. การเงยหน้าขึ้นจากรุกูอฺ 6. การสุญูด 7. การนั่งระหว่างสองสุญูด 8. การกล่าวตะชะฮฺฮุด(ตะฮียาต) 9. การนั่งเพื่อกล่าวตะชะฮฺฮุด 10. การปฏิบัติรุก่นที่กล่าวมาด้วยสมาธิ(เฏาะมะนีนะฮฺ) 11. การปฏิบัติรุก่นที่กล่าวมาโดยเรียงตามลำดับ(ตัรตีบ) 12. การให้สลาม สิบเอ็ด : สิ่งที่เป็นวาญิบในการละหมาด สิ่งที่เป็นวาญิบในการละหมาดมี 8 อย่างด้วยกัน 1. การกล่าวตักบีร อินติกอล (ตักบีรเพื่อเปลี่ยนอิริยาบท) ส่วนตักบีเราะตุลอิหฺรอม นั้นเป็นรุก่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 2. การกล่าวคำ (سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَهُ) “สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮฺ” (ขออัลลอฮฺทรงรับฟังผู้สรรเสริญพระองค์ด้วยเถิด ) คำกล่าวนี้เป็นสิ่งวาญิบสำหรับอิหม่ามและผู้ที่ละหมาดคนเดียว ส่วนผู้ที่เป็นมะมูมนั้นไม่ต้องกล่าวคำดังกล่าว 3. การกล่าวคำว่า (رَبَّنَا لَكَ الْحَمْدُ) “ร็อบบะนา ละกัลหัมดุ” (โอ้พระผู้อภิบาลของพวกเรา การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นของพระองค์) คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่วาญิบสำหรับทุกคนจะต้องกล่าว ไม่ว่าเขาจะเป็นอิหม่าม มะมูมหรือผู้ที่ละหมาดคนเดียว 4. การกล่าวคำว่า (سُبْحَانَ رَبِّيَ العَظِيْمِ) “สุบหานะ ร็อบบิยัล อะซีม” (มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงเกรียงไกร) ในขณะที่ รุกูอฺ 5. การกล่าวคำว่า (سُبْحَانَ رَبِّيَ الأَعْلىَ) “สุบหานะ ร็อบบิยัล อะอฺลา” (มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงสูงส่ง) ในขณะที่สุญูด 6. การกล่าวคำว่า (رَبِّ اغْفِرْ لِيْ) “ร็อบบิฆฺฟิรฺลี” (โอ้พระผู้อภิบาลแห่งข้า ขอทรงโปรดอภัยแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด) ในขณะที่นั่งระหว่างสองสุญูด 7. การกล่าวตะชะฮฺฮุด (ตะฮียาด) ครั้งแรก โดยกล่าวดังต่อไปนี้ اَلتَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوٰاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، اَلسّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاْتُهُ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلىٰ عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِيْنَ، أَشْهَدُ أَنْ لاَّ إِلـٰهَ إِلاَّ اللهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدُهُ وَرُسُوْلُهُ. ความว่า : การเคารพภักดี การวิงวอน และสิ่งดีงามทั้งหลายนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺองค์เดียว ขอความสันติ ความเมตาปรานี ความจำเริญจากอัลลอฮฺจงมีแด่ท่านด้วยเถิดโอ้ ผู้เป็นนบี ขอความสันติจงมีแด่พวกข้าพระองค์ และปวงบ่าวที่ศอลิฮฺ(ผู้มีคุณธรรม)ของพระองค์ด้วย ข้าพระองค์ขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่า มุหัมมัดนั้นเป็นทั้งบ่าวและ ศาสนทูตของพระองค์ 8. การนั่งเพื่อกล่าวตะชะฮฺฮุดครั้งแรก ผู้ใดที่ละทิ้งไม่ปฏิบัติสิ่งที่เป็นวาญิบที่กล่าวมาโดยเจตนา ละหมาดของเขาจะเป็นโมฆะ แต่ถ้าหากผู้ใดละทิ้งด้วยความหลงลืม เขาจะต้องสุญูดสะฮฺวีย์ทดแทน สิบสอง : ละหมาดญะมาอะฮฺ(ละหมาดพร้อมกันเป็นหมู่คณะ) ชายมุสลิมจำเป็นต้องละหมาดฟัรฎูห้าเวลาพร้อมกับหมู่คณะ (ญะมาอะฮฺ มุสลิมีน) ที่มัสญิดเพื่อหวังความโปรดปรานและผลบุญจากอัลลอฮฺ ละหมาดแบบญะมาอะฮฺนั้น ประเสริฐกว่าการละหมาดแบบรายบุคคลถึงยี่สิบเจ็ดเท่า ดังในหะดีษฺที่รายงานโดยอิบนุ อุมัรฺเราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุมา ว่าแท้จริงท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวไว้ความว่า “การละหมาดแบบญะมาอะฮฺนั้นประเสริฐกว่าการละหมาดคนเดียวถึงยี่สิบเจ็ดเท่า” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม) ส่วนสตรีมุสลิมะฮฺนั้นการละหมาดที่บ้านของนางจะประเสริฐกว่าการละหมาดแบบญะมาอะฮฺที่มัสญิด สิบสาม : สิ่งที่ทำให้การละหมาดเป็นโมฆะ การละหมาดจะถือว่าเป็นโมฆะถ้าหากกระทำสิ่งต่อไปนี้ในขณะละหมาด 1. กินหรือดื่มโดยเจตนา บรรดานักวิชาการมุสลิมต่างเห็นพ้องกันว่า หากผู้ใดกินหรือดื่มในขณะละหมาดโดยเจตนา เขาผู้นั้นจะต้องทำการละหมาดใหม่ 2. พูดคุยในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการละหมาดโดยเจตนา ดังมีหะดีษฺที่รายงานโดย ซัยดฺ อิบนุ อัรกอม เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า “พวกเราเคยพูดคุยในขณะที่ทำการละหมาด โดยมีชายคนหนึ่งจากหมู่พวกเราพูดคุยกับสหายของเขาที่อยู่ข้างเขาในขณะทำการละหมาด จนกระทั่งอัลลอฮฺได้ประทานโองการว่า ﴿وَقُومُوا لِلَّهِ قَانِتِينَ﴾ (سورة البقرة: 238) ความว่า : และจงยืนหยัดละหมาดเพื่ออัลลอฮฺโดยนอบน้อม [อัล-บะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 238] “ดังนั้นพวกเราจึงถูกสั่งให้สงบเงียบและห้ามพูดคุยในเวลาละหมาด” บรรดานักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่า ผู้ใดที่พูดคุยในเวลาละหมาดโดยเจตนา และไม่ได้แก้ไขละหมาดของเขา ละหมาดของเขานั้นจะถือว่าเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้) 3. การเคลื่อนไหว กระดิกตัวบ่อยครั้งในเวลาละหมาด คือเคลื่อนไหวบ่อยมากจนกระทั่งคนอื่นมองแล้วคิดว่าเขาไม่ได้อยู่ในข่ายของการละหมาดแต่อย่างใด 4. เจตนาละทิ้งรุก่นหรือเงื่อนไขการละหมาดโดยไม่มีความจำเป็นใดๆ อย่างเช่น การละหมาดโดยไม่มีน้ำละหมาด หรือไม่ผินหน้าไปยังกิบละฮฺในเวลาละหมาด ดังที่มีหะดีษฺซึ่งบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวแก่ชายอาหรับชนบทคนหนึ่งซึ่งทำการละหมาดไม่ดีว่า “จงกลับไปละหมาดใหม่ เพราะยังไม่ถือว่าเจ้าทำการละหมาด” 5. การหัวเราะในเวลาละหมาด ซึ่งบรรดานักวิชาการมุสลิมต่างเห็นพ้องกันว่า การหัวเราะทำให้ละหมาดเป็นโมฆะ สิบสี่ : เวลาที่ห้ามทำการละหมาด ได้แก่ 1. หลังละหมาดฟัจญ์ริ (ศุบฮิ) จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น 2. ขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่กึ่งกลางท้องฟ้า 3. หลังละหมาดอัศริ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ได้มีหลักฐานระบุถึงการห้ามทำการละหมาดในเวลาดังกล่าวจากหะดีษฺที่รายงานโดย อุกบะฮฺ อิบนุ อามิรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า “สามเวลาที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามไม่ให้พวกเราทำการละหมาด(ในช่วงนั้น)และไม่ให้ฝังศพคนตายในหมู่พวกเรานั้นก็คือ เมื่อดวงอาทิตย์กำลังฉายแสงจนกระทั่งเมื่อมันลอยเด่นออกมา เมื่อดวงอาทิตย์อยู่กึ่งกลางท้องฟ้าจนกระทั่งมันได้คล้อยไป และเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าจนกระทั่งหายลับไป” (รายงานโดย มุสลิม) สิบห้า : ลักษณะของการละหมาดโดยรวม มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติตามซุนนะฮฺ( แบบอย่าง )ของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำละหมาด ดังหะดีษฺของท่านบทหนึ่งที่มีความว่า “ท่านทั้งหลายจงละหมาดเสมือนกับที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์) ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมเมื่อท่านละหมาดนั้น ท่านจะยืนตรงเสมือนกับท่านกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์อัลลอฮฺ และท่านจะเนียต(ตั้งเจตนา)ในใจของท่าน ไม่เคยปรากฎหลักฐานว่าท่านกล่าวเนียตด้วยวาจา จากนั้นท่านนบีก็จะตักบีรฺโดยกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ” (อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง) ขณะยกมือทั้งสองของท่านขึ้นเสมอไหล่ หรือบางครั้งท่านจะยกมือทั้งสองขึ้นเสมอใบหูทั้งสองของท่าน แล้วท่านจะลดมือทั้งสองลงมากอดอก ทาบมือขวาลงบนมือซ้าย แล้วก็อ่าน ดุอาอฺ อิสติฟตาฮฺ เช่น سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، وَتَبَاْرَكَ اسْمُكَ، وَتَعَاْلـٰى جَدُّكَ، وَلاَ إَلـٰه غَيْرُكَ “สุบหานะกัลลอฮุมมา วะบิหัมดิกะ, วะตะบาเราะกัซมุกะ, วะตะอาลาญัดดุกะ, วะลาอิลาฮะ ฆ็อยรุกะ” ความว่า : มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ข้าแต่อัลลอฮฺ และพร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพระนามของพระองค์มิ่งมงคลยิ่งแล้ว และเกียรติของพระองค์นั้นสูงยิ่งแล้ว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากพระองค์ ต่อจากนั้น ท่านก็จะอ่าน อัล-ฟาติหะฮฺและอื่นๆ เสร็จจากนั้นท่านจะกล่าวตักบีรฺพร้อมกับยกมือทั้งสอง แล้วรุกูอฺ(โน้มตัวลงเอามือจับเข่า) ท่านจะยืดหลังของท่านให้อยู่ในระดับเดียวกับศีรษะ จนกระทั่งหากมีใครคนหนึ่งไปวางแก้วที่บรรจุน้ำบนหลังของท่าน น้ำในแก้วนั้นก็จะไม่หก ท่านจะกล่าวในขณะที่รุกูอฺว่า (سُبْحَانَ رَبِّيَ العَظِيْمِ) “สุบหานะ ร็อบบิยัล อะซีม” (จำนวนสามครั้ง) ความว่า : มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงเกรียงไกร จากนั้นท่านจะเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอฺพลางกล่าวว่า (سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَهُ ، رَبَّنَا لَكَ الْحَمْدُ) “สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮฺ ร็อบบะนา ละกัลหัมดฺ” ความว่า : ขออัลลอฮฺทรงรับฟังผู้สรรเสริญพระองค์ด้วยเถิด โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ การสรรเสริญทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์แด่พระองค์ พร้อมกับยกมือทั้งสองด้วย ท่านจะยืนอิอฺติดาล(ยืนตรงนิ่งชั่วขณะ) จากนั้นท่านจะกล่าวตักบีรฺ พลางย่อตัวลงสุญูด ในขณะที่ท่านสุญูดท่านกางข้อศอกออกห่างจากลำตัวของท่าน จนกระทั่งเห็นใต้รักแร้ของท่าน ท่านได้วางหน้าผาก จมูก เข่าทั้งสองข้าง ปลายเท้าทั้งสองข้างของท่านแนบกับพื้น พร้อมกับกล่าวว่า (سُبْحَانَ رَبِّيَ الأَعْلىَ) “สุบหานะ ร็อบบิยัล อะอฺลา” (จำนวนสามครั้ง) ความว่า : มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉันผู้ทรงสูงส่ง จากนั้นท่านจะตักบีรฺพร้อมเงยขึ้นจากสุญูดครั้งแรก แล้วนั่งแบบอิฟติรอชฺ คือนั่งบนเท้าซ้าย ปลายเท้าขวายันกับพื้น ส่วนนิ้วเท้าของท่านชี้ไปทางกิบลัต ท่านจะกล่าวดุอาอฺในขณะนั่งระหว่างสองสุญูดว่า رَبِّ اغْفِرْ لِيْ وَارْحَمْنِيْ وَارْفَعْنِيْ وَاهْدِنِيْ وَعَافِنِيْ وَارْزُقْنِيْ “ร็อบบิฆฟิรฺลี วัรฺหัมนี วัรฺฟะอฺนี วะฮฺดินี วะอาฟินี วัรฺซุกนี” ความว่า : โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษแก่ข้าพระองค์ด้วย โปรดเมตตาปรานีแด่ข้าพระองค์ โปรดทรงยกฐานะของข้าพระองค์ โปรดทรงนำทางข้าพระองค์ ทรงโปรดให้ข้าพระองค์มีความสุขสบาย และทรงโปรดประทานริซกีปัจจัยยังชีพแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด จากนั้นท่านจะตักบีรฺ แล้วก้มสุญูดอีกครั้ง แล้วก็เงยศีรษะลุกขึ้นยืนร็อกอัตที่สองต่อ ท่านจะปฏิบัติดังที่กล่าวมาในทุกร็อกอัต เมื่อท่านนั่งในร็อกอัตที่สองเพื่อกล่าวตะชะฮฺฮุด ท่านก็จะกล่าวว่า اَلتَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوٰاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، اَلسّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاْتُهُ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلىٰ عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِيْنَ، أَشْهَدُ أَنْ لاَّ إِلـٰهَ إِلاَّ اللهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدُهُ وَرُسُوْلُهُ “อัตตะฮิยาตุ ลิลลาฮฺ วัซเศาะละวาตุ วัตฏ็อยยิบาต, อัสลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบิยฺยุ วะเราะหฺมะตุล- ลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ, อัสลามุอะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลาฮิซฺศอลิฮีน, อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, วะอัชฮะดุ อันนะ มุหัมมะดัน อับดุฮู วะเราะซูลุฮฺ” (โปรดดูความหมายจากสิ่งที่เป็นวาญิบในการละหมาดข้อที่ 7) จากนั้นท่านจะตักบีรฺลุกขึ้นยืนพร้อมกับยกมือทั้งสองเมื่อยืนตรง ซึ่งเป็นการยกมือครั้งที่สี่ในการละหมาดของท่าน เมื่อท่านนั่งเพื่อกล่าวตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย (ซึ่งเป็นร็อกอัตที่สามของละหมาดมัฆริบ หรือร็อกอัตที่สี่ของละหมาด ซุฮฺริ อัศริและ อิชาอฺ) ท่านก็จะนั่งในท่า “ตะวั๊รรุก” คือการนั่งโดยสะโพกด้านซ้ายติดกับพื้น สอดเท้าซ้ายใต้ขาขวา ส่วนเท้าขวาตั้งขึ้นให้ปลายเท้ายันพื้น โดยนิ้วเท้าขวานั้นชี้ไปยังกิบลัต และท่านก็กำนิ้วมือทั้งหมดไว้ เหลือแต่นิ้วชี้ เพื่อชี้หรือกระดิกมัน และสายตาทั้งสองของท่านจะมองยังนิ้วชี้ พลางกล่าวตะชะฮฺฮุดสุดท้ายว่า اَلتَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوٰاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، اَلسّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاْتُهُ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلىٰ عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِيْنَ، أَشْهَدُ أَنْ لاَّ إِلـٰهَ إِلاَّ اللهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّداً عَبْدُهُ وَرُسُوْلُهُ، اَللَّهُمَّ صَلِّ عَلىٰ مُحَمَّدٍ وَعَلىٰ آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلىٰ آلِ إِبْرَاْهِيْمَ إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ، وَبَاْرِكْ عَلىٰ مُحَمَّدٍ وَعَلىٰ آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا بَاْرَكْتَ عَلىٰ آلِ إِبْرَاْهِيْمَ إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ “อัตตะฮิยาตุ ลิลลาฮฺ วัซเศาะละวาตุ วัตฏ็อยยิบาต, อัสลามุอะลัยกะ อัยยุฮันนะบิยฺยุ วะเราะหฺมะตุล- ลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ, อัสลามุอะลัยนา วะอะลา อิบาดิลลาฮิซฺศอลิฮีน, อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, วะอัชฮะดุ อันนะ มุหัมมะดัน อับดุฮู วะเราะซูลุฮฺ, อัลลอฮุมมา ศ็อลลิ อะลามุหัมมัด วะอะลา อาลิมุหัมมัด, กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด, วะบาริก อะลา มุหัมมัด วะอะลา อาลิมุหัมมัด กะมา บาร็อกตะ อะลา อาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด) (โปรดดูความหมายคำกล่าวท่อนบนจากสิ่งที่เป็นวาญิบในละหมาดข้อที่ 7) ความหมายของเศาะละวาต : โอ้อัลลอฮฺ ขอได้โปรดประทานพรแด่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่ได้ทรงโปรดประทานพรแด่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว แน่แท้พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่งและทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ และขอได้โปรดประทานความสิริมงคลแด่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานความสิริมงคลแด่วงศ์วานของอิบรอฮีม แน่แท้พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่งและทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ เมื่อท่านเสร็จจากการกล่าวตะชะฮฺฮุดแล้วท่านจะให้สลาม โดยผินหน้าไปทางขวาและทางซ้าย พร้อมกล่าวว่า السَّلاَمُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللهِ “อัสลามุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ” ความว่า : ขอความศานติจงประสบแด่ท่าน รวมทั้งความเมตตาจากอัลลอฮฺ จนกระทั่งคนที่อยู่ด้านหลังเห็นพวงแก้มขวาของท่าน ลักษณะของการละหมาดที่กล่าวมานั้น มีกล่าวอยู่ในตัวบท หะดีษฺของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม หลายบทด้วยกัน ที่กล่าวมานั้น คือกฎต่างๆที่เกี่ยวกับการละหมาด ซึ่งการงานทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับการละหมาด หากการละหมาดนั้นดีแล้ว การงานอื่นๆก็จะดีตามไปด้วย และหากว่าการละหมาดนั้นเสียหาย การงานอื่นๆก็จะเสียหายไปด้วย การละหมาดคือสิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันปรโลก หากว่าบ่าวผู้นั้นทำการละหมาดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เขาก็จะประสบความสำเร็จ โดยได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และหากมีการขาดตกบกพร่องเกี่ยวกับการละหมาด เขาก็จะประสบกับความหายนะ การละหมาดสามารถยับยั้งจากการทำสิ่งชั่วร้ายต่างๆ การละหมาด คือยาสำหรับรักษาจิตใจของมนุษย์ที่ต่ำทราม ให้กลับผ่องใสสะอาดปลอดจากสิ่งชั่วช้าสามานย์ทั้งหลาย