ตัวอย่างบิดอะฮฺต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ตัวอย่างที่จะกล่าวถึง คือ
1. การจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
2. การขอความจำเริญ(บะเราะกะฮฺ) จากสถานที่ ร่องรอยที่สำคัญต่างๆ และจากผู้ที่เสียชีวิตแล้ว เป็นต้น
3. บิดอะฮฺที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา
บิดอะฮฺในปัจจุบันนี้เกิดขึ้นอย่างมากมายและแพร่หลาย อันเนื่องมาจากวันเวลาที่ผ่านเนิ่นนาน และการศึกษาที่ลดน้อยลง เกิดการเพิ่มขึ้นของผู้ที่เรียกร้องไปสู่บิดอะฮฺและสู่สิ่งที่ขัดกับหลักการต่างๆ ของศาสนา การเลียนแบบค่านิยม และตามประเพณีวัฒนธรรมของต่างศาสนิก สิ่งดังกล่าวนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคำกล่าวที่สัจจริงของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ว่า
«لتتبعن سنن من كان قبلكم» [رواه البخاري : 151]
ความว่า : แน่นอนว่าพวกเจ้าทั้งหลายจะเดินตามแนวทางที่หลากหลายของกลุ่มชนที่มาก่อนพวกเจ้า (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 151)
1. การจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันคล้ายวันประสูติของท่านนบีมุหัมมัด(เมาลิดนบี)ในเดือนเราะบีอุลเอาวัล
เป็นการเลียนแบบจากศาสนาคริสต์ ซึ่งงานนี้ถูกเรียกว่า “เมาลิดนบี” จัดขึ้นโดยมุสลิม หรือผู้รู้ที่หลงผิดกลุ่มหนึ่งในเดือนเราะบีอุลเอาวัลของทุกๆปี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของท่านนบี มุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผู้คนบ่างส่วนจะจัดขึ้นในมัสญิด บ้างก็ในที่พัก หรือสถานที่ชุมนุม โดยมีกลุ่มชนทั้งในระดับแนวหน้าและบุคคลทั่วไปมารวมตัวกันจัดงานดังกล่าว ซึ่งงานเมาลิดนี้ แน่นอนมันเป็นการเลียนแบบจากศาสนาคริสต์ซึ่งพวกเขาจะจัดงาน คริสต์มาสให้แก่พระเยซูคริสต์ในทุกๆ ปีเช่นกัน โดยบางส่วนของงานเมาลิดนบีอาจจะมีสิ่งที่เป็นชิริกหรือที่เป็นบาปปะปนอยู่ด้วย เช่นการกล่าวสรรเสริญท่านนบีเป็นบทกลอนที่เลยเถิดและสุดโต่งจนกระทั่งถึงขั้นขอดุอาอ์และขอความช่วยเหลือจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นอกเหนือจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้เองท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ห้ามอุมมะฮฺของท่านไม่ให้เทิดทูนและยกยอท่านเกินสิทธิการเป็นศาสนทูต ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า:
«لا تطروني كما أطرت النصارى ابن مريم إنما أنا عبد فقولوا عبد الله ورسوله» [رواه البخاري : 142]
ความว่า: พวกเจ้าจงอย่ากล่าวยกย่องฉัน (จนเกินเลย) อย่างที่ชาวคริสต์ได้ยกย่อง(อีซา)บุตรของนางมัรยัม เพราะแท้จริง ฉันนี้คือบ่าวของพระองค์ ดังนั้น พวกท่านจงกล่าวว่า (มุหัมมัด)คือบ่าวของอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์’” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 142)
อัล-อิฏรออ์ : الإطراء คือ การยกยอจนเลยเถิด ซึ่งบางครั้งผู้ที่จัดงานเมาลิดนบี อาจจะมีความเชื่อว่าท่านนบีได้มาอยู่ในงานนั้นกับพวกเขาด้วย และในงานยังมีการร้องอะนาชีดเป็นกลุ่ม มีการตีกลองร่วมด้วย การกระทำดังกล่าวมันเป็นส่วนหนึ่งของพวกศูฟีย์ พวกบิดอะฮฺ ซึ่งในงานอาจจะมีการปะปนกันระหว่างชายและหญิง ก่อให้เกิดสาเหตุของฟิตนะฮฺที่จะนำพาไปสู่สิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่จะตามมาได้ ถึงแม้ว่างานดังกล่าวจะมีแค่การร่วมกันรับประทานอาหารและแสดงความดีใจ อย่างที่พวกเขากล่าวอ้างกัน อย่างไรก็ตามมันก็คือบิดอะฮฺ อุตริกรรมใหม่ๆ ในศาสนา และทุกๆ บิดอะฮฺนั้นหลงผิด และมันยังเป็นสื่อที่ทำให้มีสิ่งที่เป็นบาปต่างๆ เกิดขึ้นได้ในเวลาต่อไป
ที่เรากล่าวว่ามันคือบิดอะฮฺ เพราะว่ามันไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอาน จากสุนนะฮฺและจากการกระทำของชาวสะลัฟุศศอลิหฺในสามศตวรรษแรก แต่มันเริ่มเกิดขึ้นหลังจากศตวรรษที่สี่ไปแล้ว ผู้ให้กำเนิดมันคือชีอะฮฺราชวงค์ฟาฏิมียะฮฺ(เคยปกครองอียิปต์)
ท่านอิหม่าม ตาญุดดีน อัล-ฟากิฮานีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า : มีคำถามมาบ่อยครั้ง(จากผู้ที่แสวงหาความถูกต้องใน)ประเด็นการรวมตัวกันของผู้คนกลุ่มหนึ่งในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า เมาลิด มันมีหลักฐานให้กระทำจากศาสนาไหม?
ฉันตอบว่า: วะบิลลาฮิตเตาฟีก (ความสำเร็จขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ) ฉันไม่รู้ว่า สำหรับการจัดเมาลิดนี้ มันมีหลักฐานในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ และไม่มีแบบอย่างถ่ายทอดมาจากบรรดาอิหม่ามที่มีเกียรติที่เคร่งครัดในการปฏิบัติตามร่องรอยชนกลุ่มแรกที่เป็นแบบอย่างในศาสนา แต่ทว่ามันเป็นบิดอะฮฺ ซึ่งอุตริขึ้นโดยพวกบิดเบือนและเป็นการตามอารมณ์ของพวกที่ชอบกินใช้บริโภคอย่างสุขสำราญ (หนังสือ อัล-เมาริด ฟี อะมาลิลเมาลิด)
ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺกล่าวว่า : สิ่งดังกล่าวนี้คือสิ่งที่มนุษย์บางกลุ่มอุตริขึ้น บ้างอาจจะเป็นการเลียนแบบพวกคริสต์เตียนในการจัดเมาลิดให้กับนบีอีซา หรือการจัดงานเมาลิดเพื่อเป็นการแสดงความรัก และเทิดทูนท่านนบี โดยการยึดงานเมาลิดเป็นวันฉลองทางศาสนา ทั้งๆ ที่นักวิชาการมีความขัดแย้งกันในวันดังกล่าว(หมายถึงวันที่ ที่ท่านนบีประสูติ) แต่สิ่งนี้ชาวสะลัฟไม่ได้ปฏิบัติมัน ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง แน่นอนว่าพวกเขาย่อมมีสิทธิในการปฏิบัติมากกว่าพวกเรา เพราะว่าพวกเขามีความรักต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และให้การเทิดทูนท่านมากกว่าพวกเรา ซึ่งพวกเขาเป็นผู้ที่ปราถนายิ่งในความดีงาม หากแต่ว่าความรักและการเทิดทูนท่านนบีคือการปฏิบัติตาม คือการเชื่อฟัง และการฟื้นฟูแบบฉบับของท่านทั้งต่อหน้าและลับหลัง นี่คือแนวทางของชนกลุ่มแรกจากชาวมุฮาญิรีน(ผู้อพยพ)และชาวอันศอรฺ(ชาวมะดีนะฮฺที่ให้การช่วยเหลือท่านนบีและผู้อพยพ)และเป็นแนวทางของผู้ที่ปฏิบัติตามชนเหล่านี้ด้วยความดีงาม (ดูหนังสือ อิกติฎออ์ อัศ-ศิรอด อัล-มุสตะกีม)
ได้มีการประพันธ์ตำราเพื่อชี้แจงตอบโต้การจัดงานเมาลิดอย่างมากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะมันคือบิดอะฮฺและการเลียนแบบกลุ่มชนอื่น ซึ่งจะนำพาไปสู่การจัดเมาลิดในวาระอื่นๆ อีกมากมายเช่นจัดเมาลิดให้โต๊ะวะลี หรือให้แก่ผู้นำ และผู้ที่มีเกียติในศาสนา เป็นต้น มันเป็นการจุดประกายต้นตอสู่ความชั่วทั้งหลายแหล่
2. การขอความจำเริญ(บะเราะกะฮฺ) จากสถานที่และร่องรอยที่สำคัญต่างๆ และจากตัวบุคคลที่ยังมีชีวิต และเสียชีวิตไปแล้ว
อัต-ตะบัรรุก التبرك คือการขอความจำเริญ (บะเราะกะฮฺ) มันคือความดีงามที่ยั่งยืนในสิ่งหนึ่ง และการเพิ่มพูนมัน
การขอให้มีความดีงามที่มั่นคงและเพิ่มพูนขึ้นนั้น สามารถขอได้จากผู้ที่มีความสามารถและครอบครองมันเท่านั้น คือ พระองค์อัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์คือผู้ที่ประทานความจำเริญและคงมันไว้ ให้แก่สิ่งต่างๆ ส่วนสิ่งที่ถูกสร้างมันย่อมไม่มีความสามารถใดๆ ที่จะมอบความจำเริญ หรือสร้างมันขึ้นมาและคงมันไว้ ให้กับสิ่งต่างๆได้เลย
การขอความจำเริญ จากสถานที่และร่องรอยที่สำคัญหรือจากตัวบุคคลที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตไปแล้วนั้น ไม่เป็นการอนุญาต เพราะมันอาจจะเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺได้ คือ ถ้าบุคคลหนึ่งเชื่อว่าสิ่งที่เขาขอเป็นผู้ที่ให้ความจำเริญ หรือ มันอาจจะเป็นสื่อที่จะนำพาไปสู่การตั้งภาคี ถ้าเขาเชื่อว่าการไปเยี่ยมเยียน ได้ลูบสัมผัสสิ่งดังกล่าวจะทำให้ได้รับความจำเริญจากอัลลอฮฺ
ส่วนในรายงานที่เราพบว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเคยขอความจำเริญด้วยกับส้นผมและน้ำลาย หรือส่วนต่างๆ จากร่างกายของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม สิ่งดังกล่าวนั้นเป็นการเฉพาะสำหรับท่านนบีในขณะที่ท่านมีชีวิตเท่านั้น ด้วยกับหลักฐานที่บ่งชี้ว่าหลังจากท่านนบีเสียชีวิตลง บรรดาเศาะหาบะฮฺ ไม่เคยที่จะขอความจำเริญจากหลุมศพของท่าน และพวกเขาไม่เคยมุ่งหน้าไปหาสถานที่ใดๆ ที่ท่านนบีเคยอาศัย หรือเคยนั่งพักอยู่เลยเพื่อทำการขอความจำเริญจากสิ่งดังกล่าว และเช่นเดียวกันพวกเขาไม่เคยขอความจำเริญจากหลุมศพโต๊ะวะลี ไม่เคยขอมันจากบุคคลที่ศอลิหฺทั้งหลาย เช่น ท่านอบูบักรฺ อุมัรฺ และเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆ ที่มีเกียติยิ่งทั้งในขณะมีชีวิต และเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม พวกเขาไม่เคยไปเยี่ยมเยียนภูเขาหิรออฺ(ที่รับวะห์ยู)หรือภูเขาฏูรฺ(สถานที่ที่พระองค์อัลลอฮฺตรัสกับมูซา)เพื่อทำการละหมาดและขอดุอาอ์จากสถานที่นั้นๆ หรือจากสถานที่ต่างๆ ที่มีความสำคัญที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหลุมศพหรือร่องรอยต่างๆ ของบรรดานบี และเช่นเดียวกันสถานที่ต่างๆ ที่ท่านนบีเคยละหมาดบ่อยครั้งในเมืองมะดีนะฮฺ ก็ไม่มีปรากฏจากผู้ใดในบรรดาชาวสะลัฟว่าเขาพวกเขาไปสัมผัสหรือจูบมัน รวมถึงสถานที่ต่างๆ ในมักกะฮฺหรือที่อื่นๆ ก็ไม่มีปรากฏมาเช่นกัน
ถ้าหากว่าจุดที่เท้าทั้งสองที่มีเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เคยเหยียบและยืนละหมาดบนมัน ยังไม่มีบัญญัติให้เราไปสัมผัสหรือจูบมันแล้วไซร้ แล้วนับประสาอะไรกับที่ที่เป็นรอยของคนอื่นนอกจากท่านนบี ที่อ้างกันว่าวะลีหรือคนสำคัญคนนั้นเคยละหมาดหรือเคยนอนตรงนี้ เพราะการจูบและสัมผัสสิ่งดังกล่าวนั้น บรรดาผู้รู้ต่างก็รู้กันโดยดุษฎีทั่วกันแล้วว่า ไม่มีอยู่ในบทบัญญัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่อย่างใดเลย
3. บิดอะฮฺต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา
บิดอะฮฺที่ถูกอุตริขึ้นในพิธีกรรมทางด้านศาสนาในยุคปัจจุบัน ถูกพบอย่างมากมาย ซึ่งหลักการทำอิบาดะฮฺต้องขึ้นอยู่กับหลักฐานทางศาสนา สิ่งใดก็ตามแต่ที่ไม่มีตัวบทหลักฐานทางศาสนา มันก็คือบิดอะฮฺ ดังเช่นหะดีษที่ว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า:
«من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد» [ رواه مسلم : 1718 ]
ความว่า :บุคคลใดก็ตามที่ กระทำการงานหนึ่งการงานใด ขึ้นในการงานของเรา(ศาสนา)ซึ่งไม่มีในคำสั่งของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ(ณ ที่อัลลอฮฺ) (รายงานโดย มุสลิม :1718 )
อิบาดะฮฺที่ถูกปฏิบัติขึ้นแต่ไม่มีหลักฐานรับรองมีอยู่มากมายเช่น : การกล่าวคำเนียตก่อนละหมาด โดยผู้ที่จะทำการละหมาด กล่าวว่า : “ฉันเจตนาที่จะละหมาด ดังกล่าวนี้ ....เพื่ออัลลอฮฺ” สิ่งนี้คือบิดอะฮฺ เพราะไม่มีหลักฐานมายืนยันจาก สุนนะฮฺของท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พระองค์อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า :
﴿قُلْ أَتُعَلِّمُونَ اللَّهَ بِدِينِكُمْ وَاللَّهُ يَعْلَمُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَاللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمٌ١٦﴾ [الحجرات :16]
ความว่า :จงกล่าวเถิดมุหัมมัดว่า พวกเจ้าจะบอกอัลลอฮฺเกี่ยวกับศาสนาของพวกเจ้ากระนั้นหรือ? อัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง (อัล-หุญุรอต 16)
การเจตนา สถานที่ของมันคือ หัวใจ มันคือการงานของหัวใจ ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากปลายลิ้น
และจากบิดอะฮฺที่เกิดขึ้นคือ การขอดุอาอ์เป็นกลุ่ม เป็นหมู่คณะหลังจากการละหมาด แน่นอนว่าการดุอาอ์หลังละหมาดเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติขึ้น ให้แต่ละบุคคลรำลึกขอดุอาอ์เป็นการส่วนตัวไม่ใช่ในรูปแบบเป็นกลุ่ม หมู่คณะ
และสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺอีกอย่างก็คือ การขอให้มีการอ่านสูเราะฮฺ อัล-ฟาติหะฮฺ เนื่องในโอกาสต่างๆ หรือหลังจากการดุอาอ์ หรืออ่านให้คนตาย เป็นต้น
การจัดงานศพให้แก่ผู้ตายและมีการจัดเลี้ยงอาหารพร้อมด้วยกับการอุทิศผลบุญในการอ่านอัลกุรอานให้แก่ผู้ตาย สิ่งนี้ก็เป็นบิดอะฮฺ โดยที่พวกเขาอ้างว่ามันเป็นการปลอบขวัญ ให้กำลังใจแต่ครอบครัวผู้ตาย หรืออ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเกิดประโยชน์กับผู้ที่ตายไปแล้ว สิ่งดังกล่าวนี้แหละคืออุตริกรรม ไม่มีรูปแบบและหลักฐานจากศาสนาอิสลาม
ส่วนการจัดงานเนื่องในโอกาสต่างๆ ในศาสนาเช่น การจัดงานอิสรออ์มิอฺรอจญ์ งานรำลึกการอพยพของท่านนบี ทั้งหมดเหล่านี้ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันจากศาสนาทั้งสิ้น
ส่วนสิ่งที่ถูกกระทำขึ้นในเดือนเราะญับ เช่นการเจาะจงทำอุมเราะฮฺในเดือนนี้ หรืออิบาดะฮฺต่างๆ ที่ถูกระทำขึ้นในเดือนนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดสุนนะฮฺเป็นการเฉพาะ หรือ การถือศีลอดเป็นการเฉพาะ ในเดือนนี้ ซึ่งเดือนเราะญับก็ไม่มีสิทธิพิเศษมากกว่าเดือนอื่นๆ เลยในการทำอุมเราะฮฺ การถือศีลอด การละหมาด หรือการเชือดสัตว์พลี เป็นต้น
และจากบิดอะฮฺที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา คือ บทรำลึกทุกประเภทของพวกศูฟีย์ มันเป็นสิ่งที่ขัดกับบทรำลึกที่ถูกบัญญัติ ทั้งในรูปแบบสำนวน รูปแบบการกระทำ และช่วงกาลเวลาของมัน
บิดอะฮฺในการเจาะจงค่ำคืนกลางเดือนชะอฺบาน (นิศฟูชะอฺบาน)เพื่อทำการละหมาดและถือศีลอดในเวลากลางวันของมัน เพราะเนื่องจากไม่มีการยืนยันจากท่านนบี ในสิ่งดังกล่าว
บิดอะฮฺการสร้างสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ การยึดเอาหลุมศพเป็นมัสญิด การเยี่ยมหลุมศพเพื่อขอความจำเริญและเป็นสื่อกลางในการประกอบอิบาดะฮฺ และอื่นๆ ที่จุดประสงค์มันคือการตั้งภาคี
และการเยี่ยมสุสานของสตรี ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้มีคำสาปแช่งจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต่อบรรดาสตรีที่เยี่ยมเยียนสุสานและผู้ที่ยึดเอาสุสานเป็นมัสญิดและผู้ที่ประดับประดาสุสานด้วยตะเกียง หรือสิ่งอื่นๆ เพื่อเป็นการเทิดทูนและให้เกียรติแก่มัน