ตัวอย่าง “วะสะฏียะฮฺ” ในสุนนะฮฺ

img

Marqoom

Danh mục :

Ngôn ngữ : Thai

Lượt xem : 154

Thêm vào yêu thích : 0

ในบรรดาตัวอย่างที่ดีที่สุดสำหรับวะสะฏียะฮฺแห่งสุนนะฮฺนะบะวียะฮฺในการแก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์แห่งความสุดโต่ง (ฆุลูว์)  ซึ่งท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ปฏิบัติกับเศาะหาบะฮฺของท่านกลุ่มหนึ่ง คือ หะดีษที่รายงานโดยท่านอะนัส บิน มาลิก ท่านเล่าว่า
جَاءَ ثَلاَثَةُ رَهْطٍ إِلَى بُيُوتِ أَزْوَاجِ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم ، يَسْأَلُونَ عَنْ عِبَادَةِ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم، فَلَمَّا أُخْبِرُوا كَأَنَّهُمْ تَقَالُّوهَا، فَقَالُوا: وَأَيْنَ نَحْنُ مِنَ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم؟ قَدْ غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ وَمَا تَأَخَّرَ، قَالَ أَحَدُهُمْ: أَمَّا أَنَا فَإِنِّي أُصَلِّي اللَّيْلَ أَبَدًا، وَقَالَ آخَرُ: أَنَا أَصُومُ الدَّهْرَ وَلاَ أُفْطِرُ، وَقَالَ آخَرُ: أَنَا أَعْتَزِلُ النِّسَاءَ فَلاَ أَتَزَوَّجُ أَبَدًا، فَجَاءَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم إِلَيْهِمْ، فَقَالَ: «أَنْتُمُ الَّذِينَ قُلْتُمْ كَذَا وَكَذَا، أَمَا وَاللَّهِ إِنِّي لَأَخْشَاكُمْ لِلَّهِ وَأَتْقَاكُمْ لَهُ، لَكِنِّي أَصُومُ وَأُفْطِرُ، وَأُصَلِّي وَأَرْقُدُ، وَأَتَزَوَّجُ النِّسَاءَ، فَمَنْ رَغِبَ عَنْ سُنَّتِي فَلَيْسَ مِنِّي».
ความหมาย “มีเศาะหาบะฮฺสามคนได้เดินทางไปยังบ้านบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขาได้ถามถึงการทำอิบาดะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (โดยเฉพาะการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่บ้านซึ่งไม่มีผู้อื่นรู้เห็น)
หลังจากพวกเขาได้รับการชี้แจง พวกเขารู้สึกว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมปฏิบัติอิบาดะฮฺแต่เพียงน้อย ดังนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “แน่นอนว่าอิบาดะฮฺของเราไม่สามารถไปเทียบกับอิบาดะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ เพราะท่านได้รับการอภัยโทษจากบาปต่างๆที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต” (หมายความว่า ท่านไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอิบาดะฮฺมากมาย) 
พวกเขาคนหนึ่งกล่าวว่า “ส่วนฉัน ฉันจะยืนละหมาดตลอดทั้งคืน (จะไม่ยอมนอนเด็ดขาด)”
อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันจะถือศีลอดตลอดปี และจะไม่ยอมหยุดสักวันหนึ่งเลย”
ส่วนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันจะปลีกตัวออกจากสตรี ฉันจะไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด”
เมื่อท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทราบเช่นนั้น ท่านจึงไปหาพวกเขา แล้วกล่าวว่า “พวกท่านใช่ไหมที่กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ ! ฉันขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า แท้จริง ฉันนี่แหละเป็นผู้ที่เกรงกลัวและยำเกรงอัลลอฮฺมากที่สุดในหมู่พวกท่าน แต่ทว่า ฉันถือศีลอด (บางวัน) และฉันก็งดถือศีลอด (อีกบางวัน) ฉันยืนละหมาดกลางคืนพร้อมกับนอนในช่วงเวลาหนึ่งของคืน และฉันก็แต่งงานกับสตรีเฉกเช่นคนทั่วไป ดังนั้น ผู้ใดไม่ชอบปฏิบัติตามสุนนะฮฺของฉัน พวกเขาก็ไม่ใช่ประชาชาติของฉัน”

นี่คือส่วนหนึ่งของตัวอย่างความปานกลางและเรียบง่ายของสุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ถูกนำเสนอต่อหน้าเมล็ดพันธุ์แห่งความเลยเถิดที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งต้นตอของความคิดที่เลยเถิดดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิดต่อความเป็น “วะสะฏียะฮฺของอิสลาม” ไม่ว่าความเข้าใจผิดดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากหลักการของศาสนา (อัดดีน) หรือการปฏิบัติศาสนา (อัตตะดัยยุน) นั่นคือ สุนนะฮฺเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขาเหล่านั้นได้ล่วงล้ำขอบเขตด้าน “อิฟรอฏ” หมายถึง การปฏิบัติที่เกินเลยจากที่ควร
ส่วนด้าน “ตัฟรีฏ” หมายถึง การปฏิบัติที่หย่อนยานและบกพร่อง ก็ขอให้พิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงของหะดีษเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมที่ได้กล่าวตำหนิเศาะหาบะฮฺสองท่านต่อไปนี้
ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรุ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา 
عَنْ عَبْدِ اللهِ بْنِ عَمْرِو بْنِ العَاصِ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا، قَالَ: قَالَ لِي رَسُولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم : «يَا عَبْدَ اللهِ، لاَ تَكُنْ مِثْلَ فُلاَنٍ كَانَ يَقُومُ اللَّيْلَ، فَتَرَكَ قِيَامَ اللَّيْلِ»
ความหมาย “ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรุบิน อัลอาศ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวแก่ฉันว่า อับดุลลอฮฺ เอ๋ย! เจ้าจงอย่าเป็นเยี่ยงเขาคนนั้น ซึ่งเคยดำรงละหมาดกลางคืน แต่แล้วเขาก็ละทิ้งมัน”

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวแก่เขาว่า
«نِعْمَ الرَّجُلُ عَبْدُ اللهِ، لَوْ كَانَ يُصَلِّي مِنَ اللَّيْلِ». قَالَ سَالِمٌ : فَكَانَ بَعْدُ لاَ يَنَامُ مِنَ اللَّيْلِ إِلَّا قَلِيلًا
ความหมาย “ผู้ชายที่ดีที่สุดคืออับดุลลอฮฺ (บินอุมัร) หากเขาชอบละหมาดในช่วงเวลาหนึ่งของกลางคืน” สาลิม (บุตรของอับดุลลอฮฺ) กล่าวว่า หลังจากนั้นเป็นต้นมา อับดุลลอฮฺจะไม่นอนกลางคืนนอกจากเพียงน้อยนิดเท่านั้น

นี่คือส่วนหนึ่งของตัวอย่างการอบรมของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มีต่อเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านในสภาพที่เปี่ยมด้วยความปานกลาง หมายความว่า มีความสมดุลระหว่างความจำเป็นและความต้องการต่างๆในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
พึงตระหนักว่า “วะสะฏียะฮฺ อิสลาม” คือวิถีการสร้างเอกภาพของ “อุมมะตัน วาหิดะฮฺ” และเป็นรากฐานของการพัฒนา การสร้างสันติภาพ ความก้าวหน้าของชีวิตมนุษย์บนโลกนี้ และความสำเร็จของชีวิตวันอาคิเราะฮฺในฐานะ“ค็อยเราะ อุมมะฮฺ” (ประชาชาติที่ดีเลิศ)