ความคลุมเครือและคำตอบเกี่ยวกับ “อุมมะตัน วะสะฏอ”
บางคนยังมีความเข้าใจที่ความคลุมเครือเกี่ยวกับความหมายของ “อุมมะตัน วะสะฏอ” ในจำนวนนั้นได้แก่
สุบหานัลลอฮฺ! ยังมีประชาชาติอิสลามอีกจำนวนมากที่ยังเข้าใจสับสนและคลุมเครือเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของประชาชาติอิสลามที่ได้รับการขนานนามจากอัลลอฮฺว่า “อุมมะตัน วะสะฏอ” โดยพวกเขาเข้าใจว่า “อุมมะตัน วะสะฏอ” หมายถึง ประชาชาติที่เป็นกลาง ในความหมายของความกึ่งกลางระหว่างสองกลุ่มคน นั่นคือ กลุ่มชาวมุสลิมที่ยึดมั่นอย่างเคร่งครัดกับคำสอนของอิสลามทั้งด้านการศรัทธา และการปฏิบัติตามสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กับกลุ่มชาวมุสลิมที่ไม่เข้าใจหรือไม่ปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามอย่างเคร่งครัด หมายความว่า พวกเขาคือกลุ่มชาวมุสลิมที่นำคำสอนของอิสลามบางส่วนที่สอดคล้องกับอารมณ์ตัณหาของพวกเขาไปปฏิบัติและละทิ้งอีกบางส่วนที่ก่อความยุ่งยากแก่ชีวิตของพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเห็นว่าอิสลามในรูปแบบดังกล่าวไม่เหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่สามารถจะประสานกับศาสนาอื่นๆได้ หรือถือว่าเป็น “อิสลามสมัยใหม่” ที่ค้านและสวนทางกับข้อเท็จจริงของอิสลามที่มาจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ
คำตอบมีดังนี้
ความเข้าใจต่อความหมายของ “อุมมะตัน วะสะฏอ” ดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องและเลยเถิด เป็นความเข้าใจที่ศัตรูของอัลลอฮฺจากชาวยิวและพันธมิตรของพวกเขาสร้างขึ้น และชาวมุสลิมบางกลุ่มได้เสพความเข้าใจดังกล่าวอย่างหูนวกตาบอด เพราะความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้วางอยู่บนรากฐานของอัลกุรอานและสุนนะฮฺ แต่ทว่า เป็นความเข้าใจที่อัลลอฮฺได้กล่าวตำหนิในอัลกุรอาน พระองค์ตรัสว่า
﴿ ﭸ ﭹ ﭺ ﭻ ﭼﭽ ﭾﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄﮅ ﮆ ﮇ ﮈﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏﮐ ﮑ ﮒ ﮓ ﮔ ﮕ ﴾
ความหมาย “พวกเจ้าจะศรัทธาต่อบางส่วนของคัมภีร์ และปฏิเสธต่ออีกบางส่วนกระนั้นหรือ! ดังนั้น ไม่มีการตอบแทนสำหรับผู้กระทำเช่นนั้นในหมู่พวกเจ้านอกจากความอัปยศในชีวิตบนโลกนี้ และในวันอาคิเราะฮฺพวกเขาจะถูกส่งไปลงโทษ (ในนรก) ที่เจ็บแสบยิ่ง และ(พึงสังวรว่า) อัลลอฮฺย่อมไม่หลงลืมในทุกสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้บนโลกนี้”
ท่านอิบนุกะษีรได้กล่าวอธิบายอายะฮฺข้างต้นว่า “อายะฮฺนี้ได้ตำหนิชาวยิวต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขาที่เบี่ยงเบนจากคัมภีร์เตารอตของพวกเขา” หวังว่าการตำหนิดังกล่าวจะเป็นบทเรียนและข้อคิดที่สำคัญแก่ประชาชาตินบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมในจุดยืนของพวกเขาต่อคัมภีร์อัลกุรอาน
อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ ﭱ ﭲ ﭳ ﭴ ﭵ ﭶ ﭷ ﭸ ﭹ ﭺ ﭻ ﭼ ﭽ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﴾
ความหมาย “แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และบรรดาเราะสูลของพระองค์ และต้องการที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างการศรัทธาต่ออัลลอฮฺกับการศรัทธาต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ พวกเขากล่าวว่า เราศรัทธาต่อเราะสูลบางคน และไม่ศรัทธาต่อบางคน พวกเขาต้องการที่จะแสวงหาเส้นทางสายกลางระหว่างการศรัทธากับการปฏิเสธ (ดังนั้น อัลลอฮฺจึงตัดสินว่า) พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ปฏิเสธศรัทธาอย่างแท้จริง (ถึงแม้ว่าพวกเขาจะศรัทธาต่อเราะสูลบางคนก็ตาม เพราะผู้ใดที่ไม่ศรัทธาต่อเราะสูลท่านใดท่านหนึ่งก็เท่ากับว่าเขาไม่ศรัทธาต่อเราะสูลทั้งหมด) และเราได้เตรียมการลงโทษที่อัปยศสำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย”
ท่านอิบนุกะษีรได้กล่าวอธิบายความหมายของอายะฮฺข้างต้นว่า “อัลลอฮฺทรงตำหนิบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ในหมู่ชาวยิวและคริสต์ ซึ่งพวกเขาได้แยกแยะด้านการศรัทธาต่ออัลลอฮฺและการศรัทธาต่อบรรดาเราะสูล โดยที่พวกเขาได้ศรัทธาต่อนบีของอัลลอฮฺบางท่านและปฏิเสธต่อนบีท่านอื่นๆ เพียงเพื่อสนองอารมณ์ตัณหาและอิทธิพลของประเพณีที่มีต่อชีวิตของพวกเขา พร้อมกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ตกทอดมาจากบรรพชนของพวกเขา ไม่ใช่มาจากหลักฐานที่ชัดแจ้ง เช่นเดียวกับชาวโซโรอัสเตอร์ซึ่งพวกเขาศรัทธาต่อนบีของพวกเขาที่ถูกเรียกขานว่า “โซโรอัสเตอร์” ต่อมาพวกเขาก็ไม่เชื่อต่อบทบัญญัติของศาสนา ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามขจัดบทบัญญัติดังกล่าวออกไป”
แท้จริงแล้ว “อุมมะตัน วะสะฏอ” เป็นฉายาที่อัลลอฮฺผู้ทรงปรีชาญาณได้ทรงมอบให้แก่ประชาชาติอิสลาม ไม่ใช่ฉายาที่มนุษย์ตั้งขึ้น ดังนั้นมนุษย์ที่ไม่เข้าใจอิสลาม โดยเฉพาะบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และศัตรูของอิสลาม จึงไม่มีสิทธิที่จะจำกัดความหมายของ “อุมมะตัน วะสะฏอ” ตามอำเภอใจโดยเด็ดขาด
อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงสิทธิ์ในการกำหนดขอบเขต ขนาดและความหมายของ “วะสะฏอ” นั่นคือ ความปานกลาง ความยุติธรรม และการถูกคัดเฟ้น ต่อศาสนาอิสลามของพระองค์อันเป็นศาสนาแห่งความเมตตาสำหรับสากลโลก ส่วนการนำอิสลามไปปฏิบัติเป็นแบบอย่างของ “อุมมะตัน วะสะฏอ” คือการปฏิบัติของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ไม่ใช่การปฏิบัติที่ตรงข้ามหรือไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติของท่านนบีและบรรดาเศาะหาบะฮฺ
แท้จริงอัลลอฮฺได้ให้สมญานาม “อุมมะตัน วะสะฏอ” แก่นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน หรือประชาชาติของท่าน เพราะคำว่า «جَعَلْنَاكُمْ» มีความหมายว่า “เราได้บังเกิดพวกท่าน” ซึ่งบุรุษสรรพนาม «كُمْ» ในที่นี้บ่งชี้ถึงท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และประชาชาติของท่าน (เศาะหาบะฮฺ) ในสมัยนั้นเป็นการเฉพาะ ตามสภาพข้อเท็จจริงที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺ หรือประชาชาติของท่าน ได้ปฏิบัติตามคำสอนของอัลกุรอานที่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม ความดีงามและน่าสรรเสริญ ในความหมายที่ว่า คำสอนของอัลกุรอานเป็นคำสอนที่ “วะสะฏอ” และประชาชาติของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุออะลัยฮิวะสัลลัม ที่ศรัทธา ปฏิบัติ และมีจริยธรรมตามคำสอนของอัลกุรอาน ภายในกรอบแนวทางสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺก็เป็น “อุมมะตัน วะสะฏอ” เช่นเดียวกัน