ในกรณีที่มีความหวาดกลัวและอยู่ระหว่างการเดินทางนั้น อัลลอฮฺได้ทรงอนุญาตให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดโดยย่อจำนวนร็อกอัตและสิ่งที่เป็นองค์ประกอบหลัก (รุก่น) ของการละหมาดได้
แต่ถ้าเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างการเดินทางโดยที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวใด ๆ จะอนุญาตให้ย่อเฉพาะจำนวนร็อกอัต
ส่วนในกรณีที่มีความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้อยู่ระหว่างการเดินทาง ก็ให้ย่อเฉพาะองค์ประกอบหลักของการละหมาด
ทั้งนี้ จะเห็นว่าอายะฮฺอัลกุรอานที่บัญญัติให้ละหมาดย่อนั้น ได้ระบุเงื่อนไขสำคัญคือ การเดินทาง และความหวาดกลัว
ทั้งนี้ แบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สำหรับการละหมาดในสถานการณ์ที่มีความหวาดกลัวนั้น ถ้าเป็นกรณีที่ทัพศัตรูอยู่ด้านหน้าระหว่างท่านกับทิศกิบลัต ท่านจะจัดแถวฝ่ายมุสลิมที่ยืนข้างหลังท่านเป็นสองแถว เมื่อท่านเริ่มตักบีรฺ มะอ์มูมทั้งหมดก็ตักบีรฺตาม หลังจากนั้นทั้งหมดก็ก้มรุกูอฺและเงยขึ้นตรงพร้อม ๆ กัน จากนั้นกลุ่มที่อยู่แถวแรกก็ลงสุญูดพร้อมกับท่าน ในขณะที่อีกแถวหนึ่งยังคงยืนอยู่เพื่อเฝ้าระวังข้าศึกศัตรู เมื่อแถวแรกลุกขึ้นจากการสุญูดและละหมาดต่อในร็อกอัตที่สอง กลุ่มที่อยู่แถวที่สองก็ลดตัวลงสุญูดสองครั้ง เมื่อพวกเขาลุกขึ้นจากการสุญูดก็ก้าวขึ้นไปข้างหน้าเพื่อยืนในแถวแรก สลับกับกลุ่มที่เคยอยู่แถวแรกซึ่งถอยหลังไปอยู่แถวที่สองแทน ทั้งนี้ เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มได้รับผลบุญความประเสริฐของการละหมาดในแถวแรกอย่างเท่าเทียมกัน และเพื่อให้กลุ่มที่อยู่แถวหลังในช่วงแรกได้สุญูดพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในร็อกอัตที่สอง ซึ่งวิธีการเช่นนี้ถือเป็นการยุติธรรมต่อทั้งสองกลุ่ม เมื่อท่านนบีก้มรุกูอฺ ทั้งสองกลุ่มก็ทำอย่างที่ได้ทำไปในร็อกอัตแรก และเมื่อท่านนั่ง
ตะชะฮุด ผู้ที่อยู่แถวหลังก็ลงสุญูดสองครั้งแล้วนั่งตะชะฮุดตามท่าน จากนั้นทั้งหมดก็ให้สลามพร้อม ๆ กันภายหลังจากที่ท่านให้สลาม
ส่วนในกรณีที่ศัตรูมิได้อยู่ด้านทิศกิบลัต บางครั้งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แบ่งเศาะหาบะฮฺออกเป็นสองกลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งยืนเฝ้าระวังศัตรู และอีกกลุ่มหนึ่งละหมาดพร้อมกับท่าน โดยกลุ่มที่ละหมาดพร้อมกับท่านจะละหมาดเพียงหนึ่งร็อกอัต แล้วละหมาดต่อกันเองจนเสร็จสิ้นการละหมาด จากนั้นก็ไปยืนเฝ้าแทนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนเฝ้าในตอนแรก เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวไปละหมาด โดยกลุ่มนี้จะเริ่มละหมาดกับท่านนบีในร็อกอัตที่สอง เมื่อท่านให้สลาม พวกเขาก็ลุกขึ้นยืนละหมาดเพิ่มอีกหนึ่งร็อกอัต
บางครั้งท่านละหมาดนำกลุ่มหนึ่งในร็อกอัตแรก เมื่อท่านยืนขึ้นละหมาดร็อกอัตที่สอง กลุ่มดังกล่าวก็ละหมาดร็อกอัตที่สองต่อกันเอง โดยที่ท่านยังคงยืนอยู่อย่างนั้นต่อไป กระทั่งกลุ่มนี้ให้สลามเสร็จสิ้นการละหมาดก่อนที่ท่านจะรุกูอฺ ในจังหวะนั้นอีกกลุ่มหนึ่งก็จะมาละหมาดพร้อมกับท่านในร็อกอัตที่สอง เมื่อท่านนั่งตะชะฮุด กลุ่มที่สองนี้ก็ลุกขึ้นยืนละหมาดเพิ่มอีกหนึ่งร็อกอัต โดยที่ท่านนั่งตะชะฮุดรอพวกเขา เมื่อพวกเขานั่งตะชะฮุดจนจบแล้ว ท่านจึงให้สลามเสร็จสิ้นการละหมาดพร้อมกับพวกเขา
อีกวิธีการหนึ่งคือ ท่านนำละหมาดกลุ่มหนึ่งจนจบสองร็อกอัตแล้วก็ให้สลามพร้อม ๆ กัน จากนั้นท่านก็ละหมาดนำอีกกลุ่มหนึ่งสองร็อกอัตกระทั่งให้สลามเช่นกัน
และมีอีกรูปแบบหนึ่งคือท่านละหมาดนำกลุ่มหนึ่งเพียงหนึ่งร็อกอัต จากนั้นกลุ่มนี้ก็แยกย้ายกันไปโดยที่ยังไม่ได้ละหมาดเพิ่มในร็อกอัตที่เหลือแต่อย่างใด จากนั้นท่านก็ละหมาดนำอีกกลุ่มหนึ่งจำนวนหนึ่งร็อกอัต แล้วกลุ่มนี้ก็แยกย้ายกันไปโดยที่ไม่ได้ละหมาดเพิ่มเช่นกัน กล่าวคือท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ละหมาดสองร็อกอัต ในขณะที่เศาะหาบะฮฺละหมาดเพียงกลุ่มละหนึ่งร็อกอัต
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นรูปแบบการละหมาดซึ่งเป็นที่อนุญาตทั้งสิ้น
อิมามอะหฺมัด กล่าวว่า “มีรายงานระบุวิธีการละหมาดในกรณีเช่นนี้หกหรือเจ็ดรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นที่อนุญาต” จากคำกล่าวของอิมามอะหฺมัดนี้ เข้าใจได้ว่าท่านมีความเห็นว่ารูปแบบการละหมาดที่แต่ละกลุ่มละหมาดพร้อมกับท่านนบีเพียงหนึ่งร็อกอัต โดยมิได้ละหมาดร็อกอัตที่เหลือเพิ่มนั้นเป็นที่อนุญาต ซึ่งทัศนะดังกล่าวนี้เป็นทัศนะของท่านญาบิรฺ อิบนุอับบาส ฏอวูส มุญาฮิด หะสัน เกาตาดะฮฺ และอิสหาก
นอกจากนี้ยังมีรายงานที่ระบุวิธีการละหมาดในลักษณะอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนจัดอยู่ในรูปแบบที่กล่าวมาทั้งสิ้น โดยอุละมาอ์บางท่านระบุว่าวิธีการละหมาดในกรณีนี้มีสิบลักษณะ บางท่านก็ระบุว่ามีถึงสิบห้าลักษณะ แต่ที่ถูกต้องก็คือตามคำอธิบายที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น