ละหมาด และให้ใช้สำลีหรืออื่นๆ ซับที่ช่องคลอดเพื่อระงับไม่ให้เลือดไหลออกมา และไม่ให้ไหลย้อยในเวลาละหมาด จากนั้นให้อาบน้ำละหมาดทุกครั้ง เมื่อเข้าเวลาละหมาด ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงสตรีที่มีเลือดเสียคนหนึ่งว่า
«تَدَعُ الصَّلَاةَ أَيَّامَ أَقْرَائِهَا ، ثُمَّ تَغْتَسِلُ وَتَوَضَّأ عند كُلِّ صَلَاةٍ»
ความว่า “เธอจะงดการละหมาดในช่วงเวลาที่มีประจำเดือน หลังจากนั้น ให้ชำระร่างกายและอาบน้ำละหมาดทุกครั้งก่อนที่จะละหมาด” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 297, อิบนุ มาญะฮฺ : 625 และอัต-ติรมีซีย์ : 126 และกล่าวว่า เป็นหะดีษหะสัน)
และท่านยังได้กล่าวอีกว่า
«أَنْعَتُ لَكِ الْكُرْسُفَ فَإِنَّهُ يُذْهِبُ الدَّمَ»
ความว่า “ฉันแนะนำให้เธอใช้สำลี ซึ่งมันจะทำให้เลือดหยุดได้” (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 287 , อัต-ติรมิซีย์ : 128 และอิบนุ-มาญะฮฺ : 622)
และสามารถที่จะใช้ผ้าอนามัยตามที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันนี้แทนได้
สาม เลือดหลังคลอดบุตร (นิฟาส)
นิยาม และระยะเวลาของเลือดหลังคลอด
เลือดหลังคลอดบุตร คือ เลือดที่ออกมาจากมดลูก เนื่องจากการคลอดบุตรและหลังจากการคลอด เป็นเลือดที่ยังตกค้าง หรือเหลืออยู่ในมดลูกตอนตั้งครรภ์ แล้วมันค่อยทยอยไหลออกมาเมื่อคลอด
ส่วนเลือดที่ไหลออกมาก่อนคลอด ซึ่งมีสัญญาณของการคลอด ก็ถือว่าเป็นเลือดจากการคลอดบุตร โดยที่บรรดานักนิติศาสตร์อิสลามได้ระบุไว้ว่าประมาณสองถึงสามวันก่อนคลอด และโดยปกติเลือดดังกล่าวจะไหลออกมาพร้อมกับการคลอดบุตร
การคลอดที่ถูกนับหรือเป็นมาตรฐาน คือคลอดสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างของมนุษย์ อย่างน้อยสุดมีอายุ 81 วัน และโดยมากหรือปกติแล้วคือ 3 เดือน
ดังนั้นหากแท้งก่อนเวลาดังกล่าว และมีเลือดออกมา ก็ไม่ถือว่าเป็นเลือดจากการคลอด จะต้องละหมาดและถือศีลอดเพราะเป็นเลือดเสีย ดังนั้น ให้ใช้บทบัญญัติและข้อชี้ขาดเดียวกับผู้มีเลือดเสีย
และโดยปกติแล้ว เวลามากสุดของเลือดหลังคลอด คือ 40 วัน เริ่มนับจากเวลาคลอดหรือก่อนคลอด 2 หรือ 3 วัน –ดังที่นำเสนอมาก่อนหน้า- เนื่องจากหะดีษจากอุมมุ สะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ที่ว่า
كَانَتْ النُّفَسَاءُ تَجْلِسُ عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَرْبَعِينَ يَوْمًا
ความว่า ในสมัยของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สตรีที่มีเลือดจากการคลอดบุตร จะงดจากการละหมาดและการถือศีลอดเป็นระยะเวลา 40 วัน (บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์ : 258 และคนอื่นๆ)
และบรรดาปวงปราชญ์มีมติเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนี้ ดังที่อัต-ติรมิซีย์ และนักวิชาการท่านอื่นๆ ได้รายงานไว้
และหากเลือดหยุดไหลก่อน 40 วัน เธอจะต้องอาบน้ำชำระร่างกายและจะต้องละหมาด เนื่องจากไม่มีกำหนดระยะเวลาน้อยสุดของเลือดจากการคลอดบุตร เพราะเวลาน้อยสุดมิถูกระบุไว้
และเมื่อเลยเวลา 40 วันแล้ว ถ้าหากตรงกับระยะเวลาของเลือดประจำเดือน ก็ให้ถือว่าเป็นเลือดประจำเดือน และหากไม่ตรงกับช่วงเวลาของเลือดประจำเดือนแต่เลือดยังไม่หยุด ก็ให้ถือว่าเป็นเลือดเสีย และต้องปฏิบัติศาสนกิจตามปกติ
และในกรณีที่เลือดไหลเกิน 40 วัน แต่ไม่ไหลต่อเนื่องและไม่ตรงกับประจำเดือน กรณีนี้นักวิชาการมีทัศนะความเห็นแตกต่างกัน
3.2 บทบัญญัติเกี่ยวกับเลือดหลังคลอดบุตร
บทบัญญัติเกี่ยวกับเลือดหลังคลอด ก็เหมือนกับบทบัญญัติเกี่ยวกับเลือดประจำเดือน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เช่นเดียวกับภรรยาที่มีประจำเดือน และอนุโลมให้หยอกล้อ หาความสุขอย่างอื่นได้
2. ห้ามถือศีลอด ละหมาด หรือเวียนรอบบัยตุลลอฮฮุ เช่นเดียวกับผู้ที่มีประจำเดือน
3. ห้ามสัมผัสหรืออ่านอัลกุรอาน ตราบใดที่ไม่เกรงว่าจะลืม
4. ต้องชดใช้การถือศีลอดที่ขาดในช่วงมีเลือดหลังคลอด เช่นเดียวกับคนที่มีประจำเดือน
5. ต้องอาบน้ำชำระร่างกายเมื่อเลือดหยุด
และหลักฐานในเรื่องนี้คือ
(1) จากอุมมุสะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า
كَانَتْ النُّفَسَاءُ تَجْلِسُ عَلَى عَهْدِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَرْبَعِينَ يَوْمًا
ความว่า ในสมัยของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สตรีที่มีเลือดจากการคลอดบุตร จะงดจากการละหมาดและการถือศีลอดเป็นระยะเวลา 40 วัน (โดยนักบันทึกอัต-ติรมิซีย์ 258, อิบนุมาญะฮฺ 648, อบู ดาวูด 312)
ท่านมัจญ์ดุดดีน ปู่ของอิบนุตัยมียะฮฺ ได้กล่าวในหนังสือของท่าน (อัล-มุลตะกอ : 1/184) ความหมายของหะดีษบทนี้คือ “เธอถูกสั่งให้งดจาการละหมาดและศีลอดเป็นเวลา 40 วัน ทั้งนี้เพื่อมิให้คำพูดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นเท็จ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ปกติแล้วผู้หญิงในยุคหนึ่งๆ จะมีประจำเดือนหรือเลือดหลังคลอดเท่ากัน"
(2) รายงานจากอุมมุ สะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า
كَانَتِ الْمَرْأَةُ مِنْ نِسَاءِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ تَقْعُدُ فِي النِّفَاسِ أَرْبَعِينَ لَيْلَةً لَا يَأْمُرُهَا النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِقَضَاءِ صَلَاةِ النِّفَاسِ
ความว่า ภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พักในขณะมีเลือดหลังคลอด 40 วัน โดยท่านไม่ได้สั่งให้เธอชดใช้ละหมาด ที่ขาดไปในช่วงนั้น (บันทึกโดยอบู ดาวูด : 312)
เกร็ดความรู้
หากเลือดหยุดก่อนครบ 40 วัน แล้วเธอได้อาบน้ำชำระล้างร่างกาย ละหมาด และถือศีลอด หลังจากนั้นมีเลือดไหลอีกครั้งหนึ่งก่อนครบ 40 วัน ที่ถูกต้องแล้วให้ถือว่าเป็นเลือดจากการคลอดบุตร โดยที่เธอจะต้องงดการถือศีลอดและงดละหมาด ส่วนการถือศีลอดในช่วงที่สะอาดระหว่างนั้นก็ใช้ได้ ไม่ต้องชดใช้ (โปรดดูมัจญ์มูอฺฟะตาวา ของชัยค์มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม เล่มที่ 2 หน้าที่ 102 , อัล-
ฟะตาวา ของชัยค์อับดุลอะซีซ บินบาซ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารอัด-ดะวะฮฺ เล่มที่ 1/44 , หาชิยะฮฺของอิบนุ กอสิม อะลา ชัรห์ อัซ-ซาด เล่มที่ 1/405, ริสาละฮฺ ฟี อัด-ดิมาอ์ อัฏ-เฏาะบิอียะฮฺ ลิ อัน-
นิสาอ์ หน้า 55-56 และอัล-ฟะตาวา อัส-สะอฺดียะฮฺ หน้าที่ 137)
เกร็ดความรู้อื่นๆ
ชัยค์อับดุรเราะห์มาน อิบนุ อัส-สะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า “เป็นที่ประจักษ์ว่าเลือดจากการคลอดบุตรนั้นมีสาเหตุจากการคลอดบุตร ส่วนเลือดเสียนั้น คือเลือดที่ไม่ปกติ เพราะเจ็บป่วยและอื่นๆ และประจำเดือนคือเลือดปกติ” (อิรชาด อุลิล อับศอร วัล อัลบาบ หน้าที่ 25)
การรับประทานยา
อนุญาตให้รับประทานยาเพื่อระงับเลือดประจำเดือนได้ หากไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นเมื่อได้รับประทานแล้ว และประจำเดือนได้หยุด จงถือศีลอด ละหมาด และเฏาะวาฟรอบบัยตุลลอฮฺ และปฏิบัติสิ่งอื่นๆ ได้เหมือนกับผู้ที่มีความสะอาดทั่วไป
บทบัญญัติว่าด้วยการทำแท้ง
โอ้สตรีผู้ศรัทธาเอ๋ย เธอจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้างขึ้นมาในครรภ์ของเธอ ดังนั้นเธออย่าได้ปกปิดสิ่งนั้น อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿وَلَا يَحِلُّ لَهُنَّ أَن يَكۡتُمۡنَ مَا خَلَقَ ٱللَّهُ فِيٓ أَرۡحَامِهِنَّ إِن كُنَّ يُؤۡمِنَّ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِۚ ﴾ [البقرة: ٢٢٨]
ความว่า “และไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเธอในการที่พวกเธอจะปกปิดสิ่งที่อัลลอฮฺได้สร้างขึ้นมาในมดลูกของพวกเธอ หากว่าพวกเธอนั้นเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 228)
และเธออย่าได้ใช้เล่ห์กลในการทำแท้ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอันใดก็ตาม แท้จริงอัลลอฮฺได้ผ่อนปรนให้เธอละศีลอดในเดือนเราะมะฎอนได้ เมื่อการถือศีลอดเป็นความลำบากในขณะที่เธอตั้งครรภ์หรือการถือศีลอดทำให้เกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ และแท้จริงการทำแท้งที่แพร่หลายในสมัยนี้นั้น เป็นสิ่งที่ต้องห้าม
และหากสิ่งที่อยู่ในครรภ์ถูกเป่าวิญญาณแล้ว และได้ตายไปด้วยสาเหตุของการทำแท้ง แท้จริงนั่นถือว่าเป็นการฆ่าชีวิตโดยไม่ชอบธรรม ซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามและจะติดตามด้วยความรับผิดชอบเรื่องสินไหม ตามอัตราที่ถูกกำหนด และ -ในทัศนะของผู้รู้บางคน- ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ (ค่าไถ่โทษ) คือ การปล่อยทาสหญิงที่ศรัทธา หากไม่สามารถก็ให้ถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน และผู้รู้บางคนได้เรียกการกระทำนี้ว่า “การฝังทั้งเป็นประเภทเล็ก”
ชัยค์มุหัมมัด อิบนุ อิบรอฮีม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวในหนังสือมัจญ์มูอฺฟะตาวา เล่มที่ 11 หน้าที่ 105 ว่า “การหาช่องทางที่จะทำแท้งขณะที่ไม่แน่ใจว่าเด็กตายแล้วหรือยังนั้นไม่เป็นที่อนุญาต แต่ในกรณีที่มั่นใจว่าเด็กเสียชีวิตแล้วก็สามารถทำแท้งได้”
สภานักวิชาการระดับสูงของประเทศซาอุดิอาระเบียมีมติ เลขที่ 140 ลงวันที่ 20/6/1407 ดังต่อไปนี้
1. ไม่อนุญาตให้ทำแท้งไม่ว่าในระยะใด ยกเว้นจะมีข้อผ่อนผันทางบทบัญญัติ และอยู่ในขอบเขต(กรอบ) ที่จำกัดยิ่ง
2. ไม่อนุญาตให้ทำแท้งในช่วงแรก -คือระยะครรภ์ 40 วันแรก- หากการกระทำดังกล่าวเนื่องจากกลัวความยากลำบากในการเลี้ยงดูบุตร กลัวว่าไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าศึกษาเล่าเรียน หรือกลัวถึงอนาคตของพวกเขา หรือจำนวนลูกที่มีอยู่พอเพียงแล้ว
3. ไม่อนุญาตให้ทำแท้งเมื่อในครรภ์เป็นก้อนเลือด หรือก้อนเนื้อแล้ว นอกจากกรณีที่คณะแพทย์ซึ่งเชื่อถือได้ยืนยันว่าจะเป็นอันตรายต่อแม่ เช่นเกรงว่าจะเกิดอันตรายถึงชีวิตหากให้อยู่ในครรภ์ต่อไป ซึ่งในกรณีเช่นนี้อนุญาตให้ทำแท้งได้ ทั้งนี้หลังจากใช้เครื่องมือทุกชนิดเพื่อป้องกันอันตรายเหล่านั้นแล้ว
4. หลังจากระยะที่ 3 (เป็นก้อนเนื้อ) และหลังจากครบ 4 เดือนของการตั้งครรภ์ ไม่อนุญาตให้ทำแท้ง ยกเว้นจะมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเชื่อถือได้ยืนยันว่าการอุ้มท้องต่อไปจะเป็นเหตุให้มารดาเสียชีวิต ทั้งนี้หลังจากใช้เครื่องมือทุกชนิดเพื่อช่วยชีวิตของเด็กในครรภ์แล้ว และการที่อนุญาตให้ทำแท้งตามเงื่อนไขต่างๆ นั้น ก็ให้วางอยู่บนหลักการขจัดอันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่าจากอันตรายทั้งสองด้าน (อันตรายต่อชีวิตของแม่และเด็ก) และเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าจากประโยชน์ทั้งสอง (เพื่อชีวิตแม่และเด็ก)
จากนั้นสภานักวิชาการระดับสูง ได้สั่งเสียให้มีความ
ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และให้มีการไตร่ตรองพิจารณาในเรื่องนี้ อัลลอฮฺเป็นผู้ที่ประทานความสำเร็จ ขอพระองค์ทรงประทานพรแด่ท่านนบีมุหัมมัด บรรดาวงศ์วาน และบรรดาอัครสาวกของท่านด้วยเทอญ
ชัยค์มุหัมมัด อิบนุ อุษัยมีน กล่าวไว้ในหนังสือ ริสาละฮฺ ฟี อัด-ดิมาอ์ อัฏ-เฏาะบิอียะฮฺ ลิ อัน-นิสาอ์ หน้าที่ 60 ว่า “หากการทำแท้งโดยมีเจตนาที่จะทำลายเด็กที่อยู่ในครรภ์หลังจากถูกเป่าวิญญาณเข้าไปในเด็กแล้ว การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้าม โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ เพราะเป็นการฆ่าชีวิตโดยอธรรม ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามอัลกุรอาน หะดีษ และมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์”
และอิมามอิบนุ อัล-เญาซีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสืออะห์กาม อัน-นนิสาอ์ หน้าที่ 108-109 ว่า “เมื่อจุดประสงค์ของการแต่งงานคือการมีลูก และไม่ได้หมายความว่าน้ำ (อสุจิ) ทั้งหมดจะเป็นลูก ดังนั้นเมื่อเด็กก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างก็ถือว่าบรรลุจุดมุ่งหมาย ดังนั้นการเจตนาทำแท้งจึงค้านกับเป้าหมายของการแต่งงาน เว้นแต่ว่าการทำแท้งได้เกิดขึ้นในตอนแรกของการตั้งครรภ์ ก่อนที่จะมีการเป่าวิญญาณเข้าไป ซึ่งเป็นความผิดที่ใหญ่หลวง เพราะกำลังก้าวไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วนของการเป็นมนุษย์ แต่อันนี้จะมีความผิดน้อยกว่ากรณีที่มีการเป่าวิญญาณเข้าไปแล้ว และการทำแท้งหลังจากการเป่าวิญญาณเสมือนกับการฆ่าชีวิตศรัทธาชน โดยที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِذَا ٱلۡمَوۡءُۥدَةُ سُئِلَتۡ ٨ بِأَيِّ ذَنۢبٖ قُتِلَتۡ ٩ ﴾ [التكوير: ٨، ٩]
ความว่า “และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็นถูกถาม ด้วยความผิดอันใดเขาจึงถูกฆ่า” (อัต-ตักวีร : 8-9)
โอ้สตรีผู้ศรัทธาเอ๋ย จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด และอย่าได้กระทำความผิดนี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์อันใดก็ตาม และอย่าได้หลงคำโฆษณาชวนเชื่อที่หลงผิด หรือการเลียนแบบที่จะนำไปสู่ความเสียหาย ซึ่งไม่เป็นที่พึงประสงค์ของสติปัญญาหรือศาสนาแต่อย่างใด