พระเจ้าของฉัน คือ อัลลอฮ์

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 75

添加到收藏 : 0

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ‌ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ﴾ [البقرة: 21‌].
ความว่า (มนุษย์เอ๋ย เจ้าจงแสดงการจงรักภักดีต่อพระเจ้าของเจ้า พระองค์ผู้ทรงสร้างพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง) (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 21)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿هُوَ‌‌ اللَّهُ الَّذِي لَا إِلَهَ إِلَّا هُوَ‌‌﴾ [الحشر: 22‌].
ความว่า "พระองค์คืออัลลอฮ์ ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์เท่านั้น" (อัลหัชร์ : 22)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ ۖ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ﴾ [الشورى: 11‌].
ความว่า "ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (อัช-ชูรอ : 11)
อัลลอฮ์ คือ พระผู้อภิบาลของฉัน และเป็นพระผู้อภิบาลของทุกสรรพสิ่ง ผู้ทรงราชันย์ ผู้ทรงให้ปัจจัย-ยังชีพ และผู้ทรงจัดการทุกอย่าง
พระองค์ คือ ผู้ควรแก่การได้รับซึ่งการจงรักภักดีแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเว้นแต่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
พระองค์ทรงมีพระนามอันทรงเกียรติและคุณลักษณะที่สูงส่ง ที่พระองค์ยืนยันด้วยพระองค์เอง และยืนยันโดยนบีมุฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ชึ่งได้บรรลุถึงที่สุดแห่งความสมบูรณ์และความงดงาม ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ พระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
ส่วนหนึ่งจากพระนามของพระองค์ คือ ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงเดชานุภาพ       ผู้ทรงอภิสิทธิ์ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงศานติ ผู้ทรงเห็น ผู้ทรงรับการมอบหมาย ผู้ทรงสร้างสรรค์ ผู้ทรงอ่อนโยน ผู้ทรงพอเพียง ผู้ทรงให้อภัยโทษ
ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ : ผู้ทรงดูแลปัจจัยยังชีพของปวงบ่าว ซึ่งเป็นสิ่งค้ำจุนหัวใจและร่างกายของพวกเขา
ผู้ทรงกรุณาปรานี : ผู้ทรงมีความกรุณาปรานีอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งครอบคลุมเหนือทุกสิ่ง
ผู้ทรงเดชานุภาพ : พระองค์เป็นผู้ที่ทรงมีความสามารถอย่างสมบูรณ์ ที่ไม่มีความบกพร่องหรือความอ่อนแอไร้ความสามารถ
ผู้ทรงอภิสิทธิ์ : คือ ผู้ที่มีคุณสมบัติแห่งความยิ่งใหญ่ การควบคุม และการบริหารจัดการ ผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่ง และผู้จัดการทุกประการ
ผู้ทรงได้ยิน : ผู้ทรงได้ยินทุกการเปล่งเสียงทั้งค่อยและดัง
ผู้ทรงสันติ (ศานติ): ผู้ทรงบริสุทธิ์จากทุกสิ่งที่แสดงถึงความบกพร่อง ความเสื่อมเสีย และตำหนิ
ผู้ทรงเห็น: ผู้ทรงเห็นที่ครอบคลุมทุกๆ สิ่ง ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะละเอียดและเล็กมากก็ตาม ผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ทรงเห็นสิ่งที่เป็นเรื่องลับ
ผู้ทรงอภิรักษ์ : ผู้ทรงอุปการะดูแลปัจจัยยังชีพให้แก่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงรับผิดชอบพวกเขาเพื่อประโยชน์ต่างๆ ของพวกเขา และผู้ซึ่งปกครองบ่าวที่จงรักภักดีพระองค์ โดยให้เกิดความง่ายดายในการงานของพวกเขาและเป็นการงานที่เพียงพอสำหรับพวกเขา
ผู้ทรงสร้างสรรค์ : ผู้ทรงบังเกิดสิ่งต่างๆ และผู้ทรงสร้างสิ่งใหม่ๆ โดยไม่มีต้นแบบมาก่อน
ผู้ทรงอ่อนโยน : ผู้ทรงให้เกียรติและเมตตาบ่าวของพระองค์ และประทานในสิ่งที่บ่าวร้องขอ
ผู้ทรงพอเพียง: พระองค์คือทรงให้ความพอเพียงแก่ปวงบ่าวของพระองค์ในทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ ซึ่งพอเพียงด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียวปราศจากผู้อื่นใด และเพียงพอกับพระองค์โดยไม่ต้องพึงผู้ใดอื่นจากพระองค์อีก
ผู้ทรงอภัยโทษ : พระองค์คือผู้ที่ทรงปกป้องบ่าวของพระองค์จากบาปที่ชั่วร้ายของพวกเขา และไม่ทรงลงโทษพวกเขาจากการทำบาปดังกล่าว
มุสลิมจะต้องคิดใคร่ครวญในความหัศจรรย์ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างสรรค์และให้ความสะดวกสบาย และส่วนหนึ่งนั้นคือการที่พระองค์ดูแลสิ่งที่เป็นตัวเล็กตัวน้อยด้วยการให้อาหารและการดูแลจนกระทั่งสามารถพึ่งตัวเองได้ ดังนั้นมหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น ผู้ทรงอ่อนโยนต่อสิ่งนั้น และส่วนหนึ่งจากความอ่อนโยนของพระองค์ คือ ทรงเตรียมไว้ให้แก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่คอยให้ความช่วยเหลือ และที่เป็นประโยชน์แก่พวกเขา พร้อมกับความอ่อนแอของพวกเขา
นบีของฉันคือ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿لَقَدْ جَاءَكُمْ رَسُولٌ مِنْ‌ أَنْفُسِكُمْ عَزِيزٌ عَلَيْهِ مَا عَنِتُّمْ حَرِيصٌ عَلَيْكُمْ بِالْمُؤْمِنِينَ رَءُوفٌ رَحِيمٌ﴾ [التوبة‌‌: 128‌].
ความว่า (แท้จริงมีศาสนทูตท่านหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยในพวกท่าน เป็นผู้เมตตา ผู้กรุณาปรานีต่อบรรดาผู้ศรัทธา) (อัตเตาบะฮ์ : 128)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلا رَحْمَةً لِلْعَالَمِينَ﴾ [الأنبياء: 107‌].
ความว่า (และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย) (อัลอัมบิยาอ์ : 107)
มุฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นผู้เมตตาและผู้ชี้ทางนำ
ท่านคือ มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็น ศาสนทูตคนสุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ส่งมาด้วยศาสนาอิสลามมายังมวลมนุษย์ทั้งปวง เพื่อชี้นำพวกเขาสู่ความดี และที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การเตา-ฮีด (ศรัทธาในความเป็นเอกภาพของอัลลฮฮ์) และห้ามปรามความชั่ว ซึ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ ชีริก (การตั้งภาคีกับอัลลอฮ์)
จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามท่านในสิ่งที่ท่านสั่งและเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านบอก และออกห่างจากสิ่งที่ท่านห้ามปราม และห้ามปฏิบัติศาสนากิจเว้นแต่ในสิ่งที่ท่านบัญญัติเท่านั้น
สาส์นของมุฮัมมัดและสาส์นของศาสนทูตทั้งหมดก่อนหน้านี้นั้นล้วนเป็นการเชิญชวนสู่การจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว โดยไม่ตั้งภาคีกับพระองค์
ส่วนหนึ่งจากคุณลักษณะของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ ซื่อสัตย์ เมตตา อ่อนโยน อดทน กล้าหาญ ใจบุญ มารยาทงาม ยุติธรรม ถ่อมตน และอภัย
อัลกุรอาน คือ ดำรัสของพระเจ้าของฉัน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿يَا أَيُّهَا النَّاسُ قَدْ جَاءَكُم بُرْهَانٌ مِّن‌ رَّبِّكُمْ وَأَنزَلْنَا إِلَيْكُمْ نُورًا مُّبِينًا﴾ [النساء: 174‌].
ความว่า (มนุษยชาติทั้งหลาย แน่นอนได้มีหลักฐานจากพระเจ้าของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ให้แสงสว่างอันแจ่มแจ้งลงมาแก่พวกเจ้าด้วย) (อันนิสาอ์: 174)
อัลกุรอาน คือ ดำรัสของอัลลอฮ์ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่นบีมุฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ- วะสัลลัม เพื่อนำพามวลมนุษย์ออกจากความมืดมนสู่รัศมี และนำทางสู่หนทางที่เที่ยงตรง
ผู้ใดที่อ่านอัลกุรอานเขาจะได้รับผลบุญอันใหญ่หลวง ผู้ใดปฏิบัติตามแนวทางของอัลกุรอานเขาได้เดินบนเส้นทางที่เที่ยงตรง
ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการของอิสลาม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ศาสนาอิสลามถูกวางอยู่บนหลัก 5 ประการ คือ หนึ่ง การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าที่ต้องเคารพภักดีโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุฮัมมัดเป็นศาสน-ทูตของอัลลอฮ์ สอง ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด สาม จ่ายซะกาต สี่ การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และห้า การทำหัจญ์ ณ บัยตุ้ลลอฮ์ ”
หลักการของอิสลามคือการปฏิบัติศาสนกิจที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ และความเป็นอิสลามของคนใดคนหนึ่งจะไม่ถูกต้อง นอกจากด้วยการเชื่อมั่นว่า หลักการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่วาญิบและต้องนำมาสู่การปฏิบัติทุกประการ เพราะศาสนาอิสลามนั้นถูกวางอยู่บนหลักการดังกล่าว จึงได้ชื่อว่า หลักการของอิสลาม
และหลักห้าประการนี้ มีดังนี้
หลักข้อที่หนึ่ง ปฏิญาณตน ว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿فَاعْلَمْ أَنَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ﴾ [محمد: 19‌].
ความว่า (ฉะนั้นพึงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ต้องกราบไหว้โดยเที่ยงแท้) นอกจากอัลลอฮ์) (มุฮัมมัด : 19)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿لَقَدْ جَاءكُمْ رَسُولٌ مِّنْ‌ أَنفُسِكُمْ عَزِيزٌ عَلَيْهِ مَا عَنِتُّمْ حَرِيصٌ عَلَيْكُم بِالْمُؤْمِنِينَ رَؤُوفٌ رَّحِيمٌ﴾ [التوبة‌‌: 128‌].
ความว่า (แท้จริงได้มีศาสนทูตท่านหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เป็นผู้ห่วงใยในพวกท่าน เป็นผู้เมตตา ผู้กรุณาปรานีต่อบรรดาผู้ศรัทธา) (อัตเตาบะฮ์ :128 )
ความหมายของการปฎิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ คือ ไม่มีผู้ใดที่ควรแก่การอิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะตามศาสนบัญญัติ) เว้นแต่พระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น
ความหมายของการปฏิญาณตนว่า มุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ คือ ปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านสั่ง เชื่อในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว ออกห่างจากสิ่งท่านสั่งห้าม และไม่มีการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ นอกจากสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้เท่านั้น
หลักข้อที่สอง ดำรงการละหมาด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿وَأَقِيمُوا الصَّلَاةَ‌‌﴾ [البقرة: 110‌].
ความว่า (และพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด) (อัลบะกอเราะฮ์ : 110)
การดำรงไว้ซึ่งการละหมาดนั้น ต้องกระทำมันตามที่อัลลอฮ์ได้บัญญัติและตามที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ศาสนทูตของพระองค์ได้สอนไว้
หลักข้อที่สาม จ่ายซะกาต (บริจาคทานภาคบังคับ)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿وَآتُوا الزَّكَاةَ‌‌﴾ [البقرة: 110‌].
ความว่า (และพวกเจ้าจงจ่ายซะกาต) (อัลบะกอเราะฮ์ : 110)
อัลลอฮ์ได้กำหนดให้จ่ายซะกาตเพื่อทดสอบถึงความสัตย์จริงต่อการศรัทธาของมุสลิม เพื่อเป็นการแสดงการขอบคุณต่อพระเจ้า ที่พระองค์ทรงประทานปัจจัยที่เป็นทรัพย์สินมา และเพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่คนยากจนและผู้ที่มีปัญหาทางการเงิน
และการจ่ายซะกาตนั้น คือการมอบให้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมัน
ซะกาต เป็นหน้าที่ภาคบังคับที่เกี่ยวกับทรัพสินที่ต้องจ่ายเมื่อครบจำนวนที่ศาสนากำหนดไว้ โดยให้กับบุคคลแปดจำพวก ที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอาน ส่วนหนึ่งในนั้นคือ คนยากจนและคนขัดสน
และในการจ่ายซะกาตนั้น เป็นการแสดงถึงความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจกัน และเป็นการชำระศีลธรรมและความมั่งคั่งของมุสลิมให้บริสุทธิ์ และเป็นการเอาใจใส่ความรู้สึกของคนยากจนและขัดสน เป็นการสร้างความรักและมิตรภาพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างมุสลิมผู้อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น มุสลิมที่ดีจะมอบสิ่งที่ดีที่ตัวเองมีและมีความสุขกับมันให้แก่ผู้อื่นเพื่อสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับผู้อื่นด้วย
และอัตราการจ่ายซะกาตทรัพยสินคือ 2.5% จากทรัพย์สินที่ได้เก็บออมไว้ที่เป็นทองคำ เงิน ธนบัตร และสินค้าเพื่อการค้าที่จะนำไปทำการซื้อขายเพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร เมื่อมีทรัพย์สินตามจำนวนที่กำหนดไว้และครบรอบหนึ่งปี
นอกจากนี้ ผู้ที่ครอบครองสัตว์ (อูฐ วัว และแพะ) ในจำนวนที่กำหนดไว้จะต้องจ่ายซะกาตเช่นกัน เมื่อสัตว์ดังกล่าวได้กินพืชที่อยู่บนดินได้เองเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี โดยเจ้าของไม่ได้เป็นผู้ให้อาหารแก่มัน
และเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องจ่ายซะกาต สิ่งที่ได้มาจากดิน ที่เป็นธัญพืช ผลไม้ แร่ธาตุ และอื่นๆ เมื่อถึงพิกัดที่กำหนดไว้
หลักข้อที่สี่ ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ‌‌ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِنْ‌ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ﴾ [البقرة: 183‌].
ความว่า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าดังที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เพื่อพวกเจ้าจะได้ยำเกรง) (อัลบะกอเราะฮ์ : 183)
รอมฎอน คือ เดือนที่เก้าตามปฏิทินฮิจเราะฮ์ศักราช ซึ่งเป็นเดือนที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวมุสลิมและเป็นเดือนพิเศษกว่าเดือนอื่นๆ และการถือศีลอดทั้งเดือนของเดือนรอมฎอนเป็นหนึ่งในห้าของหลักการของศาสนาอิสลาม
การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน คือการแสดงความจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ด้วยการอดอาหาร เครื่องดื่ม การร่วมประเวณี และทุกสิ่งที่จะทำให้เสียการถือศีลอด ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้าตลอดทั้งวันในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ
หลักข้อที่ห้า การทำฮัจญ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
﴿وَلِلَّهِ عَلَى النَّاسِ حِجُّ الْبَيْتِ مَنِ‌ اسْتَطَاعَ إِلَيْهِ سَبِيلًا﴾ [آل عمران‌‌: 97‌].
ความว่า (และสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีแก่มนุษย์นั้น คือการมุ่งสู่บ้านหลังนั้น (เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์) อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้) (อาละอิมรอน : 97)
การทำฮัจญ์จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความสามารถเดินทาง ครั้งเดียวในชีวิต คือ การเดินทางไปยังมัสยิด    อัลหะรอมและสถานที่ต่างๆ อันทรงเกียรติที่มักกะฮ์ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ที่เจาะจงไว้ ณ เวลาที่เจาะจงไว้ ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยประกอบพิธีฮัจญ์เสมือนบรรดานบีก่อนๆ อัลลอฮ์ได้ทรงสั่งใช้ให้นบีอิบรอฮีม ป่าวประกาศแก่มวลมนุษย์สู่การทำฮัจญ์ ดังที่พระองค์ทรงตรัสในอัลกุรอานไว้ว่า:
﴿وَأَذِّنْ فِي النَّاسِ بِالْحَجِّ يَأْتُوكَ رِجَالًا وَعَلَى كُلِّ ضَامِرٍ يَأْتِينَ مِنْ‌ كُلِّ فَجٍّ عَمِيقٍ﴾ [الحج :27‌].
ความว่า (และจงประกาศแก่มนุษย์ทั่วไปเพื่อการทำฮัจญ์ พวกเขาจะมาหาเจ้าโดยทางเท้า และโดยทางอูฐเพรียวทุกตัว จะมาจากทางไกลทุกทิศทาง) (อัล-ฮัจญ์ : 27)