การวางแผนครอบครัวและการทำแท้ง

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 177

添加到收藏 : 0


การคุมกำเนิดด้วยวิธีต่างๆ เช่นในปัจจุบันไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบี และสมัยของคอลีฟะฮฺทั้งสี่ท่าน ตลอดจนแรกของอิสลาม ดังนั้นการศึกษาในหัวข้อนี้จึงเน้นเฉพาะการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดตามวิธีการสมัยใหม่เท่านั้นเพื่อศึกษาว่าการกระทำดังกล่าว ถูกต้องหรือขัดกับหลักการของชะรีอะฮฺหรือไม่อย่างไร
แท้จริงแล้วบุตรคือสิ่งปรารถนาของทุกครอบครัว ซึ่งอิสลามถือว่าการมีบุตรเป็นเป้าหมายหลักของสถาบันครอบครัวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามอาจมีบางสถานการณ์หรือบางกรณีที่ทำให้การมีบุตรนั้นเป็นที่ไม่พึงปราถนาได้เช่นเดียวกัน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) การกำเนิดบุตรจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้เป็นมารดา ดังอายะฮฺอัล-กุรอานบัญญัติว่า
﴿ وَلَا تُلۡقُواْ بِأَيۡدِيكُمۡ إِلَى ٱلتَّهۡلُكَةِ ﴾ [البقرة: ١٩٥]  
ความว่า จงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความหายนะ 

﴿وَلَا تَقۡتُلُوٓاْ أَنفُسَكُمۡۚ إِنَّ ٱللَّهَ كَانَ بِكُمۡ رَحِيمٗا ٢٩ ﴾ [النساء: ٢٩]  
ความว่า และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ 

(2) เมื่อหวั่นเกรงว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการเงิน การศึกษาหรือปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นกับบุตรซึ่งส่งผลทำให้บิดาจำเป็นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา
(3) เมื่อมีบุตรแล้วอาจเป็นสาเหตุทำให้บิดาจำต้องแสวงหาปัจจัยยังชีพโดยวิธีการต้องห้ามหรือขัดต่อหลักศาสนาทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของบุตร พยานหลักฐานที่กล่าวถึงเรื่องนี้ได้แก่อายะฮฺการอัลกุรอานที่บัญญัติว่า
﴿يُرِيدُ ٱللَّهُ بِكُمُ ٱلۡيُسۡرَ وَلَا يُرِيدُ بِكُمُ ٱلۡعُسۡرَ ﴾ [البقرة: ١٨٥]  
ความว่า อัลลอฮทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้าและไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า 

(4) เมื่อหรือมารดามีโรคติดต่อบางประเภทที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของบุตร แต่ไม่รวมถึงโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น
(5) มีอุปสรรคทำให้บิดามารดาไม่สามารถให้การอบรมสั่งสอนแก่บุตรตามที่อิสลามต้องการ
ข้อกำหนดข้างต้นเป็นไปตามหะดีษดังต่อไปนี้ ซึ่งท่านนบีกล่าวถึงการที่ชายถอนอวัยวะเพศออกจากอวัยวะเพศหญิงในขณะที่หลั่งน้ำอสุจิเพื่อไม่ให้น้ำอสุจิหลั่งเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง
“รายงานโดยอุซามะฮฺว่ามีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบีและพูดว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ! ฉันได้ผละตัวออกจากภรรยาของฉันในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์” ท่านนบีจึงได้ถามชายคนนั้นว่า “ทำไมเจ้าจึงทำเช่นนั้น?”   ชายดังกล่าวตอบว่าที่เขากระทำเช่นนั้นก็เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อลูก จากนั้นท่านนบีจึงได้ตอบไปว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงชาวเปอร์เซียและชาวโรมก็คงได้รับอันตรายดังกล่าวแล้ว” (เศาะหีห มุสลิม)
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหะดีษข้างต้นได้กล่าวถึงวิธีการการคุมกำเนิดที่เกิดขึ้นในสมัยท่านนบี สาระสำคัญของหะดีษก็คือถ้ามีอันตรายต่อสุขภาพของลูกอย่างแท้จริงแล้วการดึงอวัยวะเพศของชายออกจากช่องคลอดของหญิงในขณะที่หลั่งน้ำอสุจิจะทำได้ก็ต่อเมื่อส่งผลกระทบต่อเด็กทารกที่กำลังอยู่ในวัยต้องการน้ำนมของมารดา เพราะถ้ามารดาตั้งครรภ์อีก น้ำนมของมารดาจะสูญเสียคุณค่าทางอาหารและจะทำให้เด็กทารกขาดสารอาหาร ซึ่งจะนำไปสู่ความอ่อนแอและเป็นโรคได้ หะดีษข้างต้นได้รับการสนับสนุนจากหะดีษที่รายงานโดยอบูดาวุดซึ่งมีใจความว่า
“จงอย่าทำลายบรรดาลูกๆ ของพวกเจ้าโดยทางอ้อมเพราะการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของพวกเจ้าในช่วงที่นางให้น้ำนมแก่ลูกนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของลูกดังกล่าวได้” (อบูดาวุด)
อย่างไรก็ตามหะดีษข้างต้นไม่ถือว่าท่านนบีมีคำสั่งห้ามเด็ดขาด ถ้าหากการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้ามแล้วจะสร้างความอึดอัดใจให้แก่สามีเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานถึงสองปี สำหรับคนที่มีความสามารถสมรสกับภรรยามากกว่าหนึ่งย่อมมีทางออก แต่เนื่องจากมิใช่ทุกคนที่สามารถกระทำการดังกล่าวได้เมื่อคำนึงปัญหาเหล่านี้แล้วท่านนบีจึงได้กล่าวว่า  
“ฉันต้องการห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่อยู่ในช่วงระยะเวลาให้นมลูก แต่ฉันได้รับทราบมาว่าชาวเปอร์เซียและชาวโรมได้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาในช่วงระยะเวลาดังกล่าวซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ลูก ๆ แต่อย่างใด” (เศาะหีหฺมุสลิม)
นักกฎหมายอิสลามที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งคือท่าน อิบนฺ อัล-ก็อยยิมได้วิเคราะห์และอธิบายสองหะดีษข้างต้นเข้าด้วยกันไว้ดังนี้
“มีสองสถานการณ์ที่แตกต่างกันซึ่งเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงของการให้นมลูก ประการแรกก็คือ จะก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กถ้าหากมีเพศสัมพันธ์กับมารดาที่กำลังให้นม ถึงแม้ภาวะอันตรายดังกล่าวมิได้รุนแรงนัก เมื่อเทียบกับการฆาตกรรมลูก แต่ก็ถือว่าเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นท่านนบีจึงห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับมารดาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว แต่การห้ามดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการห้ามที่เด็ดขาด (หะรอม) ท่านนบียังต้องการห้ามการกระทำดังกล่าวเพื่อป้องกันภาวะอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ แต่ภายหลังท่านนบีได้นึกออกว่าการห้ามดังกล่าวจะทำให้สิ่งชั่วร้ายอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น การมีชู้และการสำส่อนทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะส่งผลต่อคนที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มและมีความต้องการทางเพศสูงซึ่งง่ายต่อการกระทำสิ่งชั่วร้ายดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ท่านนบีจึงได้กล่าวว่าการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่อยู่ในช่วงของการให้นมเด็กเป็นสิ่งที่อนุมัาตให้กระทำได้ นอกจากนั้นชาวโรมันและเปอร์เซียก็ได้เคยปฏิบัติมาแล้วก่อนสมัยของท่านนบีเสียอีกดังนั้นท่านนบีจึงไม่ประกาศให้การร่วมประเวณีกับหญิงที่กำลังให้นมลูกเป็นสิ่งที่ต้องห้าม”
หะดีษข้างต้นและคำอธิบายของอิบนุก็อยยิมได้ให้ข้อชี้แนะเป็นอย่างดีเกี่ยวกับวิธีการของการคุมกำเนิดแบบสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดและการใช้สิ่งอื่นๆ นอกจากนี้ การคุมกำเนิดด้วยวิธีการดังกล่าวสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูกที่กำลังอยู่ในช่วงของการดื่มนมมารดา นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการผิดประเวณีและการสำส่อนทางเพศของคนที่อยู่ในวัยหนุ่มที่มีความต้องการทางเพศสูง และสามารถร่วมประเวณีกับภรรยาได้ถึงแม้ว่านางกำลังอยู่ในช่วงของการให้นมบุตรอยู่โดยไม่ต้องกังวลว่าภรรยาจะตั้งครรภ์อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามการทำหมันเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ (ตัฆยีร ฟี ค็อลกิลลอฮฺ) นักกฎหมายอิสลามได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับ อุซลฺ (การเอาอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดของหญิงเพื่อป้องกันการหลั่งน้ำอสุจิในมดลูก) ว่าจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากภรรยาเท่านั้น อิมามอะหฺมัด อิบนฺฮันบัล ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าสามีจะกระทำโดยปราศจากการอนุญาตของภรรยาไม่ได้ เพราะนางมีสิทธิในการที่จะมีลูกและมีความพึงพอใจทางเพศ ในขณะที่ท่าน อุมัร อิบนุ ค็อฏฏอบได้ห้ามกระทำดังกล่าวถ้าปราศจากการยินยอมของภรรยา

ชะรีอะฮฺอนุญาตการคุมกำเนิดเหรือไม่ ? 
เราได้กล่าวถึงการคุมกำเนิดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบิดามารดา ในปัจจุบันการคุมกำเนิดมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผสมระหว่างน้ำอสุจิของฝ่ายชายกับรังไข่ของฝ่ายหญิงทั้งนี้เพื่อลดจำนวนการมีลูก ไม่ว่าจะโดยวิธีการที่ถูกเสนอแนะโดยรัฐบาลต่างๆ ในโลกมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม หรือรูปแบบที่ลอกเลียนมาจากโลกตะวันตก การรับประทานยาและการฉีดยาคุมกำเนิดเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมที่สุดเนื่องถูกยอมรับว่าเป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ตามทัศนะของกฎหมายอิสลามแล้ว การคุมกำเนิดที่ปราศจากเหตุผลที่ถูกต้องดังที่กล่าวไว้ข้างต้นไม่เป็นที่อนุมัติ เนื่องจากถือว่าเป็นการแสดงถึงความไม่ไว้วางใจและขาดความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ เนื่องจากการคุมกำเนิดโดยทั่วไปแล้วอยู่นพื้นฐานของความหวั่นเกรงในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงที่ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลทำให้โลกต้องขาดอาหาร แต่เราอย่าลืมว่าพื้นพิภพของอัลลอฮฺนั้นกว้างใหญ่ไพศาลและยังมีแหล่งอาหารอีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ
พื้นที่อันกว้างใหญ่ของโลกนี้ที่ยังไม่ได้ถูกใช้ยังมีอีกมากมายซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีศักยภาพเพียงพอสำหรับนำไปใช้ในการเพาะปลูก ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมสามารถทำให้พื้นดินดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อผลิตอาหารป้อนให้แก่ประชากรโลกได้เป็นจำนวนหลายล้านคน ทษฤีต่างๆ ที่กล่าวว่าการเพิ่มของจำนวนประชากรจะสร้างความน่าหวาดกลัวให้แก่โลกถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นทษฤีที่ผิดและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน
แท้จริงแล้ว การคุมกำเนิดเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นในกรณีจำเป็นดังที่กล่าวในตอนต้น มีนักวิชาการมุสลิมบางท่านมีความเห็นว่าการอธิบายว่าการสืบพันธ์ที่ถูกต้องจะเป็นไปตามขั้นตอนต่างๆ คือ การสมรส การมีเพศสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องจนกระทั่งมีการหลั่งน้ำอสุจิ ซึ่งเป็นการอธิบายที่เกินความจริง ยิ่งกว่านั้นมีนักวิชาการบางท่านให้ทัศนะว่าการช่วยตัวเองเป็นที่อนุมัติถ้าหากหวั่นเกรงว่าหากไม่กระทำเช่นนั้นแล้วจะนำไปสู่การผิดประเวณี ซึ่งแท้จริงแล้วการห้ามทั้งสองสิ่งข้างต้นนั้นไม่สอดคล้องกับความจริง
ความจริงแล้วการผิดประเวณีและการช่วยตัวเองมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง ชะรีอะฮฺถือว่าการผิดประเวณี(ซินา)เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง และสร้างความเสียหายต่อประชาชาติ (อุมมะฮฺ ) และสังคมโดยรวม ส่วนการช่วยตัวเองเป็นเรื่องส่วนตัวและอย่างมากที่สุดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ทำแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นการกระทำผิดสถานเบาเมื่อเทียบกับการผิดประเวณี (ซินา)

การทำแท้งกับการวางแผนครอบครัว
ในการวางแผนครอบครัว อิสลามได้ห้ามการทำแท้งโดยสิ้นเชิงและถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เมื่อสตรีใดตั้งครรภ์ นางจะต้องไม่ทำอันตรายต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ไม่ว่าในกรณีใด ภยันตรายใดที่เกิดขึ้นกับครรภ์ถือว่ามีผลต่อทารกในวัยเริ่มแรก นักกฎหมายอิสลามของทั้งสี่มัซฮับมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องนี้ว่าการทำแท้งเป็นสิ่งต้องห้ามและถือว่าเป็นการฆาตกรรม เมื่อการตั้งครรภ์ครบ 4 เดือน วิชาการแพทย์ได้ยืนยันเช่นเดียวกับนักกฎหมายอิสลามของทั้งสี่มัซฮับซึ่งได้กล่าวเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาว่าทารกในครรภ์จะมีวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์
ถ้าหากทารกที่ถูกทำแท้งยังมีชีวิตอยู่ ผู้ทำแท้งจะต้องจ่ายดิยะฮฺ (เงินเลือด) ตามที่ชะรีอะฮฺได้กำหนดไว้ แต่ถ้าหากทารกออกมาเสียชีวิต เช่นนี้ผู้ทำแท้งจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าดิยะฮฺ และถึงแม้ว่าจะจ่ายดิยะฮฺหรือค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว แต่ก็ยังถือว่าการทำแท้งเป็นอาชญากรรมอยู่ เมื่อกระทำไปโดยปราศจากเหตุผลทางการแพทย์ เช่น เพื่อรักษาชีวิตของมารดา เป็นต้น
ถ้าหากทางการแพทย์ยืนยันว่าการทำแท้งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตของมารดาไว้ ดังนี้การทำแท้งนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่อนุมัติ เพราะชะรีอะฮฺกำหนดว่าถ้าเกี่ยวข้องกับสองสิ่งที่เป็นอันตรายทั้งคู่ ก็จะต้องเลือกสิ่งที่เป็นอันตรายน้อยกว่า แน่นอนชีวิตของมารดามีความสำคัญกว่า เนื่องจากนางเป็นผู้มีชีวิต และมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ดังนั้น ชีวิตของมารดาจะต้องไม่สูญเสียเพื่อทารกในครรภ์
การใช้วิธีการคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์มีความแตกต่างกับการทำแท้ง เนื่องจากการคุมกำเนิดไม่ถือว่าเป็นการฆาตกรรมเพราะทารกยังไม่ประกอบเป็นร่างกายมนุษย์อย่างสมบูรณ์ซึ่งตรงกันข้ามกับการทำแท้งซึ่งตัวของทารกประกอบเป็นตัวตนเแล้ว