ความหมายคำว่าบิดอะฮฺ ประเภทและหุกุมต่างๆของมัน

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 405

添加到收藏 : 0

ความหมายของคำว่าบิดอะฮฺ
บิดอะฮฺในด้านภาษาอาหรับ : คือ การประดิษฐ์สึ่งหนึ่ง โดยที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน ดังในคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺที่ว่า :
﴿بَدِيعُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِِۖ ﴾ [البقرة: 117]    
ความว่า "พระองค์อัลลอฮฺ คือผู้ที่ประดิษฐ์บรรดาชั้นฟ้าและพื้นแผ่นดิน” (อัล-บากอเราะฮฺ 117 )

หมายถึง พระองค์อัลลอฮฺได้สร้างมันขึ้นมา โดยที่ไม่มีตัวอย่างมาก่อน(คือไม่มีการสร้างมาก่อน พระองค์คือผู้ที่แรกเริ่ม)
และจากดำรัสของพระองค์อีกว่า
﴿قُلْ مَا كُنتُ بِدْعًا مِّنَ الرُّسُلِ﴾ [الأحقاف: 9]  
ความว่า : จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ฉันไม่ใช่บุคคลแรกจากบรรดาศาสนทูต" (อัล-อะหฺกอฟ 9) 
หมายถึง : ฉันไม่ใช่ผู้แรกที่นำสารจากพระผู้เป็นเจ้าสู่มวลมนุษย์ แต่มีบรรดาศาสนทูตมากมายก่อนหน้าฉันเหมือนกัน 
        ในภาษาอาหรับ อาจจะมีการพูดว่า บุคคลหนึ่งได้กระทำบิดอะฮฺใดๆ นั่นหมายถึง : เขาได้ริเริ่มแนวทางหนึ่งขึ้นมาโดยที่ไม่เคยมีปรากฏแบบอย่างนั้นมาก่อน
    การประดิษฐ์ใหม่หรืออุตรินั้นมีสองแบบ คือ 
1. การประดิษฐ์ใหม่ในด้านอาดะฮฺ (สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา) ได้แก่การริเริ่มคิดค้นเครื่องมือสมัยใหม่ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ล้วนแล้วเป็นที่อนุญาตให้กระทำได้ เนื่องจากกฎเดิม(ทางศาสนา)ในเรื่องราวทางโลก เป็นสิ่งที่อนุญาต เว้นแต่จะมีตัวบทหลักฐานมากำกับห้ามสิ่งดังกล่าวไว้
2. การประดิษฐ์ใหม่ในด้านศาสนาคือ การอุตริกรรมในเรื่องราวของศาสนา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ต้องห้าม เพราะว่ากฎในเรื่องราวต่างๆ ของศาสนา ขึ้นอยู่กับตัวบทหลักฐาน  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวไว้ว่า :
«من أحدث في أمرنا هذا ما ليس منه فهو رد» [ رواه البخاري:167]
ความว่า : บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในกิจการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งไม่มีในกิจการงานของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ)  (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )

และอีกรายงานหนึ่ง มีสำนวนว่า
«من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد» [ رواه مسلم : 1718 ]
ความว่า :บุคคลใดก็ตามที่ กระทำการงานหนึ่งการงานใด ขึ้นในการงานของเรา (ศาสนา)ซึ่งมันไม่มีในคำสั่งของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ(ณ ที่อัลลอฮฺ)  (รายงานโดย มุสลิม :1718)

ประเภทของบิดอะฮฺ
บิดอะฮฺในศาสนามีอยู่ สองประเภทด้วยกัน ได้แก่:
ประเภทที่หนึ่ง : บิดอะฮฺในด้านคำพูดหรือความเห็นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ เช่น ความเชื่อต่างๆ ของพวกญะฮฺมียะฮฺและพวกมุอฺตะซิละฮฺ รวมถึงพวกชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ และกลุ่มหลงผิดต่างๆ
ประเภทที่สอง : คือ บิดอะฮฺด้านอิบาดะฮฺ  เช่น การประกอบอิบาดะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺ ด้วยกับอิบาดะฮฺที่พระองค์ไม่ได้บัญญัติไว้
              ซึ่งบิดอะฮฺในประเภทที่สองนี้ มีอยู่หลายชนิดด้วยกันคือ :
1. การริเริ่มอิบาดะฮฺหนึ่ง ที่มันไม่มีหลักฐานในศาสนาโดยสิ้นเชิง เช่นการอุตริการละหมาด การถือศีลอด หรือกำหนดวันรื่นเริง  อาทิ การฉลองวันเกิดต่างๆ ขึ้นมาโดยที่สิ่งดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้ในศาสนา
2. สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาในอิบาดะฮฺที่ถูกบัญญัติไว้ เช่น การเพิ่มร็อกอะฮฺที่ห้าในละหมาด ซุฮรฺ หรือ อัศรฺ เป็นต้น
3. การประกอบอิบาดะฮฺที่ไม่ตรงตามหลักลักษณะที่ถูกบัญญัติไว้ เช่น การกล่าวซิกรุลลอฮฺและขอดุอาอ์ในวาระต่างๆเป็นแบบกลุ่มหรือหมู่คณะพร้อมเพียงกันเหมือนเป็นท่วงทำนองขับร้อง หรือจะเป็นการเลยขอบเขตในการประกอบอิบาดะฮฺจนถึงขั้นออกนอกแบบอย่างสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
4. การกำหนดวันเวลา เพื่อการประกอบอิบาดะฮฺที่ศาสนาไม่ได้บัญญัติไว้ อาทิ การกำหนดคืนนิศฟูชะฮฺบาน สำหรับถือศีลอดในตอนกลางวัน และ ละหมาดยามค่ำคืนในวันดังกล่าว  เพราะการละหมาดและการถือศีลอดแน่นอนมันเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติในศาสนาอยู่เดิมแล้ว เพียงแต่การกำหนดวันเวลาเฉพาะเจาะจงในการปฏิบัติมัน จะต้องมีตัวบทหลักฐานมากำกับด้วย 

ข้อตัดสินของบิดอะฮฺในศาสนาทุกประเภท
บิดอะฮฺทุกประเภทในศาสนาล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม และหลงผิดทั้งสิ้น ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวว่า :
«وإياكم ومحدثات الأمور، فإن كل محدثة بدعة، وكل بدعة ضلالة»          [رواه أبوداود : 3607  والترمذي : 2676]
ความว่า : “และพวกเจ้าจงระวังสิ่งใหม่ในศาสนา เพราะว่าทุกๆ บิดอะฮฺนั้นคือความหลงผิด” (รายงานโดย อะบู ดาวูด : 4607 และอัต-ติรมิซีย์ : 2676)

และอีกคำกล่าวหนึ่งของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :
«من أحدث في أمرنا هذا ما ليس منه فهو رد » [ رواه البخاري:167 ]
ความว่า : บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งไม่มีหลักฐานจากศาสนานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ) (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )

และอีกรายงานหนึ่ง มีสำนวนว่า :
«من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد» [ رواه مسلم : 1718 ]
ความว่า :บุคคลใดก็ตามที่ กระทำการงานหนึ่งการงานใด ขึ้นในการงานของเรา(ศาสนา) ซึ่งมันไม่มีในคำสั่งของเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ(ณที่อัลลอฮฺ) (รายงานโดย มุสลิม :1718 )
หะดีษข้างต้นได้บ่งถึงว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ในศาสนามันคือบิดอะฮฺ และทุกๆ บิดอะฮฺมันคือความหลงผิด ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธทั้งสิ้น ซึ่งความหมายว่า บิดอะฮฺต่างๆ ไม่ว่าจะในเรื่องอิบาดะฮฺหรือเรื่องหลักความเชื่อก็ตาม ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในหลักการศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งระดับความรุนแรงของความผิดนั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพของบิดอะฮฺนั้นๆ เป็นรายกรณีไป เช่น
- บิดอะฮฺที่เป็นกุฟรฺ(การปฏิเสธศรัทธา)อย่างชัดเจน เช่น การเฏาะวาฟ(หมุนเวียน)รอบหลุมศพเพื่อเป็นการใกล้ชิดต่อผู้ที่อยู่ในหลุมศพนั้น การเชือดสัตว์ การบนบาน การขอดุอาอ์และการขอความช่วยเหลือจากหลุมศพดังกล่าว ถือเป็นกุฟรฺทั้งสิ้น และจากสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺกุฟรฺเช่นกันคือแนวคิดหรือคำกล่าวต่างๆ ของพวกที่สุดโต่งทั้งหลายจากพวกญะฮฺมียะฮฺ และพวกมุอฺตะซิละฮฺ 

- บิดอะฮฺที่เป็นสื่อนำไปสู่การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ได้แก่ การสร้างสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ การขอดุอาอ์ ณ สถานที่ดังกล่าว เป็นต้น

- บิดอะฮฺที่เป็นบาปในด้านความเชื่อ ได้แก่บิดอะฮฺของพวกเคาะวาริจญ์ พวกเกาะดะรียะฮฺ พวกมุรญิอะฮฺ เป็นต้น  ซึ่งที่ปรากฏอยู่ในตำราและความเชื่อของพวกเขาที่ขัดแย้งกับตัวบทหลักฐานทางศาสนา
- บิดอะฮฺที่เป็นการฝ่าฝืนที่เป็นบาป ได้แก่การไม่แต่งงานเพื่อใช้เวลาอยู่กับการประกอบอิบาดะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺ การยืนกลางแสงแดดขณะถือศีลอด และการทำหมันเพื่อไม่ให้มีความใคร่ในสตรี

ข้อสังเกต: บุคคลที่แบ่งบิดอะฮฺออกเป็น บิดอะฮฺหะสะนะฮฺ (บิดอะฮฺที่ดี) และบิดอะฮฺสัยยิอะฮฺ(บิดอะฮฺที่เลว) สำหรับเขาแน่นอนเขาได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์และเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนคำกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :
«فإن كل بدعة ضلالة» [ رواه أبوداود : 3607  والترمذي : 2676]
ความว่า : “เพราะว่าทุกๆ บิดอะฮฺนั้นคือความหลงผิด” (รายงานโดย อะบู ดาวูด: 4607 และอัต-ติรมิซีย์ : 2676)

เนื่องจากท่านรอสูลศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้วางหุก่มบิดอะฮฺว่าเป็นสิ่งที่หลงผิดทั้งหมด แต่บุคคลผู้นี้กลับกล่าวว่า บิดอะฮฺไม่ได้เป็นสิ่งที่หลงผิดทั้งหมด แต่มีบิดอะฮฺหะสะนะฮฺปรากฏเช่นกันในศาสนา !
            ท่านหาฟิซ อุบนุ เราะญับ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรหฺ อัล-อัรบะอีน ว่า "คำกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า : “ทุกๆบิดอะฮฺนั้นหลงผิด”  เป็นคำกล่าวที่ครอบคลุมความหมายไว้ทั้งหมด(หมายถึงทุกบิดอะฮฺในด้านศาสนา) โดยที่ไม่ได้ละเว้นสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย มันเป็นพื้นฐานสำคัญหนึ่งจากพื้นฐานต่างๆ ของศาสนา ซึ่งมันใกล้เคียงกับกล่าวของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ที่ว่า :
«من أحدث في أمرنا هذا ما ليس منه فهو رد» [ رواه البخاري:167 ]
ความว่า : บุคคลใดก็ตามที่ กระทำสิ่งใหม่ขึ้นในการงานของเรา (ศาสนา)ซึ่งไม่มีหลักฐานจากศาสนานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกตอบรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ) (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 167 )
บุคคลที่อุตริสิ่งใหม่ขึ้น และได้พาดพิงมันให้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนา โดยที่ไม่เคยมีปรากฏตัวอย่างการปฏิบัติมันมาก่อน แน่นอนสิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลงผิด ไม่ว่าจะในประเด็นเรื่องความเชื่อ การกระทำ หรือคำพูด ทั้งในสภาพที่เปิดเผยและลับตา (ดู ญามิอุลอุลูม วัลหิกัม)
สำหรับบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีบิดอะฮฺหะสะนะฮฺ ในศาสนา พวกเขาได้กล่าวอ้างคำกล่าวของ ท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ในประเด็นที่เกี่ยวกับละหมาดตะรอวีหฺ ที่ว่า :
«نعمت البدعة هذه»
ความว่า " นี่แหละ คือบิดอะฮฺที่ดี"
และยังได้อ้างว่า ยังมีสิ่งใหม่หลายประการที่เกิดขึ้นในศาสนาแต่บรรดาชาวสะลัฟไม่ได้ทำการตอบโต้ หรือปฏิเสธมันแต่อย่างใด เช่น การรวบรวมอัลกุรอานเป็นรูปเล่ม การบันทึกรวบรวมวจนะของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เป็นต้น
           คำตอบสำหรับประเด็นดังกล่าว ก็คือ ทั้งหมดที่ยกอ้างมานั้นล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  แน่นอน มันย่อมไม่ใช่ บิดอะฮฺ และส่วนคำกล่าวของท่านอุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ ที่ว่า "นี่แหละ คือบิดอะฮฺที่ดี" คำกล่าวนี้ท่านอุมัรต้องการสื่อถึงความหมายทางด้านภาษา ของคำว่าบิดอะฮฺ ไม่ใช่ทางด้านศาสนา เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เคยปรากฏมาก่อน หากถูกกล่าวว่ามันเป็นบิดอะฮฺ ใช่ มันก็คือบิดอะฮฺ แต่หมายถึงบิดอะฮฺทางด้านภาษาไม่ใช่ด้านศาสนา เพราะบิดอะฮฺในด้านศาสนาคือสิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในบทบัญญัติ ส่วนประเด็นการรวบรวมอัลกุรอานเข้าเป็นรูปเล่ม ก็เป็นสิ่งที่เคยมีการริเริ่มมาก่อนหน้านั้นแล้ว เพราะท่าน นบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ท่านเคยสั่งใช้ให้บันทึกอัลกุรอาน แต่ทว่าการบันทึกอัลกุรอานในยุคของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นการบันทึกที่ยังไม่เป็นรูปเล่ม กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งต่อมาบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ทำการรวบรวมอัลกุรอานให้เป็นรูปเล่ม เพื่อเป็นการรักษาอัลกุรอานไว้ไม่ให้สูญหาย ในประเด็นการละหมาดตะรอวียหฺก็เช่นกัน ซึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เคยปฏิบัติไว้ โดยที่ท่านได้นำบรรดาเศาะหาบะฮฺทำการละหมาดอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หลายคืนร่วมด้วยกัน ซึ่งต่อมาท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้ละทิ้งการละหมาดเป็นญะมาอะฮฺกับบรรดาเศาะหาบะฮฺในช่วงที่เหลือของค่ำคืนเราะมะฎอน เพราะเกรงว่า พระองค์อัลลอฮฺจะบัญญัติการละหมาดตะรอวีหฺให้เป็นฟัรฎูแก่พวกเขา ซึ่งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ยังคงดำเนินการละหมาดต่อไป หลายกลุ่มหลายญะมาอะฮฺ ทั้งในสมัยที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังมีชีวิตอยู่ และจากไปแล้ว เหตุการณ์ยังคงดำเนินในสภาพดังกล่าวต่อไป จนกระทั่งถึงสมัยของท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบเข้ารับตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮฺ ท่านได้ทำการรวบรวมเหล่าบรรดาเศาะหาบะฮฺให้ทำการละหมาดตามอิหม่ามเพียงคนเดียว เพื่อให้มีเพียงญะมาอะฮฺเดียวเท่านั้น ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นชัดว่าสิ่งข้างต้นไม่ใช่ บิดอะฮฺ ในศาสนา
ส่วนประเด็นเรื่องการบันทึกวจนะของท่านบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ก็ไม่ใช่บิดอะฮฺในศาสนาแต่อย่างใด เนื่องจากมีรายงานคำสั่งใช้จากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  แก่เศาะหาบะฮฺบางท่านให้ทำการจดบันทึกเมื่อมีผู้ร้องขอดังกล่าว  ซึ่งการบันทึกหะดีษเคยเป็นสิ่งที่ถูกห้ามในสมัยของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เพราะเกรงว่าจะเกิดการปะปนกับอัลกุรอาน แต่เมื่อท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้เสียชีวิตลงข้อห้ามดังกล่าวก็ยุติลงด้วย เนื่องด้วยว่าอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาอย่างสมบูรณ์แล้วและยังได้ถูกจดจำ ณ ที่บรรดาเศาะหาบะฮฺอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย
ดังนั้น บรรดามุสลิมจึงริเริ่มบันทึกและรวบรวมหะดีษ เพื่อเป็นการป้องกันจากการสูญหายไป
ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีงามอย่างล้นเหลือแก่บรรดามุสลิมทั้งหลาย ที่พวกเขาได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างมากมายในการรับใช้ศาสนา ในการท่องจำและรักษาคำภีร์ของพระองค์อัลลอฮฺ และสุนนะฮฺของเราะสูลของพระองค์จากการสูญหายและการทำลายของผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย