การปรากฏขึ้นและต้นเหตุของบิดอะฮฺ ในวิถีชีวิตของมุสลิม

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 490

添加到收藏 : 0

การปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺในวิถีชีวิตของมุสลิม 
มีอยู่สองประเด็นด้วยกัน :
ประเด็นที่หนึ่ง เวลาการปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺ 
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า : พึงทราบเถิดว่า บิดอะฮฺทั่วไป ที่เกี่ยวข้องกับวิชาความรู้และอิบาดะฮฺ มันเริ่มเกิดขึ้นในท้ายการปกครองระบบเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม  ดังเช่นหะดีษ ที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้กล่าวไว้ว่า :
«من يعش منكم بعدي فسيري اختلافا كثيرا ، فعليكم بسنتي وسنة الخلفاء الراشدين من بعدي»
ความว่า : "ผู้ที่มีชีวิตอยู่หลังจากฉัน แน่นอนเขาจะเห็นการขัดแย้งอย่างมากมาย ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงยึดในสุนนะฮฺของฉัน และ และสุนนะฮฺของบรรดาเคาะลีฟะฮฺที่ปราดเปรื่อง หลังจากฉัน (หนังสือ มัจมูอุลฟะตาวา หน้า : 354 เล่ม:10)
บิดอะฮฺแรกที่เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน คือ บิดอะฮฺของพวกเกาะดะรียะฮฺ  พวกมุรญิอะฮฺ  บิดอะฮฺพวกชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ และพวกเคาะวาริจญ์ ซึ่งบิดอะฮฺดังกล่าวเกิดขึ้นในศตวรรษที่สองในขณะที่บรรดาเศาะหาบะฮฺมีชีวิตอยู่ ซึ่งบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ทำการปฏิเสธพวกบิดอะฮฺเหล่านี้ หลังจากนั้น ก็เกิดบิดอะฮฺของพวกมุอฺตะซิละฮฺขึ้นมา ทำให้เกิดฟิตนะฮฺความปั่นป่วนระหว่างมุสลิม เกิดการขัดแย้งในเรื่องทัศนะต่างๆ มากมาย นำไปสู่การเอนเอียงสู่บิดอะฮฺ และฝักใฝ่ในอารมณ์ ต่อมามีการเกิดขึ้นของบิดอะฮฺพวกศูฟีย์ และบิดอะฮฺการสร้างสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ ซึ่งมันเกิดขึ้นหลังจากยุคสามศตวรรษที่ประเสริฐไปแล้ว  สิ่งดังกล่าวบ่งบอกถึงว่า ทุกๆ กาลเวลาที่ผ่านนานไป ก็จะเกิดบิดอะฮฺนานาประเภทเพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน

ประเด็นที่สอง แหล่งสถานที่การปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺ
              บิดอะฮฺที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกัน ในแต่ละประเทศและเมืองต่างๆ  ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ได้กล่าวว่า : เมืองหลักที่สำคัญ ที่บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีอาศัยอยู่ และเป็นแหล่งของวิชาความรู้ ความศรัทธา มีอยู่ห้าเมืองด้วยกัน ได้แก่ มักกะฮฺ มะดีนะฮฺ กูฟะฮฺ บัศเราะฮฺ และเมืองชาม ได้มีการเรียนรู้และการถ่ายทอดวิชาการจากเมืองดังกล่าว ได้แก่ อัลกุรอาน หะดีษ ฟิกฮฺ อิบาดะฮฺ และสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม และเช่นเดียวกัน ได้เกิดบิดอะฮฺในด้านหลักความเชื่อจากเมืองดังกล่าวนี้ยกเว้นแต่ที่เมืองมะดีนะฮฺเท่านั้น ซึ่งที่เมืองกูฟะฮฺเกิดบิดอะฮฺพวกชีอะฮฺและพวกมุรญิอะฮฺ และกระจายไปยังสถานที่ต่างๆ
            เมืองบัศเราะฮฺ เกิดบิดอะฮฺพวกเกาะดะรียะฮฺและพวกมุอฺตะซิละฮฺ และเผยแพร่ไปยังเมืองต่างๆ
            เมืองชามเกิดบิดอะฮฺพวกเกาะดะรียะฮฺ และพวกนะวาศิบ 
ส่วนบิดอะฮฺญะฮฺมียะฮฺเกิดจากทางด้านคุรอซาน มันเป็นบิดอะฮฺที่รุนแรงที่สุด ซึ่งการปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺต่างๆ เกิดจากการห่างไกลจากเมืองของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  หลังจากเกิดการแตกแยกภายหลังการฆาตกรรมท่านอุษมาน 
ต่อมาก็มีการปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺหะรูรียะฮฺขึ้น  ส่วนเมืองมะดีนะฮฺปลอดภัยจากการปรากฏของบิดอะฮฺดังกล่าว ถ้าหากเกิดขึ้นก็จะเป็นแบบหลบซ่อน ลับตาผู้คน และถูกประนามอย่างต่ำต้อย ไม่เหมือนกับบิดอะฮฺต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองกูฟะฮฺ เมืองบัศเราะฮฺ เมืองชาม เพราะกลุ่มบิดอะฮฺต่างๆ ในเมืองเหล่านั้นจะเห็นได้อย่างเปิดเผยชัดเจน ทั้งนี้มีหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวว่า เมืองมะดีนะฮฺนั้นจะถูกรักษาให้ปลอดภัยจากดัจญาลและมันไม่สามารถเข้ามะดีนะฮฺได้ ... ความรู้และอีมานที่ถูกต้องจึงคงโดดเด่นตลอดมาในมะดีนะฮฺจนถึงยุคของลูกศิษย์ลูกหาอิมามมาลิกในช่วงศตวรรษที่สี่ (ดู มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา 20/300-303)

สาเหตุต่างๆที่ส่งผลให้เกิดการปรากฏขึ้นของบิดอะฮฺ
เป็นที่ทราบกันดีว่าการยึดมั่นต่ออัลกุรอานและสุนนะฮฺของท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือทางรอดพ้นจากบิดอะฮฺและความหลงผิดทั้งหลาย  พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า:
﴿وَأَنَّ هَـذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيماً فَاتَّبِعُوهُ وَلاَ تَتَّبِعُواْ السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ﴾ [الأنعام: 153]
ความว่า : และแท้จริงนี่คือแนวทางของข้าอันเที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงปฏิบัติตามมันเถิด และจงอย่าได้ปฏิบัติตามแนวทางอื่นๆ เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกจากแนวทางของพระองค์  (อัล-อันอาม : 153)
และท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ท่านได้อธิบายความหมายนี้ไว้อย่างชัดเจน ดังเช่นรายงานหนึ่งที่ว่า:
«عن ابن مسعود قال: خط لنا رسول الله صلى الله عليه وسلم خطا ثم قال: «هذا سبيل الله» ثم خطّ خطوطا عن يمينه وعن شماله ثم قال: «هذه سبل، على كل سبيل منها شيطان يدعو إليه» ثم قرأ  ﴿وَأَنَّ هَـذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيماً فَاتَّبِعُوهُ وَلاَ تَتَّبِعُواْ السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ﴾  [رواه أحمد:435]
 ความว่า : จากท่านอิบนิมัสอูด เราะฎิยัลลอฮฮุอันฮุ  เล่าว่า: ท่านนบี มุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้ขีดเส้นหนึ่งเส้นให้พวกเรา หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า “นี่คือทางของพระองค์อัลลอฮฺ” หลังจากนั้นท่านได้ขีดอีกหลายๆ เส้นจากทางขวาของท่าน และทางซ้ายของท่าน หลังจากนั้นท่านก็กล่าวว่า “นี่คือแนวทางที่หลากหลาย บนทุกๆ เส้นทางที่หลากหลายนั้นมีชัยฏอนที่คอยเชิญชวนให้เข้าหามัน” หลังจากนั้นท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ก็ได้อ่านอายะฮฺอัลกุรอานความว่า “และแท้จริงนี้คือแนวทางของข้าอันเที่ยงตรงดังนั้นพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกจากแนวทางของพระองค์” (รายงานโดย อะหฺมัด : 435 )
          
บุคคลใดก็ตามแต่เมื่อเขาหันเหออกจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ เขาก็จะพบกับแนวทางที่หลงผิด และที่เป็นบิดอะฮฺมากมาย ซึ่งสาเหตุต่างๆ ที่นำพาเขาพบเจอกับบิดอะฮฺและสิ่งที่ลุ่มหลง ได้แก่ ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติศาสนา การตามอารมณ์ การคลั่งไคล้ในตัวบุคคลและแนวความคิด อุดมการณ์ของเขา การเลียนแบบต่างศาสนิก ซึ่งเราจะสนทนากันถึงสาเหตุดังกล่าวนี้อย่างละเอียด ดังต่อไปนี้
1. ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติศาสนา : แน่นอนว่าทุกกาลเวลาที่ผ่านนานไป การที่มนุษย์ห่างไกลจากหลักการศาสนาทำให้วิชาความรู้ลดน้อยลงและความเขลาก็จะเพิ่มขึ้นตามกัน ดังเช่นสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เคยกล่าวไว้ว่า :
«من يعش منكم بعدي فسيري اختلافا كثيرا» [رواه البخاري: 3433،  مسلم : 2673]
ความว่า : ผู้ที่มีชีวิตอยู่หลังจากฉัน แน่นอนเขาจะเห็นการขัดแย้งอย่างมากมาย (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์ : 3433 และมุสลิม : 2673)

และหะดีษ ที่ว่า :
«إن الله لا يقبض العلم انتزاعاً ينتزعه من العباد، ولكن يقبض العلم بقبض العلماء، حتى إذا لم يبق عالماً اتخذ الناس رؤوساً جهالاً فسُئلوا فأفتوا بغير علم، فضلّوا وأضلّوا»  [ رواه البخاري : 3433]
ความหมาย: แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ จะไม่นำความรู้กลับไปโดยถอดมันออกจากบ่าว แต่พระองค์จะนำความรู้กลับไปด้วยการเสียชีวิตของบรรดาผู้รู้ จนกระทั่งแทบจะไม่เหลือผู้รู้เลย  ผู้คนจึงยึดผู้ที่ไม่มีความรู้เป็นผู้นำ เมื่อเขาถูกถาม เขาก็จะเฉลยปัญหา(ฟัตวา) โดยที่ไม่มีความรู้ ดังนั้นพวกเขาหลงผิดและยังนำพาผู้อื่นหลงผิดอีกด้วย  (รายงานโดยอัล-บุคคอรีย์ :3433)
ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่จะต่อสู้กับสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺ นอกจากวิชาความรู้และผู้รู้เท่านั้น เมื่อวิชาความรู้และผู้รู้ลดน้อยลง จึงเปิดโอกาสให้บิดอะฮฺต่างๆ ปรากฏขึ้นและแพร่หลายอย่างง่ายดาย

2. ปฏิบัติตามอารมณ์ความรู้สึก : การที่คนหนึ่งหันเหออกห่างจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ แน่นอนเขาก็จะปฏิบัติตามอารมณ์ความรู้สึก ดังเช่นคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺที่ว่า 
﴿فَإِنْ لَمْ يَسْتَجِيبُوا لَكَ فَاعْلَمْ أَنَّمَا يَتَّبِعُونَ أَهْوَاءَهُمْ وَمَنْ أَضَلُّ مِمَّنِ اتَّبَعَ هَوَاهُ بِغَيْرِ هُدًى مِنَ اللَّهِ﴾  [القصص : 50]
ความว่า: หากพวกเขาไม่ตอบรับ(คำประกาศของ)เจ้า  ก็พึงทราบเถิดว่า พวกเขาเพียงแค่ปฏิบัติตามอารมณ์ของพวกเขาเอง และใครเล่าที่จะหลงผิดยิ่งไปกว่าผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ของเขา โดยปราศจากทางนำจากอัลลอฮฺ” (อัล-เกาะศ็อศ :50)

และคำดำรัสที่ว่า :
﴿أَفَرَأَيْتَ مَنِ اتَّخَذَ إِلَـٰهَهُ هَوَاهُ وَأَضَلَّهُ اللَّهُ عَلَى عِلْمٍ وَخَتَمَ عَلَى سَمْعِهِ وَقَلْبِهِ وَجَعَلَ عَلَى بَصَرِهِ غِشَاوَةً فَمَنْ يَهْدِيهِ مِنْ بَعْدِ اللَّهِ٢٣﴾ [الجاثية : 23]
ความว่า : เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดเอาอารมณ์ของเขาเป็นพระเจ้าของเขาหรือไม่? และพระองค์อัลลอฮฺทำให้เขาหลงทางด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และได้ผนึกการได้ยินและหัวใจของเขา และได้ปิดกั้นสายตาของเขา ดังนั้น ยังมีใครที่จะนำทางเขาได้อีกนอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮฺ (อัล-ญาษิยะฮฺ 23)
           
สิ่งที่เป็นบิดอะฮฺมันก็คือความต้องการทางอารมณ์ที่ถูกปฏิบัติตามนั่นเอง

3. คลั่งไคล้ในตัวบุคคลและอุดมการณ์ความคิดของเขา:
พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า :
﴿وَإِذَا قِيلَ لَهُمُ اتَّبِعُوا مَا أَنْزَلَ اللَّهُ قَالُوا بَلْ نَتَّبِعُ مَا أَلْفَيْنَا عَلَيْهِ ءَابَاءَنَا أَوَلَوْ كَانَ ءَابَاؤُهُمْ لاَ يَعْقِلُونَ شَيْئًا وَلاَ يَهْتَدُونَ﴾ [البقرة : 170]
ความหมาย : และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานมา พวกเขาตอบว่า เราจะปฏิบัติตามเฉพาะที่เราพบว่าบรรพบุรุษของเราได้ปฏิบัติไว้  ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษของพวกเขาไม่ได้เข้าใจโดยสติปัญญาและไม่ได้รับทางนำที่ถูกต้องกระนั้นหรือ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :170)
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้กับบรรดาผู้คลั่งไคล้ ต่อสำนักคิดต่างๆ ในศาสนา พวกศูฟีย์ พวกบูชาหลุมศพทั้งหลาย ที่เมื่อมีคนเรียกร้องพวกเขาให้ปฏิบัติตามอัลกุรอานและสุนนะฮฺ ตักเตือนสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติที่ขัดกับตัวบทหลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ  พวกเขาก็จะอ้างสำนักคิดหรือบรรดาผู้รู้ และจากบรรพบุรุษของพวกเขา เป็นหลักฐานในสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติกันอยู่

4. เลียนแบบต่างศาสนิก : แน่นอนสิ่งนี้คือสิ่งที่อันตรายที่สุดของบิดอะฮฺ ซึ่งมันเคยปรากฏในสมัยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ดังรายงานหนึ่งที่ว่า:
عن أبي واقد الليثي قال:  خرجنا مع رسول الله صلى الله عليه وسلم إلى حنين ونحن حدثاء عهد بالكفر، وللمشركين سدرة يعكفون عندها وينوطون بها أسلحتهم يقال لها: ذات أنواط، فمررنا بسدرة فقلنا: يا رسول الله اجعل لنا ذات أنواط كما لهم ذات أنواط، فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم: «الله أكبر، إنها السنن، قلتم ـ والذي نفسي بيده ـ كما قالت بنو إسرائيل لموسى ﴿ٱجۡعَل لَّنَآ إِلَٰهٗا كَمَا لَهُمۡ ءَالِهَةٞۚ قَالَ إِنَّكُمۡ قَوۡمٞ تَجۡهَلُونَ ١٣٨ ﴾ [الأعراف: ١٣٨]، لتركبن سنن من كان قبلكم» [ رواه الترمذي : 1280]
ความหมาย: รายงานจากท่านอบู วากิด อัล-ลัยษีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า พวกเราเคยร่วมเดินทางกับท่านเราะสูลจนกระทั่งถึง หุนัยนฺ (ชื่อสถานที่) และพวกเราก็เป็นมุสลิมใหม่ และสำหรับพวกตั้งภาคีแล้วพวกเขาจะมีต้นไม้หนึ่ง ซึ่งพวกเขาจะทำการอิอฺติกาฟ ณ ที่ต้นไม้นั้น และแขวนอาวุธต่างๆ ไว้ที่มัน (ก่อนการออกทำสงครามเพื่อเป็นการขอความมงคล และให้ทำศึกอย่างมีชัย) ซึ่งต้นไม้นั้นมันถูกเรียกว่า ซาตุ อันวาฎ พวกเราได้เดินผ่านต้นไม้นั้น และกล่าวว่า : โอ้ท่านเราะสูล ได้โปรดทำให้พวกเรามีต้นไม้ดังกล่าวนั้นเหมือนกับพวกตั้งภาคีด้วยเถิด! ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า : “อัลลอฮุ อักบัรฺ ! แท้จริงมันคือแบบอย่าง(ที่ถูกปฏิบัติมาอย่างผิดๆ) ขอสาบานด้วยกับผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในอุ้งพระหัตของพระองค์ พวกเจ้าพูดออกมาเหมือนกับที่บรรดาบนีอิสรออีลเคยพูดกับนบีมูซาว่า “ได้โปรดทำให้สำหรับพวกเราด้วยเถิดสิ่งที่ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะสักองค์หนึ่ง เช่นเดียวกับที่พวกเขามีสิ่งที่เป็นที่เคารพสักการะหลายองค์ เขา(มูซา)กล่าวว่า : แท้จริงพวกท่านเป็นพวกที่โฉดเขลายิ่ง”(ความหมายอายะฮที่ 38 สูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ) แน่นอน (ในยุคต่อๆ ไป หลังจากยุคของท่านนบี)พวกเจ้าจะปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ ของกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้า” (รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์ : 2180)

ในหะดีษข้างต้นบ่งบอกถึงว่า การกระทำเลียนแบบต่างศาสนิกคือสิ่งที่นำพาให้พวกบีอิสรออีลและกลุ่มหนึ่งจากเศาะหาบะฮฺของท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ร้องขอสิ่งที่น่ารังเกียจนี้จากนบีของพวกเขา คือการที่ให้นบีของพวกเขาทำให้พวกเขามีพระเจ้าหลายองค์เพื่อบูชาและขอความจำเริญจากบรรดาพระเจ้าเหล่านั้น นอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮฺ  และนี่เป็นสิ่งที่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน กล่าวคือมุสลิมไม่น้อยในขณะนี้ที่พวกเขากระทำสิ่งที่เลียนแบบศาสนิกในสิ่งที่เป็นเรื่องบิดอะฮฺและชิริก เช่น การจัดวันเฉลิมฉลองงานวันเกิด(เมาลิด)ต่างๆ การกำหนดวัน สัปดาห์ หรือเดือนหนึ่งๆ เพื่อจัดกิจการเฉพาะ หรือ การจัดงานเนื่องในโอกาสสำคัญของศาสนาเพื่อเป็นการรำลึกถึงมัน หรือเป็นการจัดตั้งรูปปั้นของบุคคลเพื่อรำลึกเกียรติคุณ และสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺที่เกี่ยวข้องกับศพผู้ตาย เช่นการสร้างสิ่งก่อสร้างบนหลุมศพ เป็นต้น