“อัศ-เศาะหาบะฮฺ” เป็นคำพหูพจน์ของ “ศอหิบ” ซึ่งไม่มีคำพหูพจน์ใดในภาษาอาหรับที่อยู่ในคำเทียบ (วะซัน) ของ “ฟาอิล” เป็น “ฟะอาละฮฺ” นอกจากคำนี้เท่านั้น
“อัศ-เศาะหาบี” ในความหมายเชิงวิชาการ คือ “ผู้ที่เคยพบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งเขาเป็นผู้ศรัทธาต่อท่าน และเสียชีวิตในศาสนาอิสลาม”
ซึ่งนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งยุคสะลัฟและเคาะลัฟ
ดังนั้นจึงไม่มีเงื่อนไขที่กำหนดคุณลักษณะของการคบหาเป็นมิตรเพิ่มเติมอื่นจากนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน การเข้าร่วมสงคราม และการรายงานหะดีษจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ท่านอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “อัศ-เศาะหาบี คือผู้ที่เคยเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสภาพที่ผู้เห็นนั้นอยู่ในศาสนาอิสลาม (เป็นมุสลิม) แม้ว่าจะไม่ได้คบหาเป็นมิตรกับท่านอย่างยาวนาน และแม้ว่าไม่เคยรายงานหะดีษจากท่านสักบทเดียวก็ตาม ซึ่งนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งเคาะลัฟและสะลัฟ”
ท่านอิมามอะหฺมัด เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ทุกคนที่เคยคบหาเป็นมิตรกับท่านนบีไม่ว่าจะคบหาเป็นมิตรด้วยระยะเวลา 1 ปี 1เดือน 1 วัน 1 ชั่วโมง หรือเพียงเคยเห็นท่าน ก็ถือว่าเขาเป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบี และสำหรับเขาแล้วจะเป็นเศาะหาบะฮฺเท่าที่เขาได้คบหาเป็นมิตรกับท่าน”
ท่านอิมามอัล-บุคอรี เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวในหนังสือเศาะฮีหฺของท่านว่า “ผู้ใดที่เคยคบหาเป็นมิตรกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือเคยเห็นท่านโดยที่เขาเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ศรัทธา ก็ถือว่าเขาเป็นหนึ่งในบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน”
และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับความหมายทางด้านภาษาของคำว่า “เศาะหฺบะฮฺ” ซึ่งหมายถึงการเทียบเคียงสิ่งหนึ่งด้วยกับสิ่งหนึ่ง และการทำให้มันมีความใกล้ชิดกับสิ่งนั้น” ซึ่งท่านอิบนุฟาริส ได้กล่าวว่า “ศ็อด, หาอ์, และบาอ์ รากฐานเดียวกันนี้ได้บ่งชี้ถึงการเทียบเคียงสิ่งหนึ่งและการทำให้มันมีความใกล้ชิดกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคำว่า อัศ-ศอหิบ ” ด้วยประการนี้เองจึงไม่มีกฏเกณฑ์และเงื่อนไขเป็นการเฉพาะในเรื่องระยะเวลาของการอยู่ร่วมกัน
หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้คือ คำดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า
﴿ فَأَنجَيۡنَٰهُ وَأَصۡحَٰبَ ٱلسَّفِينَةِ ١٥ ﴾ [العنكبوت: ١٥]
ความว่า “ดังนั้นเราได้ช่วยเขาและพวกพ้องในเรือให้รอดพ้น” (สูเราะฮฺอัล-อันกะบูต : 15)
และคำดำรัสที่ว่า
﴿ كَمَا لَعَنَّآ أَصۡحَٰبَ ٱلسَّبۡتِۚ ٤٧ ﴾ [النساء : ٤٧]
ความว่า “เช่นเดียวกับที่เราได้สาปบรรดาผู้ที่ทำการละเมิดในวันสับบะโต” (สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ : 47)
และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า
«إِنَّكُنَّ صَوَاحِبُ يُوسُفَ»
ความว่า “แท้จริงพวกเธอเป็นพวกเดียวกันกับพวกผู้หญิงที่เข้ามาหาท่านนบียูสุฟ”
หลักฐานข้างต้นนี้ได้บ่งชี้ว่าคำว่า “อัศ-เศาะหฺบะฮฺ” ในทางภาษานั้นเป็นชื่อนามที่เกิดขึ้นได้ทั้งจำนวนน้อยและจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวที่ว่า “ได้อยู่ร่วมคบหาเป็นมิตรกับท่าน 1 ปี 1 เดือน และ 1 ชั่วโมง”
ส่วนหลักฐานที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนถึงคุณลักษณะของการเป็นเศาะหาบะฮฺที่หมายรวมถึงผู้ที่คบหาเป็นมิตรกับท่านนบี อะลัยฮิศเศาะลาตุวัสลาม ด้วยระยะเวลาเพียงสั้นๆ ใช่แต่เท่านั้นยังหมายรวมถึงผู้ที่เคยเห็นท่าน (แต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกัน) โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธาต่อท่านด้วย คือคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า
«يَأْتِي عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ، يَغْزُو فِئَامٌ مِنَ النَّاسِ، فَيُقَالُ لَهُمْ: فِيكُمْ مَنْ رَأَى رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ؟ فَيَقُولُونَ: نَعَمْ، فَيُفْتَحُ لَهُمْ، ثُمَّ يَغْزُو فِئَامٌ مِنَ النَّاسِ، فَيُقَالُ لَهُمْ: فِيكُمْ مَنْ رَأَى مَنْ صَحِبَ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ؟ فَيَقُولُونَ: نَعَمْ، فَيُفْتَحُ لَهُمْ، ثُمَّ يَغْزُو فِئَامٌ مِنَ النَّاسِ، فَيُقَالُ لَهُمْ: هَلْ فِيكُمْ مَنْ رَأَى مَنْ صَحِبَ مَنْ صَحِبَ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ؟ فَيَقُولُونَ: نَعَمْ فَيُفْتَحُ لَهُمْ»
ความว่า “จะมีสมัยหนึ่งเกิดขึ้น ที่ชนกลุ่มหนึ่งจากผู้คนทั้งหลายจะออกศึก แล้วจะถูกถามว่า : ในหมู่พวกท่านนั้นมีผู้ที่เห็นท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (หมายถึงเศาะหาบะฮฺ) อยู่ด้วยหรือเปล่า ? พวกเขาจะตอบว่า : มี แล้วเมืองนั้นก็จะถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น หลังจากนั้น ก็จะมาถึงสมัยหนึ่งซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งออกทำศึกสงคราม จะมีเสียงถามว่า : ในหมู่พวกท่านนั้นมีผู้ที่เห็นเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (หมายถึงตาบิอีน) อยู่ด้วยหรือเปล่า ? พวกเขาตอบว่า : มี แล้วเมืองนั้นก็จะถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น หลังจากนั้น ก็จะมาถึงสมัยหนึ่งซึ่งคนกลุ่มหนึ่งออกทำศึกสงคราม ก็มีเสียงถามว่า : ในหมู่พวกท่านนั้นมีผู้เห็นสหายของเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (หมายถึง ตาบิอิตตาบิอีน) อยู่ด้วยหรือเปล่า ? พวกเขากล่าวว่า : มี แล้วเมืองนั้นก็ถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น”
ให้พิจารณาในคำถามที่สองซึ่งถามถึงผู้ที่เห็นเศาะหาบะฮฺ “ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าผู้ที่เห็นนั้นคือเศาะหาบะฮฺด้วยกันเอง”
และหลักฐานที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้เช่นกันคือ หะดีษที่รายงานโดยท่านอบีฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« وَدِدْتُ أَنَّا قَدْ رَأَيْنَا إِخْوَانَنَا» قَالُوا: أَوَلَسْنَا إِخْوَانَكَ يَا رَسُولَ اللهِ ؟ قَالَ: «أَنْتُمْ أَصْحَابِي وَإِخْوَانُنَا الَّذِينَ لَمْ يَأْتُوا بَعْدُ»
ความว่า “ฉันมีความปรารถนาอยากเห็นพี่น้องของเรา” บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงถามว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ พวกเราไม่ใช่พี่น้องของท่านหรือ ?” ท่านเราะสูลุลลอฮฺ จึงตอบว่า “พวกท่านเป็นเศาะหาบะฮฺของฉัน ส่วนพี่น้องของเรานั้นคือผู้ที่ยังไม่ได้เกิดมา”
ในสำนวนที่รายงานโดยท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«أَنْتُمْ أَصْحَابِي، وَلَكِنْ إِخْوَانِي الَّذِينَ آمَنُوا بِي وَلَمْ يَرَوْنِي»
ความว่า “พวกท่านเป็นเศาะหาบะฮฺของฉัน แต่พี่น้องของเรานั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่อฉันแต่พวกเขาไม่มีโอกาสพบเห็นฉัน”
หะดีษนี้ได้บ่งชี้ถึงกฎเกณฑ์ที่จำแนกระหว่างพี่น้องที่ท่านนบีปรารถนาที่จะเห็นพวกเขากับบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน นั้นคือ การได้พบเจอกับท่าน ได้เห็นท่าน ซึ่งผู้ใดที่ศรัทธาต่อท่าน และได้เห็นท่าน เขาคือเศาะหาบะฮฺของท่าน
และเป็นที่รู้ดีว่าการได้พบเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ของเศาะหาบะฮฺนั้น –ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับความโปรดปรานนี้นอกจากเขา- ไม่ใช่เป็นการพบเห็นโดยผ่านๆ เพียงเท่านั้น เฉกเช่นการพบเห็นของพวกปฏิเสธศรัทธาและพวกกลับกลอก (มุนาฟิกูน) ทว่าอัลลอฮฺทรงมอบเกียรติแก่กลุ่มชนที่ดีเลิศเหล่านั้นให้ได้พบเห็นท่านนบีพร้อมด้วยการปฏิบัติตาม การเคารพเชื่อฟัง และการมอบความรักแก่ท่าน รวมถึงการตั้งใจศรัทธาต่อท่าน ช่วยเหลือสนับสนุนท่าน และเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อท่าน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงว่ามันทำให้พวกเขาก้าวสู่สถานะที่สูงส่งนี้ได้ ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้นได้ ในเมื่อการพบเห็นท่าน การพบเจอท่าน และการได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถือเป็นความดีงามและความสิริมงคล (บาเราะกัต) และยังเป็นรัศมี (คอยส่องแสงทางนำแห่งชีวิต) ตราบใดที่ไม่ปฏิเสธต่อคำสอนท่าน ยกเว้นผู้ที่มีดวงตาที่มืดบอดจนไม่สามารถมองเห็นอะไรไ