บรรดาเศาะหาบะฮฺคือบุคคลที่อัลลอฮฺทรงหมายถึงในอายะฮฺ
﴿كُنتُمۡ خَيۡرَ أُمَّةٍ أُخۡرِجَتۡ لِلنَّاسِ﴾ [آل عمران : 110]
ความว่า “พวกท่านคือประชาชาติที่ดีเลิศ ซึ่งถูกอุบัติขึ้นเพื่อมนุษยชาติ” (อาล อิมรอน 110)
และ
﴿ وَكَذَٰلِكَ جَعَلۡنَٰكُمۡ أُمَّةٗ وَسَطٗا لِّتَكُونُواْ شُهَدَآءَ عَلَى ٱلنَّاسِ ﴾ [البقرة : 143]
ความว่า “และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลาง เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 143)
เศาะหาบะฮฺคือบุคคลแรกสุด ประเสริฐสุด และมีความชอบธรรมที่สุดที่จะเข้าในข่ายของอายะฮฺนี้
และมีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺนั้นคือกลุ่มชนที่ประเสริฐที่สุดของประชาชาตินี้ คือมนุษย์ที่ดีที่สุด ในวันกิยามะฮฺคือกลุ่มชนที่เติมเต็มเจ็ดสิบประชาชาติ พวกเขาคือประชาชาติที่ดีที่สุด มีเกียรติที่สุด ณ อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ตัวบทหลักฐานทั้งจากอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เกี่ยวข้องกับความประเสริฐ การสรรเสริญต่อเศาะหาบะฮฺ และการสัญญาที่จะมอบผลตอบแทนและผลบุญอันมากมายนั้นมีมากมายเหลือเกิน
ใครก็ตามที่ได้ศึกษาประวัติและใคร่ครวญสภาพของพวกเขา ตัวบทหลักฐานต่างๆ ที่พูดถึงพวกเขาไม่ว่าในด้านการเผยแผ่ศาสนา การต่อสู้เพื่อหนทางของอัลลอฮฺ การเสียสละตัวเองและทรัพย์สินเพื่อหนทางของพระองค์เพื่อให้ศาสนาของพระองค์สูงส่ง เพื่อช่วยเหลือเราะสูลุลลอฮฺ และเพื่อให้ศาสนาอิสลามเป็นที่ประจักษ์ กอปรกับการศรัทธาและความสัจจริงที่พวกเขามีต่ออัลลอฮฺ ความกระตือรือร้นในการแสวงหาความดีและความรู้ที่ยังประโยชน์ อีกทั้งการไม่รีรอในการกระทำความดี และอื่นๆ อีกมากมายจากคุณลักษณะที่ดีงามของพวกเขาแล้ว จะรู้อย่างมั่นใจว่า พวกเขาคือประชาชาติที่ดี่สุดหลังจากบรรดานบีและเราะสูล พวกเขาคือผู้มีความรู้ สติปัญญา และศาสนาดีที่สุด พวกเขาคือผู้ดำรงอยู่ในทางนำที่เที่ยงตรง และไม่เคยมีและไม่มีวันที่จะมีกลุ่มชนที่มีลักษณะเหมือนพวกเขาอีก
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จึงเห็นพ้องต้องกันว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺทุกคนล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีคุณธรรมและศีลธรรมโดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ เนื่องจากมีตัวบทหลักฐานทั้งจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ ได้สรรเสริญ และระบุถึงความดีงาม ความเป็นสายกลาง ความสัจจริง และคุณลักษณะอื่นๆ ที่เป็นข้อพิเศษและความประเสริฐของพวกเขา ดังนั้น อย่าได้ละทิ้งความรู้ที่ชัดเจนแน่นอนนี้แล้วหันไปเชื่อข้อเคลือบแคลงสงสัยหรือมีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องโกหก ซึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาโดยพวกที่ตามอารมณ์ตัวเอง พวกอวิชชา หรือศัตรูอิสลาม
ส่วนที่มีรายงานเกี่ยวกับข้อบกพร่องของพวกเขานั้น อาจแบ่งได้ดังนี้
1. เป็นเรื่องราวที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งหมด
2. เป็นเรื่องราวที่ถูกดัดแปลง ไม่ว่าจะด้วยการเพิ่มเนื้อหาหรือตัดทอน ซึ่งเป็นผลให้ภาพลักษณ์ดูเสียหายและจาบจ้วง
3. เป็นเรื่องราวที่ถูกต้อง แต่อยู่ในข่ายประเด็นการวินิจฉัยที่อนุญาต ซึ่งหากวินิจฉัยถูกเขาจะได้รับสองผลบุญ และหากผิดก็จะได้รับหนึ่งผลบุญ ส่วนความผิดนั้นจะได้รับการอภัยโทษ
ดังนั้น เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบรรดาเศาะหาบะฮฺ หากเป็นเรื่องจริงแล้วก็เนื่องมาจากการวินิจฉัยของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะได้รับการอภัยและได้รับผลบุญทั้งสองกรณี
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชนผู้อยู่ในสัจธรรมที่เป็นอุละมาอ์ที่น่าเชื่อถือและยอมรับจึงเห็นพ้องกันว่า การเป็นพยานและการรายงานของเศาะหาบะฮฺนั้นเป็นที่ยอมรับ พวกเขาล้วนเป็นบุคคลที่มีอะดาละฮฺหรือคุณธรรม จำเป็นที่จักต้องชื่นชมพวกเขาทั้งหมด การด่าทอเป็นที่ต้องห้าม จำเป็นที่จะต้องเชื่อว่าพวกเขาคือประชาชาติที่ประเสริฐที่สุดหลังจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ท่านอบู ซุรอะฮฺ ได้กล่าวว่า “หากท่านพบว่ามีใครที่ดูแคลนเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คนใดคนหนึ่ง ท่านจงรู้เถิดว่า เขาคือ ซินดีก (พวกหลงทาง)”
ทั้งนี้ เพราะอัลกุรอานคือสัจธรรม เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือสัจธรรม และสิ่งที่ทั้งสองประการนำมาเสนอก็คือสัจธรรม ไม่มีใครรายงานข้อมูลจากสองแหล่งนี้นอกจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ ดังนั้น ใครก็ตามที่ตำหนิพวกเขา แท้จริง ลึกๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากต้องการทำลายอัลกุรอานและสุนนะฮฺนั่นเอง