ทำไม...ต้องรักเศาะหาบะฮฺ ?

img

Marqoom

分类 :

语言 : Thai

浏览 : 167

添加到收藏 : 0


ไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกว่า การรักเศาะหาบะฮฺนั้นเป็นหลักการพื้นฐานของการศรัทธาสำหรับชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺอย่างแน่นอน เนื่องจากพวกท่านเป็นมนุษย์ที่ดีเลิศที่สุด ซึ่งอัลลอฮฺทรงคัดเลือกพวกท่านเพื่อเป็นสาวกของท่านศาสนทูตของพระองค์และเพื่อให้พวกท่านได้เผยแพร่ศาสนาของพระองค์ พวกท่านคือกลุ่มชนที่ได้ปกปักษ์รักษาคัมภีร์อัลกุรอานและอัส-สุนนะฮฺ(แบบฉบับ)ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ให้แก่พวกเรา  และนำสาส์นดังกล่าวนั้นมาเผยแพร่แก่ประชาคมโลก ซึ่งหากไม่มีกลุ่มชนที่ดีเลิศอย่างพวกท่านแล้วไซร้ หลักคำสอนของศาสนาอิสลามย่อมสูญหายไป ดั่งการหายจากของคำสอนของชาวยิวและชาวคริสต์อย่างแน่แท้ 
อนึ่ง ถ้ากล่าวถึงความประเสริฐของบรรดาเศาะหาบะฮฺจากหลักฐานที่มาจากอัลกุรอานและอัส-สุนนะฮฺนั้น สามารถกล่าวได้ว่ามีความจำเป็นยิ่งนักที่เราทั้งหลายต้องรักใคร่พวกท่าน ปกป้องพวกท่าน และโกรธแค้นต่อผู้ที่พยายามใส่ไคล้พวกท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าจึงขอนำเสนอเหตุผลบางประการว่า “ทำไม...ต้องรักเศาะหาบะฮฺ ?” โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺทรงโปรดปรานต่อพวกท่านทั้งหลายและทรงพรรณนาถึงพวกท่านด้วยการศรัทธา และเป็นผู้ที่อยู่แนวหน้าในการทำความดี รวมทั้งทรงสัญญาต่อพวกท่านด้วยกับสวนสวรรค์อันสถาพร  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿لَّقَدۡ رَضِيَ ٱللَّهُ عَنِ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ إِذۡ يُبَايِعُونَكَ تَحۡتَ ٱلشَّجَرَةِ فَعَلِمَ مَا فِي قُلُوبِهِمۡ فَأَنزَلَ ٱلسَّكِينَةَ عَلَيۡهِمۡ وَأَثَٰبَهُمۡ فَتۡحٗا قَرِيبٗا ١٨﴾ (الفتح : 18) 
ความว่า “โดยแน่นอนอัลลอฮฺทรงโปรดปรานต่อบรรดาผู้ศรัทธาขณะที่พวกเขาให้สัตยาบันแก่เจ้าใต้ต้นไม้ (ที่หุดัยบิยะฮฺ) เพราะพระองค์ทรงรอบรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงประทานความสงบใจลงมาบนพวกเขา และได้ทรงตอบแทนให้แก่พวกเขาซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้” (สูเราะฮอัล-ฟัตหฺ : 18 )

พระองค์ได้ดำรัสอีกว่า
﴿وَٱلسَّٰبِقُونَ ٱلۡأَوَّلُونَ مِنَ ٱلۡمُهَٰجِرِينَ وَٱلۡأَنصَارِ وَٱلَّذِينَ ٱتَّبَعُوهُم بِإِحۡسَٰنٖ رَّضِيَ ٱللَّهُ عَنۡهُمۡ وَرَضُواْ عَنۡهُ وَأَعَدَّ لَهُمۡ جَنَّٰتٖ تَجۡرِي تَحۡتَهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُ خَٰلِدِينَ فِيهَآ أَبَدٗاۚ ذَٰلِكَ ٱلۡفَوۡزُ ٱلۡعَظِيمُ ١٠٠﴾ (التوبة : 100)
ความว่า “บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ(ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ(ชาวอันศอรจากมะดีนะฮฺ) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง” (สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ : 100)

2.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ได้ขจัดมลทินแก่พวกท่าน และได้พรรณนาถึงพวกท่านด้วยกับการเป็นหมู่ชนที่ได้รับความดีงามอย่างมากมาย และเป็นหมู่ชนที่ได้รับความสำเร็จ  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า
﴿لَٰكِنِ ٱلرَّسُولُ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ مَعَهُۥ جَٰهَدُواْ بِأَمۡوَٰلِهِمۡ وَأَنفُسِهِمۡۚ وَأُوْلَٰٓئِكَ لَهُمُ ٱلۡخَيۡرَٰتُۖ وَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُفۡلِحُونَ ٨٨ أَعَدَّ ٱللَّهُ لَهُمۡ جَنَّٰتٖ تَجۡرِي مِن تَحۡتِهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُ خَٰلِدِينَ فِيهَاۚ ذَٰلِكَ ٱلۡفَوۡزُ ٱلۡعَظِيمُ ٨٩﴾ (التوبة :  88-89)
ความว่า “แต่ทว่าเราะสูล และบรรดาผู้ที่ศรัทธาซึ่งร่วมอยู่กับท่านนั้น ได้ต่อสู้ด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขา ชนเหล่านี้แหละสำหรับพวกเขานั้นจะได้รับความดีมากมาย และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับความสำเร็จ อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้แล้ว สำหรับพวกเขา ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้ สวนสวรรค์เหล่านั้นโดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นแหละคือชัยชนะอันใหญ่หลวง” (สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ : 88-89)

3.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ได้ดำรัสถึงพวกท่านว่าเป็นประชาชาติที่ดียิ่ง โดยที่พวกท่านได้ปฏิบัติภารกิจเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นคือการสั่งใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ  ซึ่งหากบรรดาเศาะหาบะฮฺมิใช่กลุ่มชนแรกที่อยู่ในอายะฮฺนี้ แล้วจะมีกลุ่มชนใดอีกนอกจากพวกท่าน ? ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿كُنتُمۡ خَيۡرَ أُمَّةٍ أُخۡرِجَتۡ لِلنَّاسِ تَأۡمُرُونَ بِٱلۡمَعۡرُوفِ وَتَنۡهَوۡنَ عَنِ ٱلۡمُنكَرِ وَتُؤۡمِنُونَ بِٱللَّهِۗ وَلَوۡ ءَامَنَ أَهۡلُ ٱلۡكِتَٰبِ لَكَانَ خَيۡرٗا لَّهُمۚ مِّنۡهُمُ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ وَأَكۡثَرُهُمُ ٱلۡفَٰسِقُونَ ١١٠﴾ (آل عمران : 110)
ความว่า “พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษย์ชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮฺ”  (สูเราะฮฺอาลิ อิมรอน : 110)

4.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงรักพวกท่าน และพวกท่านก็รักพระองค์  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿فَسَوۡفَ يَأۡتِي ٱللَّهُ بِقَوۡمٖ يُحِبُّهُمۡ وَيُحِبُّونَهُۥٓ ٥٤﴾ (المائدة : 54) 
ความว่า “อัลลอฮฺ ก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์” (สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ : 54)

5.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ได้ให้คุณลักษณะพวกท่านว่าเป็นหมู่ชนแห่ง     อีหม่าน(ศรัทธา)  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَهَاجَرُواْ وَجَٰهَدُواْ فِي سَبِيلِ ٱللَّهِ وَٱلَّذِينَ ءَاوَواْ وَّنَصَرُوٓاْ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ حَقّٗاۚ لَّهُم مَّغۡفِرَةٞ وَرِزۡقٞ كَرِيمٞ ٧٤﴾ (الأنفال : 74)
ความว่า “และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และอพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่ให้ที่พักอาศัย และช่วยเหลือนั้น ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ศรัทธาโดยแท้จริง ซึ่งพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษ และเครื่องยังชีพอันมากมาย ” (สูเราะฮฺอัล-อันฟาล : 74)

พระองค์ได้ดำรัสอีกว่า
﴿وَإِن يُرِيدُوٓاْ أَن يَخۡدَعُوكَ فَإِنَّ حَسۡبَكَ ٱللَّهُۚ هُوَ ٱلَّذِيٓ أَيَّدَكَ بِنَصۡرِهِۦ وَبِٱلۡمُؤۡمِنِينَ ٦٢﴾ (الأنفال : 62)
ความว่า “และถ้าหากพวกเขาต้องการที่จะหลอกลวงเจ้า ก็แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นที่พอเพียงแก่เจ้าแล้ว พระองค์คือผู้ทีได้ทรงสนับสนุนเจ้าด้วยการช่วยเหลือของพระองค์ และด้วยผู้ศรัทธาทั้งหลาย” (สูเราะฮฺอัล-อันฟาล : 62)

6. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงพรรณนาถึงพวกท่านว่าเป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกท่านกันเอง เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา พระองค์ยังทรงพรรณนาถึงพวกท่านว่าเป็นหมู่ชนที่ได้รุกูอ์และสุญูดอย่างมากมาย พวกท่านมีหัวใจที่บริสุทธิ์ซึ่งใบหน้าของพวกท่านนั้นมีร่องรอยแห่งการเคารพภักดีและการมีศรัทธาปรากฏอยู่ และพระองค์ทรงคัดเลือกพวกท่านให้เป็นสาวกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทั้งนี้เพื่อก่อความโกรธแค้นแก่พวกปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า  
﴿مُّحَمَّدٞ رَّسُولُ ٱللَّهِۚ وَٱلَّذِينَ مَعَهُۥٓ أَشِدَّآءُ عَلَى ٱلۡكُفَّارِ رُحَمَآءُ بَيۡنَهُمۡۖ تَرَىٰهُمۡ رُكَّعٗا سُجَّدٗا يَبۡتَغُونَ فَضۡلٗا مِّنَ ٱللَّهِ وَرِضۡوَٰنٗاۖ سِيمَاهُمۡ فِي وُجُوهِهِم مِّنۡ أَثَرِ ٱلسُّجُودِۚ ذَٰلِكَ مَثَلُهُمۡ فِي ٱلتَّوۡرَىٰةِۚ وَمَثَلُهُمۡ فِي ٱلۡإِنجِيلِ كَزَرۡعٍ أَخۡرَجَ شَطۡ‍َٔهُۥ فَ‍َٔازَرَهُۥ فَٱسۡتَغۡلَظَ فَٱسۡتَوَىٰ عَلَىٰ سُوقِهِۦ يُعۡجِبُ ٱلزُّرَّاعَ لِيَغِيظَ بِهِمُ ٱلۡكُفَّارَۗ وَعَدَ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ مِنۡهُم مَّغۡفِرَةٗ وَأَجۡرًا عَظِيمَۢا ٢٩﴾ (الفتح : 29)
ความว่า “มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้รุกูอฺ ผู้สุญูด โดยแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความโปรดปราน (ของพระองค์) เครื่องหมายของพวกเขาอยู่บนใบหน้าของพวกเขาเนื่องจากร่องรอยแห่งการสุญูด นั่นคืออุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอัต-เตารอต และอุปมาของพวกเขาที่มีอยู่ในอัล-อินญีล ประหนึ่งเมล็ดพืชที่งอกหน่อหรือกิ่งก้านของมันออกมาแล้วทำให้มันงอกงาม แล้วมันก็เติบโตแข็งแรงและทรงตัวอยู่ได้บนลำต้นของมัน นำความปลื้มปิติมาให้แก่ผู้หว่าน เพื่อที่พระองค์จะก่อความโกรธแค้นแก่พวกปฏิเสธศรัทธาเพราะพวกเขา (มุสลิมีน) และอัลลอฮฺทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายในหมู่พวกเขาว่าจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง” (สูเราะฮฺอัล-ฟัตหฺ : 29)

7. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงพรรณนาถึงพวกท่านที่เป็นชาวมุฮาญิรีนว่าเป็นกลุ่มชนที่ยอมอุทิศและเสียสละบ้านเกิดเมืองนอนและทรัพย์สินเงินทองของตนเอง ช่วยเหลือเชิดชูศาสนาของพระองค์ ทั้งนี้ก็เพื่อแสวงหาความโปรดปรานและผลตอบแทนจากอัลลอฮฺ และพระองค์ยังทรงพรรณนาถึงชาวอันศอรซี่งพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่คอยช่วยเหลือและรักใคร่ชาวมุฮาญิรีนซึ่งเป็นพี่น้องร่วมศาสนาของพวกเขา  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿لِلۡفُقَرَآءِ ٱلۡمُهَٰجِرِينَ ٱلَّذِينَ أُخۡرِجُواْ مِن دِيَٰرِهِمۡ وَأَمۡوَٰلِهِمۡ يَبۡتَغُونَ فَضۡلٗا مِّنَ ٱللَّهِ وَرِضۡوَٰنٗا وَيَنصُرُونَ ٱللَّهَ وَرَسُولَهُۥٓۚ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلصَّٰدِقُونَ ٨ وَٱلَّذِينَ تَبَوَّءُو ٱلدَّارَ وَٱلۡإِيمَٰنَ مِن قَبۡلِهِمۡ يُحِبُّونَ مَنۡ هَاجَرَ إِلَيۡهِمۡ وَلَا يَجِدُونَ فِي صُدُورِهِمۡ حَاجَةٗ مِّمَّآ أُوتُواْ وَيُؤۡثِرُونَ عَلَىٰٓ أَنفُسِهِمۡ وَلَوۡ كَانَ بِهِمۡ خَصَاصَةٞۚ وَمَن يُوقَ شُحَّ نَفۡسِهِۦ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُفۡلِحُونَ ٩﴾ (الحشر : 8-9)
ความว่า “(สิ่งที่ยึดมาได้จากพวกยิวหรือสัมภาระ) เป็นของบรรดาผู้อพยพที่ขัดสนซึ่งถูกขับไล่ออกบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และทอดทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และความยินดีของพระองค์และช่วยเหลืออัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้สัตย์จริง และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นครมะดีนะฮ.(ชาวอันศอร)และพวกเขาศรัทธาก่อนหน้าการอพยพของพวกเขา(ชาวมุฮาญิรีน)พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขาและจะไม่พบความต้องการหรือความอิจฉาอยู่ในทรวงอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้และให้สิทธิผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเองถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตามและผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขาชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ” (สูเราะฮฺอัล-หัชรฺ : 8-9)

พระองค์ได้ดำรัสอีกว่า
﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَهَاجَرُواْ وَجَٰهَدُواْ بِأَمۡوَٰلِهِمۡ وَأَنفُسِهِمۡ فِي سَبِيلِ ٱللَّهِ وَٱلَّذِينَ ءَاوَواْ وَّنَصَرُوٓاْ أُوْلَٰٓئِكَ بَعۡضُهُمۡ أَوۡلِيَآءُ بَعۡضٖۚ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَلَمۡ يُهَاجِرُواْ مَا لَكُم مِّن وَلَٰيَتِهِم مِّن شَيۡءٍ حَتَّىٰ يُهَاجِرُواْۚ وَإِنِ ٱسۡتَنصَرُوكُمۡ فِي ٱلدِّينِ فَعَلَيۡكُمُ ٱلنَّصۡرُ إِلَّا عَلَىٰ قَوۡمِۢ بَيۡنَكُمۡ وَبَيۡنَهُم مِّيثَٰقٞۗ وَٱللَّهُ بِمَا تَعۡمَلُونَ بَصِيرٞ ٧٢ وَٱلَّذِينَ كَفَرُواْ بَعۡضُهُمۡ أَوۡلِيَآءُ بَعۡضٍۚ إِلَّا تَفۡعَلُوهُ تَكُن فِتۡنَةٞ فِي ٱلۡأَرۡضِ وَفَسَادٞ كَبِيرٞ ٧٣ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَهَاجَرُواْ وَجَٰهَدُواْ فِي سَبِيلِ ٱللَّهِ وَٱلَّذِينَ ءَاوَواْ وَّنَصَرُوٓاْ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ حَقّٗاۚ لَّهُم مَّغۡفِرَةٞ وَرِزۡقٞ كَرِيمٞ ٧٤﴾ (الأنفال : 72-74) 
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และอพยพและต่อสู้ทั้งด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาในทางของอัลลอฮฺ และบรรดา ผู้ที่ให้พักอาศัย และช่วยเหลือนั้น ชนเหล่านี้แหละคือบางส่วนของพวกเขาย่อมเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และมิได้อพยพนั้นก็ไม่เป็นหน้าที่แก่พวกเจ้าแต่อย่างใดในการช่วยเหลือพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะอพยพ และถ้าหากเขาขอให้พวกเจ้าช่วยเหลือในเรื่องศาสนา ก็จำเป็นแก่พวกเจ้าซึ่งการช่วยเหลือนั้น นอกจากในการต่อต้าน พวกที่ระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขามีสัญญากันอยู่ และอัลลอฮฺนั้นทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น บางส่วนของพวกเขาย่อมเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน หากพวกเจ้าไม่ปฏิบัติในสิ่งนั้น แล้ว ความวุ้นวายและความเสียหายอันใหญ่หลวง ก็จะเกิดขึ้นในแผ่นดิน และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และอพยพ และต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่ให้ที่พักอาศัย และช่วยเหลือนั้น ชนเหล่านี้แหละพวกเขาคือผู้ศรัทธาโดยแท้จริง ซึ่งพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษ และเครื่องยังชีพอันมากมาย” (สูเราะฮฺอัล-อันฟาล : 72-74)

8. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงอภัยโทษและเมตตาให้แก่พวกท่านทั้งหลายแล้ว  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า

﴿لَّقَد تَّابَ ٱللَّهُ عَلَى ٱلنَّبِيِّ وَٱلۡمُهَٰجِرِينَ وَٱلۡأَنصَارِ ٱلَّذِينَ ٱتَّبَعُوهُ فِي سَاعَةِ ٱلۡعُسۡرَةِ مِنۢ بَعۡدِ مَا كَادَ يَزِيغُ قُلُوبُ فَرِيقٖ مِّنۡهُمۡ ثُمَّ تَابَ عَلَيۡهِمۡۚ إِنَّهُۥ بِهِمۡ رَءُوفٞ رَّحِيمٞ ١١٧﴾ (التوبة : 117)
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ท่านนบี ชาวมุฮาญิรีน และชาวอันศอรแล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา (นบี)ในยามคับขันหลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขา เกือบจะหันเหออกจากความจริง แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาอยู่เสมอ” (สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ : 117)

9. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงสัญญาต่อพวกท่านว่า พระองค์จะทรงให้พวกท่านเป็นตัวแทนสืบช่วในแผ่นดิน ดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนรุ่นก่อนๆ และทรงให้ศาสนาที่พวกเขาศรัทธานั้นเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ ทั้งยังเป็นที่มั่นคงและเป็นเกียรติแก่พวกเขา  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า

﴿وَعَدَ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ مِنكُمۡ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ لَيَسۡتَخۡلِفَنَّهُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ كَمَا ٱسۡتَخۡلَفَ ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِهِمۡ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمۡ دِينَهُمُ ٱلَّذِي ٱرۡتَضَىٰ لَهُمۡ وَلَيُبَدِّلَنَّهُم مِّنۢ بَعۡدِ خَوۡفِهِمۡ أَمۡنٗاۚ يَعۡبُدُونَنِي لَا يُشۡرِكُونَ بِي شَيۡ‍ٔٗاۚ وَمَن كَفَرَ بَعۡدَ ذَٰلِكَ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡفَٰسِقُونَ ٥٥﴾ (النور : 55)
ความว่า “อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขา เป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปราน เป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย หลังจากความกลัวของพวกเขา โดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้าไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน” (สูเราะฮฺอัน-นูร : 55) 

10. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงให้พวกท่านเป็นผู้แทนและผู้ช่วยเหลือของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการสืบทอดคำสอนของศาสนาอิสลาม และพระองค์ได้ทรงพรรณนาถึงพวกท่านอีกว่าเป็นผู้ที่รุดหน้าในการทำความดี พร้อมทั้งได้สัญญาต่อพวกท่านถึงรางวัลที่ได้จะได้รับ นั่นคือสวนสวรรค์ซึ่งเป็นสถานที่พำนักอันสถาพร เนื่องด้วยความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อพวกท่านทั้งหลาย  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า
﴿قُلِ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ وَسَلَٰمٌ عَلَىٰ عِبَادِهِ ٱلَّذِينَ ٱصۡطَفَىٰٓۗ ءَآللَّهُ خَيۡرٌ أَمَّا يُشۡرِكُونَ ٥٩﴾ (النمل : 59)
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) บรรดาการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ และความศานติจงมีแด่ปวงบ่าวของพระองค์ ผู้ซึ่งพระองค์ทรงคัดเลือกแล้ว” (สูเราะฮฺอัน-นัมลฺ : 59)

พระองค์ได้ดำรัสอีกว่า
﴿ثُمَّ أَوۡرَثۡنَا ٱلۡكِتَٰبَ ٱلَّذِينَ ٱصۡطَفَيۡنَا مِنۡ عِبَادِنَاۖ فَمِنۡهُمۡ ظَالِمٞ لِّنَفۡسِهِۦ وَمِنۡهُم مُّقۡتَصِدٞ وَمِنۡهُمۡ سَابِقُۢ بِٱلۡخَيۡرَٰتِ بِإِذۡنِ ٱللَّهِۚ ذَٰلِكَ هُوَ ٱلۡفَضۡلُ ٱلۡكَبِيرُ ٣٢ جَنَّٰتُ عَدۡنٖ يَدۡخُلُونَهَا يُحَلَّوۡنَ فِيهَا مِنۡ أَسَاوِرَ مِن ذَهَبٖ وَلُؤۡلُؤٗاۖ وَلِبَاسُهُمۡ فِيهَا حَرِيرٞ ٣٣ وَقَالُواْ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ ٱلَّذِيٓ أَذۡهَبَ عَنَّا ٱلۡحَزَنَۖ إِنَّ رَبَّنَا لَغَفُورٞ شَكُورٌ ٣٤ ٱلَّذِيٓ أَحَلَّنَا دَارَ ٱلۡمُقَامَةِ مِن فَضۡلِهِۦ لَا يَمَسُّنَا فِيهَا نَصَبٞ وَلَا يَمَسُّنَا فِيهَا لُغُوبٞ ٣٥﴾ (فاطر : 32-35)
ความว่า “และเราได้ให้คัมภีร์ เป็นมรดกสืบทอดมา แก่บรรดาผู้ที่เราคัดเลือกแล้วจากปวงบ่าวของเรา บางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเอง และบางคนในหมู่พวกเป็นผู้เดินสายกลางและบางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้รุดหน้าในการทำความดีทั้งหลาย ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ นั่นคือความโปรดปรานอันใหญ่หลวง สวนสวรรค์หลากหลายเป็นที่พำนักอันสถาพร พวกเขาจะเข้าไปอยู่ในนั้น ในสวนสวรรค์พวกเขาจะได้ประดับด้วยกำไลทองและไข่มุก และอาภรณ์ของพวกเขาในนั้นคือผ้าไหม และพวกเขากล่าวว่า "บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ทรงขจัดความระทมทุกข์ออกจากเรา แท้จริงพระเจ้าของเราเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงชื่นชม (ต่อผู้จงรักภักดีต่อพระองค์) ซึ่งพระองค์ทรงให้เราได้พำนักในสถานที่พำนักอันสถาพร ด้วยความโปรดปรานของพระองค์ ความเหน็ดเหนื่อยจะไม่ประสบแก่เราในนั้น และความเบื่อหน่าย ก็จะไม่ประสบแก่เราในนั้น” (สูเราะฮฺฟาฏิร : 32-35)

11. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงพรรณนาถึงพวกท่านว่าเป็นผู้ที่พร้อมที่จะน้อมรับในสัจธรรมที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ได้นำมา  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า 
﴿وَٱلَّذِي جَآءَ بِٱلصِّدۡقِ وَصَدَّقَ بِهِۦٓ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُتَّقُونَ ٣٣ لَهُم مَّا يَشَآءُونَ عِندَ رَبِّهِمۡۚ ذَٰلِكَ جَزَآءُ ٱلۡمُحۡسِنِينَ ٣٤ لِيُكَفِّرَ ٱللَّهُ عَنۡهُمۡ أَسۡوَأَ ٱلَّذِي عَمِلُواْ وَيَجۡزِيَهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ ٱلَّذِي كَانُواْ يَعۡمَلُونَ ٣٥﴾ (الزمر : 33-35)
ความว่า “ส่วนผู้ที่นำความจริงมา และเขาได้เชื่อมั่นความจริงนั้น ชนเหล่านี้ พวกเขาคือบรรดาผู้ยำเกรง นั่นคือการตอบแทนของบรรดาผู้กระทำความดี เพื่อที่อัลลอฮฺจะทรงลบล้างความชั่วที่พวกเขากระทำไว้ออกจากพวกเขา และจะทรงตอบแทนรางวัลของพวกเขาแก่พวกเขาด้วยสิ่งที่ดียิ่งตามที่พวกเขาได้กระทำไว้” (สูเราะฮฺอัซ-ซุมัร : 33-35)

12. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ทรงให้การศรัทธานั้นเป็นที่รักแก่พวกท่าน และทรงให้การปฏิเสธศรัทธาและความชั่วช้าและการฝ่าฝืนนั้นเป็นที่น่าเกลียดชังแก่พวกท่าน  ดังที่พระองค์ได้ดำรัสว่า
﴿وَٱعۡلَمُوٓاْ أَنَّ فِيكُمۡ رَسُولَ ٱللَّهِۚ لَوۡ يُطِيعُكُمۡ فِي كَثِيرٖ مِّنَ ٱلۡأَمۡرِ لَعَنِتُّمۡ وَلَٰكِنَّ ٱللَّهَ حَبَّبَ إِلَيۡكُمُ ٱلۡإِيمَٰنَ وَزَيَّنَهُۥ فِي قُلُوبِكُمۡ وَكَرَّهَ إِلَيۡكُمُ ٱلۡكُفۡرَ وَٱلۡفُسُوقَ وَٱلۡعِصۡيَانَۚ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلرَّٰشِدُونَ ٧﴾ (الحجرات : 7)
ความว่า “และพวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า ในหมู่พวกเจ้านั้นมีเราะสูลของอัลลอฮฺอยู่ หากเขา(มุหัมมัด) เชื่อฟังพวกเจ้าในส่วนใหญ่ของกิจการแล้ว แน่นอนพวกเจ้าก็จะลำบากกัน แต่อัลลอฮฺทรงให้การศรัทธาเป็นที่รักแก่พวกเจ้า และทรงให้การปฏิเสธศรัทธา และความชั่วช้าและการฝ่าฝืนเป็นที่น่าเกลียดชังแก่พวกเจ้า ชนเหล่านั้นคือพวกที่ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (สูเราะฮฺอัล-หุญุรอต : 7)

13. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้การรักพวกท่านนั้นเป็นเครื่องหมายของการศรัทธา และการเกลียดชังพวกท่านนั้นเป็นเครื่องหมายของการกลับกลอก ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«آيَةُ الإيْـمَانِ حُبُّ الأَنْصَارِ وآيَةُ النِّفَاقِ بُـغْضُ الأَنْصَارِ» (البخاري برقم 17، ومسلم برقم 74)
ความว่า “เครื่องหมายของการศรัทธาคือการรักชาวอันศอร  และเครื่องหมายของการกลับกลอกคือการเกลียดชังชาวอันศอร”  
ท่านได้กล่าวอีกว่า
«الأَنْصَارُ لاَ يُحِبُّهُمْ إِلَّا مُؤْمِنٌ وَلاَ يُبْغِضُهُمْ إِلاَّ مُنَافِقٌ» (البخاري برقم 3784، ومسلم برقم 75)
ความว่า “ชาวอันศอรไม่มีผู้ใดรักพวกเขานอกจากเป็นผู้ศรัทธา และไม่มีผู้ใดเกลียดชังพวกเขานอกจากเป็นผู้กลับกลอก”  

14.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ยืนยันว่าพวกท่านเป็นประชาชาติที่ดีและประเสริฐยิ่ง ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«خَيْرُ النَّاسِ قَرْنِي ثُمَّ الَّذِينَ يَلُونَهُمْ ثُمَّ الَّذِينَ يَلُونَهُمْ... » (البخاري برقم 3651، ومسلم برقم 2533)
ความว่า “มนุษย์ชาติที่ดียิ่งคือผู้ที่อยู่ในสมัยของฉัน แล้วบรรดาที่ตามถัดจากพวกเขา แล้วบรรดาที่ตามถัดจากพวกเขา...” 

15.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ห้ามการด่าทอพวกท่าน ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«لَا تَسُبُّوا أَصْحَابِي لَا تَسُبُّوا أَصْحَابِي فَوَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ لَوْ أَنَّ أَحَدَكُمْ أَنْفَقَ مِثْلَ أُحُدٍ ذَهَبًا مَا أَدْرَكَ مُدَّ أَحَدِهِمْ وَلَا نَصِيفَهُ» (البخاري برقم 3673، ومسلم برقم 2540)
ความว่า “พวกท่านอย่าด่าทอบรรดาสาวกของฉัน , พวกท่านอย่าด่าทอบรรดาสาวกของฉัน, ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ หากคนใดในหมู่พวกท่านบริจาคทองคำเท่ากับภูเขาอุหุด ก็ไม่เท่ากับหนึ่งมุด(การตวงโดยใช้สองมือตัก)ของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และแม้แต่เพียงครึ่งมุด(ก็ไม่เท่า)” 

16.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แจ้งข่าวว่า ชัยชนะและการพิชิตดินแดนต่างๆนั้นจะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของพวกท่านและบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามท่าน ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า 
«يَأْتِي عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ فَيَغْزُو ‏ ‏فِئَامٌ ‏ ‏مِنْ النَّاسِ فَيَقُولُونَ فِيكُمْ مَنْ صَاحَبَ رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَيَقُولُونَ نَعَمْ فَيُفْتَحُ لَهُمْ ثُمَّ يَأْتِي عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ فَيَغْزُو ‏ ‏فِئَامٌ ‏ ‏مِنْ النَّاسِ فَيُقَالُ هَلْ فِيكُمْ مَنْ صَاحَبَ أَصْحَابَ رَسُولِ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏فَيَقُولُونَ نَعَمْ فَيُفْتَحُ لَهُمْ ثُمَّ يَأْتِي عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ فَيَغْزُو فِئَامٌ مِنْ النَّاسِ فَيُقَالُ هَلْ فِيكُمْ مَنْ صَاحَبَ مَنْ صَاحَبَ ‏ ‏أَصْحَابَ رَسُولِ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏فَيَقُولُونَ نَعَمْ فَيُفْتَحُ لَهُمْ» ‏(البخاري برقم 3649، ومسلم برقم 2533)
ความว่า “จะมีสมัยหนึ่งเกิดขึ้น ที่ชนหมู่หนึ่งแห่งผู้คนทั้งหลายจะออกศึก แล้วจะถูกถามว่า : ในหมู่พวกท่านนั้นมีเศาะหาบะฮฺของเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  อยู่ด้วยหรือเปล่า? พวกเขาจะตอบว่า : มี แล้วเมืองนั้นก็จะถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น หลังจากนั้น ก็จะมาถึงสมัยหนึ่งซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งออกทำศึกสงคราม จะมีเสียงถามว่า : ในพวกท่านนั้นมีสหายของบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  อยู่ด้วยหรือเปล่า? พวกเขาตอบว่า : มี แล้วเมืองนั้นก็จะถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น หลังจากนั้น ก็จะมาถึงสมัยหนึ่งซึ่งคนกลุ่มหนึ่งออกทำศึกสงคราม ก็มีเสียงถามว่า : ในพวกท่านนั้นมีสหายของสหายของเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอยู่บ้างไหม? พวกเขากล่าวว่า  : มี แล้วเมืองนั้นก็ถูกพิชิตโดยพวกเขาเหล่านั้น” 
  
17. เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านนบีได้กล่าวถึงพวกท่านว่า
«لَوْلا الهِجْرَةُ لَكُنْتُ امْرَءاً مِنَ الأْنصَارِ وَلَوْ سَلَكَ النَّاسُ وَادِياً وَسَلَكَتِ الأَنْصَارُ وَادِياً أَوْ شِعْباً لَسَلَكْتُ وَادِي الأَنْصَارِ أَوْ شِعْبَ الأَنْصَارِ » (البخاري برقم 7244، ومسلم برقم 1059)
ความว่า “หากไม่มีการอพยพ แน่นอนฉันอาจจะเป็นคนหนึ่งในหมู่ชาวอันศอรฺ หากว่าผู้คนมุ่งที่จะไปที่หุบเขาหนึ่ง แต่ชาวอันศอรฺมุ่งไปที่อีกหุบเขาหนึ่ง แน่นอนฉันก็จะมุ่งตรงไปที่หุบเขาของชาวอันศอรฺ”  
    
18.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะพวกท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวถึงพวกท่านว่า “ผู้ใดที่ต้องการทำตามแบบอย่างที่ดี เขาก็จงทำตามแบบอย่างที่ดีของผู้ที่ได้ตายไปแล้วเถิด พวกเขาเหล่านั้นคือเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พวกเขาเป็นประชาชาติที่ดีที่สุด เป็นผู้ที่หัวใจที่บริสุทธิ์ที่สุด มีความรู้อย่างลึกซึ้งที่สุด และเป็นผู้มีความลำบากน้อยที่สุดในการนับถือหรือปฏิบัติคำสั่งใช้ของศาสนา เป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺได้ทรงเลือกให้เป็นสาวกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทำการสืบทอดศาสนาของพระองค์ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงเจริญรอยตามความประพฤติอันดีงามของพวกเขาเถิด พวกเขาคือบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งเขาเหล่านั้นดำรงอยู่บนทางนำที่เที่ยงธรรม”      
 
19.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะท่านอับดุลอฮฺ บินมัสอูดได้กล่าวถึงพวกท่านว่า “แท้จริงอัลลอฮฺ ทรงมองดูหัวใจของปวงบ่าว ซึ่งพบว่าหัวใจของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  เป็นหัวใจที่ดีเลิศที่สุดจากปวงบ่าวทั้งหลาย แล้วพระองค์ทรงเลือกท่านด้วยพระองค์เอง แล้วทรงแต่งตั้งให้ท่านประกาศศาสนา หลังจากนั้นก็ทรงมองดูหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ นอกจากหัวใจของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมแล้ว ก็พบว่าหัวใจของบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี เป็นหัวใจที่ดีเลิศที่สุดจากปวงบ่างทั้งหลาย แล้วพระองค์ก็ทรงให้พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือนบีของพระองค์ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ต่อสู้ดิ้นร้นในกิจการต่างๆของศาสนาพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่บรรดาผู้ศรัทธาเห็นว่าดี มันก็เป็นสิ่งดี ณ ที่อัลลอฮฺ และสิ่งที่บรรดาผู้ศรัทธาเห็นว่าน่าเกลียด มันก็เป็นความน่าเกลียด ณ ที่อัลลอฮฺ” 

20.  เรารักเศาะหาบะฮฺ ก็เพราะพวกท่านอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวถึงพวกท่านว่า “เศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เป็นกลุ่มชนที่มีเจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ มีการงานที่ดีเยี่ยม ซึ่งทุกคนที่มองไปยังพวกท่านก็จะมีความแปลกใจในหนทางแห่งการย่างก้าวและทางนำของพวกท่าน” 
      



ระดับความประเสริฐของบรรดาเศาะหาบะฮฺ  

แท้จริงแล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม มิได้มีระดับความประเสริฐที่เท่าเทียมกัน ทว่า ในแต่ละท่านนั้นจะมีระดับความประเสริฐเนื่องด้วยการเข้ารับอิสลามก่อนอีกคน หรือเพราะการอพยพของท่านไปยังอีกดินแดนหนึ่งเพื่อรักษาความศรัทธาที่มีต่ออิสลาม และเป็นเพราะการเข้าร่วมในสงครามหรือเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆเช่นการให้สัตยาบันต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  ซึ่งบรรดานักวิชาการได้จัดระดับความประเสริฐของบรรดาเศาะหาบะฮฺมากถึง 12 ระดับ  ดังนี้  
กลุ่มคนที่เข้ารับอิสลามที่เมืองมักกะฮฺ เช่นท่านอบีบักร์ ท่านอุมัร ท่านอุษมาน ท่านอะลี และท่านอื่นๆ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม
ชาวดารุน-นัดวะฮฺ
ผู้ที่อพยพไปยังอัล-หะบะชะฮฺหรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน
กลุ่มคนที่ให้สัตยาบันอัล-อะเกาะบะฮฺครั้งที่ 1 กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม 
กลุ่มคนที่ให้สัตยาบันอัล-อะเกาะบะฮฺครั้งที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอันศอร
กลุ่มคนแรกจากชาวมุฮาญิรีนที่ได้ไปยังท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ณ กุบาอ์ ซึ่งพวกท่านได้สร้างมัสญิดขึ้นที่นั่น
กลุ่มคนที่เข้าร่วมสงครามบะดัร 
ผู้ที่อพยพในช่วงระหว่างสงครามบะดัรและสงครามอัล-หุดัยบียะฮฺ
กลุ่มค